<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><ชื่อท้องถิ่น>มะข่วง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Indian ivy-rue</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะข่วง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zanthoxylum rhetsa DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zanthoxylum</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา พบมากในภาคเหนือ  ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในที่ชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร มีหนามแหลมตามลำต้นและกิ่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ใบดกหนาเขียวสด ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่หรือคู่ เรียงสลับ ก้านใบสีแดง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี ปลายแหลม โคนแหลมและเบี้ยว ขอบเรียบหรือหยักห่างๆ ช่อดอกออกแยกแขนง ออกที่ยอดหรือตามง่ามใบ สีนวลหรือขาวอมเขียว รูปรีหรือรูปไข่ ผลเป็นผลกลุ่มออกเป็นช่อ    ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ สีเขียว มีกลิ่นหอม ผลแก่เปลือกหุ้มเมล็ดสีแดง แก่จัดสีดำ แตกอ้าเห็นเมล็ดในสีดำเล็กๆ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=13</URL><การใช้ประโยชน์>เครื่องเทศ กินกับยำหน่อไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="2"><ชื่อท้องถิ่น>มะขามป้อม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Emblic myrabolan, Malacca tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขามป้อม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus emblica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบประปรายในป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าแดงทั่วไป มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคกลาง ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขามป้อมเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เปลือกเรียบเกลี้ยง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 0.25-0.5 ซม. ยาว 0.8-1.2 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล ผลเดี่ยว ออกตามกิ่งและซอกใบจำนวนมาก เป็นผลสด รูปทรงกลม ผิวเรียบ เนื้อหนา มีเส้นพาดตามยาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1768</URL><การใช้ประโยชน์>ผล กินแก้ไอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="3"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่หอบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่หางช้าง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bambusa oliveriana Gamble</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bambusa</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ ลักษณะเลื้อยพัน กอขนาดเล็ก มีเหง้า ลำตรงอัดกันเป็นกอแน่น เนื้อลำหนา ลำอ่อนมีขนสีขาวและนวลสีขาวปก ปกติไม่มีรากอากาศที่กิ่ง ใบรูปแถบหรือรูปขอบ กาบหุ้มลำติดคงทนอยู่กับลำหรือหลุดร่วงไปค่อนข้างช้า สีเขียว มีขนสีขาวและนวลสีขาวปกคลุมหนา รอยต่อของตัวกาบกับใบยอดกาบโค้งนูนขึ้นเด่นชัด ใบยอดกาบเป็นรูปโดม รูปสามเหลี่ยม หรือรูปใบหอก ตั้งตรง ขอบด้านล่างพับจีบหรือเป็นคลื่นต่อเนื่องไปหูกาบ หูกาบเป็นติ่งรูปเคียว ขอบมีขนแข็ง ยาว ลิ้นกาบลักษณะเป็นแถบเตี้ยๆ ขอบจักไม่เป็นระเบียบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ศูนย์ปฏิบัติการพืชเศรษฐกิจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
Thammarat Boonthammee Bamboo Garden (BBG) — สวนไผ่บุญธรรมมี
ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลพันธุกรรมพืช มร.ชร.</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/bamboo_rattan/bamboo28.htm
https://boonthammeebamboogarden.blogspot.com/2018/09/bambusa-oliveriana-gamble.html?m=1
http://pgcp.crru.ac.th/frm_show_data_plants_user.php?plants_id=450</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อนำไปประกอบอาหาร ลำใช้จักตอกมัดเมี่ยง ทำรั้ว ทำ-ราวตากผ้า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="4"><ชื่อท้องถิ่น>กระท้อนป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Santol</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระท้อนป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sandoricum</Genus><Family>Meliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบเขา ต่างประเทศพบในอินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย พม่า และไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูง 6–8 เมตร เปลือกลำต้นชั้นนอกมีสีเทา ผิวเรียบ เปลือกไม่หลุดออก มียางสีแดงหรือสีน้ำตาล ใบประกอบ มี 3 ใบย่อย เรียงเวียน ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมหรือมน ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบด้านล่างมีขน สีเขียว เมื่อใบแก่ใกล้ร่วงเปลี่ยนเป็นสีแดง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 10 อัน เชื่อมติดกันเป็นหลอด รังไข่เหนือวงกลีบ มี 4-5 ช่อง ผลแบบผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปเกือบกลม มี 1-2 เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นปุยสีขาว ออกดอกเดือน มกราคม-มีนาคม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=1158&amp;view=showone&amp;Itemid=132</URL><การใช้ประโยชน์>ผลสุก ทานเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="5"><ชื่อท้องถิ่น>มะขม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pittosporopsis kerrii Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pittosporopsis</Genus><Family>Icacinaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ไม่ค่อยพบมากนัก พบกระจายตามที่ร่มในป่าดิบชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง ได้ถึง 8 เมตร ใบเดี่ยว รูปขอบขนานอคบ หรือรูปไข่กลับ กว้าง 4-7 เซนติเมตร ยาว 10-21 เซนติเมตร ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกออกเป็นช่ออัดแน่นกลม ออกตามซอกใบ ดอกย่อยขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร สีขาวหรือเขียวอ่อน ก้านดอกย่อยสั้นมาก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ยาว 1.5-2 มิลิเมตร กลีบดอกยาวเรียวชิดติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉก เกสรเพศผู้ยาวเกือบพ้นปากกลีบดอก ผลสีเขียวสดและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขนาด 2-2.5 เซนติเมตร ด้านบนและล่างแบน ปลายมีติ่งเล็ก มีฐานกลีบเลี้ยงเจริญใหญ่มารองรับ ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ผิวเรียบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=3051</URL><การใช้ประโยชน์>ผลแก่ ต้มทานเป็นของว่าง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="6"><ชื่อท้องถิ่น>กูดก้อง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เฟิร์นตีนมังกร หญ้ายายเภา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lygodium flexuosum (L.) Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lygodium</Genus><Family>Lygodiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบแสงแดดรำไร ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด พบในป่าทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้ายายเภาเป็นไม้เถามีเหง้าสั้นอยู่ในดิน มีขนสีน้ำตาลปกคลุม มีใบประกอบ 5 ชั้น ก้านใบชั้นแรกยาวได้มากกว่า 50 ซม. โคนก้านสีน้ำตาลมีขนปกคลุม แกนกลางใบหรือก้านใบชั้นที่ 2 มีครีบสันตลอดความยาว มีขนปกคลุม แกนย่อยชั้นแรกหรือก้านใบชั้นที่ 3 ยาว 5 มม. มีขนปกคลุมและขนชี้ลง ก้านใบชั้นที่ 4 เป็นใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น รูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม ปลายแหลม กว้าง 7-12 ซม. ยาว 10-25 ซม. ก้านใบชั้นที่ 5 เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 แฉก หรือใบเดี่ยว โคนของแฉกเว้าแบบหัวใจ ขนาดใบกว้าง 2.5 ซม. ยาว 15 ซม. ปลายแหลม ขอบใบจักซี่ฟัน เป็นครีบสันมีขนประปราย ที่โคนใบและก้านไม่มีข้อต่อที่จุดเชื่อม แผ่นใบบางและเรียบ อับสปอร์เกิดที่ส่วนติ่งยื่นออกจากขอบใบย่อยชั้นสุดท้าย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/246</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดนำไปประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะสปอร์ แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="7"><ชื่อท้องถิ่น>ม้าแม่ก่ำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>คำเตี้ย ต่างไก่เตี้ย ปีกไก่ดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Polygala chinensis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Polygala</Genus><Family>Polygalaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบที่อินเดีย จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามที่โล่ง ความสูงถึงประมาณ 2000 เมตร มีความผันแปรสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 60 ซม. มีขนหนาแน่นตามกิ่ง ใบ และช่อดอก ใบรูปขอบขนานถึงรูปแถบ แกมรูปไข่หรือรูปไข่กลับ ยาว 1-7 ซม. ก้านใบยาว 1-2 มม. ช่อดอกออกสั้น ๆ ตามซอกใบ ใบประดับรูปไข่ ยาวประมาณ 0.5 มม. ก้านดอกยาว 0.5-1.5 มม. กลีบเลี้ยง 3 กลีบนอกรูปไข่ คู่ล่างยาว 1.5-2 มม. กลีบบนยาว 2-2.8 มม. คู่ในรูปขอบขนาน เบี้ยว ยาว 4.2-7 มม. ขอบมีขนครุย ดอกสีขาวอมเขียวหรืออมชมพู ยาว 3.5-4.5 มม. กลีบคู่บนรูปใบพาย ยาว 3.2-5 มม. กลีบล่างยาวกว่าคู่บนเล็กน้อย รยางค์ยาว 2-2.5 มม. แผ่นเกสรเพศผู้ยาวเท่า ๆ กลีบดอก ก้านเกสรเพศเมียยาว 3.5-5.5 มม. ปลายโค้ง ผลรูปกลมกว้าง ปลายเว้า เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5-4.5 มม. มีขนประปราย เยื่อหุ้มเมล็ดจัก 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/Botany/detail.aspx?words=%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88&amp;typeword=group</URL><การใช้ประโยชน์>รากมีกลิ่นหอม ทั้งต้นนำไปต้มน้ำดื่ม/</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="8"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าคอตุง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Trefle gros</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข้าวเม่านก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tadehagi</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป  ชอบขึ้นบริเวณที่รกร้าง หรือริมทาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าคอตุงตัวเมียหรือหญ้าหนอนตายเป็นไม้ล้มลุก สูง 15-50 ซม. กิ่งก้านเป็นสันสามเหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ยอดและกิ่งอ่อนมีสีแดงมัน มีหูใบสีเงินหรือเทาสองข้าง เมื่อแก่สีชา ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2-4 ซม. ยาว 8-10 ซม. หลังใบมีขน ท้องใบผิวเรียบ ก้านใบแผ่เป็นปีก ช่อดอกกระจะ รูปทรงกระบอก ออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกรูปดอกถั่ว สีม่วง ผลเป็นฝักแบนยาว ส่วนหัวมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ส่วนท้ายมีรยางค์ 1 เส้น ลักษณะโค้งงอ ขอบผลเว้าตื้นหนึ่งหรือสองด้าน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=808</URL><การใช้ประโยชน์>ใส่ในถังดองปลาร้า กันหนอนและแมลง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="9"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าสามวัน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Little ironweed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าละออง หญ้าดอกขาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cyanthillium cinereum (L.) H.Rob. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cyanthillium</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูง 15-80 เซนติเมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรีแคบ รูปไข่ รูปหอก หรือรูปแถบ กว้าง 1.