{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"id","type":"numeric"},{"id":"type","type":"text"},{"id":"title","type":"text"},{"id":"creator","type":"text"},{"id":"description","type":"text"},{"id":"provenance","type":"text"},{"id":"subject","type":"text"},{"id":"spatial","type":"text"},{"id":"temporal","type":"text"},{"id":"language","type":"text"},{"id":"rights","type":"text"},{"id":"license","type":"text"},{"id":"source.uri","type":"text"},{"id":"picture","type":"text"}],
  "records": [
    [1,12,"อื่นๆ","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [2,12,"วารสาร","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [3,12,"บทความ","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [4,12,"วิทยานิพนธ์","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [5,12,"รายงานงานวิจัย","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [6,12,"รายงาน","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [7,12,"หนังสือ","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [8,12,"จุลสาร","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [9,12,"สูจิบัตร","ประมวลข้อมูลพื้นฐานชุมชนในมิติทางมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้แนวคิดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นกรอบของการศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกือบทั้งหมดได้มาจากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนข้อมูลจำเพาะบางอย่างได้จากผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งผู้นำชุมชนที่เป็นทางการและผู้ชำนาญการในแต่ละประเด็นปัญหา การนำเสนอเรื่องราวจากภาพกว้างไปสู่ภาพเฉพาะช่วยให้เห็นกำเนิด การเติบโตและพัฒนาการของท้องถิ่น ชุมชนที่ศึกษาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 100 กว่าปี เป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะแรก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การที่รัฐได้เร่งพัฒนาประเทศเพื่อให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศทั้งหลายได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกผลักดันให้สังคมชนบทต้องพึ่งพาสังคมเมืองยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เริ่มถดถอยไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการผลิต การดิ้นรนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ คือปัญหาที่ชาวนาชาวไร่กำลังเผชิญ</p>","","ชุมชน, มานุษยวิทยา, การศึกษา, งานวิจัยและวิทยานิพนธ์, ไทย (ภาคเหนือ), ไทย (ภาคกลางตอนบน), ไทย (ภาคกลางตอนล่าง), ไทย (ภาคอีสาน)","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=12","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/006-cover.jpg"],
    [10,13,"อื่นๆ","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [11,13,"วารสาร","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [12,13,"บทความ","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [13,13,"วิทยานิพนธ์","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [14,13,"รายงานงานวิจัย","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [15,13,"รายงาน","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [16,13,"หนังสือ","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [17,13,"จุลสาร","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [18,13,"สูจิบัตร","จิตรกรรม ประติมากรรมในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามาหลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรม ประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน</p>","","จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=13","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/007-cover.jpg"],
    [19,14,"อื่นๆ","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [20,14,"วารสาร","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [21,14,"บทความ","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [22,14,"วิทยานิพนธ์","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [23,14,"รายงานงานวิจัย","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [24,14,"รายงาน","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [25,14,"หนังสือ","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [26,14,"จุลสาร","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [27,14,"สูจิบัตร","ประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป","","<p>\r\n\tการศึกษาประเพณีสิบสองเดือน ได้รวบรวมหลักฐานและรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีในแต่ละภูมิภาคว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งศึกษาบริบทแวดล้อมทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือเพิ่มเติมการปรุงแต่งขึ้นใหม่</p>","","พระราชพิธี, ประเพณีสิบสองเดือน, การเปลี่ยนแปลง, ประเพณีท้องถิ่น, ไทย, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=14","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/009-cover..jpg"],
    [28,18,"อื่นๆ","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [29,18,"วารสาร","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [30,18,"บทความ","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [31,18,"วิทยานิพนธ์","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [32,18,"รายงานงานวิจัย","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [33,18,"รายงาน","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [34,18,"หนังสือ","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [35,18,"จุลสาร","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [36,18,"สูจิบัตร","การศึกษามิติวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจพอเพียง","","<p>\r\n\tการศึกษากระบวนการดำเนินงานและระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นในกรณีศึกษากลุ่มองค์กร/ชุมชน ที่ได้ดำเนินงานตามสาระสำคัญของ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพื่อที่จะปรับตัวให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้หลายฝ่ายต้องตระหนักถึงการปรับตัวให้สมดุลกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาเพื่อประมวลความสำเร็จ/ล้มเหลว วิเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปรแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างมาศึกษา 6 กรณี เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา, มูลนิธิพิพิธประชานาถ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์, ชุมชนทุ่งยาว ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน, ชุมชนยี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม</p>","","เศรษฐกิจพอเพียง, กลุ่มสัจจะออมทรัพย์, มูลนิธิพิพิธประชานาถ, ชุมชนประดิษฐ์โทรการ, ชุมชนบ้านทุ่งยาว, บริษัทกลุ่มสามมิตร","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=18","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/013-cover.jpg"],
    [37,19,"อื่นๆ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [38,19,"วารสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [39,19,"บทความ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [40,19,"วิทยานิพนธ์","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [41,19,"รายงานงานวิจัย","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [42,19,"รายงาน","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [43,19,"หนังสือ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [44,19,"จุลสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [45,19,"สูจิบัตร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=19","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/014-cover.jpg"],
    [46,27,"อื่นๆ","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [47,27,"วารสาร","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [48,27,"บทความ","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [49,27,"วิทยานิพนธ์","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [50,27,"รายงานงานวิจัย","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [51,27,"รายงาน","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [52,27,"หนังสือ","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [53,27,"จุลสาร","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [54,27,"สูจิบัตร","วัดกับชุมชน","","<p>\r\n\tงานวิจัยทางวิชาการชิ้นนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจที่มาและความเป็นไปของ &quot;วัด&quot; โดยมองจากพัฒนาการการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะเป็นเนินหลุมดินฝังศพของหมู่บ้านสูงเด่นกว่าระดับพื้นทั่วไป ยุคเหล็กเจ้าของเครื่องมือหินขัด บรรจงปักหินแบ่งแยกหลุมศพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนออกจากเขตที่พักอาศัย หินตั้งถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเสมา ต่อมาพุทธศาสนาได้รับการยอมรับและแพร่หลายล่วงมาจนถึงสมัยสุโขทัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรารับรู้ในนามของ &quot;วัด&quot; ปรากฏเป็นครั้งแรก จนมาถึงสมัยอยุธยาวัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง</p>","","วัด, ชุมชน, พุทธศาสนากับสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ศาสนา, สถาบันสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=27","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/028-cover.jpg"],
    [55,28,"อื่นๆ","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [56,28,"วารสาร","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [57,28,"บทความ","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [58,28,"วิทยานิพนธ์","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [59,28,"รายงานงานวิจัย","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [60,28,"รายงาน","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [61,28,"หนังสือ","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [62,28,"จุลสาร","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [63,28,"สูจิบัตร","การศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน","","<p>\r\n\tการศึกษาภูมิหลังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่ตลิ่งชัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ศึกษาวิจัยในการทำงานเกี่ยวกับสังคมลุ่มน้ำลำคลองของชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีตก่อนที่เมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องเข้าไปอยู่ในส่วนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่ บางตระกูลก็ต้องเลิกไปเนื่องจากการสร้างถนนผ่ากลางบ้าน ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง และพื้นที่ตลิ่งชันนั้นยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดิน น้ำ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร</p>","","การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ, ความเป็นอยู่และประเพณี,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=28","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/029-cover.jpg"],
    [64,32,"อื่นๆ","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [65,32,"วารสาร","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [66,32,"บทความ","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [67,32,"วิทยานิพนธ์","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [68,32,"รายงานงานวิจัย","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [69,32,"รายงาน","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [70,32,"หนังสือ","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [71,32,"จุลสาร","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [72,32,"สูจิบัตร","เหย้าเรือนพื้นบ้านย่านตะวันตก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของชาวชนบท ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยกรอบการวิจัยศึกษาจำเพาะเรือนผูกแบบยกพื้น ที่หลงเหลืออยู่น้อยจนเข้าข่ายเป็นสิ่งหายาก เรือนจำนวน 20 หลัง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีศึกษานี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีรังวัดขนาด วาดภาพและถ่ายภาพบันทึกรูปลักษณ์ ประกอบกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงคุณภาพตามหลักพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งรูปแบบเรือนมีทั้งประเภทที่ยกพื้นเตี้ยเพียงระดับเข่าหรือเอวกระทั่งสูงพ้นหัวคนสามารถใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนได้&nbsp;</p>","","สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น, เหย้า, เรือน, เมือง, บ้าน, ย่านตะวันตก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=32","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/034-cover.jpg"],
    [73,33,"อื่นๆ","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [74,33,"วารสาร","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [75,33,"บทความ","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [76,33,"วิทยานิพนธ์","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [77,33,"รายงานงานวิจัย","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [78,33,"รายงาน","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [79,33,"หนังสือ","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [80,33,"จุลสาร","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [81,33,"สูจิบัตร","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคเหนือและภาคกลาง","","<p>\r\n\tโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ EFEO จัดทำควบคู่กับโครงการวิจัยกรณีเดียวกันในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว และศรีลังกา เป็นต้น โครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย (ปีที่ 1) เก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาทรงคุณค่าจำนวนมากที่สุดในประเทศ โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, เหนือ, กลาง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=33","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/035-cover.jpg"],
    [82,34,"อื่นๆ","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [83,34,"วารสาร","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [84,34,"บทความ","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [85,34,"วิทยานิพนธ์","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [86,34,"รายงานงานวิจัย","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [87,34,"รายงาน","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [88,34,"หนังสือ","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [89,34,"จุลสาร","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [90,34,"สูจิบัตร","สถาปัตยกรรมวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย: วัดภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง วัดพุทธศาสนาในประเทศไทย ปีที่ 2 เป็นโครงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ของภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยให้ความสนใจในเรื่องผังบริเวณวัดและสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นวัดทั้งสิ้น มิใช่แต่เฉพาะ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด แต่ยังรวมไปถึง หอไตร ศาลาต่าง ๆ กุฏิ เว็จกุฏิ ห้องสรง รั้ววัด ฯลฯ รวมเป็นข้อมูลอันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของแต่ละภูมิภาค ภายใต้มุมมองที่แตกต่างกว่าการศึกษาสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมข้อมูลในการสำรวจสถาปัตยกรรมภาคเหนือและภาคกลาง (โครงการวิจัยปีที่ 1) เพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>","","วัด, สถาปัตยกรรม, พุทธศาสนา, ไทย, ใต้, อีสาน, ตะวันออก","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=34","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/036-cover.jpg"],
    [91,35,"อื่นๆ","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [92,35,"วารสาร","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [93,35,"บทความ","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [94,35,"วิทยานิพนธ์","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [95,35,"รายงานงานวิจัย","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [96,35,"รายงาน","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [97,35,"หนังสือ","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [98,35,"จุลสาร","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [99,35,"สูจิบัตร","พื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน : กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องที่วัดแดง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยนี้ ได้ศึกษาพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมซึ่ง พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของท้องถิ่น สะท้อนความเป็นชุมชนชาวสวน จังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกทำให้เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม ภายใต้การสร้างความสัมพันธ์กับอำนาจของกระบวนการทางสังคมให้เกิดการสร้างความจริง สร้างพื้นที่ความทรงจำให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นเอกลักษณ์ อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนช่วยเสริมความทรงจำและความชอบธรรมให้หมู่บ้านตนเอง สอดรับกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;</p>","","พิพิธภัณฑ์บ้านวัดแดง, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, บ้านวัดแดง, วัฒนธรรม, ชุมชน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=35","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/039-cover.jpg"],
    [100,36,"อื่นๆ","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [101,36,"วารสาร","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [102,36,"บทความ","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [103,36,"วิทยานิพนธ์","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [104,36,"รายงานงานวิจัย","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [105,36,"รายงาน","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [106,36,"หนังสือ","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [107,36,"จุลสาร","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [108,36,"สูจิบัตร","หมู่บ้านลอยน้ำของไทย","","<p>\r\n\tหมู่บ้านลอยน้ำของไทย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ โดยเน้นการสำรวจภาคสนามของหมู่บ้านลอยน้ำที่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผังเรือนแพแบบเกาะกลุ่ม กับหมู่บ้านที่แม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนแพเกาะยาวไปตามลำน้ำ โดยการเสนอรายละเอียดเกี่ยวเนื่อง ระหว่างนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ความเชื่อ และสถาปัตยกรรม เน้นการสำรวจทางกายภาพด้วยภาพถ่าย และการรังวัดตัวเรือน ครอบคลุมการสำรวจหมู่บ้านและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับหมู่บ้าน ตัวเรือน และการดำรงชีวิต ผนวกกับการศึกษาจากเอกสารในเนื้อหาของประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและการอยู่อาศัย รวมทั้งการสัมภาษณ์จากผู้อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบถึงอายุเรือน ระยะเวลาการอยู่อาศัย รวมทั้งแนวโน้มการย้ายถิ่นฐาน</p>","","เรือนแพ, หมู่บ้านลอยน้ำ, อุทัยธานี, นครสวรรค์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=36","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/040-cover.jpg"],
    [109,37,"อื่นๆ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [110,37,"วารสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [111,37,"บทความ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [112,37,"วิทยานิพนธ์","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [113,37,"รายงานงานวิจัย","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [114,37,"รายงาน","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [115,37,"หนังสือ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [116,37,"จุลสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [117,37,"สูจิบัตร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1)","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง การช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=37","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/041-cover.jpg"],
    [118,39,"อื่นๆ","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [119,39,"วารสาร","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [120,39,"บทความ","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [121,39,"วิทยานิพนธ์","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [122,39,"รายงานงานวิจัย","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [123,39,"รายงาน","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [124,39,"หนังสือ","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [125,39,"จุลสาร","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [126,39,"สูจิบัตร","การสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม","","<p>\r\n\tการสำรวจองค์ความรู้ชาติพันธุ์วิทยางานชิ้นนี้ มุ่งศึกษาองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; และ &rdquo;ม้ง&rdquo; ในประเทศเวียดนาม ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp; ประวัติการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาในเวียดนาม, การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ไท&rdquo; ในเวียดนาม และการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ม้ง&rdquo; ในเวียดนาม นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารที่น่าสนใจพร้อมรายการบรรณานุกรมและบทวิเคราะห์ที่สำคัญไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย</p>","","ชาติพันธุ์วิทยา, เวียดนาม, ไท, ม้ง, การวิจัย","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=39","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/051-cover.jpg"],
    [127,40,"อื่นๆ","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [128,40,"วารสาร","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [129,40,"บทความ","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [130,40,"วิทยานิพนธ์","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [131,40,"รายงานงานวิจัย","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [132,40,"รายงาน","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [133,40,"หนังสือ","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [134,40,"จุลสาร","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [135,40,"สูจิบัตร","การรู้หนังสือ สถานที่ และการก่อตัวของเมืองไทดำ: บททดลองเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทดำในเวียดนามยุคก่อนสมัยใหม่ (มุมมองจากเอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot;)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยนี้เสนอให้เห็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของกลุ่มชนไทดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามก่อนยุคปฏิวัติ โดยอ่านจากเอกสารความโต้เมืองเป็นหลัก ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับสถานที่และพื้นที่ ทั้งยังเป็นเอกสารที่ถูกใช้อ่านในพิธีศพ เป็นเสมือนเครื่องมือในการสร้างความผูกพันต่อสถานที่และพื้นที่ผ่านการนำเสนอในพิธีกรรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเอกสารของไทดำโบราณ ประกอบการศึกษาภาคสนามของผู้เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ถึง 2004 ในแง่เอกสาร ใช้เอกสาร &quot;ความโต้เมือง&quot; สำนวนต่าง ๆ เป็นแกนกลางของการศึกษา และอาศัยเอกสารอื่น ๆ ประกอบ นอกจากนี้รายงานวิจัยเรื่องนี้ยังได้แนบบางส่วนของคำแปลและการวิเคราะห์ต้นฉบับเอกสารของไทดำไว้ให้ศึกษาอีกด้วย</p>","","ไทดำ, เวียดนาม, ประวัติศาสตร์, ความโต้เมือง","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=40","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/052-cover.jpg"],
    [136,41,"อื่นๆ","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [137,41,"วารสาร","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [138,41,"บทความ","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [139,41,"วิทยานิพนธ์","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [140,41,"รายงานงานวิจัย","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [141,41,"รายงาน","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [142,41,"หนังสือ","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [143,41,"จุลสาร","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [144,41,"สูจิบัตร","การตรวจชำระและการศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับภาษาบาลี","","<p>\r\n\tพิมพาภิกขุนีนิพพานภาษาบาลีเป็นวรรณกรรมร้อยแก้วที่แต่งขึ้นในประเทศไทย สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยา เรื่องในพิมพาภิกขุนีนิพพานมีทั้งสิ้น 80 เรื่อง ต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจชำระครั้งนี้เป็นต้นฉบับใบลาน จำนวน 10 ฉบับ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ต้นฉบับที่คัดลอกในสมัยอยุธยามีการใช้คำศัพท์ที่ไม่เคร่งครัดและมีวิธีเขียนคำหลายแบบ ซึ่งอาจแสดงถึงวิธีการเขียนคำบาลีในสมัยอยุธยา แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเรื่องพิมพาภิกขุนีกลับไม่มีผู้สนใจศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอุปสรรคหลายประการ เช่น วรรณคดีเรื่องนี้ยังอยู่ในต้นฉบับตัวเขียน และยังไม่มีการเผยแพร่เท่าที่ควร เรื่องพิมพาภิกขุนีนิพพานฉบับสมบูรณ์จึงไม่เป็นที่รู้จักของนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยได้ปริวรรตเนื้อเรื่องจากต้นฉบับตัวเขียนอักษรขอมและอักษรมอญ ที่ได้คัดเลือกไว้เป็นอักษรโรมัน แล้วทำการสอบทานและตรวจชำระต้นฉบับอื่นๆ ที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารโบราณอีก 10 ฉบับ เพื่อให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับฉบับดั้งเดิม หลังจากนั้นจึงแปลเนื้อความเป็นภาษาไทยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป</p>","","คัมภีร์พิมพาภิกขุนีนิพพาน, พุทธศาสนา, วรรณกรรมพุทธศาสนา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=41","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/053-cover.jpg"],
    [145,42,"อื่นๆ","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [146,42,"วารสาร","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [147,42,"บทความ","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [148,42,"วิทยานิพนธ์","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [149,42,"รายงานงานวิจัย","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [150,42,"รายงาน","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [151,42,"หนังสือ","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [152,42,"จุลสาร","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [153,42,"สูจิบัตร","ตลาดกับวิถีชีวิต","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยตลาดกับวิถีชีวิต ประกอบด้วยบทความวิจัย จำนวน 5 เรื่อง ศึกษาในพื้นที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตลาดสดแบ๊คควา-ฮานอย พื้นที่ศึกษามีทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ราชการ ยกตัวอย่าง การเกิดตลาดในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ &quot;พื้นที่สถานที่ราชการ&quot; มาเป็นพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้ ขณะเดียวกันตลาดนัดในอีกหลาย ๆ ที่มีความสัมพันธ์และสนองตอบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปิดและห่างไกลจากย่านธุรกิจ อย่างชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็มีบทบาทหน้าที่ที่แฝงอยู่มากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งกลไกในระบบเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าราคาประหยัด หากจะเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในพื้นที่สาธารณะภายนอกมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยยะสำคัญ</p>","","ตลาด, ตลาดนัด, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=42","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/054-cover.jpg"],
    [154,48,"อื่นๆ","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [155,48,"วารสาร","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [156,48,"บทความ","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [157,48,"วิทยานิพนธ์","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [158,48,"รายงานงานวิจัย","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [159,48,"รายงาน","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [160,48,"หนังสือ","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [161,48,"จุลสาร","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [162,48,"สูจิบัตร","การศึกษาและปริวรรตจารึก: จารึกพบที่อำเภอนาน้อย และ อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งรวบรวม ปริวรรต และศึกษาวิเคราะห์จารึกในพื้นที่อำเภอนาน้อยและอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พบจารึกจำนวนทั้งสิ้น 128 รายการ แบ่งเป็นพบที่อำเภอนาน้อย จำนวน 91 รายการ และอำเภอนาหมื่น จำนวน 37 รายการ จารึกมีอายุระหว่าง พ.ศ. 2258-2495 ซึ่งมีการบันทึกด้วยอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยนิเทศ และอักษรไทย ในส่วนเนื้อหาสาระพบว่าจารึกส่วนใหญ่มีเนื้อหาว่าด้วยการประกอบกุศลกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างหรือการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การถวายพระพุทธรูป ผ้าพระบฏกลอง ฯลฯ ให้แก่วัด ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าศรัทธานั้นมีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสมีทุกชนชั้นในสังคม นับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครน่าน พระญาติ ข้าราชบริพาร และชาวบ้านทั่วไป</p>","","ปริวรรต, จารึก, นาน้อย, นาหมื่น, น่าน","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=48","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/098-cover.jpg"],