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 3-8.5 เซนติเมตร ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง มีใบประดับรูปคล้ายระฆัง 4 ชั้น ดอกสีม่วงเข้มแล้วค่อยๆ จางลง ผลแห้ง เมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ สีน้ำตาลเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1009</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="10"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่หก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Hamilton's bamboo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่หก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dendrocalamus hamiltonii Nees &amp; Arn. ex Munro</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dendrocalamus</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณ พบในภาคเหนือและภาคตะวันตกด้านกาญจนบุรี ต่างประเทศพบที่พม่า อินเดีย และภาคตะวันออกด้านลาวและเวียดนาม</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ประเภทเหง้ากอขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตร ลำตรงอัดเป็นกอแน่น มักมีกิ่งเรียวเล็กที่โคน ปลายลำโค้งลง ปล้องยาว 30-60 เซนติเมตร ลำอ่อนปล้องล่างมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ลำแก่สีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมเทา ปล้องบนและใต้ข้อมีวงของแถบขน สีนวลขาว ปล้องล่างมักมีรากอากาศออกตามข้อ กิ่งเกิดจากตาข้างขนาดใหญ่เด่นชัด แตกกิ่งต่ำ ใบรูปหอกหรือรูปแถบ กาบหุ้มลำสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ใบยอดกาบรูปใบหอกแกมรูปไข่ ตั้งตรง หรือกางออกเล็กน้อย ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแบบช่อเชิงลดขนาดเล็กสีม่วงดำ ขนาด 8-10 x 3-5 มิลลิเมตร เรียบ ดอกย่อย 2-4 ดอก กาบช่อย่อย 1-2 อัน กาบล่าง 5-7 x 6-7 มิลลิเมตร ปลายมีติ่งแหลม กาบบนยาวเท่ากาบล่าง เกสรเพศผู้สีเหลืองหรือแดงม่วง ก้านเกสรเพศเมีย 4.5 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมีย 1-3 อัน สีม่วงแดง ผลแบบผลธัญพืช สีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1179</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อนำไปประกอบอาหาร ลำใช้จักตอกทำเสาโรงเรือน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เมล็ด แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="11"><ชื่อท้องถิ่น>มะแขว่น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Indian ivy-rue</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะแขว่น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zanthoxylum rhetsa DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zanthoxylum</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา พบมากในภาคเหนือ  ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในที่ชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร มีหนามแหลมตามลำต้นและกิ่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ใบดกหนาเขียวสด ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่หรือคู่ เรียงสลับ ก้านใบสีแดง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี ปลายแหลม โคนแหลมและเบี้ยว ขอบเรียบหรือหยักห่างๆ ช่อดอกออกแยกแขนง ออกที่ยอดหรือตามง่ามใบ สีนวลหรือขาวอมเขียว รูปรีหรือรูปไข่ ผลเป็นผลกลุ่มออกเป็นช่อ    ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ สีเขียว มีกลิ่นหอม ผลแก่เปลือกหุ้มเมล็ดสีแดง แก่จัดสีดำ แตกอ้าเห็นเมล็ดในสีดำเล็กๆ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=13</URL><การใช้ประโยชน์>เครื่องเทศกินกับลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="12"><ชื่อท้องถิ่น>เปล้าหลวง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เปล้าหลวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Croton persimilis Müll.Arg.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Croton</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าละเมาะ หรือที่โล่งแจ้ง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เปล้าหลวงเป็นไม้พุ่มกึ่งยืนต้น เปลือกสีเทาค่อนข้างเรียบ ใบเดี่ยวออกเวียนสลับ รูปขอบขนานแกมรูปรี ขอบใบจักฟันเลื่อยห่างๆ ผิวใบด้านบนมีต่อมขนาดเล็กจำนวนมาก  ดอกเป็นช่อยาวออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีขาวอมเขียว ผลแห้งแตกทรงกลม มี 3 พู มี 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=33</URL><การใช้ประโยชน์>ใบนำไปรมให้หญิงอยู่ไฟ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำราก</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="13"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่ไร่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่ไร่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gigantochloa albociliata (Munro) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gigantochloa</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามป่าผสมผลัดใบ และที่รกร้างในป่าดิบแล้ง ต่างประเทศพบในอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ อายุหลายปี เป็นกอ เหง้าสั้น ลำต้นตั้งตรง สูง 6-10 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น ยาว 12-25 เซนติเมตร มีเนื้อไม้ ปล้องกลม กาบใบ ยาว 10-20 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม ลิ้นใบ ยาว 1.2-2.5 เซนติเมตร แผ่นใบ รูปใบหอก ยาว 10-20 เซนติเมตร ที่ฐานแผ่นใบมีส่วนคล้ายก้านใบ ปลายใบเรียวแหลม ไม่มีเส้นใบตามขวาง ช่อดอกอยู่เป็นกลุ่มคล้ายรูปดาว มีใบประดับรองรับช่อดอก ช่อดอกย่อยไม่มีก้าน รูปใบหอก ประกอบด้วย 2-3 ดอกย่อย ดอกย่อยที่ฐาน 1 ดอกเป็นหมัน กาบช่อย่อยติดทน ขนาดสั้นกว่าช่อดอกย่อย กาบช่อย่อยล่างและกาบช่อย่อยบนคล้ายกัน กาบช่อย่อยบนรูปไข่ มีขนครุยที่ขอบ ดอกย่อยไม่มีกลีบเกล็ด อับเรณูมี 6 อัน ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉก รังไข่มีติ่งรูปกรวย มีขนสั้นนุ่ม แบบผลแห้งเมล็ดติด รูปขอบขนาน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=382</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อนำไปประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="14"><ชื่อท้องถิ่น>ก๋ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ก๋ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thysanolaena latifolia (Roxb. ex Hornem.) Honda</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thysanolaena</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในทุกภาคของประเทศที่มีพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 45 เมตร ขึ้นไป ขึ้นทั่วไปบริเวณเนินเขา พื้นที่ลาดเขา ริมธารน้ำ และริมถนน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ก๋งเป็นพืชกลุ่มหญ้าอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรงและแข็งมาก สูง 3-4 เมตร ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหอก กว้าง 4.7-9.1 ซม. ยาว 41.0-76.7 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ มีกาบใบเรียบหุ้มลำต้น หูใบเป็นแผ่นเยื่อบางๆ สีน้ำตาลอ่อน ช่อดอกแยกแขนงขนาดใหญ่ออกที่ปลายยอด มีขนนุ่มละเอียดปกคลุม