    [163,55,"อื่นๆ","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [164,55,"วารสาร","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [165,55,"บทความ","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [166,55,"วิทยานิพนธ์","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [167,55,"รายงานงานวิจัย","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [168,55,"รายงาน","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [169,55,"หนังสือ","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [170,55,"จุลสาร","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [171,55,"สูจิบัตร","กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกและเซมังหรือมานิในภาคใต้: จังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง","","<p>\r\n\t&quot;มานิ&quot; จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นิกริโต อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูภายหลังชนเผ่าเซมัง แต่ก็นับว่ามานิเป็นกลุ่มมนุษยชาติเก่าแก่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดจนไปถึงประเทศมาเลเซีย และบางส่วนในประเทศอินโดนีเซียมาก่อนกลุ่มอื่น คนกลุ่มนี้นับวันจะลดน้อยลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ยากที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความเป็นเมืองที่บุกรุกเข้าไปในป่า แหล่งที่อยู่อาศัยของมานิกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส สงขลา พัทลุง สตูลและตรัง&nbsp; ซึ่งงานวิจัยนำเสนอข้อมูลพื้นฐานกลุ่มมานิในพื้นที่เขตป่าเทือกเขาบรรทัด 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรังและสตูล&nbsp;</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ซาไก, เซมัง, มานิ, ภาคใต้,","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=55","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/190-cover.jpg"],
    [172,56,"อื่นๆ","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [173,56,"วารสาร","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [174,56,"บทความ","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [175,56,"วิทยานิพนธ์","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [176,56,"รายงานงานวิจัย","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [177,56,"รายงาน","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [178,56,"หนังสือ","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [179,56,"จุลสาร","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [180,56,"สูจิบัตร","การศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้เป็นไปเพื่อรวบรวมองค์ความรู้แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีสำหรับเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยและฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย&nbsp;นอกจากนี้ยังศึกษาข้อมูลบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจพื้นที่เหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้ศึกษาวิจัยได้เลือกสำรวจข้อมูลในเขตภาคกลาง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงโบราณวัตถุในหลุมขุดค้นในเขตภาคกลางมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง อาทิ บ้านโปรตุเกส จังหวัดอยุธยา เตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี หนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี</p>","","แหล่งเรียนรู้, โบราณคดี, โบราณวัตถุ, หลุมขุดค้นทางโบราณคดี","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=56","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/194-cover.jpg"],
    [181,57,"อื่นๆ","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [182,57,"วารสาร","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [183,57,"บทความ","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [184,57,"วิทยานิพนธ์","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [185,57,"รายงานงานวิจัย","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [186,57,"รายงาน","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [187,57,"หนังสือ","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [188,57,"จุลสาร","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [189,57,"สูจิบัตร","พลวัตทางชาติพันธุ์ของคนพลัดถิ่นชายแดนตะวันออก กรณีศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กะซอง และซำเร","","<p>\r\n\tท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากส่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาคมชาติพันธุ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประเด็นปัญหาท้าทายที่นำมาทบทวนและพิจารณาในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในรูปแบบนโยบายการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ของโลกที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยงานศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่ม &quot;กะซอง&quot; และ &quot;ซำเร&quot; ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองบริเวณพื้นที่ชายแดนตะวันออกของไทย โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ร่วมสมัยของชุมชนประชาคมชาติพันธุ์ และพัฒนาแนวนโยบายทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป</p>","","กะซอง, ซำเร, งานผีแม่มด, สำนึกทางชาติพันธุ์","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=57","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/200-cover.jpg"],
    [190,61,"อื่นๆ","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [191,61,"วารสาร","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [192,61,"บทความ","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [193,61,"วิทยานิพนธ์","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [194,61,"รายงานงานวิจัย","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [195,61,"รายงาน","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [196,61,"หนังสือ","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [197,61,"จุลสาร","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [198,61,"สูจิบัตร","ขัดกันฉันมิตร: คู่มือทักษะวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนใต้","","<p>\r\n\t&quot;ทักษะวัฒนธรรม&quot; คือหนังสือคู่มือรูปแบบกึ่งนิยาย โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าของเด็กสามคนจากสามครอบครัว ถึงแม้ว่าตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์จะเป็นเรื่องสมมุติ&nbsp; แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวประสบการณ์จริง ความเข้าใจและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นมา เป็นการเสนอภาพของชายแดนใต้ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัฒนธรรมมลายูมุสลิม พุทธ และจีน อยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่หวังว่าผู้อ่านทั่วไปจะอ่านได้อย่างมีอรรถรสกว่ารายงานวิจัย สร้างความเข้าใจ สร้างแนวปฏิบัติให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขจัดความระหวาดระแวง ความไม่รู้จักกันระหว่างกลุ่มคน</p>","","มุสลิม, ชาวไทยมุสลิม, ภาคใต้, ความเป็นอยู่และประเพณี, ภาวะสังคม","","20 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=61","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/092-cover.jpg"],
    [199,62,"อื่นๆ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [200,62,"วารสาร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [201,62,"บทความ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [202,62,"วิทยานิพนธ์","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [203,62,"รายงานงานวิจัย","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [204,62,"รายงาน","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [205,62,"หนังสือ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [206,62,"จุลสาร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [207,62,"สูจิบัตร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tการสำรวจพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย (กรกฎาคม 2546 - เมษายน 2547) ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การจัดเวทีประชุมหารือกับบุคลากรในท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ และการสำรวจภาคสนาม ซึ่งทำให้ได้รู้จักพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวม 128 แห่ง เป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการก่อตัวของพิพิธภัณฑ์ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อรู้จักตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินการของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง สำหรับเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ ประกอบด้วยการรวบรวมเนื้อหาสร้างเป็นฐานข้อมูล งานวิจัย และงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในฐานะองค์กรในการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=62","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/249-cover.jpg"],
    [208,63,"อื่นๆ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [209,63,"วารสาร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [210,63,"บทความ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [211,63,"วิทยานิพนธ์","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [212,63,"รายงานงานวิจัย","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [213,63,"รายงาน","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [214,63,"หนังสือ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [215,63,"จุลสาร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [216,63,"สูจิบัตร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 1 วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษา","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา 3 แหล่ง ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง โดยมีนักวิจัยภาคสนามประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า พิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านมีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง มีความใกล้ชิดกับวัดเป็นอย่างมาก การที่พิพิธภัณฑ์มีความคาบเกี่ยวกับวัด ด้านหนึ่งก็สามารถพึ่งพิงทรัพยากรของวัด แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความขัดแย้งได้ พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและวัดไหล่หินเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระสงฆ์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นที่เคารพศรัทธา ได้รับการจดจำในฐานะตัวแทนชุมชน ขณะที่หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดระยองมากเสียกว่าความเป็นของชุมชนบ้านดอน เนื่องจากตัวหนังมีความเกี่ยวข้องผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักแสดงและทายาทเป็นหลัก นอกจากนั้นชุมชนมองบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุสิ่งของ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมีรูปแบบชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มคนอพยพจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัตถุสิ่งของและเนื้อหาความรู้ของมรดกวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=63","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/251-cover.jpg"],
    [217,64,"อื่นๆ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [218,64,"วารสาร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [219,64,"บทความ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [220,64,"วิทยานิพนธ์","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [221,64,"รายงานงานวิจัย","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [222,64,"รายงาน","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [223,64,"หนังสือ","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [224,64,"จุลสาร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [225,64,"สูจิบัตร","โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : ระยะที่ 2 ปีที่ 2 ศึกษากรณีพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดและพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปีที่ 2 เป็นโครงการสืบเนื่องจากการศึกษาในปีที่ 1 โดยการเก็บข้อมูลชุมชนและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ร่วมกัน ดำเนินงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง แม้ทั้งสองแห่งจะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะการอาศัยพึ่งพิงวัด ให้ความสำคัญกับพระภิกษุองค์สำคัญ แต่ทั้งสองแห่งมีความต่างกันทั้งโครงเรื่องเล่าหลัก การดำเนินงาน และลักษณะของชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนชานเมืองริมแม่น้ำ มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและวิถีชีวิตไปเป็นแบบคนเมืองสมัยใหม่ ขณะที่กรณีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันตามประเพณีท้องถิ่นที่ชัดเจนกว่า โดยวัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ส่วนมากสัมพันธ์กันเป็นเครือญาติ</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์","","21 มีนาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=64","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/252-cover.jpg"],
    [226,67,"อื่นๆ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [227,67,"วารสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [228,67,"บทความ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [229,67,"วิทยานิพนธ์","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [230,67,"รายงานงานวิจัย","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [231,67,"รายงาน","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [232,67,"หนังสือ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [233,67,"จุลสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [234,67,"สูจิบัตร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 2)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=67","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/015-cover.jpg"],
    [235,68,"อื่นๆ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [236,68,"วารสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [237,68,"บทความ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [238,68,"วิทยานิพนธ์","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [239,68,"รายงานงานวิจัย","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [240,68,"รายงาน","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [241,68,"หนังสือ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [242,68,"จุลสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [243,68,"สูจิบัตร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 3)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=68","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/016-cover.jpg"],
    [244,69,"อื่นๆ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [245,69,"วารสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [246,69,"บทความ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [247,69,"วิทยานิพนธ์","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [248,69,"รายงานงานวิจัย","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [249,69,"รายงาน","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [250,69,"หนังสือ","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [251,69,"จุลสาร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [252,69,"สูจิบัตร","ประมวลจดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน : การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม (เล่มที่ 4)","","<p>\r\n\tการศึกษา จดหมายเหตุพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน: การศึกษาเชิงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง นั้น จำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีพระราชภารกิจโดยตรงในการจัดการปกครองบ้านเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ พระราชพิธีเหล่านี้แต่เดิมมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวายทั้งสิ้น มีเพียงบางพิธีที่สงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีในส่วนของพิธีสงฆ์เป็นส่วนสำคัญทุกพระราชพิธี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าให้มีพราชพิธีใหม่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) พระราชพิธีต่างๆ ได้รับการจัดระเบียบแบบแผนธรรมเนียมให้ต้องตามสภาพความเจริญก้าวหน้าของชาติโดยลำดับมา ซึ่งประกอบด้วยงานศึกษาจำนวน 4 เล่ม</p>","","ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี, พระราชกรณียกิจ, พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ","","27 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=69","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/017-cover.jpg"],
    [253,70,"อื่นๆ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [254,70,"วารสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [255,70,"บทความ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [256,70,"วิทยานิพนธ์","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [257,70,"รายงานงานวิจัย","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [258,70,"รายงาน","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [259,70,"หนังสือ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [260,70,"จุลสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [261,70,"สูจิบัตร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 2 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=70","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/042-cover.jpg"],
    [262,71,"อื่นๆ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [263,71,"วารสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [264,71,"บทความ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [265,71,"วิทยานิพนธ์","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [266,71,"รายงานงานวิจัย","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [267,71,"รายงาน","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [268,71,"หนังสือ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [269,71,"จุลสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [270,71,"สูจิบัตร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3 ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=71","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/043-cover.jpg"],
    [271,72,"อื่นๆ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [272,72,"วารสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [273,72,"บทความ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [274,72,"วิทยานิพนธ์","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [275,72,"รายงานงานวิจัย","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [276,72,"รายงาน","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [277,72,"หนังสือ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [278,72,"จุลสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [279,72,"สูจิบัตร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 4 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=72","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/044-cover.jpg"],
    [280,73,"อื่นๆ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [281,73,"วารสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [282,73,"บทความ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [283,73,"วิทยานิพนธ์","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [284,73,"รายงานงานวิจัย","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [285,73,"รายงาน","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [286,73,"หนังสือ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [287,73,"จุลสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [288,73,"สูจิบัตร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5 จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","จดหมายเหตุ, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=73","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/045-cover.jpg"],
    [289,74,"อื่นๆ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [290,74,"วารสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [291,74,"บทความ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [292,74,"วิทยานิพนธ์","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [293,74,"รายงานงานวิจัย","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [294,74,"รายงาน","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [295,74,"หนังสือ","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [296,74,"จุลสาร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [297,74,"สูจิบัตร","การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 6 คำพื้นถิ่นเรา)","","<p>\r\n\tการศึกษาการช่วยเหลือร่วมกันในพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหมายของการดำรงอยู่ของสังคมประเพณี เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ในจิตสำนึกและค่านิยมทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการพัฒนารูปแบบ ความหมายของการช่วยเหลือกันของคนในอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ โดยพื้นที่การศึกษานั้นเป็นการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่วัฒนธรรมที่ต่างมีตำนานของตนเอง พื้นที่หนึ่งมีตำนานเจ้าบ่อคำแดงเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนกลุ่มต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย อยู่ในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสัมพันธ์สำนึกร่วมกันผ่านการใช้สถานที่และสถาบันทางสังคมเดียวกันคือ วัดเขาน้อย โดยงานวิจัยเรื่องนี้ประกอบด้วย 6 ส่วน อันได้แก่ การช่วยเหลือร่วมกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น : กรณีศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมวัดเขาน้อยและพื้นที่วัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 1) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 2) ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 3) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมวัดเขาน้อย (เล่มที่ 4) จดหมายเหตุพื้นที่ทางวัฒนธรรมเจ้าบ่อคำแดง (เล่มที่ 5) และคำพื้นถิ่นเรา (เล่มที่ 6)</p>","","พื้นถิ่น, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมท้องถิ่น, วัฒนธรรมไทย, วัฒนธรรมเปรียบเทียบ, เจ้าบ่อคำแดง, วัดเขาน้อย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=74","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/046-cover.jpg"],
    [298,75,"อื่นๆ","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [299,75,"วารสาร","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [300,75,"บทความ","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [301,75,"วิทยานิพนธ์","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [302,75,"รายงานงานวิจัย","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [303,75,"รายงาน","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [304,75,"หนังสือ","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [305,75,"จุลสาร","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [306,75,"สูจิบัตร","วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่2 จัดทำฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นระยะที่ 2: จัดทำข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสำรวจ รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม นำไปสู่การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับให้บริการแก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจ ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการสามารถรวบรวมรายนามพิพิธภัณฑ์ จำนวน 458 แห่ง แบ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ 212 แห่ง และข้อมูลจากการประชุมเครือข่าย จำนวน 246 แห่ง โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์</p>","","พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, พิพิธภัณฑ์ชุมชน, พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, สำรวจพิพิธภัณฑ์, ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=75","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/250-cover.jpg"],
    [307,76,"อื่นๆ","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [308,76,"วารสาร","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [309,76,"บทความ","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [310,76,"วิทยานิพนธ์","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [311,76,"รายงานงานวิจัย","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [312,76,"รายงาน","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [313,76,"หนังสือ","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [314,76,"จุลสาร","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [315,76,"สูจิบัตร","เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ","","<p>\r\n\tหมอลำเป็นมหรสพพื้นบ้านท้องถิ่นอีสานที่ให้ความบันเทิง&nbsp; ทั้งเป็นศูนย์รวมให้ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันซึ่งมีอยู่ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย กลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในพื้นที่หมอลำ คือ &quot;กะเทย&quot; เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมกะเทยอีสานทั่วทุกสารทิศและทุกหมู่บ้านเข้ามารวมตัวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ากะเทยอีสานใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมตอบโจทย์ชีวิตตามเพศวิถีของตนโดยไม่ถูกต่อต้านจากคนในชุมชน</p>","","เพศสภาวะและเพศวิถี, กะเทย, อีสาน, หมอลำ, การแสดงพื้นบ้าน","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=76","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/141-cover.jpg"],
    [316,77,"อื่นๆ","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [317,77,"วารสาร","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [318,77,"บทความ","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [319,77,"วิทยานิพนธ์","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [320,77,"รายงานงานวิจัย","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [321,77,"รายงาน","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [322,77,"หนังสือ","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [323,77,"จุลสาร","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [324,77,"สูจิบัตร","ชีวิตและประสบการณ์ทางเพศความหมายในโลกของทอม-ดี้","","<p>\r\n\tเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวาทกรรมหลักเรื่องเพศยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง เน้นแนวอนุรักษ์ มีผลทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศของคนในสังคมถูกจำกัด จนทำให้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่มีความรู้เพียงพอที่จะเลือกหนทางชีวิตเพศได้อย่างรู้เท่าทัน ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงและการปฏิบัติที่ปรากฏในสังคม แทนที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพศกลับเป็นการสร้างความทุกข์ ความกังวล และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ยิ่งสังคมมีความจำกัดในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับเพศของคนส่วนน้อยเพียงใด ยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถเรียนรู้นอกกรอบความเป็นเพศที่มีอยู่ และทำให้การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม รองรับความต้องการของพลเมืองให้มีสิทธิเท่าเทียมและมีคุณภาพอาจถูกลดทอนไป ในประเด็นของคู่สัมพันธ์ทอมดี้ความรู้ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก อาจเป็นเพราะการเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นเอกเทศเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะจากสังคมที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตเพศจึงอยู่ในแวดวงเครือข่ายของคนกลุ่มเดียวกัน จึงเกิดข้อจำกัดที่สังคมจะเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากสังคม&nbsp;</p>","","วิถีเพศ, สุขภาวะทางเพศ, สตรี, รักร่วมเพศ, คนข้ามเพศ, ทอมดี้","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=77","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/142-cover.jpg"],
    [325,78,"อื่นๆ","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [326,78,"วารสาร","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [327,78,"บทความ","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [328,78,"วิทยานิพนธ์","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [329,78,"รายงานงานวิจัย","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [330,78,"รายงาน","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [331,78,"หนังสือ","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [332,78,"จุลสาร","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [333,78,"สูจิบัตร","โลกของนางยี่เกชายยุคก่อนและหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม","","<p>\r\n\tนาฏกรรมยี่เกหรือลิเก คือ คำเดียวกันหมายถึงศิลปะการแสดงที่มีเนื้อร้อง ท่าทาง บทเจรจา พัฒนาการของการแสดงยี่เกมีมาช้านาน สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนยี่เกเริ่มแสดงในสังคมไทยราวสมัยรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเล่นถวายเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล การแสดงยี่เกนั้นแต่เดิมผู้แสดงมักเป็นชายล้วน ซึ่งเป็นขนบการแสดงของไทย การแสดงขณะนั้นผูกโยงกับวิธีคิดเรื่องเพศแบบชาวบ้านในสังคมไทยที่รับรู้การแบ่งเพศชายหญิงจากการแต่งกายในการแสดง โดยชาวบ้านไม่ได้สนใจว่าการแสดงออกตัวตน อารมณ์ ความปรารถนาทางเพศของผู้แสดงมากไปกว่าบทบาทที่แสดง คติความคิดเรื่องเพศก็เปลี่ยนผ่านต่อมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงเปลี่ยนระบบวิธีคิดเรื่องเพศให้กับชาวบ้านหันมายอมรับการจัดแบ่งเพศตามแบบตะวันตก การที่ให้ผู้ชายมารับบทเป็นตัวนางเป็นวิธีคิดเรื่องเพศที่รัฐพยายามปฏิเสธด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ห้ามให้มียี่เกคณะใดเป็นชายล้วนเล่น วิธีการเหล่านี้จึงมีผลให้การแสดงยี่เกชายล้วนต้องยุติบทบาทลงไป</p>","","ยี่เก, ลิเก, เอกลักษณ์ทางเพศ, เพศสภาวะ, เพศสภาพ, เพศสภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, นาฎกรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=78","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/143-cover.jpg"],
    [334,79,"อื่นๆ","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [335,79,"วารสาร","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [336,79,"บทความ","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [337,79,"วิทยานิพนธ์","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [338,79,"รายงานงานวิจัย","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [339,79,"รายงาน","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [340,79,"หนังสือ","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [341,79,"จุลสาร","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [342,79,"สูจิบัตร","พิธีกรรมทรงผีเจ้านาย : พื้นที่เปิดทางเพศภาวะในสังคมล้านนา","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาเพศภาวะของม้าขี่ที่เป็นปู๊เมีย ซึ่งคำว่า ม้าขี่ เป็นภาษาถิ่นล้านนาใช้เรียกการลงประทับร่างทรงของผีเจ้านาย และผู้วิจัยได้เลือกใช้คำว่า ปู๊เมีย เพื่อเรียกกะเทยหรือผู้ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างชายกับหญิงตามพจนานุกรมล้านนา รวบรวมและเรียบเรียงโดยศาสตรจารย์เกียรติคุณ มณีพยอมยงค์ การศึกษาพิธีกรรมทรงผีเจ้านายจัดเป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง สามารถนำมาเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมล้านนาหรือบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางเพศภาวะ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น การศึกษาม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรมทรงผีเจ้านาย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางเพศภาวะที่แตกต่างไปจากผู้หญิงและผู้ชายในสังคมล้านนา</p>","","พิธีกรรม, ผีเจ้านาย, ม้าขี่, การเข้าทรง, ความเชื่อ, กะเทย, เพศภาวะและเพศวิถี, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ล้านนา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=79","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/144-cover.jpg"],
    [343,80,"อื่นๆ","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [344,80,"วารสาร","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [345,80,"บทความ","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [346,80,"วิทยานิพนธ์","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [347,80,"รายงานงานวิจัย","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [348,80,"รายงาน","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [349,80,"หนังสือ","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [350,80,"จุลสาร","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [351,80,"สูจิบัตร","รักสองเพศของผู้หญิง : ความปรารถนา ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์","","<p>\r\n\tแนวคิดเกี่ยวกับการรักสองเพศ หรือไบเซ็กชวล เป็นแนวคิดของการจัดแบ่งประเภทเรื่องเพศแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มมีการเสนอแนวคิดและถกเถียงมาตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 การจะทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องรูปแบบเพศวิถีแบบรักสองเพศเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา พฤติกรรม จินตนาการและอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายความเป็นตัวตนระดับปัจเจก และแสดงตัวตนทางสังคมในระดับกว้าง สำหรับสังคมไทยอัตลักษณ์ทางเพศแบบรักสองเพศไม่ปรากฏให้เห็นหรืออยู่ในความรับรู้และความสนใจของผู้คนมากนัก โดยสถานการณ์การศึกษาเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือเป็นเรื่องของชายรักชายและกะเทยมากกว่าหญิงรักหญิง สำหรับงานศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่กับบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเท่านั้น ยังรวมถึงการที่ผู้หญิงที่สามารถรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเพศภาวะหรือเพศวิถีแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการมีเพศวิถีแบบใด</p>","","เพศวิถี, รักร่วมเพศ, สตรี, ความปรารถนา, ความสัมพันธ์, อัตลักษณ์, เพศภาวะและเพศวิถี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=80","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/145-cover.jpg"],
    [352,81,"อื่นๆ","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [353,81,"วารสาร","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [354,81,"บทความ","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [355,81,"วิทยานิพนธ์","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [356,81,"รายงานงานวิจัย","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [357,81,"รายงาน","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [358,81,"หนังสือ","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [359,81,"จุลสาร","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [360,81,"สูจิบัตร","โคโยตี้บอยกับการสร้างความเป็นชายในชุมชนเกย์กรุงเทพฯ","","<p>\r\n\tสังคมไทยแต่เดิมความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องส่วนตัวต้องปกปิด แต่ในระยะให้หลังอารมณ์รักเพศเดียวกันเริ่มพบเห็นและปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยมี บาร์เกย์ เป็นพื้นที่ทางสังคมของตัวเอง เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับมาพบเพื่อน หาคู่นอนหรือคนรัก บาร์เกย์ในสังคมไทยแตกต่างไปจากบาร์เกย์ในสังคมตะวันตก เพราะบาร์เกย์ไทยจะมี เด็กออฟ (ผู้ขายบริการทางเพศ) มาทำหน้าที่บริการลูกค้า หากมองดูในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของการทำงานบริการทางเพศในบาร์เกย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น &quot;เด็กออฟ&quot; เสมอไป ปัจจุบัน โคโยตี้บอย เป็นพัฒนาการล่าสุด ซึ่งเกิดมาในช่วง 5-6 ปีมาแล้ว ได้รับความนิยมในเมืองและกรุงเทพฯ พื้นที่บาร์เกย์ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงความรักกับคนต่างเพศและเพศเดียวกันได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด&nbsp;</p>","","โคโยตี้บอย, เกย์, ผับ, บาร์, เพศวิถี, วัฒนธรรมบริโภค","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=81","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/146-cover.jpg"],
    [361,82,"อื่นๆ","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [362,82,"วารสาร","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [363,82,"บทความ","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [364,82,"วิทยานิพนธ์","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [365,82,"รายงานงานวิจัย","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [366,82,"รายงาน","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [367,82,"หนังสือ","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [368,82,"จุลสาร","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [369,82,"สูจิบัตร","วัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยวัฒนธรรมอคติทางเพศในสังคมไทย ทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2550 เกิดขึ้นจากคำถามวิจัยที่ว่า อะไรคือ &quot;วัฒนธรรม&quot; ที่เกิดจากการมีอคติทางเพศในสังคมไทย และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นและการไม่ยอมรับบุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพศ (Transgender) และคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) อย่างไรบ้าง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การจัดระเบียบเพศหญิงและเพศชาย (ความคิดเรื่องเพศคู่ตรงข้าม) ถูกถ่ายทอดจากราชสำนักช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่ขยายออกไปสู่สามัญชนอย่างเข้มแข็งในยุครัฐนิยม ทำให้เกิดการควบคุมพลเมืองให้อยู่ในบทบาททางเพศเพียงสองแบบ คือ บทบาทผู้ชายและบทบาทผู้หญิง สังคมไทยได้รับเอาอุดมการณ์และความคิดเรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาใช้อบรมสั่งสอน&nbsp; แพร่หลายในระบบการศึกษา หน่วยงาน และภาคธรุกิจทั้งหลาย เด็กที่เกิดมาจึงถูกสั่งสอนให้ปฏิบัติตัวและแสดงพฤติกรรมทางเพศแบบชายหญิงเท่านั้น ถ้าคนใดแสดงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศกำเนิดจะถูกมองว่า เบี่ยงเบนทางเพศ ฉะนั้นสังคมไทยจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับคนข้ามเพศ/รักเพศเดียวกัน เช่น กะเทย สาวประเภทสอง เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน</p>","","วัฒนธรรมทางเพศ, วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, เพศศึกษา, สตรีนิยม, เกย์, เลสเบี้ยน, รักร่วมเพศ, เอกลักษณ์ทางเพศ, อคติ, ไทย","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=82","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/170-cover.jpg"],
    [370,83,"อื่นๆ","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [371,83,"วารสาร","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [372,83,"บทความ","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [373,83,"วิทยานิพนธ์","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [374,83,"รายงานงานวิจัย","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [375,83,"รายงาน","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [376,83,"หนังสือ","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [377,83,"จุลสาร","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [378,83,"สูจิบัตร","ประมวลแนวคิด เรื่องวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี","","<p>\r\n\tรายงานวิจัย เรื่อง ประมวลแนวคิดวัฒนธรรมบริโภคในมิติเพศวิถี มีเนื้อหาสาระการวิจัยแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ เริ่มจากการศึกษาวัฒนธรรมทางเพศที่ปรากฎอยู่ในอดีตของสังคมไทยก่อนที่จะมีกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ หรือก่อนที่จะมีทฤษฎีตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง เป็นการตรวจสอบทฤษฎีบริโภคนิยม ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีเฟมินิสต์และทฤษฎีชีววิทยา ส่วนที่สาม การตรวจสอบการศึกษาเรื่องเซ็กและกามารมณ์ในวัฒนธรรมบริโภคแบบไทย ในส่วนท้าย ผู้วิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า นักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ศึกษาเซ็กและกามารมณ์นำทฤษฎีตะวันตกมาเป็นแนวทางในการศึกษาได้อย่างไร&nbsp; รวมทั้งในส่วนของผู้วิจัยเองก็ได้นำวิธีศึกษาแบบวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอำนาจและความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดทฤษฎีนั้น&nbsp;</p>","","วัฒนธรรมบริโภค, เพศวิถี, แนวคิดทฤษฎี","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=83","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/181-cover.jpg"],
    [379,84,"อื่นๆ","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [380,84,"วารสาร","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [381,84,"บทความ","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [382,84,"วิทยานิพนธ์","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [383,84,"รายงานงานวิจัย","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [384,84,"รายงาน","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [385,84,"หนังสือ","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [386,84,"จุลสาร","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [387,84,"สูจิบัตร","เส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดกรณีศึกษาวัดในเขตพระนครและดุสิต กรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาโอกาสทางสังคมและเส้นทางชีวิตของสามเณรและเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในพระอารามหลวงในเขตพระนครและเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่าสามเณรและเด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองหลวง โดยสาเหตุที่สามเณรเข้ามาบวชเรียนเนื่องจากมีความศรัทธาและความชอบ ประกอบกับได้รับการชักชวนจากพระสงฆ์และครูอาจารย์ การหาโอกาสทางการศึกษา ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว การมีญาติเป็นพระ หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่บ้าน นอกจากนี้แล้วผู้วิจัยยังได้นำแนวคิด <em>อำนาจเหนือธรรมชาติ</em>&nbsp; เข้ามาช่วยวิเคราะห์บริบทของการสร้างพลเมืองของรัฐภายใต้อำนาจความรู้ที่ควบคุมชีวิตของเยาวชนให้อยู่ในกฎระเบียบทางศีลธรรม รวมทั้งบริบทของวัฒนธรรมบริโภคที่สามเณรและเด็กวัดกำลังแสวงหาตัวตนผ่านสื่อสมัยใหม่และสังคมออนไลน์&nbsp;</p>","","พลวัตของชีวิต, ภาวะสังคม, ความเป็นชาย, วาทกรรม, สามเณร, เด็กวัด, เขตพระนคร, เขตดุสิต","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=84","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/195-cover.jpg"],
    [388,85,"อื่นๆ","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [389,85,"วารสาร","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [390,85,"บทความ","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [391,85,"วิทยานิพนธ์","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [392,85,"รายงานงานวิจัย","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [393,85,"รายงาน","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [394,85,"หนังสือ","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [395,85,"จุลสาร","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [396,85,"สูจิบัตร","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tรายงานวิจัยเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นั้น เป็นไปเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลการรวมกลุ่มและพื้นที่ในการทำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และชุมชนแรงงานข้ามชาติกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่การวิจัยครั้งนี้ คือพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ประกอบด้วย 15 ตำบล เน้นศึกษาเฉพาะบริเวณที่มีแรงงานข้ามชาติพักอาศัยอยู่หนาแน่น มีการรวมกลุ่มเป็นย่านชุมชนที่พักอาศัย แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์มอญ รองลงมาคือกลุ่มชาติพันธุ์ทวาย กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการศึกษา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากประเทศเมียนมา มีจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีการรวมกลุ่มและเครือข่ายสังคมที่โดดเด่นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ, สมุทรสาคร, ชาติพันธุ์สัมพันธ์, การแสดงออกทางวัฒนธรรม, เครือข่ายชาติพันธุ์, ชาติพันธ์วิทยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=85","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/239-cover.jpg"],
    [397,86,"อื่นๆ","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [398,86,"วารสาร","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [399,86,"บทความ","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [400,86,"วิทยานิพนธ์","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [401,86,"รายงานงานวิจัย","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [402,86,"รายงาน","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [403,86,"หนังสือ","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [404,86,"จุลสาร","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [405,86,"สูจิบัตร","สารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มแง่มุมที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ให้กับงานวิจัย โดยผู้วิจัยเองได้นำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เข้ามาปรับใช้สำรวจแหล่งโบราณสถาน และเพื่อประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ไปศึกษาวิจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาในจังหวัดนครปฐมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน อันได้แก่ วัดบางพระ วัดท่าพูด วัดกลางบางแก้ว วัดละมุด ศาลาตึก วัดศรีมหาโพธิ์ วัดสรรเพชญ เป็นต้น</p>","","ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์, โบราณสถาน, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, โบสถ์, นครปฐม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=86","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/256-cover.jpg"],
    [406,87,"อื่นๆ","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [407,87,"วารสาร","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [408,87,"บทความ","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [409,87,"วิทยานิพนธ์","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [410,87,"รายงานงานวิจัย","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [411,87,"รายงาน","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [412,87,"หนังสือ","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [413,87,"จุลสาร","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [414,87,"สูจิบัตร","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเล่มนี้มุ่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมองผ่านเลนส์ที่เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีน ชุมชนไทยรามัญและชุมชนไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าคนท้องถิ่นเองมีการสืบทอดผสมผสาน ปรับใช้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีต โดยใช้สร้างความหมายให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติ ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสะท้อนการสร้างตัวตนผ่านการอยู่ร่วมกับคนอื่นและการมีสำนึกรับผิดชอบทางสังคม ขณะเดียวกันสังคมอุตสาหกรรม ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะท้อนการสร้างตัวตนที่บุคคลเน้นแสวงหาความสุขและความสำเร็จส่วนตัวและการลดทอนสำนึกเพื่อส่วนรวม</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, จีน, มอญ, สมุทรสาคร","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=87","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/288-cover.jpg"],
    [415,88,"อื่นๆ","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [416,88,"วารสาร","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [417,88,"บทความ","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [418,88,"วิทยานิพนธ์","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [419,88,"รายงานงานวิจัย","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [420,88,"รายงาน","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [421,88,"หนังสือ","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [422,88,"จุลสาร","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [423,88,"สูจิบัตร","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 3 โคลงทวาทศมาส เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีศรีอโยธยา","","<p>\r\n\t&quot;โคลงทวาทศมาส&quot; มรดกความทรงจำของกรุงศรีอยุธยา เป็นกวีนิพนธ์ประกอบด้วยโคลง 260 บท ที่แฝงไปด้วยความหมายทั้งทางกามารมณ์ ทางโลก และทางธรรม ทางคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการพิจารณาโครงสร้างเนื้อหาของโคลง โดยการอภิปรายหาความหมายของศัพท์และความหมายของบท จากนั้นจึงได้แปลความหมายของคำโคลงที่อยู่ในรูปบทร้อยกรองให้เป็นบทร้อยแก้ว</p>","","ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, จารึก, เอกสารโบราณ, โคลงทวาทศมาส, วรรณคดี, อโยธยา","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=88","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/289-cover.jpg"],
    [424,89,"อื่นๆ","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [425,89,"วารสาร","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [426,89,"บทความ","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [427,89,"วิทยานิพนธ์","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [428,89,"รายงานงานวิจัย","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [429,89,"รายงาน","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [430,89,"หนังสือ","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [431,89,"จุลสาร","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [432,89,"สูจิบัตร","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามในอำเภอเมืองสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในระยะที่ 1 กล่าวคือ ศึกษาภูมินามประเภท ชื่อหมู่บ้าน จำนวน 148 ชื่อ ที่อธิบายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้าน ประกอบกับการใช้แนวคิดภูมิลักษณ์นิยม ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้อธิบายที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับลักษณะของภูมิทัศน์ทางธรรมชาตินั้นได้ด้วยเช่นกัน มีขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่ การปรากฏชื่อหมู่บ้านตามกรมการปกครองน่วยงานรัฐ แผนที่เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องเล่าปากต่อปาก ภูมิลักษณ์ธรรมชาติและภูมิลักษณ์วัฒนธรรม&nbsp;</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=89","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/290-cover.jpg"],
    [433,90,"อื่นๆ","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [434,90,"วารสาร","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [435,90,"บทความ","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [436,90,"วิทยานิพนธ์","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [437,90,"รายงานงานวิจัย","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [438,90,"รายงาน","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [439,90,"หนังสือ","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [440,90,"จุลสาร","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [441,90,"สูจิบัตร","ภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัย เรื่องภูมิสังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสมุทรสาคร กรณีศึกษาภูมินามอำเภอกระทุ่มแบนและทำเภอบ้านแพ้ว เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากผลการศึกษาในปี 2559 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงรูปแบบระหว่าง ชื่อหมู่บ้าน กับบริบทแวดล้อม อันได้แก่ ภูมิทัศน์ ภูมิสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ในบริบทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยศึกษาพื้นที่ 264 ชื่อหมู่บ้านและชุมชน ผ่านเรื่องเล่า มุขปาถะ และเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p>","","ภูมินาม, ภูมินามศาสตร์, ภูมิสังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สมุทรสาคร, มุขปาฐะ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=90","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/291-cover.jpg"],
    [442,91,"อื่นๆ","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [443,91,"วารสาร","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [444,91,"บทความ","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [445,91,"วิทยานิพนธ์","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [446,91,"รายงานงานวิจัย","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [447,91,"รายงาน","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [448,91,"หนังสือ","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [449,91,"จุลสาร","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [450,91,"สูจิบัตร","โครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากเอกสารโบราณและจารึก ปีที่ 4 การศึกษาวิจัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ","","<p>\r\n\tพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นเอกสารประเภทความย่อ เรียบเรียงเนื้อความขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นการสรุปเหตุการณ์ โดยมากเป็นการสรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ต่างจากเอกสารอื่น ๆ ที่ถูกแต่งเติมรายละเอียด โดยมากเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ อาศัยพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;</p>","","พระราชพงศาวดาร, พระราชพงศาวดารกรุงเก่า, หลวงประเสริฐ, ประวัติศาสตร์, เอกสารโบราณ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=91","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/292-cover.jpg"],
    [451,92,"อื่นๆ","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [452,92,"วารสาร","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [453,92,"บทความ","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [454,92,"วิทยานิพนธ์","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [455,92,"รายงานงานวิจัย","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [456,92,"รายงาน","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [457,92,"หนังสือ","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [458,92,"จุลสาร","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [459,92,"สูจิบัตร","ชุมชนกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tงานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มองผ่านปรากฎการณ์เกี่ยวกับความเชื่อและการกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ใช้แนวคิดที่มองว่าการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนิเวศวิทยาที่ซ้อนทับกันสองแบบ คือ นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาทางการเมือง โดยศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน ไทยรามัญ ลาวโซ่งและชุมชนไทย&nbsp;</p>","","ชุมชน, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, เจ้าพ่อ เจ้าแม่, มอญ, ลาวโซ่ง, จีน, สมุทรสาคร, สังคมและวัฒนธรรม, มานุษยวิทยาวัฒนธรรม","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=92","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/293-cover.jpg"],
    [460,93,"อื่นๆ","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [461,93,"วารสาร","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [462,93,"บทความ","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [463,93,"วิทยานิพนธ์","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [464,93,"รายงานงานวิจัย","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [465,93,"รายงาน","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [466,93,"หนังสือ","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [467,93,"จุลสาร","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [468,93,"สูจิบัตร","การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร","","<p>\r\n\tด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) ที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวงและออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นเส้นทางหลักการเดินทัพในอดีต ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงได้มุ่งศึกษาเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และวิเคราะห์การปรับเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ที่ศึกษา</p>","","ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, มอญ, ไทดำ, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ","","30 มิถุนายน พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=93","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/294-cover.jpg"],
    [469,94,"อื่นๆ","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [470,94,"วารสาร","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [471,94,"บทความ","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [472,94,"วิทยานิพนธ์","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [473,94,"รายงานงานวิจัย","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [474,94,"รายงาน","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [475,94,"หนังสือ","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [476,94,"จุลสาร","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [477,94,"สูจิบัตร","บรรณานุกรมงานค้นคว้าเกี่ยวกับจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทยและสถาปัตยกรรมไทย","","<p>\r\n\tโครงการจิตรกรรม ประติมากรรม ในวัดพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นโครงการสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 - ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาข้อมูลลำดับพัฒนาการการแพร่หลายของพุทธศาสนาที่เข้าสู่ประเทศไทยแทนที่ความเชื่อท้องถิ่น รวมทั้งผลกระทบจากวิทยาการของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา หลายกรณียืนยันได้จากงานจิตรกรรมและประติมากรรม จากงานช่างแนวอุดมคติเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นแบบอย่างสมจริงในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องจากเล่มแรก นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมงานค้นคว้าจากโครงการดังกล่าว</p>","","บรรณานุกรม, จิตรกรรม, ประติมากรรม, จิตรกรรมฝาผนัง, วัด, พุทธศาสนา, ประเทศไทย","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=94","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/008-cover.jpg"],