ช่อดอกย่อยขนาดเล็ก มีดอกย่อย 2 ดอก ดอกล่างลดรูปเป็นเยื่อบาง ดอกเป็นหมัน ดอกบนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เมล็ดมีขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=1171&amp;view=showone&amp;Itemid=132</URL><การใช้ประโยชน์>ดอกก๋งนำไปทำไม้กวาด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="15"><ชื่อท้องถิ่น>ตีนเป็ด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Malayan teak</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไม้ตีนนก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Vitex pinnata L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Vitex</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบที่อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าผลัดใบและไม่ผลัดใบ ความสูงถึงประมาณ 400 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูงได้ถึง 15 ม. มีขนประปรายตามกิ่งอ่อน แผ่นใบ ช่อดอก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกด้านนอก ใบประกอบมี 3-5 ใบย่อย ก้านใบยาว 3-10 ซม. ก้านใบอ่อนมีปีก ใบย่อยรูปรี รูปขอบขนาน หรือแกมรูปไข่กลับ ยาว 8-15 ซม. ปลายแหลมยาว ก้านใบย่อยสั้น ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 20 ซม. ก้านช่อยาว 2-7 ซม. ดอกหนาแน่น ไร้ก้านหรือมีก้านสั้นมาก หลอดกลีบเลี้ยงยาว 4-6 มม. ปลายจักตื้น ๆ ดอกสีม่วงอ่อน หลอดกลีบดอกยาว 2-3 มม. กลีบปากบนแฉกกลม ขนาด 1-1.5 มม. กลีบปากล่างยาว 3-3.5 มม. ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 1.5 ซม. อันสั้นยาวประมาณ 1 ซม. โคนก้านมีขน ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1.5 ซม. สุกสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words=%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%81&amp;typeword=group</URL><การใช้ประโยชน์>ไม้ ใช้ทำเสา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="16"><ชื่อท้องถิ่น>กาสามปีก (มะโหกโตน)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กาสามปีก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Vitex peduncularis Wall. ex Schauer</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Vitex</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงไม่เกิน 900 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูง 5-15 เมตร ใบ ประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ รูปใบหอกถึงรูปขอบขนาน กว้าง 4-5 ซม. ยาว 10-15 ซม. ดอก ขนาดเล็ก สีขาวแกมเหลือง ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงยาว 1.8-2.5 มม. กลีบดอกรูปปากเปิด ผล เมล็ดเดียว แข็ง รูปค่อนข้างกลม ขนาด 7มม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1812</URL><การใช้ประโยชน์>รากต้มน้ำดื่ม/ดองเหล้า แก้เจ็บหลัง เจ็บเอว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="17"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่บงป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่บงป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bambusa nutans Wall. ex Munro</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bambusa</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าเบญจพรรณ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ขนาดกลาง ลำต้นคดไม่สวยงาม มีหนามที่โคน ใบ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือเกือบกลม ท้องใบมีขน เส้นกลางใบข้างบนแบน ขอบใบมีหนามเล็ก ๆ กาบใบแคบไม่มีขนนอกจากตามขอบอาจจะมีขนอ่อน ดอก จะออกดอกเป็นกลุ่ม ไม้ไผ่ที่ออกดอกประเภทนี้ จะออกดอกพร้อมๆกัน ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1268</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อ นำไปประกอบอาหาร ลำใช้จักตอกไพคา ทำไม้หลัก ค้างผัก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="18"><ชื่อท้องถิ่น>ต้นเปา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Dark red meranti, Light red meranti, Red lauan</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>รัง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pentacme siamensis (Miq.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pentacme</Genus><Family>Dipterocarpaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นไม้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้งและไฟป่าได้ดีมาก พบมากตามป่าแดงหรือป่าเต็งรัง ทั่วทุกภาค ยกเว้นภาคใต้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 20 เมตร เปลือกลำต้นสีเทา แตกเป็นร่องเป็นสะเก็ดหนาๆไปตามยาวลำต้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ติดเรียงสลับ รูปไข่โคนใบหยักเว้าลึก ส่วนปลายใบค่อนข้างมน ใบอ่อนแตกใหม่เป็นสีแดง ดอก เป็นช่อ ออกรวมกันเป็นพวงโตเหนือรอยแผลใบตามกิ่งและปลายกิ่ง ดอกย่อยสีเหลืองกลิ่นหอมอ่อน จะออกหลังจากใบได้หลุดร่วงไปหมดแล้ว กลีบดอกมี 5 กลีบ เรียงเวียนซ้อนกันเป็นรูปกังหัน ปลายกลีบม้วนซ้อนเข้า ดอกจะหลุดร่วงง่ายมาก ผล แข็ง รูปกระสวย หรือรูปไข่เล็ก ประกอบด้วยปีกสั้น 2 ปีก ปีกยาวรูปใบพาย 3 ปีก อาจยาวถึง 10 ซม. โคนปีกห่อหุ้มตัวผล มีเส้นตามยาวของปีก ตั้งแต่ 7 เส้นขึ้นไป</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=848</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้เลี้ยงครั่ง ผลสุก เป็นอาหารของสัตว์</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="19"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าเมืองวาย (สาบเสือ)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bitter bush, Siam weed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าเมืองวาย (สาบเสือ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Chromolaena odorata (L.) R.M.King &amp; H.Rob.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Chromolaena</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตามที่รกร้างทั่วไป ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สาบเสือเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน สูงได้ถึง 1.5 เมตร ทุกส่วนของต้นขณะที่ยังอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ผิวใบมีขน กว้าง 2-6.5 ซม. ยาว 5.5-11.5 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวหรือขาวแกมม่วง ผลแห้ง ไม่แตก ลักษณะเป็นเส้นยาวแบน มีขน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/211</URL><การใช้ประโยชน์>ราก ต้มน้ำดื่ม แก้โรคกระเพาะใบ ใช้ห้ามเลือด แผลสด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="20"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่ซางป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Giant Bamboo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่ซางป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dendrocalamus</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>กระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย มาเลเซีย พม่า  อินโดนีเซีย โดยทั่วไปจะพบมากทางภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณป่าที่มีความชุ่มชื้นสูง เช่น ในบริเวณหุบเขาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่และลำปาง