    [478,96,"อื่นๆ","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [479,96,"วารสาร","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [480,96,"บทความ","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [481,96,"วิทยานิพนธ์","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [482,96,"รายงานงานวิจัย","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [483,96,"รายงาน","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [484,96,"หนังสือ","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [485,96,"จุลสาร","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [486,96,"สูจิบัตร","การสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อพัฒนาการวิจัยสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง: พื้นที่ศึกษา ชุมชนในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และชุมชนท่าพูด จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และพัฒนางานวิจัยวัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำลำคลองชานเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นเมือง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงประสานเครือข่ายของชุมชนเพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า อาณาบริเวณตั้งแต่เขต ตลิ่งชัน บางพลัด ทวีวัฒนา ถึงพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนที่เติบโตขึ้นมาจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำลำคลองมาก่อน ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมเป็นถนนสัญจรเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงสังคมวัฒนธรรมชุมชนริมคลองชานเมือง ที่มีการปรับตัวของวิถีชีวิตเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมทั้งส่งเสริมคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชน</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","วัฒนธรรมชุมชน, ความเป็นอยู่, ประเพณี, ชุมชนท่าพูด, ชุมชนตลิ่งชัน, ท่าพูด, ตลิ่งชัน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=96","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/100-cover.jpg"],
    [487,99,"อื่นๆ","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [488,99,"วารสาร","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [489,99,"บทความ","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [490,99,"วิทยานิพนธ์","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [491,99,"รายงานงานวิจัย","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [492,99,"รายงาน","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [493,99,"หนังสือ","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [494,99,"จุลสาร","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [495,99,"สูจิบัตร","โครงการวิจัยสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่า ปกา เกอะ ญอ สู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น","","<p>\r\n\tชาวปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยมีวิธีการถ่ายทอด ภาษา ประเพณีผ่านการร่วมพิธีกรรม การบอกเล่าผ่านนิทาน ตำนาน สุภาษิต และการละเล่นต่าง ๆ ที่แฝงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะโลกาภิวัตน์ของโลก ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประกอบกับการที่การศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลกระทบทำให้คนปกาเกอะญอไม่เห็นความสำคัญของอัตลักลักษณ์ รากเหง้าของตนเอง ทำให้วัฒนธรรม ภาษา ที่ดีงามของชาวปกาเกอญออาจถูกละเลยไป ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถที่จะพูดและเขียนภาษาปกากอเญอได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญอัตลักษณ์ของปกาเกอะญอ โดยมีความต้องการที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของปกาเกอญอเอาไว้ โดยสามารถจัดทำได้ในรูปแบบของแบบเรียน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาษากะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=99","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/131-cover.jpg"],
    [496,100,"อื่นๆ","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [497,100,"วารสาร","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [498,100,"บทความ","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [499,100,"วิทยานิพนธ์","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [500,100,"รายงานงานวิจัย","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [501,100,"รายงาน","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [502,100,"หนังสือ","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [503,100,"จุลสาร","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [504,100,"สูจิบัตร","โครงการวิจัยศักยภาพของการคงอยู่ทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยฉบับนี้ มีจุดประสงค์ในการศึกษาถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้กับสังคมได้รับรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจในมิติความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และสื่อถึงความต้องการที่จะรื้อฟื้น และอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาวปกาเก่อญอ (ปกาเกอะญอ) ให้คงอยู่และดำเนินสืบไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านหนองมณฑา, เชียงใหม่","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=100","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/132-cover.jpg"],
    [505,101,"อื่นๆ","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [506,101,"วารสาร","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [507,101,"บทความ","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [508,101,"วิทยานิพนธ์","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [509,101,"รายงานงานวิจัย","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [510,101,"รายงาน","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [511,101,"หนังสือ","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [512,101,"จุลสาร","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [513,101,"สูจิบัตร","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้จัดทำเพื่อให้คณะทำงานซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน คือ กลุ่มเยาวชนรักษ์ดงหลวงสบลี้ ได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้รู้ถึงกระบวนการทำงาน การศึกษาชุมชนของตนเอง ซึ่งจากการทำโครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ที่เน้นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีกรรม ความเชื่อ ความรู้สึก นั้นได้สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต ความคิดและการอยู่ร่วมกันของคนบ้านดงหลวงในสังคมแบบชนบท อีกทั้งการนำข้อมูลที่ถูกรวบรวมและเรียบเรียงเกี่ยวกับประเพณีบ้านดงหลวงก็จะถูกนำไปจัดทำสื่อเพื่อทำการเผยแพร่ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=101","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/133-cover.jpg"],
    [514,102,"อื่นๆ","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [515,102,"วารสาร","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [516,102,"บทความ","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [517,102,"วิทยานิพนธ์","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [518,102,"รายงานงานวิจัย","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [519,102,"รายงาน","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [520,102,"หนังสือ","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [521,102,"จุลสาร","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [522,102,"สูจิบัตร","โครงการเรียนรู้ประเพณีบ้านดงหลวง ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน (ประวัติบ้านดงหลวง)","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านดงหลวง หรือหมู่บ้านดงสบลี้ ว่าในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร พบว่าด้วยสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทึบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณชุมชน ประกอบกับพื้นที่บ้านดงหลวง มีแม่น้ำสองสาย คือ สายแม่น้ำปิง และสายแม่น้ำลี้ โดยสายแม่น้ำลี้ไหลมาบรรจบสายแม่น้ำปิงบริเวณท้ายหมู่บ้าน จึงถูกเรียกว่า บ้านดงสบลี้ และอีกส่วนหนึ่งของงานศึกษาจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ การก่อตั้งหมู่บ้าน &nbsp;การดำรงชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง เป็นต้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","บ้านดงหลวง, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ลำพูน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=102","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/134-cover.jpg"],
    [523,103,"อื่นๆ","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [524,103,"วารสาร","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [525,103,"บทความ","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [526,103,"วิทยานิพนธ์","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [527,103,"รายงานงานวิจัย","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [528,103,"รายงาน","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [529,103,"หนังสือ","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [530,103,"จุลสาร","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [531,103,"สูจิบัตร","โครงการประวัติศาสตร์เรื่องราวชาวน้ำเกี๋ยน สู่...พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนน้ำเกี๋ยน ผ่านพัฒนาการของชุมชนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพเก่าที่ถูกบันทึกไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายอธิบายถึงวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในและกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทต่อชุมชน ผ่านพิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำเกี๋ยน เพื่อสร้างความรัก ความภาคภูมิใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","น้ำเกี๋ยน, น่าน, ความเป็นอยู่และประเพณี, ประวัติศาสตร์, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,ชาวน้ำเกี๋ยน","","27 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=103","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/135-cover.jpg"],
    [532,110,"อื่นๆ","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [533,110,"วารสาร","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [534,110,"บทความ","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [535,110,"วิทยานิพนธ์","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [536,110,"รายงานงานวิจัย","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [537,110,"รายงาน","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [538,110,"หนังสือ","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [539,110,"จุลสาร","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [540,110,"สูจิบัตร","ศึกษาเรียนรู้วิถีตัวตุ่น เพื่อชี้ทางเลือกในการอยู่รอดแบบยั่งยืน ชุมชนลุ่มน้ำวาง","","<p>\r\n\tผลกระทบจาก &ldquo;โลกาภิวัตน์&rdquo; ได้ผลักดันให้ชุมชนและคนในชุมชนลุ่มน้ำวาง ออกจากระบบวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามรูปแบบเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนขาดความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อท้องถิ่น&nbsp; และอัตลักษณ์ของคนปกาเกอะญอ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จึงได้ร่วมมือกับ &ldquo;เครือข่ายลุ่มน้ำวาง&rdquo; ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยคนในพื้นที่ในชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตจากโครงสร้างแบบ &ldquo;ตัวตุ่น&rdquo; ผ่านวิถีชีวิต คำบอกเล่า ประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อนำมาถอดเป็นบทเรียนหรือคลังความรู้สำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนลุ่มน้ำวาง, วัฒนธรรมชุมชน, สังคมวัฒนธรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=110","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/163-cover.jpg"],
    [541,111,"อื่นๆ","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [542,111,"วารสาร","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [543,111,"บทความ","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [544,111,"วิทยานิพนธ์","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [545,111,"รายงานงานวิจัย","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [546,111,"รายงาน","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [547,111,"หนังสือ","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [548,111,"จุลสาร","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [549,111,"สูจิบัตร","โต๊ะหวันเต๊ะห์ : ปูชนียบุคคล ตำนานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนบ้านหัวทะเล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของโต๊ะหวันเต๊ะห์และชุมชนบ้านหัวทะเล ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาพบว่า โต๊ะหวันเต๊ะห์ เป็นบุคคลที่เดินทางมาจากเมืองไทรบุรี เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอ่าน จึงได้ถ่ายทอดวิชาการศาสนาด้วยการสอนให้กับคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกว่า 50 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิต ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่สุสานมัสยิดการาหมาดบ้านหัวทะเล หรือบางคนเรียกกันว่า สุสานโต๊ะหวันเต๊ะห์ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนบ้านหัวทะเลด้านการศึกษาศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ชุมชนมีกรอบระเบียบมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถดำรงวิถีชีวิตอิสลามแบบดั่งเดิม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยคนภายในชุมชน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โต๊ะหวันเต๊ะห์, ศาสนาอิสลาม, บ้านหัวทะเล, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, นครศรีธรรมราช","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=111","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/164-cover.jpg"],
    [550,112,"อื่นๆ","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [551,112,"วารสาร","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [552,112,"บทความ","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [553,112,"วิทยานิพนธ์","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [554,112,"รายงานงานวิจัย","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [555,112,"รายงาน","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [556,112,"หนังสือ","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [557,112,"จุลสาร","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [558,112,"สูจิบัตร","โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาเพลงตุ้มโมงเมืองสุรินทร์ที่สูญหายไปและจัดกระบวนการเรียนรู้โดยนักเพลงพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยคณะนักเพลงพื้นบ้านหมู่บ้านปอยตะแบง ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และนักเพลงพื้นบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมกลุ่มกันตั้งเป็นวงตุ้มโมงจำนวน 1&nbsp; ซึ่งเป็นผลผลิตที่จากการจัดทำโครงการวิจัย อีกทั้งผลจากโครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ความหมาย และคุณค่า สามารถนำไปเล่นประกอบเป็นอาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาสืบทอดต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เพลงพื้นเมือง, พิธีศพ, เพลงตุ้มโมง, เขมร, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านปอยตะแบง, สุรินทร์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=112","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/165-cover.jpg"],
    [559,113,"อื่นๆ","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [560,113,"วารสาร","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [561,113,"บทความ","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [562,113,"วิทยานิพนธ์","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [563,113,"รายงานงานวิจัย","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [564,113,"รายงาน","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [565,113,"หนังสือ","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [566,113,"จุลสาร","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [567,113,"สูจิบัตร","จากบรรพชนถึงลูกหลานขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิตของผู้คนในบ้านขี้เหล็กใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านการรวบรวมความทรงจำจากคำสัมภาษณ์และการบอกเล่าเรื่องราวของคนภายในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ซึ่งจากงานศึกษา นั้นทำให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ ต่อการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นตนเองไว้อย่างหลากหลาย โดยได้ใช้เครื่องมือทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งออกเป็น รากเหง้าที่ 1 ถึง รากเหง้าที่ 10 ซึ่งเป็นรากเหง้าที่พูดถึง เรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างครอบคลุม อีกทั้งงานศึกษาชิ้นนี้พยายามมุ่งให้ผู้ที่สนใจนั้นสามารถนำแนวคิดกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนของบ้านขี้เหล็กใหญ่ ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พิธีกรรม, ความเป็นอยู่ประเพณี, ลาว, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ศพ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านขี้เหล็กใหญ่, ชัยภูมิ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=113","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/166-cover.jpg"],
    [568,114,"อื่นๆ","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [569,114,"วารสาร","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [570,114,"บทความ","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [571,114,"วิทยานิพนธ์","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [572,114,"รายงานงานวิจัย","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [573,114,"รายงาน","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [574,114,"หนังสือ","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [575,114,"จุลสาร","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [576,114,"สูจิบัตร","โครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำโขง และการจัดการทรัพยากรประมงที่ยั่งยืน ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนประมงพื้นบ้านตำบลหอคำ-ไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ","","<p>\r\n\tพื้นที่ชุมชนในตำบลหอคำ-ไคสี ล้วนมีความผูกพันกับแม่น้ำโขงมานับตั้งแต่อดีต จากการที่พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และทำประมงตามฤดูกาลเป็นอาชีพเสริม ทำให้ชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพวกเขา ในรายงานเล่มนี้ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหอคำ-ไคสี รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประมงพื้นบ้าน และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง ตลอดไปจนถึงการปรับตัว การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการประมงพื้นบ้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","หมู่บ้านประมง, ประมงพื้นบ้าน, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บึงกาฬ","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=114","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/167-cover.jpg"],
    [577,115,"อื่นๆ","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [578,115,"วารสาร","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [579,115,"บทความ","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [580,115,"วิทยานิพนธ์","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [581,115,"รายงานงานวิจัย","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [582,115,"รายงาน","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [583,115,"หนังสือ","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [584,115,"จุลสาร","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [585,115,"สูจิบัตร","โครงการศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ภาษา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมชาวกูย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย บ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ","","<p>\r\n\tรายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการ รวมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และภาษาของชาติพันธุ์กูย ชุมชนบ้านขี้นาค ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การสอดแทรกหลักสูตรการเรียนภาษากูยในโรงเรียน การปรึกษาหารือในการสร้างกติการ่วมกันของคนในชุมชน และการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านกิจกรรม Workshop</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กูย, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=115","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/168-cover.jpg"],
    [586,116,"อื่นๆ","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [587,116,"วารสาร","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [588,116,"บทความ","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [589,116,"วิทยานิพนธ์","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [590,116,"รายงานงานวิจัย","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [591,116,"รายงาน","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [592,116,"หนังสือ","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [593,116,"จุลสาร","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [594,116,"สูจิบัตร","คู่มือวิธีการเก็บรักษาและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย","","<p>\r\n\tคู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิธีการเก็บรักษาและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า บ้านอาแย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากภายนอกที่เข้ามากระทบ อาทิ นโยบายของรัฐ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ภูมิปัญญามีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับกาลยุคสมัย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อาข่า, การปลูกพืช, ความเป็นอยู่และประเพณี, คู่มือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, บ้านอาแย, ภาคเหนือ, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=116","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/169-cover.jpg"],
    [595,117,"อื่นๆ","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [596,117,"วารสาร","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [597,117,"บทความ","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [598,117,"วิทยานิพนธ์","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [599,117,"รายงานงานวิจัย","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [600,117,"รายงาน","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [601,117,"หนังสือ","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [602,117,"จุลสาร","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [603,117,"สูจิบัตร","โครงการศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ต้องการศึกษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนบนสายน้ำแม่ปิงและลำน้ำสาขา&nbsp; อีกทั้งเพื่อใช้ชุดความรู้ที่ได้นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน 3 หมู่บ้าน และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพื้นที่การเกษตร การฟื้นฟูระบบนิเวศน์พื้นที่ป่า และพัฒนาเนื้อหาสู่หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำระบบเหมืองฝายโดยชุมชนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างตัวฝายจากเดิมที่เป็นฝายหิน ฝายไม้ ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฝายคอนกรีต รวมทั้งลำเหมืองดินมาเป็นลำเหมืองคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชุมชน ส่งผลทำให้พิธีกรรมอย่างเลี้ยงผีฝายนั้น ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป อีกทั้งจากปกติชาวบ้านจะปลูกพืชตามฤดูกาล ก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ฉะนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนให้เกิดเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การจัดการลุ่มน้ำ, การจัดการน้ำ, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำห้วยหก, ลุ่มน้ำซุ้ม, แม่น้ำปิง, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, เชียงใหม่","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=117","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/173-cover.jpg"],
    [604,118,"อื่นๆ","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [605,118,"วารสาร","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [606,118,"บทความ","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [607,118,"วิทยานิพนธ์","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [608,118,"รายงานงานวิจัย","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [609,118,"รายงาน","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [610,118,"หนังสือ","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [611,118,"จุลสาร","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [612,118,"สูจิบัตร","โครงการศึกษาวิจัยพิธีกรรมปวาเก่อญอ (กะเหรี่ยง) ในรอบปีกระบวนการผลิตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แปะตอนบน","","<p>\r\n\tวิถีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอเช่นเดียวกับวิถีของคน ปวาเก่อญอ ที่เปลี่ยนแปลงไปถอยห่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย บ้างก็เพื่อดิ้นรนในการดำรงชีวิต บ้างก็เสื่อมศรัทธาต่อศาสนาและความเชื่อ กระนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมปวาเก่อญอ โดยอาศัยพิธีกรรมตามกระบวนการผลิตตามรอบปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแปะตอนบนเป็นกรณีศึกษา ด้วยหวังว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ได้เรียนรู้ และถ่ายทอดวัฒนธรรม จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ, ความเป็นอยู่ประเพณี, กลุ่มชาติพันธุ์, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีทางศาสนาและพิธีกรรม, นักมานุษยวิทยาเดินดิน,","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=118","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/174-cover.jpg"],
    [613,119,"อื่นๆ","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [614,119,"วารสาร","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [615,119,"บทความ","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [616,119,"วิทยานิพนธ์","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [617,119,"รายงานงานวิจัย","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [618,119,"รายงาน","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [619,119,"หนังสือ","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [620,119,"จุลสาร","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [621,119,"สูจิบัตร","ชีวประวัติและบทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง สมัยช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2411-2503)","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ต้องการศึกษาถึงชีวประวัติ บทบาทของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเมืองเก่าสงขลาบ่อยาง ซึ่งเป็น 6 ตระกูลใหญ่ของจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีน &ldquo;ฮกเกี้ยน&rdquo; ที่ได้อพยพเข้ามาในทางภาคใต้ของไทย ประกอบธุรกิจ จนสามารถประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ ที่มีบทบาทต่อเมืองสงขลาจนทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ และพระทานทานนามสกุล ได้แก่ ตระกูลประธานราษฎร์นิกร ตระกูลปิลกาญจน์ ตระกูลโคนันทน์ ตระกูลเสาวพฤกษ์ ตระกูลปริชญากร และตระกูลศิริโชติ ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นประเภทปฐมภูมิ ได้แก่ เอกสาร บันทึก ภาพถ่าย แผ่นจารึกหน้าหลุมศพ ป้ายชื่อบรรพบุรุษ และคำบอกเล่าของทายาทในตระกูล</p>","","ชาวจีน, นามสกุล, ความเป็นอยู่และประเพณี, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สงขลา","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=119","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/175-cover.jpg"],
    [622,120,"อื่นๆ","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [623,120,"วารสาร","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [624,120,"บทความ","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [625,120,"วิทยานิพนธ์","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [626,120,"รายงานงานวิจัย","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [627,120,"รายงาน","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [628,120,"หนังสือ","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [629,120,"จุลสาร","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [630,120,"สูจิบัตร","หนังสือเรียนศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน ศิลปะการแสดงรองเง็งชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเล อันได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้คณะผู้จัดทำที่ล้วนเป็นกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือศิลปะการแสดงรองเง็ง เพื่อให้เกิดเรียนรู้และปฏิบัติสืบทอดศิลปะการแสดงได้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","รองเง็ง, การละเล่น, ความเป็นอยู่และประเพณี, ชาวเล, อูรักลาโว้ย, นักมานุษยวิทยาเดินดิน, ภาคใต้, สตูล","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=120","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/176-cover.jpg"],
    [631,121,"อื่นๆ","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [632,121,"วารสาร","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [633,121,"บทความ","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [634,121,"วิทยานิพนธ์","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [635,121,"รายงาน","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [636,121,"รายงานงานวิจัย","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [637,121,"หนังสือ","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [638,121,"จุลสาร","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [639,121,"สูจิบัตร","โครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งนักมานุษยวิทยาเดินดิน ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนหมู่บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล และเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านจัดสรร พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของชาวบ้านนาที่อพยพย้ายถิ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนในชุมชนบ้านนามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีความผูกพันกับพุทธศาสนาและการทำมาหากินจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน เก็บของป่าและจับปลาในแม่น้ำปิง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิง ทำให้ชาวบ้านนาต้องอพยพโยกย้ายไปตามแต่ผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตตามแบบบรรพบุรุษที่บ้านนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณี แต่ทั้งนี้ชาวบ้านนาที่อพยพมานั้นก็ต้องมีการปรับตัวต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมสมัยใหม่ในเรื่อง การประกอบอาชีพ การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, วิถีชีวิต,บ้านนา, สามเงา, ตาก","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=121","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/177-cover.jpg"],
    [640,125,"อื่นๆ","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [641,125,"วารสาร","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [642,125,"บทความ","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [643,125,"วิทยานิพนธ์","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [644,125,"รายงานงานวิจัย","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [645,125,"รายงาน","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [646,125,"หนังสือ","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [647,125,"จุลสาร","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [648,125,"สูจิบัตร","มานุษยวิทยานิเวศว่าด้วยวิถีสังคมวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรชุมชนบ้านกรูด","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านกรูดในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกรูดและพื้นที่เกี่ยวข้องมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการฐานทรัพยากรด้านการประมงชายฝั่ง หรือประมงพื้นบ้านและด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาและสวนมะพร้าว อีกทั้งชาวชุมชนบ้านกรูด (บ้านดอนสูง) และแม่รำพึง (บ้านดอนสำราญ) สามารถสร้างองค์ความรู้ในการจัดการที่ดินและการทำนา ทำสวนมะพร้าว และพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วยฐานความรู้เดิมและการปรับองค์ความรู้ที่ตนมีอยู่เข้ากับวิถีการผลิตทางการเกษตรของตน ให้เท่าทันกับสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ชุมชนบ้านกรูด, เกษตรอินทรีย์, ประมงพื้นบ้าน, มานุษยวิทยา, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, ประจวบคีรีขันธ์","","28 ธันวาคม พ.ศ. 2561","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=125","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/196-cover.jpg"],
    [649,136,"อื่นๆ","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [650,136,"วารสาร","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [651,136,"บทความ","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [652,136,"วิทยานิพนธ์","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [653,136,"รายงานงานวิจัย","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [654,136,"รายงาน","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [655,136,"หนังสือ","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [656,136,"จุลสาร","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [657,136,"สูจิบัตร","การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก : กรณีศึกษาวัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ลพบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญให้กับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเพณีของชุมชนชาวมอญบางขันหมากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประเพณีนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญคือการสืบทอดรักษาเอกลักษณ์และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตน โดยไม่เน้นกระแสการท่องเที่ยวทุนนิยมที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมทั้งหมดได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","มอญ, ความเป็นอยู่และประเพณี, บางขันหมาก, ลพบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=136","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/207-cover.jpg"],
    [658,137,"อื่นๆ","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [659,137,"วารสาร","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [660,137,"บทความ","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [661,137,"วิทยานิพนธ์","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [662,137,"รายงานงานวิจัย","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [663,137,"รายงาน","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [664,137,"หนังสือ","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [665,137,"จุลสาร","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [666,137,"สูจิบัตร","สงกรานต์การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่องเที่ยว","","<p>\r\n\tประเพณีสงกรานต์ แต่เดิมมีจุดประสงค์ในการสร้างหรือตอกย้ำความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยใช้กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพร ทำบุญไหว้พระ และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่ตามแบบฉบับของไทย แต่เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประเพณีสงกรานต์ได้ถูกหยิบยกมาใช้ในแง่ของการเป็นทุนทางด้านวัฒนธรรม ในมิติของเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายให้เป็นประเพณีแห่งความรื่นเริง สนุกสนาน เป็นประเพณีแห่งการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ถูกนำมารื้อฟื้นเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ของตน ประเพณีสงกรานต์จึงเปลี่ยนแปลงความหมายจากการเป็นประเพณีระบบชุมชนที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ในสังคม มาสู่ประเพณีในเชิงเศรษฐกิจ มีความหมายเป็นประเพณีของมวลชน โดยมีทั้งบุคคล รัฐบาล และองค์รทั้งภาครัฐและเอกชนมาเกี่ยวข้อง</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","สงกรานต์, การท่องเที่ยว, จารีตประเพณี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=137","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/212-cover.jpg"],
    [667,138,"อื่นๆ","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [668,138,"วารสาร","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [669,138,"บทความ","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [670,138,"วิทยานิพนธ์","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [671,138,"รายงานงานวิจัย","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [672,138,"รายงาน","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [673,138,"หนังสือ","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [674,138,"จุลสาร","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [675,138,"สูจิบัตร","คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรี","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท โดยศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมชนบท รวมทั้งศึกษาบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านม่วงส่วนใหญ่เป็นคนมอญโดยกำเนิด ซึ่ง &ldquo;ปัจจัยภายใน&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม &nbsp;ซึ่งในส่วนของ &ldquo;ปัจจัยภายนอก&rdquo; ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับประเพณีวัฒนธรรมความเป็นมอญและจะส่งผลต่อไปในระยะยาว โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนบ้านม่วงมากที่สุด ได้แก่ วัดม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง</p>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, ไทย, ราชบุรี","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=138","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/213-cover.jpg"],
    [676,154,"อื่นๆ","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [677,154,"วารสาร","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [678,154,"บทความ","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [679,154,"วิทยานิพนธ์","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [680,154,"รายงานงานวิจัย","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [681,154,"รายงาน","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [682,154,"หนังสือ","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [683,154,"จุลสาร","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [684,154,"สูจิบัตร","การศึกษาวิจัยองค์ความรู้การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชของชนเผ่าอาข่า","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวอาข่า ชุมชนอาแย ได้ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้ของชุมชนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการจัดทำโครงการวิจัยพบว่า การที่ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนั้นจะเป็นแนวทางต่อไปในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงเป็นการผนวกความร่วมมือของคนในชุมชนทั้งปราชญ์ท้องถิ่นในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการจัดการทรัพยากรต่างให้กับชุมชนของตนเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>","","อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์, การปลูกพืช, การเก็บรักษา, องค์ความรู้, ไทย, ภาคเหนือ, นักมานุษยวิทยาเดินดิน","","4 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=154","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/298-cover.jpg"],
    [685,155,"อื่นๆ","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [686,155,"วารสาร","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [687,155,"บทความ","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [688,155,"วิทยานิพนธ์","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [689,155,"รายงานงานวิจัย","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [690,155,"รายงาน","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [691,155,"หนังสือ","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [692,155,"จุลสาร","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [693,155,"สูจิบัตร","การเปลี่ยนแปลงประเพณี และพิธีกรรม &quot;เม-ด้ำ-เม-ผี&quot; ของคนไทอาหม รัฐอัสสัม อินเดีย","","<p>\r\n\tรัฐอัสสัม เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พบกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่บริเวณดินแดนปลายสุดทางตะวันตก ที่เกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทจนก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรไทอาหม อันมีอัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง แต่เมื่อรัฐอัสสัมมีบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อัตลักษณ์ของชาวไทอาหมเปลี่ยนแปลงไป จนบางอย่างได้ถูกลบเลือนสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของคนไทอาหม แต่เมื่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการแยกรัฐอัสสัมเป็นรัฐอิสระ ทำให้ประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเพื่อสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันของรัฐอัสสัม โดยเฉพาะประเพณี &ldquo;เม-ด้ำ-เม-ผี&rdquo; ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐอัสสัม&nbsp;</p>","","ไทอาหม, อัสสัม, อินเดีย, เมด้ำเมผี, ความเป็นอยู่และประเพณี, วัฒนธรรม,","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=155","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/299-cover.jpg"],
    [694,156,"อื่นๆ","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [695,156,"วารสาร","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [696,156,"บทความ","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [697,156,"วิทยานิพนธ์","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [698,156,"รายงานงานวิจัย","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [699,156,"รายงาน","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [700,156,"หนังสือ","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [701,156,"จุลสาร","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [702,156,"สูจิบัตร","การเดินทางของชีวิต: ความหมายต่อความชราภาพและการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ กรณีศึกษา บ้านเกาะแรต หมู่ที่12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน และบ้านหัวถนน ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความหมายและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุไทดำ ซึ่งจากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของความชราภาพในกลุ่มผู้สูงอายุไทดำ อาจจะเริ่มต้นจากความแตกต่างทั้งทางเพศสภาพที่ทำให้การเดินทางของชีวิต การมีตำแหน่งหน้าที่ บทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไป แต่ภายใต้ความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงอยู่บนระบบประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อเดียวกันในเรื่องของผีและบรรพบุรุษได้ให้ความหมายต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทดำในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์&nbsp; สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไทดำได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสังคมวัฒนธรรม</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ผู้สูงอายุ, ความเป็นอยู่และประเพณี, นครปฐม","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=156","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/300-cover.jpg"],
    [703,157,"อื่นๆ","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [704,157,"วารสาร","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [705,157,"บทความ","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [706,157,"วิทยานิพนธ์","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [707,157,"รายงานงานวิจัย","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [708,157,"รายงาน","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [709,157,"หนังสือ","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [710,157,"จุลสาร","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [711,157,"สูจิบัตร","พลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ของลาวโซ่ง/ไทดำจากพิธีกรรมความตาย","","<p>\r\n\tงานวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีการปรับตัวในบริบทใหม่ โดยการวิเคราะห์แบบแผนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิธีศพจากอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีศพที่เกิดขึ้นในสิบสองจุไท แสดงถึงพลวัตในจักรวาลทัศน์และโลกทัศน์ที่มีลำดับขั้นตอน ในกระบวนพิธีภายใต้การกำกับของระบบความเชื่อในคติผี ตามจักรวาลทัศน์แบบคู่ขนาดเมืองฟ้า-เมืองลุ่ม อีกทั้งพิธีศพยังแสดงให้เห็นโลกทัศน์ที่ตอกย้ำจิตสำนึกของผู้พลัดถิ่นฐานเดิมของตน และกลายเป็นแกนความผูกพันที่ยึดโยงโดยจิตสำนึกอันเหนี่ยวแน่นของชาติพันธุ์ลาวโซ่ง/ไทดำ</p>","","โซ่ง, ไทดำ, ชาติพันธุ์วิทยา, ความเป็นอยู่และประเพณี, พิธีศพ, ความเชื่อ, การนับถือผี, โลกทัศน์, วัฒนธรรมความตาย, พิธีกรรมวิเคราะห์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=157","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/301-cover.jpg"],
    [712,158,"อื่นๆ","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [713,158,"วารสาร","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [714,158,"บทความ","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [715,158,"วิทยานิพนธ์","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [716,158,"รายงานงานวิจัย","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [717,158,"รายงาน","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [718,158,"หนังสือ","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [719,158,"จุลสาร","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [720,158,"สูจิบัตร","การศึกษาเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก","","<p>\r\n\tงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ด้วยวิธีสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คนไทพ่าเกมีอัตลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะดั้งเดิมเป็นมรดกติดตัวคนไทมาด้วยเมื่อย้ายถิ่นฐานไปยังลุ่มน้ำพรหมบุตรในรัฐอัสสัมมี 4 ประการ คือ 1.) อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 2.) อัตลักษณ์ด้านวัตนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต 3.) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อของคนไทพ่าเก 4.) อัตลักษณ์ด้านภาษา โดยอัตลักษณ์ด้านภาษามีบทบาทอย่างมากในการดำรงวัฒนธรรมของไทพ่า ก่อให้เกิดเอกสารตัวเขียนจำนวนมาก ดังนั้นประเพณีเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียน ที่เป็นปัจจัยในการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก คือ ประเพณีลูลิก และประเพณีแต้มลิก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลิตซ้ำเอกสารตัวเขียนของไทพ่าเก โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การถ่ายเอกสาร และคอมพิวเตอร์ มารับใช้คติความเชื่อ ทำให้สะดวกมากขึ้น</p>","","ไทพ่าเก, อัสสัม, ความเป็นอยู่และประเพณี, อินเดีย, ชาติพันธุ์วิทยา","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=158","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/303-cover.jpg"],
    [721,159,"อื่นๆ","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [722,159,"วารสาร","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [723,159,"บทความ","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [724,159,"วิทยานิพนธ์","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [725,159,"รายงานงานวิจัย","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [726,159,"รายงาน","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [727,159,"หนังสือ","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [728,159,"จุลสาร","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [729,159,"สูจิบัตร","มองไทสิบสองปันนากับชาติจีนยุคใหม่ ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อ","","<p>\r\n\tสิบสองปันนา ในปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ภายใต้การบริหารการปกครองของมณฑลยูนาน กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ลื้อ&rdquo; ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และประเพณีในรูปแบบเฉพาะ&nbsp; แต่ภายใต้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้อัตลักษณ์ของชาวลื้อถูกบดบัง เบียดขับออกไปหลายชั่วอายุคน อัตลักษณ์บางอย่างนั้นสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อมาเมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้ใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ในการขับเคลื่อนประเทศจีน ประกอบกับการเปิดโอกาสและพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับความเจริญและสรรค์สร้างให้สิบสองปันนาได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวลื้อซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัว รื้อ สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิบสองปันนา ผ่านชีวประวัติของผู้นำจารีตของชาวลื้อที่ได้เป็นผู้มีบทบาทต่อการรื้อสร้างอัตลักษณ์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเผชิญยุคการเปลี่ยนผ่านของสิบสองปันนา</p>","","ไทลื้อ, ชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ผู้นำจารีต, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่และประเพณี, เชียงรุ้ง","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=159","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/306-cover.jpg"],
    [730,160,"อื่นๆ","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [731,160,"วารสาร","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [732,160,"บทความ","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [733,160,"วิทยานิพนธ์","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [734,160,"รายงานงานวิจัย","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [735,160,"รายงาน","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [736,160,"หนังสือ","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [737,160,"จุลสาร","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [738,160,"สูจิบัตร","ภูมิทัศน์ชาติพันธุ์ แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร","","<p>\r\n\tสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ประกอบร่างมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สาเหตุมาจากการเป็นเมืองท่าในแถบอุษาคเนย์ทำให้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาทำการติดต่อค้าขาย รวมถึงตั้งรกรากนับแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ ญี่ปุ่น โปรตุเกส จีน รวมถึงการกวาดต้อนเฉลยจากการทำศึกสงครามมาไว้ เช่น ลาว มอญ ญวน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่ละกลุ่มชน/ชาติพันธุ์จะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง รายงานเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อที่จะจัดทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบภูมิทัศน์และแผนที่ชุมชนชาติพันธุ์</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, มุสลิม, จีน, มอญ, ลาว, ภูมิทัศน์, ภูมิทัศน์วัฒนธรรม, ธนบุรี, ประวัติศาสตร์","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=160","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/307-cover.jpg"],
    [739,161,"อื่นๆ","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [740,161,"วารสาร","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [741,161,"บทความ","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [742,161,"วิทยานิพนธ์","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [743,161,"รายงานงานวิจัย","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [744,161,"รายงาน","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [745,161,"หนังสือ","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [746,161,"จุลสาร","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [747,161,"สูจิบัตร","สวนชานเมืองสู่สวนกลางเมือง: การดำรงอยู่ของการทำสวนในพื้นที่ธนบุรี","","<p>\r\n\tความเจริญและความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากทั่วภูมิภาคทุกสารทิศ อพยพเข้ามาทำงานเนื่องจากความเป็นศูนย์กลางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องความแออัดของประชากร และการจัดสรรที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ไม่เพียงพอ พื้นที่ความเป็นเมืองจึงต้องขยายออกไปแถบชานเมืองแทน อาทิ แถบภาษีเจริญ บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีอยู่เดิมมาของชานเมืองกรุงเทพฯ นั้นถูกรุกล้ำด้วยโครงการบ้านจัดสรร การตัดเส้นทางถนนผ่าน โรงงานต่าง ๆ ประกอบกับค่านิยมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้เกิดภาวะการลดลงของพื้นที่ที่ทำสวน&nbsp; เพาะปลูกเพื่อการเกษตรลดลงเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการศึกษาถึงการปรับตัวให้การดำรงของพื้นที่สวนเข้ากับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ของพื้นที่สวนแถบบริเวณฝั่งธนบุรีหรือแถบชานเมืองกรุงเทพฯ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","การทำสวน, นิเวศวิทยาการเมือง, เกษตรกรรม, เกษตรกร, เศรษฐกิจ","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=161","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/302-cover.jpg"],
    [748,162,"อื่นๆ","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [749,162,"วารสาร","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [750,162,"บทความ","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [751,162,"วิทยานิพนธ์","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [752,162,"รายงานงานวิจัย","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [753,162,"รายงาน","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [754,162,"หนังสือ","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [755,162,"จุลสาร","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [756,162,"สูจิบัตร","&quot;ความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้คนย่านธนบุรี&quot; กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี","","<p>\r\n\tงานศึกษาชิ้นนี้ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางสังคม การก่อตั้งถิ่นฐานของผู้คนฝั่งธนบุรี ในบริบทช่วงเวลารัตนโกสินทร์จนถึง พ.ศ. 2500 และศึกษาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรที่ส่งเสริมและสนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ในบริเวณต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ธนบุรีถือเป็นชุมชนที่มีศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง อีกทั้งยังมีเส้นทางส่งเสริมจากการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเชื่อมแม่น้ำเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสัญจรทางน้ำได้อย่างทั่วถึงไปยังในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายที่คึกคัก และเกิดเครือข่ายการค้าขึ้นมาระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่หัวเมือง ประกอบกับเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศ ดังเห็นได้จากหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดขึ้นได้ยกเลิกการผูกขาดสินค้าบางประเภท ส่งผลให้การค้าขายของไทยเริ่มขยายเครือข่ายทางการค้าออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์บอกเล่า, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, กรุงรัตนโกสินทร์, ธนบุรี","","8 พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=162","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/305-cover.jpg"],
    [757,163,"อื่นๆ","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [758,163,"วารสาร","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [759,163,"บทความ","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [760,163,"วิทยานิพนธ์","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [761,163,"รายงานงานวิจัย","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [762,163,"รายงาน","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [763,163,"หนังสือ","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [764,163,"จุลสาร","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [765,163,"สูจิบัตร","การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย: หลักฐานโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทย","","<p>\r\n\tหลักฐานทางโบราณคดี ที่ประกอบไปด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ และนิเวศวัตถุ นับว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการ บริบทความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนหรือเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ได้ปรากฏจากหลักฐาน รายงานวิจัยเล่มนี้จึงต้องการที่จะศึกษาในประเด็นของ การค้าทางไกลยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง ประมาณ 2500-1500 ปีก่อน โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีจากภาคกลางของประเทศไทยเป็นตัวบ่งชี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","เส้นทางการค้า, ประวัติศาสตร์, ก่อนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, การขุดค้นทางโบราณคดี, ไทย, ภาคกลาง","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=163","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/308-cover.jpg"],