</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้ไผ่หน่ออัดใบ ลำต้นมีสีเขียวอ่อน ไม่มีหนาม ผิวเป็นมัน มีกิ่งแขนงมาก สูงประมาณ 6-20 ซม. มีเนื้อหนาประมาณ 5-8 มม. ปล้องยาวประมาณ 15-50 ซม. เนื้อไม้หยาบ โดยทั่วไปลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-12.5 ซม. ถ้าพบบริเวณเนินเขาสูงลำต้นจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-10 ซม. กาบหุ้มลำในปล้องต่ำ ๆ จะสั้นประมาณ 8-30 ซม. ข้างนอกกาบจะมีขนแข็งสีน้ำตาลเหลือง ในพื้นที่แห้งแล้งอาจจะไม่มีขนขณะที่ยังอ่อน กาบหุ้มลำมีสีเขียวอมเหลือง ครีบกาบเล็กหรือไม่มี่ กระจังกาบแคบ หยัก ใบยอดกาบตรงเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ ๆ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นมุมป้าน ขนาดใบยาว 12-30 ซม. กว้าง 1-2.5 ซม.ลักษณะใบ ท้องใบมีขนอ่อนแน่น เส้นลายใบ 2-6 เส้น เส้นลายใบย่อย 5-7 เส้น ขอบใบสากคม ก้านใบแบน ยาว 0.2-0.5 ซม. ครีบใบไม่ค่อยเห็น กระจังใบโค้งเข้า ปลายรูปมนหรือกลม มีหยัก กาบใบข้างนอกไม่มีขน หน่อมีขนาดเล็กกว่าหน่อไผ่ตง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ศูนย์ปฏิบัติการพืชเศรษฐกิจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/bamboo_rattan/bamboo04.htm</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อ นำไปประกอบอาหาร ลำ ใช้สับฝาก ทำบ้าน ทำรั้ว ทำเสา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="21"><ชื่อท้องถิ่น>ทะโล้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Needlewood Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ทะโล้ มังตาน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Schima wallichii Choisy</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Schima</Genus><Family>Theaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบมากในป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณทั่วไปตามเขา มีมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตรงสูงประมาณ 15-25 เมตร ขนาดวัดรอบลำต้นได้ถึง 1.5 เมตร เปลือกนอกขรุขระแลมักแตกเป็นร่องลึกตามยาว สีทาปนน้ำตาลอ่อน เปลือกในสีน้ำตาลอมแดง มีเสี้ยนละเอียดสีขาว เป็นพิษต่อผิวหนัง ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปหอก ออกตามปลายกิ่งสลับกันไปและมักติดเป็นกระจุกตามปลายๆกิ่ง โคนและปลายใบสอบเรียว ขอบใบเรียบหรือบางที่หยักตื้นๆตามขอบ หลังใบมักมีสีเขียวเข้ม ท้องใบและเส้นกลางใบมีขนขึ้นประปราย ดอก สีขาวหรือขาวนวล ออกดอกเดี่ยวตามง่ามใบ กลิ่นหอม ก้านดอกยาว กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีจำนวนเท่ากันอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกล่างมักเล็กกว่ากลีบอื่น เกสรผู้มีจำนวนมาก สีเหลือง เกสรเมียมีอันเดียวสั้น ผลค่อนข้างกลม ผิวแข็งโตประมาณ 2.5-3 ซม. เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลเข้มและจะแตกออกตามรอยประสาน เป็น 4-5 เสี่ยง แต่ละส่วนมีเมล็ด 4-5 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=812</URL><การใช้ประโยชน์>เนื้อไม้สีเหลือง ทำไม้แผ่น ทำเสา แต่คัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="22"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่ข้าวหลาม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Tinwa Bamboo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่ข้าวหลาม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cephalostachyum pergracile Munro</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cephalostachyum</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญได้ดีในสภาพป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ข้าวหลามเป็นไผ่ขนาดกลาง ลำต้นตรง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-8 ซม. เนื้อลำบางหนาไม่ถึง 5 มม. ปล้องยาว 20-45 ซม. ลำต้นสีเขียวปนเทา กาบสีหมากสุก กาบหุ้มลำหลุดร่วงง่าย มีการแตกกิ่งขนาดเท่าๆ กันรอบข้อ ใบรูปลิ่มกว้าง 3-6 ซม. ยาว 15-30 ซม. ขอบใบสากคม ครีบใบเห็นได้ชัดมาก ขอบมีขนสีจางๆ กระจังใบแคบมาก กาบหุ้มใบไม่มีขน ขอบกาบหุ้มใบมีขนสีขาว โคนใบกลม ช่อดอกออกเป็นกลุ่ม ก้านดอกสั้น มีกลีบหุ้มดอกขนาดใหญ่ กลีบดอกมี 3 กลีบ หน่อมีขนาดใหญ่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1057</URL><การใช้ประโยชน์>ลำ ใช้ทำข้าวหลาม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกหน่อ </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="23"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าคมบาง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Crimson Seeded Sedge</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าคมบาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Carex baccans Nees</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Carex</Genus><Family>Cyperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>จากอินเดียว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณที่ราบและชายป่าชุ่มชื้น ที่ระดับความสูง 800-2,565 ม. มักพบตามทุ่งหญ้า ชายป่า ที่เปิดโล่งที่ระดับค่อนข้างสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>
พืชล้มลุกจำพวกกก อายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเป็นสามเหลี่ยม สูง 60-150 ซม.ใบเป็นใบเดี่ยว แตกจากโคนกอ ตรงกลางเป็นร่อง รูปขอบขนานแคบ ยาวเรียว กว้าง 0.4-1.4 ซม. ยาว 30-90 ซม. ขอบใบคมจักเป็นซี่ละเอียด ใบประดับเป็นวงๆ ละ 3 ใบ รูปยาวเรียว ขนาดไม่เท่ากัน ดอกสีเขียวอ่อนออกเป็นช่อ มีแขนงมาก แกนแขนงยาว 2-8 ซม. ดอกแยกเพศและสมบูรณ์เพศ อยู่บนช่อเดียวกัน เกสรผู้มี 3 อัน ผลสีแดงเข้ม ทรงกลมปลายยอดแหลม เรียงแน่นบนแกนช่อดอก ขนาด 3-4 มม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักพิมพ์บ้านและสวน</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1156
https://www.baanlaesuan.com/plants/annual/136553.html</URL><การใช้ประโยชน์>ราก ต้มน้ำดื่ม แก้อาการปัสสาวะขัด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกหัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="24"><ชื่อท้องถิ่น>เกล็ดปลาปรุง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Turkey Tangle Frogfruit</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เกล็ดปลาปรุง หญ้าเกล็ดปลา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyla nodiflora (L.) Greene</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyla</Genus><Family>Verbenaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>กระจายพันธุ์ทั่วไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาตตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ พบตามที่ลุ่ม ริมทะเลสาบ นาเกลือ และริมถนนทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุกทอดเลื้อยตามพื้น ลำต้นมีขนแบบ 2 แขน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับยาว 0.5-1.3 เซนติเมตร กว้าง1-7 มิลลิเมตร ปลายใบแหลม ฐานใบสอบเรียว ขอบใบหยักซี่ฟันส่วนปลายใบ ขอบด้านข้างเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านมีขนแบบ 2 แขน ก้านใบยาว 1-4 มิลลิเมตร มีขนแบบ 2 แขน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด รูปกลม ออกที่ซอกใบช่อดอกยาว 0.2-.21 เซนติเมตร ก้านข่อดอกยาว 3-8 มิลลิเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย ใบประดับ รูปหัวใจ ยาว 2-2.5 มิลลิเมตร กว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม ผิวด้านนอกมีขน กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นถ้วยที่ฐานเล็กน้อยปลายแยกเป็น 2 กลีบ แต่ละกลีบรูปหอกยาว 1-2.5 มิลลิเมตร กว้าง 0.5-1 มิลลิเมตร เนื้อบางใส กลีบดอกรูประฆังสีขาว มีสีชมพูปนเล็กน้อย เชื่อมกันเป็นหลอดที่ฐานยาว 1-2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 4 แฉกเล็กน้อย แต่ละแฉกรูปกลมยาว 0.2-0.5 มิลลิเมตร กว้าง 0.2-0.3 มิลลิเมตร ผิวด้านนอกมีขน เกสรเพศผู้มี 4 อัน อยู่บริเวณปลายของหลอดกลีบดอก โดยที่ 2 อัน อยู่ต่ำกว่าเล็กน้อย อับเรณูรูปกลมยาว 0.1-0.2 มิลลิเมตร ติดก้านชูเกสรที่ฐาน ก้านชูเกสรเป็นแท่งยาว 0.1-0.2 มิลลิเมตร เกสรเพศเมีย รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปรี 2 อันประกบกัน แต่ละอันยาว 0.5-1 มิลลิเมตร ก้านชูเกสรยาว 0.1-0.2 มิลลิเมตร ยอดเกสรเป็นก้อนกลมเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2148</URL><การใช้ประโยชน์>ราก นำมาต้มน้ำดื่มผสมม้าแม่ก่ำและแก้ฮากเหลือง ช่วยบำรุงกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="25"><ชื่อท้องถิ่น>แก้ฮากเหลือง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>แก้ฮากเหลือง หนาดคำ เครือแพว ต้นรากน้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Desmodium oblongum Benth.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Desmodium</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดียถึงภูฏาน เมียนมา จีนตอนใต้ และภูมิภาคอินโดจีน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มขนาดเล็ก พบขึ้นตามป่าสน ใบประกอบแบบมีหนี่งใบย่อย ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกสีม่วง แต่ละข้อมีดอก 2 ดอก ช่อดอกมีขนรูปตะขอ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ทีมสำรวจพรรณไม้เชียงดาว
พี่ต้อม รักษ์เขาใหญ่</Author><URL>https://www.facebook.com/ForestHerbarium/posts/2221736851185323/
http://www.rakkhaoyai.com/jungle-path/4387</URL><การใช้ประโยชน์>ราก ต้มน้ำดื่ม/ดองเหล้า ช่วยบำรุงกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="26"><ชื่อท้องถิ่น>บ่านะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>บ่านะ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>สัตว์ กินเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="27"><ชื่อท้องถิ่น>ผักกาดดอย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกาดโคก เหงือกปลาหมอป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Blumeopsis flava (DC.) Gagnep.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Blumeopsis </Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งขึ้น สูง 25-100 เซนติเมตร ใบเดี่ยว รูปไข่ ถึงรูปใบหอก หรือรูปไข่กลับ กว้าง 0.5-4 เซนติเมตร ยาว 1.5-8 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ขอบจักแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น ขนาด 3-4 มิลลิเมตร มีวงประดับซ้อนเหลื่อมกัน รูปไข่ ถึงรูปขอบขนานแกมรูปแถบ ไม่มีขน ดอกเพศเมียอยู่ด้านนอก รูปเส้นด้าย ดอกสมบูรณ์เพศอยู่กลางช่อดอก เป็นหลอดสั้น ปลายแยก 4-5 แฉก แพพพัส สีขาว ยาว 2.5-5.0 มิลลิเมตร</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%81/
http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1951</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดและใบ กินกับน้ำพริก (กินสด)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="28"><ชื่อท้องถิ่น>ขิงแมงดา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ขิงแมงดา ตะไคร้พาน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber citriodorum Theilade &amp; Mood</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ในประเทศไทยพบเป็นพืชปลูกในสวนครัวทางภาคเหนือตอนบน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เหง้าใต้ดินภายในสีเหลือง ลำต้นเหนือดินสูงประมาณ 50 ซม. ทั้งต้นมีกลิ่นคล้ายมะนาว ใบรูปรีแกมขอบขนาน สีเขียว เป็นมัน ท้องใบสีเทาหม่น ช่อดอก เกิดจากเหง้า ช่อตั้งตรง ใบประดับอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง กลีบดอกและกลีบปาก สีขาว บอบบาง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2962</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ กินเป็นเครื่องเคียงแกงหน่อไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="29"><ชื่อท้องถิ่น>หัวกำบิด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หัวกำบิด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber smilesianum Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นตามป่าเปิด ป่าดิบ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชล้มลุก ความสูงระหว่าง 30-40 ซม. กาบดอกสีแดง ดอกสีเหลืองปลายสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/plantdb/herbarium/herbarium-specimen.asp?id=26046