    [766,164,"อื่นๆ","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [767,164,"วารสาร","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [768,164,"บทความ","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [769,164,"วิทยานิพนธ์","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [770,164,"รายงานงานวิจัย","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [771,164,"รายงาน","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [772,164,"หนังสือ","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [773,164,"จุลสาร","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [774,164,"สูจิบัตร","ข้อมูลระบบลำน้ำสมัยอยุธยาจากการสำรวจและตรวจสอบภาคสนาม","","<p>\r\n\tแม่น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐในสมัยจารีต เพราะแม่น้ำมีความสำคัญทั้งในแง่ของ การเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกับทั้งสังคมภายในและภายนอก เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในอดีตนิยมตั้งถิ่นฐานกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม่น้ำนั้นเป็นรากฐานของการเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอาณาจักร &ldquo;อยุธยา&rdquo; เป็นราชธานีมีโครงข่ายลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันหลายสาย จนได้รับขนานนามว่า &ldquo;เวนิชตะวันออก&rdquo; และด้วยระยะเวลากว่า 417 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรอยุธยา มีการขุดคูคลองเส้นทางน้ำหลายสาย บ้างก็มีการจดบันทึกไว้ รายงานเล่มนี้จึงต้องการศึกษาถึง ระบบลำน้ำสมัยอยุธยา เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำ ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","อยุธยา, ย่าน, ลำน้ำ, คลอง, เส้นทางน้ำ, ภูมิศาสตร์, แผนที่, การสำรวจและตรวจสอบ, พระราชพิธี, พิธี","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=164","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/310-cover.jpg"],
    [775,165,"อื่นๆ","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [776,165,"วารสาร","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [777,165,"บทความ","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [778,165,"วิทยานิพนธ์","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [779,165,"รายงานงานวิจัย","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [780,165,"รายงาน","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [781,165,"หนังสือ","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [782,165,"จุลสาร","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [783,165,"สูจิบัตร","การแปลและการศึกษาเอกสารจีนโบราณกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม","","<p>\r\n\tจีนเป็นหนึ่งในชนชาติที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากทักษะการจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากเอกสารหรือจดหมายเหตุของราชสำนักจีน ขณะเดียวกันในแง่ของความสัมพันธ์ ประเทศไทยหากนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันได้มีความสัมพันธ์กับจีน ในบริบททางการฑูตและเศรษฐกิจมาแล้วกว่า 2000 ปี ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากบันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้น ค่อนข้างมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และน่าเชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ไทย ในแง่ของการตรวจสอบข้อมูลที่ยังมีความคลุมเครือ น่าสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการคัดเลือก ชำระ และแปลเอกสารจีนโบราณที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อันเป็นที่มาของรายงานการวิจัยเล่มนี้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, การค้ากับต่างประเทศ, ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ, จีน, ไทย","","7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=165","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/311-cover.jpg"],
    [784,166,"อื่นๆ","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [785,166,"วารสาร","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [786,166,"บทความ","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [787,166,"วิทยานิพนธ์","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [788,166,"รายงานงานวิจัย","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [789,166,"รายงาน","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [790,166,"หนังสือ","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [791,166,"จุลสาร","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [792,166,"สูจิบัตร","ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5","","<p>\r\n\tรายงานการวิจัยเล่มนี้ศึกษา ศิลปกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4-5 ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานที่ไปเสด็จยังที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ปูชนียสถาน และสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ เพื่อแสดงออกถึงนัยยะทางการเมือง และเพื่อรองรับการพัฒนาของเมืองจากการขยายตัวทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อันเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎร่องรอยมาอยู่จนถึงปัจจุบัน</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ศิลปกรรม, ชายฝั่งทะเลตะวันออก, ประวัติศาสต์ศิลปะ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=166","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/210-cover.jpg"],
    [793,167,"อื่นๆ","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [794,167,"วารสาร","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [795,167,"บทความ","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [796,167,"วิทยานิพนธ์","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [797,167,"รายงานงานวิจัย","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [798,167,"รายงาน","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [799,167,"หนังสือ","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [800,167,"จุลสาร","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [801,167,"สูจิบัตร","บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย","","<p>\r\n\tศรีลังกาถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หินยาน) มานับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ขึ้น ด้วยความเจริญและความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในศรีลังกานี้ ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเลือกที่จะรับเอาพุทธศาสนาจากศรีลังกาเข้ามาประดิษฐาน ณ บ้านเมืองของตน ทำให้กรอบของความคิด ความเชื่อ และพุทธศิลป์ ดำเนินในแนวทางตามพุทธศาสนาแบบลังกาที่ได้เลือกรับเข้ามา ที่เห็นได้ชัด คือ นับตั้งแต่สมัยทราวดี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา (ตอนต้น) และเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศาสนาแบบลังกาได้เกิดความเสื่อมลง มีการปรับรูปแบบแนวคิดจากการผสมความเชื่อแบบพุทธศาสนาลังกากับพุทธศาสนาแบบขอม ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า เข้ามาเป็นรูปแบบของตนเองในแง่รูปแบบความคิด ความเชื่อ แต่พุทธศิลป์ยังคงยึดถือตามแบบความยิ่งใหญ่ของลังกา จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามาอีกครั้ง จากการอัญเชิญปูชนียวัตถุเข้ามา อาทิ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น จนถึงในช่วงเวลาต่อมาบทบาทของพุทธศาสนาในลังกาค่อย ๆ ลดอิทธิพลลง และถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พุทธศิลป์, ศรีลังกา, พุทธศาสนาลังกาวงศ์","","25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=167","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/211-cover.jpg"],
    [802,187,"อื่นๆ","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [803,187,"วารสาร","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [804,187,"บทความ","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [805,187,"วิทยานิพนธ์","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [806,187,"รายงานงานวิจัย","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [807,187,"รายงาน","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [808,187,"หนังสือ","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [809,187,"จุลสาร","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [810,187,"สูจิบัตร","ความหลากหลายพันธุ์พืช ไร่หมุนเวียนและผู้หญิง ความเป็นหนึ่งที่สืบทอดความคงอยู่ของความหลากหลายพันธุ์พืช ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมและไร่หมุนเวียน","","<p>\r\n\t&quot;ไร่หมุนเวียน&quot; เป็นวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงมีความผูกพันกับไร่หมุนเวียนมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอยู่กับไร่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคัดพันธุ์พืช กระบวนการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปจนถึงการลงมือปลูกและเก็บผลผลิตล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงตลอดทั้งกระบวน จนอาจกล่าวได้ว่า &quot;ไร่หมุนเวียนเป็นมารดาแห่งพันธุ์พืช ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นมารดาของไร่หมุนเวียน&quot;&nbsp;</p>","","วิถีชีวิต,ไร่หมุนเวียน, การเกษตร, ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง","","28 มีนาคม พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=187","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/332-cover.jpg"],
    [811,218,"อื่นๆ","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [812,218,"วารสาร","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [813,218,"บทความ","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [814,218,"วิทยานิพนธ์","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [815,218,"รายงานงานวิจัย","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [816,218,"รายงาน","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [817,218,"หนังสือ","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [818,218,"จุลสาร","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [819,218,"สูจิบัตร","แนวทางการส่งเสริมศักยภาพชุมชนมอญเจ็ดริ้วในการจัดการวัฒนธรรม","","<p>\r\n\tชุมชนเจ็ดริ้วมีระบบความเชื่อของชาวมอญที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ การมีสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีมอญ ประเพณี และการใช้ภาษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งยังพบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการปักผ้าสไบมอญได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน รวมทั้งการได้รับรางวัลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสามารถขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ อย่างไรก็ดีชุมชนเจ็ดริ้วมีศักยภาพในการจัดการวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาและข้อจำกัด ตามที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ถึงแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการวัฒนธรรมดังกล่าว</p>","","มอญ, ชาติพันธุ์, เจ็ดริ้ว, วัฒนธรรมและประเพณี, การจัดการวัฒนธรรม","","10 เมษายน พ.ศ. 2562","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=218","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/312-cover.jpg"],
    [820,220,"อื่นๆ","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [821,220,"วารสาร","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [822,220,"บทความ","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [823,220,"วิทยานิพนธ์","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [824,220,"รายงานงานวิจัย","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [825,220,"รายงาน","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [826,220,"หนังสือ","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [827,220,"จุลสาร","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [828,220,"สูจิบัตร","ค่ายเยาวชนรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 14","","<p>\r\n\tในปัจจุบันรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมถูกลดทอนลง เช่นเดียวกับการอนุรักษ์ศิลปะ โบราณคดีและวัฒนธรรม ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ ทางชมรมโบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านต่อเยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงพื้นที่จริง โดยเลือกพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดกำแพงเพชร เป็นสถานที่ดำเนินงาน ด้วยเป็นทั้งสถานที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้าใจกระบวนการศึกษาทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเบื้องต้น</p>","","การอนุรักษ์, โบราณคดี, วัฒนธรรม, วัฒนธรรมพื้นบ้าน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=220","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/363-cover.jpg"],
    [829,221,"อื่นๆ","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [830,221,"วารสาร","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [831,221,"บทความ","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [832,221,"วิทยานิพนธ์","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [833,221,"รายงานงานวิจัย","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [834,221,"รายงาน","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [835,221,"หนังสือ","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [836,221,"จุลสาร","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [837,221,"สูจิบัตร","ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนในคนนอกคนกลางและคนอื่น","","<p>\r\n\tโครงการ <em>ชุมชนในภาพถ่ายจากภาพถ่ายในชุมชน : คนละมุมมองเดียวกันผ่านภาพถ่ายคนใน คนนอก คนกลางและคนอื่น&nbsp;&nbsp;</em>เป็นโครงการที่มุ่งเน้นศึกษาบริบทอื่นของภาพถ่ายในเชิงมานุษยวิทยาอันสามารถนำไปสู่มุมมอง แง่มุมการศึกษาที่แปลกใหม่กว่าการยืนยันรูปธรรมของชุมชนหรือการมีอยู่ของวัตถุหนึ่งผ่าน การศึกษาซึ่งผสมผสานกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ร่วมพิจารณาบทบาทระหว่างภายถ่ายกับผู้คนในชุมชน ประกอบการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ซึ่งได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านโนนม่วง ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากชุมชนบ้านโนนม่วงเป็นชุมชนที่ไม่ปรากฏอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มอย่างเด่นชัดซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการเชิงทดลองในครั้งนี้ โดยได้แบ่งรูปแบบกิจกรรมการถ่ายภาพออกเป็นสามรูปแบบ ประการแรก เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายนอกที่กระทำต่อพื้นที่และผู้คนภายในชุมชน ประการที่สอง ความสัมพันธ์ในรูปแบบมุมมองสายตาของบุคคลภายในต่อพื้นที่และบุคคลภายในชุมชนด้วยกันเองซึ่งแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ &lsquo;ความงาม&rsquo; และ &lsquo;แม่&rsquo; ประการที่สาม ความสัมพันธ์ในรูปแบบอิสระภายใต้เงื่อนไขความก่ำกึ่งของสถานะคนนอก-คนใน</p>","","ภาพถ่าย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ชุมชน, บ้านโนนม่วง, มหาสารคาม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=221","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/364-cover.jpg"],
    [838,222,"อื่นๆ","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [839,222,"วารสาร","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [840,222,"บทความ","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [841,222,"วิทยานิพนธ์","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [842,222,"รายงานงานวิจัย","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [843,222,"รายงาน","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [844,222,"หนังสือ","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [845,222,"จุลสาร","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [846,222,"สูจิบัตร","โครงการผู้แทนการประชุมเชิงนโยบายของสุดยอดผู้นำอาเซียนรุ่นใหม่ 2562","","<p>\r\n\tโครงการ Young ASEAN Leaders Policy Initiative (YALPI) เป็นการรวมกลุ่มนักศึกษาและตัวแทนจากประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นพลังในการผลักดันนโยบายทางการเมืองของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้คัดสรรประเด็นทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ 1.การก่อการร้าย 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 3.ระบบสวัสดิการ 4.ความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องวิเคราะห์ประเด็นข้างต้นเพื่อนำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งการเผยแพร่และนำเสนอนโยบายซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าร่วมประชุมต่อผู้นำทางการเมืองอีกด้วย</p>","","นโยบายการเมือง, อาเซียน, ประชาคมสังคม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=222","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/365-cover.jpg"],
    [847,223,"อื่นๆ","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [848,223,"วารสาร","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [849,223,"บทความ","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [850,223,"วิทยานิพนธ์","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [851,223,"รายงานงานวิจัย","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [852,223,"รายงาน","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [853,223,"หนังสือ","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [854,223,"จุลสาร","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [855,223,"สูจิบัตร","การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน","","<p>\r\n\tชุมชนตรอกสลักหิน ชุมชนใกล้ศูนย์กลางทางการค้าของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงรอให้ทุกคนเข้ามาค้นหา และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากในชุมชนแห่งนี้ โครงการ การพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนตรอกสลักหิน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น 2) เพื่อปลูกฝังให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของชุมชนผ่านการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป และมีวิธีการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสอบถาม สัมภาษณ์จากสมาชิกในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการ ระยะที่ 2 ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ร่วมกับคนในชุมชน ระยะที่ 3 เผยแพร่ประวัติศาสตร์ชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม &ldquo;Trail (Tale) of ตรอกสลักหิน&rdquo; และระยะที่ 4 ประเมินและสรุปผลโครงการ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ สมาชิกชุมชนตรอกสลักหินและบุคคลภายนอกชุมชน จากโครงการนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสามารถรำลึกถึงอดีต บอกเล่าข้อมูลของชุมชนและถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ในชุมชนที่เข้าร่วมการทำยุววิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ได้รับทราบ และเด็ก ๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่บุคคลภายนอกได้</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ประวัติศาสตร์ชุมชน, ชุมชนตรอกสลักหิน, เส้นทางการเรียนรู้","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=223","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/366-cover.jpg"],
    [856,224,"อื่นๆ","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [857,224,"วารสาร","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [858,224,"บทความ","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [859,224,"วิทยานิพนธ์","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [860,224,"รายงานงานวิจัย","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [861,224,"รายงาน","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [862,224,"หนังสือ","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [863,224,"จุลสาร","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [864,224,"สูจิบัตร","การพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือ เพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง","","<p>\r\n\tโครงการพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาครูสังคมศึกษาในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือเพื่อการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นโครงการที่มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาครูสังคมศึกษาได้ลงพื้นที่ภาคสนามในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และองค์ความรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองผ่านเครื่องมือทางมานุษยวิทยาที่จะช่วยให้เกิดการศึกษาเชิงลึก (Deep Study) จากนั้นพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ และจัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ให้กับนักศึกษาครูสังคมในกลุ่มราชภัฏภาคเหนือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและในอนาคตจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาเพื่อท้องถิ่นร่วมกันต่อไป</p>","","มานุษยวิทยา, บทความ, การศึกษา, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=224","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/367-cover.jpg"],
    [865,225,"อื่นๆ","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [866,225,"วารสาร","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [867,225,"บทความ","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [868,225,"วิทยานิพนธ์","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [869,225,"รายงานงานวิจัย","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [870,225,"รายงาน","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [871,225,"หนังสือ","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [872,225,"จุลสาร","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [873,225,"สูจิบัตร","ที่นี่หมู่บ้านป่าคา (เตี้ยเก้ง) ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองสาน จังหวัดกำแพงเพชร","","<p>\r\n\tหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตปลายทางของโครงการค่ายเรียนรู้วิถีม้งป่าคา ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเครื่องมือที่นำมาบูรณาการ พร้อมทั้งกิจกรรม work shop การผลิตคลิปวิดิโอสั้นเชิงสารคดี และกิจกรรมถอดบทเรียน และการทำ SWOT จากข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้วิถีชีวิตม้งป่าคา ณ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร</p>","","วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, ม้ง, ชาติพันธุ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=225","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/368-cover.jpg"],
    [874,226,"อื่นๆ","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [875,226,"วารสาร","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [876,226,"บทความ","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [877,226,"วิทยานิพนธ์","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [878,226,"รายงานงานวิจัย","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [879,226,"รายงาน","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [880,226,"หนังสือ","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [881,226,"จุลสาร","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [882,226,"สูจิบัตร","ชุมชนนักปฏิบัติการเรียนรู้สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สำหรับนักการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง: จากห้องเรียนทฤษฎีสู่พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม","","<p>\r\n\tโครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะชนต่อบุคคลที่เข้าร่วม รวมไปถึงนักศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจต่อประเด็นการศึกษาในมิติสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมด้วยมุมมองสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชุดนักเรียน&hellip;เท่าเทียมหรือเท่าทุน? : ว่าด้วยสิทธิและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชิงเสรีนิยมใหม่&rdquo; 2. การเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ชำแหละวาทกรรมการศึกษา : การครอบงำของภาษาในโรงเรียน&rdquo; 3.ค่าย ActivisionX Season 1 ตอน Level Up และ 4. วิดีทัศน์เรื่อง &ldquo;การศึกษาของชาติพันธุ์ : รัฐสวัสดิการ&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการกิจกรรมแบบสาธารณะเพื่อหวังผลในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเชิงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p>","","ปฏิบัติการทางสังคม, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=226","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/369-cover.jpg"],
    [883,227,"อื่นๆ","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [884,227,"วารสาร","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [885,227,"บทความ","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [886,227,"วิทยานิพนธ์","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [887,227,"รายงานงานวิจัย","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [888,227,"รายงาน","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [889,227,"หนังสือ","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [890,227,"จุลสาร","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [891,227,"สูจิบัตร","การรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการรวบรวมภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่นโดยการสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในชุมชนขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติหมู่บ้านที่เล่าขานกันมายาวนาน ประกอบกับได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการและนิทรรศการเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์หัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแก่สาธารณะ</p>","","ม้ง, กลุ่มชาติพันธุ์, หัตถกรรม, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=227","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/370-cover.jpg"],
    [892,228,"อื่นๆ","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [893,228,"วารสาร","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [894,228,"บทความ","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [895,228,"วิทยานิพนธ์","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [896,228,"รายงานงานวิจัย","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [897,228,"รายงาน","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [898,228,"หนังสือ","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [899,228,"จุลสาร","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [900,228,"สูจิบัตร","การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพถ่ายประกอบคำบรรยายชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลาหู่ ลีซู และม้ง) ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม จัดทำหนังสือภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายทางวัฒนธรรมของพื้นที่พหุวัฒนธรรม และจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนนำเสนอข้อมูลพื้นที่พหุวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ในภายหลังพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่สามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของระยะห่างของแต่ละหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดำเนินโครงการจึงได้มีการระบุพื้นที่ใหม่ โดยอยู่ในอำเภอและจังหวัดเดียวกัน ซึ่งก็คือ ชุมชนพหุวัฒนธรรม (ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน) บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีการอยู่ร่วมกันของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์อันได้แก่ ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ และจีน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มอยู่ร่วมกัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อาทิ ความเชื่อที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษ การประกอบประเพณีพิธีกรรมตามวาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การแลกรับปรับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับอิทธิพลจากภายนอกชุมชน&nbsp;</p>","","ลาหู่, ลีซู, กลุ่มชาติพันธุ์, พหุวัฒนธรรม, เชียงใหม่","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=228","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/371-cover.jpg"],
    [901,229,"อื่นๆ","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [902,229,"วารสาร","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [903,229,"บทความ","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [904,229,"วิทยานิพนธ์","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [905,229,"รายงานงานวิจัย","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [906,229,"รายงาน","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [907,229,"หนังสือ","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [908,229,"จุลสาร","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [909,229,"สูจิบัตร","นิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<div>\r\n\tพื้นที่ชุมชนชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภาคสนามที่นักศึกษาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เข้าไปฝึกปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลแผนที่หมู่บ้าน ข้อมูลผังเครือญาติ ข้อมูลปฏิทินชุมชน ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งการอพยพ เศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา ความเชื่อและศาสนา ข้อมูลภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ เช่น ประเพณี&nbsp; สถาปัตยกรรม การฟ้อนดาบ ด้วยความพร้อมของข้อมูลที่กล่าวมาจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดการข้อมูลภาคสนาม ภายใต้โครงการนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบันชุมชนชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง) ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อจัดการเรียบเรียงและตรวจสอบความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และเพื่อจัดทำนิทรรศการและหนังสือชุดประวัติศาสตร์และพลวัตวัฒนธรรม: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ในหมู่บ้านแม่ขะปู (เปียง)&nbsp;</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ชุมชน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=229","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/372-cover.jpg"],