http://www.qsbg.org/database/plantdb/herbarium/herbarium-specimen.asp?id=14078</URL><การใช้ประโยชน์>ดอก กินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="30"><ชื่อท้องถิ่น>มะหิ่งเม่น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Rattlebox</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หิ่งเม่นน้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Crotalaria alata D.Don</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Crotalaria</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามพื้นที่เปิดโล่งในป่าเต็งรังและป่าผสมผลัดใบ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ถึง 1 เมตร ลำต้นและกิ่ง แผ่เป็นปีก ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ รูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปใบหอก กว้าง 0.5-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 เซนติเมตร ปลายแหลมมนหรือเป็นติ่งแหลม โคนรูปลิ่ม มนหรือกลม แผ่นใบมีขนสั้นนุ่ม ทั้งสองด้าน หูใบแผ่เป็นปีกยาวตามกิ่ง กว้าง 4-10 มิลลิเมตร ปลายรูปสามเหลี่ยมหรือรูปเคียว ดอกออกเป็นช่อกระจะสั้นๆ ออกที่ปลายกิ่ง มี 2-3 ดอกย่อย ก้านช่อยาว 5-10 เซนติเมตร ใบประดับรูปกึ่งหัวใจถึงรูปใบหอก ยาว 4-5 มิลลิเมตร ก้านดอกยาว 4-5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงรูปปากเปิด ยาวประมาณ 11 มิลลิเมตร มีขน กลีบดอกรูปดอกถั่ว สีเหลือง เกสรเพศผู้ 10 อัน รังไข่รูปขอบขนาน ฝักรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 0.8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง สีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้
เมดไทย (Medthai)</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=1957&amp;view=showone&amp;Itemid=59
https://medthai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2/</URL><การใช้ประโยชน์>ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดหลัง ปวดเอว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="31"><ชื่อท้องถิ่น>เอื้องหมายนา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Crape ginger, Malay ginger, Spiral flag</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เอื้องหมายนา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cheilocostus speciosus (J.Koenig) C.D.Specht</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cheilocostus</Genus><Family>Costaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ใต้ต้นไม้ใหญ่ บริเวณเชิงเขา ริมน้ำตก และริมทางน้ำ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เอื้องหมายนาเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ชอบขึ้นบริเวณที่ชุ่มชื้น สูง 1.5-3 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปใบหอก กว้าง 5-8 ซม. ยาว 15-40 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว ตรงกลางดอกมีแต้มสีเหลืองหรือชมพู ผลแห้ง แตกได้ รูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม เมื่อสุกสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=12269</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ นำไปลนไฟ บีบเอาน้ำหยอดหู แก้หูน้ำหนวก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="32"><ชื่อท้องถิ่น>ข่าป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ข่าป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Alpinia macrostaminodia Chaveer. &amp; Sudmoon</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Alpinia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชถิ่นเดียว</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พืชถิ่นเดียวของไทย พบที่ภูวัว จังหวัดบึงกาฬ ขึ้นตามที่โล่ง ชายป่า หรือลานหินทรายใกล้แหล่งน้ำ ในป่าเต็งรัง ความสูง 200-300 เมตร
</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก เหง้าสั้น ลำต้นสูงได้ถึง 1.8 ม. ลิ้นใบคล้ายกาบ ยาว 5-6 มม. ใบเรียงสลับระนาบเดียว มี 5-10 ใบ รูปขอบขนาน ยาว 16-28 ซม. ใบช่วงโคนและปลายขนาดเล็ก ปลายกลมมีติ่งแหลม โคนกลมหรือรูปลิ่ม แผ่นใบมีขนตามเส้นกลางใบและขอบใบ ไร้ก้านหรือมีก้านยาวได้ถึง 1 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกที่ยอด ตั้งขึ้น ยาว 12-30 ซม. ก้านช่อดอกยาว 5-15 ซม. ใบประดับรูปใบหอกหรือรูปแถบ ยาว 1-1.8 ซม. แต่ละใบประดับมี 2-3 ดอก ใบประดับย่อยรูประฆัง ยาว 0.7-1 ซม. หลอดกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 ซม. ปลายแยก 3 แฉก ดอกสีขาว กลีบดอกและหลอดกลีบยาวเท่า ๆ กลีบเลี้ยง กลีบหลังรูปขอบขนาน ยาว 1.3-1.5 ซม. กลีบคู่ข้างสีเหลืองมีปื้นแดง กลีบปากสีเหลือง กลางกลีบมีปื้นและเส้นกลีบสีแดง แผ่นกลีบรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 1.5 ซม. ปลายแฉกลึกเกือบจรดโคน แผ่นเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันรูปไข่กลับ มีจุดสีแดงกระจาย ปลายจัก ยาวประมาณ 1 ซม. เกสรเพศผู้ยาวประมาณ 1 ซม. รังไข่มีขนสั้นนุ่ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=1017