    [910,230,"อื่นๆ","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [911,230,"วารสาร","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [912,230,"บทความ","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [913,230,"วิทยานิพนธ์","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [914,230,"รายงานงานวิจัย","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [915,230,"รายงาน","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [916,230,"หนังสือ","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [917,230,"จุลสาร","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [918,230,"สูจิบัตร","&quot;ปาสะโฮโพ&quot; รักวิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนสันโป่ง","","<div>\r\n\tชุมชนบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักและมีการทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมากกว่าการค้าขายรวมถึงมีวัฒนธรรม ภาษาพูด การแต่งกายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวปกาเกอะญอ นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลายพิธี หากแต่ปัจจุบันกลับพบว่าพิธีกรรมและวิถีการดำรงชีวิตของชาวปกาเกอะญอบ้านสันโป่ง ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง&nbsp; คลี่คลายลงเนื่องด้วยมีการเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกชุมชนมากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อของคนในชุมชนได้ลดบทบาทลงไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการหลงลืมทางพิธีกรรมดั้งเดิม จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้พิธีกรรมความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบ้านสันโป่งไม่ได้รับความสนใจในการเข้าร่วมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากนัก อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ รวมถึงทัศนคติของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมภายนอก ดังนั้นเพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของพิธีกรรมมีความเข้าใจในรากเหง้า ความเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ตลอดจนมีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนซึ่งถือเป็นมรดกทางพิธีกรรมที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่นั้น จึงได้จัดทำโครงการ &ldquo;ปาสะโฮโพ&rdquo; รักษ์วิถีปกาเกอะญอ ร่วมสานต่อพิธีกรรมของคนบ้านสันโป่งขึ้นเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางพิธีกรรมของชุมชน ทั้งพิธีกรรมทางครอบครัว พิธีกรรมทางเกษตรและพิธีกรรมในชุมชน&nbsp; &nbsp;</div>","","ปกาเกอะญอ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิธีกรรม, ความเชื่อ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=230","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/373-cover.jpg"],
    [919,231,"อื่นๆ","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [920,231,"วารสาร","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [921,231,"บทความ","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [922,231,"วิทยานิพนธ์","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [923,231,"รายงานงานวิจัย","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [924,231,"รายงาน","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [925,231,"หนังสือ","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [926,231,"จุลสาร","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [927,231,"สูจิบัตร","การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าสมุนไพรชุมชนสู่อุทยานการเรียนรู้สินไซ: กรณีศึกษาสวนป่าดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสน (สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9) บ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น","","<p>\r\n\tชุมชนบ้านห้วยหว้า ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวในอีสานอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงปฏิบัติตามคติความเชื่อดั้งเดิมในการบูชาผีปู่ตา โดยการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทางด้านทิศทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาโดยมีเจ้าปู่คำแสน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีปู่ตาหลักในการปกปักรักษาและคุ้มครองชาวบ้านห้วยหว้า แต่ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลย สถานที่แห่งนี้จึงถูกปล่อยร้างขาดการบำรุงรักษา เช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมการแสดงแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน หมอลำกลอนสินไซที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและอนุรักษ์ ซึ่งในอดีตนั้นบ้านห้วยหว้าเคยมีคณะหมอลำสินไซและหมอลำเพลินในหมู่บ้านถึง 5 คณะ ถึงแม้ปัจจุบันนี้ทุกคณะจะได้ยุบคณะไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มหมอลำสินไซภายในหมู่บ้านในนาม&nbsp; &ldquo;กลุ่มอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมหมอลำสินไซ&rdquo; โดยวรรณกรรมสินไซถือเป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมของคนลาวและคนลาวในอีสานสมัยก่อน ที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมานับหลายร้อยปี ถือเป็นจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในการบอกเล่าเรื่องราวธรรมมะทางพระพุทธศาสนาผ่านวรรณกรรม นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาติพันธุ์ลาวที่ได้สะท้อนหลักธรรมคำสอนเอาไว้และส่งต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; จากสภาพการณ์ที่กล่าวจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูดอนปู่ตาเจ้าปู่คำแสนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ของชาวบ้านห้วยหว้าและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่งความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในอีสาน ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป</p>","","การอนุรักษ์, กลุ่มชาติพันธุ์, วรรณกรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=231","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/374-cover.jpg"],
    [928,232,"อื่นๆ","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [929,232,"วารสาร","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [930,232,"บทความ","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [931,232,"วิทยานิพนธ์","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [932,232,"รายงานงานวิจัย","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [933,232,"รายงาน","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [934,232,"หนังสือ","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [935,232,"จุลสาร","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [936,232,"สูจิบัตร","มันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง","","<p>\r\n\t&ldquo;มันนิ&rdquo; กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดสตูล ชาวมันนิส่วนมากยังคงดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ การทำมาหากินของมันนิยังคงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งพวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าร่วมกับชาวบ้านเพราะแหล่งอาหารและปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีพในป่าเริ่มลดลงจากกระแสการพัฒนาแนวใหม่ โครงการมันนิภูบรรทัดในกระแสความเปลี่ยนแปลง จึงดำเนินกิจกรรมขึ้นเพื่อเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวของชาวมันนิ กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการศึกษาถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มันนิในพื้นที่ศึกษา ส่วนที่สอง เป็นการจัดสัมมนาวิชาการในลักษณะของนิทรรศการเคลื่อนที่นำเสนอชีวิตเรื่องราวของชาวมันนิให้รับรู้เป็นวงกว้าง เพื่อการนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต</p>","","มันนิ, กลุ่มชาติพันธุ์, วิถีชีวิต, นิทรรศการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=232","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/375-cover.jpg"],
    [937,233,"อื่นๆ","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [938,233,"วารสาร","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [939,233,"บทความ","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [940,233,"วิทยานิพนธ์","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [941,233,"รายงานงานวิจัย","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [942,233,"รายงาน","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [943,233,"หนังสือ","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [944,233,"จุลสาร","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [945,233,"สูจิบัตร","ค่ายวิชาการบูรณาการโบราณคดี ครั้งที่ 6","","<p>\r\n\tค่ายวิชาการโบราณคดีครั้งที่ 6 ตอน จับเกรียงเกี่ยวข้าว ร้องเล่าเมืองสุพรรณ จัดทำขึ้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2562 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีรูปแบบกิจกรรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้และเก็บข้อมูลทางวิชาการผ่านหลักฐานโบราณคดี ภายในวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โบราณสถานหมายเลข 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย และเก็บข้อมูลผ่านการลงพื้นที่สังเกตการณ์วิถีชาวบ้านพื้นถิ่นในตลาดเก้าห้อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีทางโบราณคดี เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า มรดกวัฒนธรรม และสามารถสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามได้</p>","","โบราณคดี, พิพิธภัณฑ์, แหล่งโบราณคดี, ค่ายวิชาการ","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=233","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/376-cover.jpg"],
    [946,234,"อื่นๆ","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [947,234,"วารสาร","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [948,234,"บทความ","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [949,234,"วิทยานิพนธ์","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [950,234,"รายงานงานวิจัย","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [951,234,"รายงาน","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [952,234,"หนังสือ","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [953,234,"จุลสาร","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [954,234,"สูจิบัตร","ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย","","<div>\r\n\tโอรังอัสลีในจังหวัดยะลาและนราธิวาสอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของเทือกเขาสันกะลาคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดใหญ่ คาบสมุทรมลายูหรือแหลมมลายู ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาษามลายูว่า &quot;บูกิตบือชา&quot; และในงานศึกษานี้พื้นที่ศึกษาเกือบทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุมชนรอบป่า ซึ่งโอรังอัสลีมีความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมตนเองอย่างเข้มข้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพื้นฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยังชีพเพื่อความอยู่รอด สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญจากสังคมล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเข้าสู่โลกทันสมัยหลากหลายมิติ จากสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์ พรรณไม้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้สร้างเขื่อนบางลางทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนเข้าสู่ใจกลางป่า เส้นทางเรือที่เปิดให้คนเดินทางเข้าพื้นที่ แต่กระนั้นแม้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลงไปพวกเขาจำนวนหนึ่งก็สามารถปรับตัวกับการอาศัยในสภาพแวดล้อมระบบนิเวศทางน้ำ ค้นพบการหาที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ร่อนเร่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ และใช้เรือเคลื่อนที่เร็วเพื่อรับจ้างทำงานเป็นอาชีพ</div>\r\n<div>\r\n\t&nbsp;</div>","","โอรังอัสลี, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, อัตลักษณ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=234","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/377-cover.jpg"],
    [955,235,"อื่นๆ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [956,235,"วารสาร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [957,235,"บทความ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [958,235,"วิทยานิพนธ์","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [959,235,"รายงานงานวิจัย","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [960,235,"รายงาน","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [961,235,"หนังสือ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [962,235,"จุลสาร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [963,235,"สูจิบัตร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tลักษณะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษา โครงการวิจัย &ldquo;พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในเขตตอนบนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร&rdquo; มีความซับซ้อนระหว่างพลวัตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์&nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการพัฒนาโดยเฉพาะตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา&nbsp; จังหวัดตาก&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการอพยพข้ามแดนของชาวกะเหรี่ยงและการตั้งศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยตามแนวจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน&nbsp; ทำให้เห็นผลกระทบต่อแบบแผนภูมิปัญญาอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทั้งเกี่ยวข้องกับป่าและพื้นราบ&nbsp; รวมถึงความเชื่อที่ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มที่แตกต่าง&nbsp; เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา&nbsp; ตลอดจนเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองที่ต้องต่อรองกับปัญหาที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานจากผลของการพัฒนาและนโยบายที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย&nbsp; ปัญหาของกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้จึงมีลักษณะซับซ้อน&nbsp; และเป็นประเด็นมีความน่าสนใจที่ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มนี้</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง,แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=235","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/378-cover.jpg"],
    [964,236,"อื่นๆ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [965,236,"วารสาร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [966,236,"บทความ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [967,236,"วิทยานิพนธ์","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [968,236,"รายงานงานวิจัย","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [969,236,"รายงาน","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [970,236,"หนังสือ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [971,236,"จุลสาร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [972,236,"สูจิบัตร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจและศึกษาชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานีและจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง สิงหาคม 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสำคัญของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นว่า พลวัตของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้ผลกระทบของการพัฒนาทั้งเรื่องของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ การออกกฎหมายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกัน ภายใต้ลัทธิทางความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเจ้าวัด ทั้งความเชื่อเรื่องด้ายเหลือง ด้ายขาวและกินน้ำสุก ในชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีและอุทัยธานี มีลัทธิเจ้าวัดถือเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและความรู้ทางประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนกะเหรี่ยง การปรับตัวภายใต้วิถีของการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงบริเวณแนวกันชนห้วยขาแข้ง ในขณะที่ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดนครสวรรค์ไม่ปรากฏชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงกะเหรี่ยงนอกหรือกะเหรี่ยงที่มาจากฝั่งพม่าที่เข้ามาทำงานในจังหวัดนครสวรรค์และการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติในการจัดงานเชิงวัฒนธรรม การผูกข้อมือกะเหรี่ยง ที่เป็นงานเชิงวัฒนธรรมและเชิงการเมืองที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินข้ามแดน</p>","","พลวัต, ชุมชนชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=236","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/379-cover.jpg"],
    [973,237,"อื่นๆ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [974,237,"วารสาร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [975,237,"บทความ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [976,237,"วิทยานิพนธ์","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [977,237,"รายงานงานวิจัย","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [978,237,"รายงาน","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [979,237,"หนังสือ","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [980,237,"จุลสาร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [981,237,"สูจิบัตร","พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562)","","<p>\r\n\tโครงการวิจัย พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษาสามจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ที่มีบริบทแวดล้อมของพื้นติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งต่อการตั้งถิ่นฐาน การเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร สังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงจากอดีตเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เช่น ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ &ldquo;กะเหรี่ยงไทย&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยกะเหรี่ยง&rdquo; ดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานกับบริบทการเมืองของพม่าหรือเมียนมาร์มาช้านาน ภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทยปรากฏปฏิสัมพันธ์เชิงบวก จาก &ldquo;ผู้อพยพพลัดถิ่น&rdquo; มาพำนักอาศัยเคลื่อนสู่ลักษณะ &ldquo;คนพื้นเมืองพื้นถิ่น&rdquo; บางชุมชนผสมผสานกลืนกลายเป็นไทยทั้งทางพลเมืองและทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน &ldquo;ความเป็นกะเหรี่ยง/กะหร่าง&rdquo; ปรากฏอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการธำรงชาติพันธุ์เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างชุมชนเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวออกไป</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, ชุมชนชาติพันธุ์, คนพลัดถิ่น, แผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=237","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/380-cover.jpg"],
    [982,238,"อื่นๆ","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [983,238,"วารสาร","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [984,238,"บทความ","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [985,238,"วิทยานิพนธ์","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [986,238,"รายงานงานวิจัย","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [987,238,"รายงาน","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [988,238,"หนังสือ","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [989,238,"จุลสาร","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [990,238,"สูจิบัตร","ลักษณะเฉพาะของลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยทวารวดีจากแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย (ปีที่ 2)","","<p>\r\n\tลูกปัดแก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งออกแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีอินเดียเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตและส่งออกลูกปัดนานาชนิด ประเทศไทยพบลูกปัดแก้วในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั่วทุกภูมิภาค มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย ลูกปัดแก้วเหล่านี้มิได้มีประโยชน์ในฐานะเครื่องประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีของมนุษย์ วิถีชีวิตคนในชุมชน ความเชื่อ และการค้าขายของผู้คนในช่วงสมัยดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาในช่วงยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี บริเวณพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงสมัยและพื้นที่ศึกษาพบแหล่งโบราณคดีที่มีลูกปัดแก้วจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมี องค์ความรู้เรื่องการค้าของผู้คนในสมัยโบราณ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","โบราณวัตถุ, มรดกวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี, ลูกปัดแก้ว","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=238","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/381-cover.jpg"],
    [991,239,"อื่นๆ","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [992,239,"วารสาร","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [993,239,"บทความ","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [994,239,"วิทยานิพนธ์","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [995,239,"รายงานงานวิจัย","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [996,239,"รายงาน","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [997,239,"หนังสือ","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [998,239,"จุลสาร","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [999,239,"สูจิบัตร","การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว","","<p>\r\n\tกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในอาเซียนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เดิมมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ในช่วงระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานเพื่อพำนักอยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยการตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ในด้านภูมิปัญญาชาวไทขึนมีภูมิปัญญาด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะใช้การรักษาแบบท้องถิ่นหรือแบบพื้นบ้าน ในลักษณะของการรักษาแบบองค์รวม โดยมีมุมมองต่อสุขภาพความเจ็บป่วยทางกายและทางจิตใจในลักษณะที่ไม่ได้แยกจากกัน ความเจ็บป่วยที่มีอาการต่างกันหรือเป็นโรคต่างกัน อาจจะมีสาเหตุเดียวกัน และมีวิธีการเยียวยารักษาแบบเดียวกัน โดยวิธีการเยียวยาความเจ็บป่วยอาจจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี การรักษาความเจ็บป่วยของชาวไทขึนจึงต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม สภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีบทบาทมาช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพดังกล่าว กำลังจะถูกลืมเลือนและสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดี สามารถนำมาพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","ภูมิปัญญา, คลังข้อมูล, พิธีกรรม, กลุ่มชาติพันธุ์, ไทขึน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=239","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/382-cover.jpg"],
    [1000,240,"อื่นๆ","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1001,240,"วารสาร","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1002,240,"บทความ","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1003,240,"วิทยานิพนธ์","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1004,240,"รายงานงานวิจัย","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1005,240,"รายงาน","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1006,240,"หนังสือ","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1007,240,"จุลสาร","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1008,240,"สูจิบัตร","พลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน","","<p>\r\n\tการวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวนในหลายด้าน อันได้แก่ ด้านการศึกษาพลวัตและการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการสื่อสารการรับรู้ข้อมูลต่างๆ กระแสความนิยม รวมถึงการเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยภาคบังคับ ซึ่งให้ผู้เข้าเรียนใช้ภาษากลางในการสื่อสารพูดคุย มีการนำวัฒนธรรมของชาวพวนมาพัฒนากิจกรรมให้เกิดความโดดเด่นหรือการผลิตใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวไทยพวนให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก ยอมรับจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขึ้น ส่วนในด้านการสืบทอดของกลุ่มชาติพันธุ์พวน พบว่า ชาวพวนรับรู้และมีสำนึกในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พวนที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการสร้างตัวตน และการยอมรับโดยการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ</p>\r\n<p>\r\n\t&nbsp;</p>","","พลวัต, กลุ่มชาติพันธุ์, พวน, วัฒนธรรม","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=240","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/383-cover.jpg"],
    [1009,241,"อื่นๆ","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1010,241,"วารสาร","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1011,241,"บทความ","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1012,241,"วิทยานิพนธ์","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1013,241,"รายงานงานวิจัย","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1014,241,"รายงาน","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1015,241,"หนังสือ","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1016,241,"จุลสาร","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1017,241,"สูจิบัตร","ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลื้อในจีน ลาว และไทย เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีพื้นที่เป้าหมายงานวิจัยคืออำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเก็บข้อมูลบางส่วนที่ชุมชนลื้อแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และชุมชนลื้อที่เมืองสิบสองปันนา มนฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการวิจัยพบว่า ชาวลื้อทั้งสามประเทศมีการยึดโยงความสัมพันธ์กันบนฐานของความเป็นชาติพันธุ์ลื้อด้วยกัน มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ และเครือญาติโดยการสมรส ผ่านงานประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และที่มาของคนลื้อแต่ละพื้นที่ ความเชื่อด้านผีบรรพบุรุษและสายสกุล รวมถึงผีบ้านและผีเมืองที่ชาวลื้อเคารพนับถือ มีบางส่วนที่มีการยึดโยงความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายการค้าขายและการทำธุรกิจ ในปัจจุบันปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้คนลื้อได้กระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้นแม้จะอยู่คนละประเทศคือการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายขึ้น</p>","","ลื้อ, กลุ่มชาติพันธุ์, สิบสองปันนา, ความสัมพันธ์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=241","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/384-cover.jpg"],
    [1018,242,"อื่นๆ","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1019,242,"วารสาร","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1020,242,"บทความ","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1021,242,"วิทยานิพนธ์","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1022,242,"รายงานงานวิจัย","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1023,242,"รายงาน","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1024,242,"หนังสือ","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1025,242,"จุลสาร","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1026,242,"สูจิบัตร","พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีศึกษาแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยเรื่อง &ldquo;พัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในตลาดแรงงานอาเซียน: กรณีแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่&rdquo; เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาพัฒนาการการเคลื่อนย้ายแรงงานและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ โดยมีพื้นที่ศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อำเภอเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยี รัฐฉาน ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผลการวิจัยพบว่า แรงงานไทใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเหล่านี้พัฒนาการการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ซึ่งในแต่ละยุคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน ทั้งปัจจัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์และปัจจัยในประเทศไทย</p>","","ไทใหญ่, กลุ่มชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, อาเซียน","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=242","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/385-cover.jpg"],
    [1027,243,"อื่นๆ","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1028,243,"วารสาร","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1029,243,"บทความ","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1030,243,"วิทยานิพนธ์","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1031,243,"รายงานงานวิจัย","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1032,243,"รายงาน","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1033,243,"หนังสือ","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1034,243,"จุลสาร","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1035,243,"สูจิบัตร","การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและ ลาว","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว&rdquo; จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และประเทศลาว ศึกษาเปรียบเทียบด้านการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มีการปรับตัวไปตามพื้นที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบใกล้กับชุมชนเมืองเชียงใหม่ปรับตัวได้รวดเร็ว มีความกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายจนแยกไม่ออกเมื่อดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง มีความพยายามในการรวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยุคตำนานสร้างเครือข่ายขึ้น ขณะเดียวกันการปรับตัวด้านความเชื่อและพิธีกรรม มีปัจจัยที่เอื้อต่อกันในการปรับลด เพิ่ม และคงที่ในสิ่งที่สืบทอดมา คือ ปัจจัยในการลดจำนวนผีที่เลี้ยงลงเนื่องจากการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน การยกเลิกใช้เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างที่เคยจำเป็นในอดีตเนื่องจากมีสิ่งทดแทนที่ทันสมัยกว่า ประกอบกับความเจริญด้านการรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง การศึกษา ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามการโหยหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออธิบายภูมิหลังความเป็นมา สร้างอัตลักษณ์และตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทำให้เกิดการสร้างประเพณีพิธีกรรมขึ้นใหม่ผ่านตำนานเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และยอมรับในความเป็นลัวะและแสดงออกทางอัตลักษณ์มากขึ้น</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ลัวะ, ความเชื่อ, พิธีกรรม, วิถีชีวิต, ประวัติศาสตร์","","4 มิถุนายน พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=243","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/386-cover.jpg"],
    [1036,244,"อื่นๆ","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1037,244,"วารสาร","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1038,244,"บทความ","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1039,244,"วิทยานิพนธ์","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1040,244,"รายงานงานวิจัย","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1041,244,"รายงาน","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1042,244,"หนังสือ","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1043,244,"จุลสาร","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1044,244,"สูจิบัตร","ประมวล 10 ผลงานสำคัญของ 10 นักมานุษยวิทยา","","<p>\r\n\tมานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นสาขาวิชาอันเกี่ยวข้องกับการศึกษามนุษย์ หากขอบเขตของมานุษยวิทยาค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมโบราณดั้งเดิมจนถึงสังคมร่วมสมัย วงการมานุษยวิทยาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ในยุคแรกเริ่มบุกเบิกโดยนักมานุษยวิทยาจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา นำโดย Sir Edward Burnett Tylor และ Franz Boas ซึ่งได้กรุยทางการศึกษามานุษยวิทยาให้เป็นสาขาวิชาที่เข้มแข็งจวบจนปัจจุบัน ถัดจากนักมานุษยวิทยาสองท่านในรุ่นบุกเบิกแล้ว&nbsp; &ldquo;ประมวล 10 ผลงานของ 10 นักมานุษยวิทยา&rdquo; ได้พิจารณาจากผลงาน ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขานเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการมานุษยวิทยาไทย กอปรกับคุณูปการทางวิชาการอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับความนิยมในการอ้างอิงถึงเป็นสำคัญอีก 8 ท่าน นอกจากนั้นแล้ว ยังผนวกรวมนักคิดร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทางสังคมศาสตร์ในโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส 2 ท่านรวมเข้ามาด้วย ได้แก่ มิเชล ฟูโกต์&nbsp; (Michel Foucault, 1926 -1984) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu, 1930 &ndash; 2002) ด้วยพิจารณาว่าผลงานทางวิชาการของทั้งสองส่งผลต่อการนำแนวความคิดเชิงทฤษฎียุคหลังโครงสร้างนิยมได้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการและนักศึกษามานุษยวิทยาไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงนำเสนอ 10 นักมานุษยวิทยาตามยุคสมัยและลำดับเวลาของแต่ละคน ด้วยประวัติโดยสังเขป และแนะนำผลงานหนังสือ บทความ งานรวบรวมผลงานเขียนที่เลือกสรรมา และหนังสือที่เขียนถึงหรือเกี่ยวข้องกับแต่ละท่าน ทั้งในเชิงประวัติส่วนตัว คุณูปการทางวิชาการ และสังคม รวมผลงานการเฉลิมฉลองในวาระพิเศษ หรือรวมผลงานฉบับผู้อ่านทั่วไป</p>","","มานุษยวิทยา, นักมานุษยวิทยา, สังคมศาสตร์","","29 ตุลาคม พ.ศ. 2563","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=244","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/198-cover.jpg"],
    [1045,245,"อื่นๆ","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1046,245,"วารสาร","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1047,245,"บทความ","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1048,245,"วิทยานิพนธ์","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1049,245,"รายงานงานวิจัย","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1050,245,"รายงาน","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1051,245,"หนังสือ","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1052,245,"จุลสาร","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1053,245,"สูจิบัตร","ถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553","","<div>\r\n\tโครงการถอดบทเรียนพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ได้มีการศึกษาใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2) บ้านจะแก หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ผลการศึกษาพบว่า ในอดีตพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของชาวบ้านในชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ ต่อความหมายของการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ กลุ่มแรก รับรู้และเข้าใจความหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นําชุมชนที่ทํางานใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจความหมาย หรือเคยได้ยินบ้างแต่ไม่รับรู้ความหมาย และ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสําคัญกับการถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพราะไม่ รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังการประกาศให้เป็นพื้นที่นําร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ควรต้องมีแนวทางที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง มีความแตกต่างกัน คือบ้านห้วย หินลาดในเป็นพื้นที่ซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่อดีต บ้านจะแกเป็นพื้นที่ซึ่งเริ่มมีปัญหาการคุกคามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนบ้านหนองมณฑาและบ้านเลตองคุเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการได้รับประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ&nbsp;</div>","","กะเหรี่ยง, เขตวัฒนธรรมพิเศษ, ชาติพันธุ์","","4 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=245","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/387-cover.jpg"],
    [1054,246,"อื่นๆ","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1055,246,"วารสาร","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1056,246,"บทความ","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1057,246,"วิทยานิพนธ์","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1058,246,"รายงานงานวิจัย","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1059,246,"รายงาน","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1060,246,"หนังสือ","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1061,246,"จุลสาร","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1062,246,"สูจิบัตร","นัยสำคัญของ &quot;พื้นที่คุ้มครอง&quot; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tโครงการ &ldquo;นัยสําคัญของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คน พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทาง ชีวกายภาพ (ระยะที่ 1)&rdquo; ศึกษาข้อถกเถียงว่าด้วยผลกระทบของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ต่อวิถีชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น พรรณพืช พรรณสัตว์ และภูมิทัศน์ทางชีวกายภาพ ด้วยกรอบการทําความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบข้ามสังคม วัฒนธรรม โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การวิจัยเอกสาร และ การศึกษาภาคสนามเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา โครงการวิจัยนี้นําเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ทบทวนความสําคัญของข้อถกเถียง เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่คุ้มครองในทางมานุษยวิทยา ประเด็นที่สอง นําเสนอพัฒนาการอย่างย่อของแนว การศึกษา &ldquo;นิเวศวิทยาการเมือง&rdquo; โดยจัดวางการทําความเข้าใจลงบนข้อถกเถียงว่าด้วยการแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยปัจจุบัน และประเด็นที่สาม นําเสนอประวัติศาสตร์วิธีคิดของ &ldquo;พื้นที่คุ้มครอง&rdquo; ทั้งใน ฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม นิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์ และทั้งพื้นที่ศึกษาทางวิชาการ&nbsp;</p>","","พื้นที่คุ้มครอง, นิเวศวิทยาการเมือง, ชาติพันธุ์","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=246","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/388-cover.jpg"],
    [1063,247,"อื่นๆ","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1064,247,"วารสาร","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1065,247,"บทความ","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1066,247,"วิทยานิพนธ์","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1067,247,"รายงานงานวิจัย","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1068,247,"รายงาน","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1069,247,"หนังสือ","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1070,247,"จุลสาร","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1071,247,"สูจิบัตร","แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี","","<p>\r\n\tการศึกษาเรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&rdquo; มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เพื่อศึกษาวิเคราะห์และถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเชิง สร้างสรรค์ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่ชุมชนบ้านภูเหม็น ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น เป็นชุมชนดั้งเดิมมีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน ในอดีตทําเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ปัจจุบันเหลือเพียงการทําไร่ข้าว นับถือ &ldquo;เจ้าวัด&rdquo; ซึ่งเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ มีสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่มีผลจากการประกาศป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่า และวนอุทยานทับที่ดินทํากินและที่อยู่อาศัยของชุมชนที่เคยอาศัยอยู่มาก่อน จากการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ควรบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือ พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ โดย กําหนดแนวเขตรอบนอกให้ชัดเจน ภายในให้จัดโซนพื้นที่อย่างละเอียดทั้งพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์ แล้วร่วมกันบริหารจัดการร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&nbsp;</p>","","กะเหรี่ยง, กลุ่มชาติพันธุ์, โผล่ว, พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=247","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/389-cover.jpg"],
    [1072,248,"อื่นๆ","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1073,248,"วารสาร","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1074,248,"บทความ","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1075,248,"วิทยานิพนธ์","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1076,248,"รายงานงานวิจัย","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1077,248,"รายงาน","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1078,248,"หนังสือ","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1079,248,"จุลสาร","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1080,248,"สูจิบัตร","การวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสำรวจสถานการณ์และนโยบายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโครงการวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสำรวจกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั้งระบบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ รวมถึงกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองโดยสังเขป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นแนวทางพิจารณาประกอบยกร่างกฎหมายให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย&nbsp;</p>","","กลุ่มชาติพันธุ์, ชนเผ่าพื้นเมือง, กฎหมาย, นโยบาย","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=248","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/390-cover.jpg"],
    [1081,249,"อื่นๆ","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1082,249,"วารสาร","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1083,249,"บทความ","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1084,249,"วิทยานิพนธ์","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1085,249,"รายงานงานวิจัย","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1086,249,"รายงาน","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1087,249,"หนังสือ","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1088,249,"จุลสาร","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1089,249,"สูจิบัตร","เวทีวิชาการสาธารณะ &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานสู่การขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในเทศไทย","","<p>\r\n\tเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง ความเข้าใจประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; สานพลังสู่การขับเคลื่อนงานนโยบายและสนับสนุนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นการเปิดพื้นที่วิชาการสาธารณะในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น &quot;ชนเผ่าพื้นเมือง&quot; ร่วมกัน โดยการนำเสนอจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่ได้นำเอาวิธีการวิทยาทางมานุษยวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อและประวัติศาสตร์ นำไปสู่การสร้างกฏ กติกา และจารีตประเพณี&nbsp; ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูและหน้าต่าง ทำให้เข้าใจและมองเห็น ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เขาอาศัยอยู่ และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางสังคม สร้างทางเลือกใหม่ ความเข้มแข็ง วิธีคิดและภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในเวทีครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของประเทศไทยที่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้แทนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</p>","","ชนเผ่าพื้นเมือง, กลุ่มชาติพันธุ์, กฎหมาย, นโยบาย, จักรวาลวิทยา","","5 พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=249","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/391-cover.jpg"],
    [1090,252,"อื่นๆ","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1091,252,"วารสาร","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1092,252,"บทความ","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1093,252,"วิทยานิพนธ์","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1094,252,"รายงานงานวิจัย","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1095,252,"รายงาน","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1096,252,"หนังสือ","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1097,252,"จุลสาร","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1098,252,"สูจิบัตร","พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมมุสลิมศึกษา","","<p>\r\n\tการทำบุญ-กินบุญ ของชาวมุสลิม เป็นพิธีกรรมที่มีการปฏิบัติกันเนื่องในวิถีชีวิตและโอกาสพิเศษต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการชุมนุม มีการเชิญแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยในส่วนของพิธีกรรมมีการร่วมกันอ่านบทสวดภาษาอาหรับที่บรรจงร้อยเรียงจากโองการต่าง ๆ ของพระคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การสรรเสริญศาสดามุฮัมมัดและการขอดุอาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากส่วนของพิธีกรรมก็จะมีการเลี้ยงสำรับอาหารคาวหวานก่อนที่จะแยกย้ายกลับ แนวคิดเรื่องการทำบุญ-กินบุญเชื่อมโยงกับมิติความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องการประกอบกรรมดี และการบริจาคเพื่อแสวงหาความความจำเริญและสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นการสะสมเสบียงความดีเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษในโลกหลังความตายและวันพิพากษา อีกทั้งยังเชื่อว่าผลบุญที่กระทำนั้นสามารถส่งต่อโดยการตั้งเจตนาอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อีกด้วย จากการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาผ่านพิธีกรรมการทำบุญ-กินบุญของชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและเชื้อสายมลายูในชุมชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ทั้งการผสมผสานความเชื่อของศาสนาอิสลามแบบรหัสนัยนิยมกับความเชื่อท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการต่อรองและปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทของชุมชนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังความวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่าอีกทั้งการทำบุญ-กินบุญเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนเองผ่านภาษาและอาหารที่ใช้ประกอบในงานอีกด้วย</p>","","กินบุญ, ทำบุญ, ศาสนาอิสลาม, ชาวมุสลิม, พิธีกรรม, ประเพณี, พลวัตทางสังคมวัฒนธรรม, ชุมชนมัสยิดยะวา","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=252","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/394-cover.jpg"],
    [1099,254,"อื่นๆ","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1100,254,"วารสาร","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1101,254,"บทความ","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1102,254,"วิทยานิพนธ์","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1103,254,"รายงานงานวิจัย","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1104,254,"รายงาน","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1105,254,"หนังสือ","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1106,254,"จุลสาร","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1107,254,"สูจิบัตร","ชาติพันธุ์วรรณาว่าด้วยภาษาในภาวะวิกฤตระยะสุดท้าย: ชอง ชอุ้ง กะซอง และซำเร (ระยะที่ 1)","","<p>\r\n\tปัญหาภาวะวิกฤตของภาษา เป็นปัญหาที่สำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารในวิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ สำหรับประเทศไทยมีความหลากหลายด้านภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า 70 กลุ่มภาษา จากการศึกษาพบภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญจำนวน 15 กลุ่ม ซึ่งในจำนวน 15 กลุ่มนี้ พบว่ามี 4 กลุ่มภาษาที่อยู่ใน &quot;ภาวะวิกฤตหนัก&quot; เป็นภาษาที่กฤตระยะสุดท้าย ได้แก่ กลุ่มชอง กลุ่มกะซอง กลุ่มซำเร และกลุ่มชอุ้ง จัดเป็นภาษาที่อยู่ใสตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาเพียริก โดยโครงการวิจัยได้เลือกทำการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มภาษา ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี</p>","","ชอง, กะซอง, ซำเร, ชอุ้ง, ชาติพันธุ์","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=254","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/396-cover.jpg"],
    [1108,255,"อื่นๆ","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1109,255,"วารสาร","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1110,255,"บทความ","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1111,255,"วิทยานิพนธ์","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1112,255,"รายงานงานวิจัย","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1113,255,"รายงาน","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1114,255,"หนังสือ","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1115,255,"จุลสาร","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1116,255,"สูจิบัตร","การศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน","","<p>\r\n\tจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนหลากหลาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีไม่น้อยกว่า 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มไทพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทว่าความคาดหวังที่พวกเขามีต่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ แต่เป็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กลไกสำคัญในการจัดแสดงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การรื้อฟื้นสืบสานภาษา ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังต่อไป</p>","","แม่ฮ่องสอน, ความเหลื่อมล้ำ, กลุ่มชาติพันธุ์, พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์, การมีส่วนร่วม","","1 มิถุนายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=255","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/397-cover.jpg"],
    [1117,257,"อื่นๆ","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1118,257,"วารสาร","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1119,257,"บทความ","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1120,257,"วิทยานิพนธ์","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1121,257,"รายงานงานวิจัย","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1122,257,"รายงาน","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1123,257,"หนังสือ","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1124,257,"จุลสาร","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1125,257,"สูจิบัตร","การประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย","","<p>\r\n\tการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อริเริ่มนโยบาย (YALPI) 2020 ก้าวสู่ปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อ &quot;พัฒนาบทบาทเยาวชนสู่ประชาคมแห่งการมีส่วนร่วมของอาเซียน&quot; โดยให้ความสำคัญกับ 3 หัวข้อหลัก คือ ความยุติธรรมทางสังคม การกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในปี 2020 นี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมจาก 14 ประเทศ ทั้งภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งภายหลังข้อเสนอแนะดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กร นักการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>","","อาเซียน, เยาวชน, นโยบาย","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=257","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1126,264,"อื่นๆ","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1127,264,"วารสาร","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1128,264,"บทความ","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1129,264,"วิทยานิพนธ์","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1130,264,"รายงานงานวิจัย","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1131,264,"รายงาน","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1132,264,"หนังสือ","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1133,264,"จุลสาร","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1134,264,"สูจิบัตร","โครงการศึกษาสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่","","<p>\r\n\tโครงการวิจัยสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการนำข้อมูลที่เกิดจากการลงพื้นที่สำรวจสู่การต่อยอดสังเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมและยอมรับในทางวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในชุมชน ด้วยเครื่องมือ 3 ชิ้น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน ท้ายที่สุดจึงเกิดการรวบรวมองค์ความรู้และการจัดการข้อมมูลชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หมู่ที่ 6 และ 11 ต.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์การยืนยันความมีตัวตนและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์</p>","","ชาติพันธุ์, ปกาเกอะญอ, วัฒนธรรม, เชียงใหม่","","30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=264","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/399-cover.jpg"],
    [1135,265,"อื่นๆ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1136,265,"วารสาร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1137,265,"บทความ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1138,265,"วิทยานิพนธ์","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1139,265,"รายงานงานวิจัย","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1140,265,"รายงาน","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1141,265,"หนังสือ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1142,265,"จุลสาร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1143,265,"สูจิบัตร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 1","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=265","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/410-cover.jpg"],
    [1144,266,"อื่นๆ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1145,266,"วารสาร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1146,266,"บทความ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1147,266,"วิทยานิพนธ์","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1148,266,"รายงานงานวิจัย","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1149,266,"รายงาน","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1150,266,"หนังสือ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1151,266,"จุลสาร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1152,266,"สูจิบัตร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 2","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=266","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/411-cover.jpg"],
    [1153,267,"อื่นๆ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1154,267,"วารสาร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1155,267,"บทความ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1156,267,"วิทยานิพนธ์","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1157,267,"รายงานงานวิจัย","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1158,267,"รายงาน","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1159,267,"หนังสือ","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1160,267,"จุลสาร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"],
    [1161,267,"สูจิบัตร","การตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาภูมิสารสนเทศจารึกของชาติ ปีที่ 2 : จารึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เล่มที่ 3","","<p>\r\n\t&quot;หลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก เปรียบเสมือนหลักศักดิ์สิทธิ์หรืออีกนัยยะหนึ่งคือรูปเคารพ ซึ่งข้อความที่ปรากฏในหลักจารึกไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะสื่อสารกับมนุษย์ หากแต่ต้องการที่จะสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ&quot; หนึ่งในข้อสังเกตุจากผู้วิจัย เรื่อง ผลการตรวจสอบพิกัดสถานที่พบและเก็บรักษาของจารึกรุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อันเป็นการย้อนทบทวนตรวจสอบชำระ ปรับปรุงทะเบียนโบราณวัตถุ และศึกษาการกระจายตัวของโบราณวัตถุประเภทจารึกที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดี ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการวิจับพบโบราณวัตถุประเภทจารึกกว่า 245 รายการ&nbsp; ประกอบด้วยจารึกจำนวน 247 หลัก ที่สามารถตรวจสอบและระบุตำแหน่งสถานที่พบซึ่งสัมพันธ์กับหมู่บ้าน หรือโบราณสถานและเมืองโบราณ</p>","","จารึก, ภูมิสารสนเทศ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","","21 พ.ศ. 2565","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/research-item-search.php?ob_id=267","https://www.sac.or.th/databases/sac_research/file_thb/412-cover.jpg"]
]}