http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2919</URL><การใช้ประโยชน์>หน่ออ่อน และหัว ใช้กินเป็นเครื่องเคียง มีรสชาติเผ็ด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="33"><ชื่อท้องถิ่น>คำมอก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ขมอก คำมอกหลวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gardenia sootepensis Hutch.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gardenia</Genus><Family>Rubiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตั้งแต่พม่า ไทย และลาว ในประเทศไทยพบได้ในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ตามป่าเต็งรัง ที่ความสูง 200-400 เมตร จากระดับน้ำทะเล ออกดอกติดผลระหว่างเดือนมีนาคม-กรกฎาคม</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้นขนาดกลาง สูง 7-15 เมตร มีน้ำยางเหลือง กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ผลัดใบช่วงสั้นๆ เวลาออกดอก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีขอบขนานหรือแกมรูปไข่กลับ กว้าง 12-18 ซม. ยาว 22-30 ซม. ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบมน ขอบใบเรียบ มีหูใบเป็นปลอกที่บริเวณรอบกิ่ง หลุดร่วงง่ายเห็นรอยแผลชัดเจน ดอกเดี่ยวสีเหลืองสด เปลี่ยนเป็นสีซีดหรือขาวนวลเมื่อร่วง ออกที่ซอกใบ มีกลิ่นหอม ขนาดผ่าศูนย์กลาง 5.5-7 ซม. ผลเป็นผลสด รูปรีหรือรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 1.8-2.5 ซม. ยาว 2.2-4 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=892</URL><การใช้ประโยชน์>กินเนื้อในเมล็ด แก้กระหายน้ำ ชุ่มคอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="34"><ชื่อท้องถิ่น>โด่ไม่รู้ล้ม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Prickly leaved elephant's foot</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>โด่ไม่รู้ล้ม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Elephantopus scaber L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Elephantopus</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามขอบป่าชายทุ่ง ปะปนกับหญ้าอื่นๆ และขึ้นบนภูเขาสูง ที่มีอากาศเย็น ความชื้นสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>โด่ไม่รู้ล้มเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสั้น ใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับเป็นวง รูปขอบขนานหรือรูปใบหอกกลับ ส่วนใหญ่แผ่ราบไปกับผิวดิน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ช่อดอกแทงออกจากกลางต้น ก้านช่อแตกแขนงได้ ดอกย่อยขนาดเล็ก เป็นกระจุก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ช้างย่ำแป้ตัวผู้ ตามลำต้นและใบไม่มีขน และช้างย้ำแป้ตัวเมียหรือไฟเดือนห้า ตามลำต้นและใบมีขน ใช้ประโยชน์ทั้ง 2 ชนิด เหมือนกัน แต่ช้างย้ำแป้ตัวเมียพบในพื้นที่น้อยกว่า
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=97</URL><การใช้ประโยชน์>ราก ต้มน้ำดื่ม/ดองเหล้า แก้เจ็บหลัง เจ็บเอว บำรุงกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="35"><ชื่อท้องถิ่น>ไม้แงะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Teng, Thity, Burmese sal</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไม้แงะ เต็ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Shorea obtusa Wall. ex Blume</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Shorea</Genus><Family>Dipterocarpaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>NT 2017</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณป่าเต็งรัง ออกดอกและผลระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน ก่อนออกดอกจะผลัดใบ และผลิใบใหม่พร้อมกับช่อดอก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูง 10-20 ม. ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน กว้าง 2.5-7 ซม. ยาว 4-16 ซม. โคนและปลายมน ขอบใบบิดเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก สีขาว มีกลิ่นหอมออกเป็นช่อ กลีบรองดอก 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ รูปใบหอก กว้าง 3-5 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ปากกลีบบิด เกสรผู้ขนาดเล็ก จำนวนมาก ผล รูปไข่ ขนาด 6-8 มม. มีปีกสั้น 2 ปีก ยาว 3-4.5 ซม. ปีกยาว 3 ปีก รูปหอกกลับ กว้าง 0.7-1 ซม. ยาว 4-6 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1042
http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=64</URL><การใช้ประโยชน์>ไม้ใช้ทำเสาบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="36"><ชื่อท้องถิ่น>ก่อแป้น </ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ก่อแป้น </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Castanopsis diversifolia (Kurz) King ex Hook.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Castanopsis</Genus><Family>Fagaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พม่า ลาว ภาคเหนือ,ภาคกลางตามป่าดินเขา,ป่าเหล่า,ป่าเบญจพรรณ ที่สูงระหว่าง(700) 1,000–1,500 (2,200) เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูง 10-30 ม. กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือขอบขนาน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-20 ซม. ช่อดอกออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อเพศผู้แยกแขนง ช่อเพศเมียเป็นช่อเดี่ยวดอกสีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน ผลกลมแป้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-4 ซม. กาบหุ้มผลเป็นหนามไม่แตกแขนงหุ้มผลมิด ออกดอกเดือน ก.พ.-เม.ย.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=3088</URL><การใช้ประโยชน์>ผล ทานเป็นของว่าง ไม้ ใช้ทำเสาบ้าน ไม้แผ่น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="37"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้ารีแพร์</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Barbed grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าฮี๋หยุ่ม หญ้าเหนียวหมา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Centotheca lappacea (L.) Desv.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Centotheca</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในแอฟริกา อินเดีย ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน จีน พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก ในไทยพบทุกภาค เป็นวัชพืช ความสูงถึงประมาณ 2000 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าล้มลุกหลายฤดู มีเหง้า ลำต้นสูง 30-60 ซม. ข้อบวมพอง ใบรูปใบหอก ยาว 10-16 ซม. โคนสอบ ขอบมีขนสาก เส้นใบมีเส้นขวางเป็นตาราง ลิ้นกาบขอบมีขนครุย ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ช่อแขนงคล้ายช่อกระจะ ช่อดอกย่อยออกเดี่ยว ๆ เรียงเวียน รูปใบหอกแกมรูปไข่ แบนด้านข้าง ยาว 5-7 มม. ก้านช่อยาวได้ถึง 3 มม. กาบช่อดอกย่อยบาง รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายแหลม เส้นกาบ 3 เส้น กาบล่างยาวประมาณ 2.5 มม. สันกลางกาบมีหนาม กาบบนยาว 3-3.5 มม. เกลี้ยง มีดอกย่อย 3 ดอก ดอกล่างสมบูรณ์เพศ กาบบาง เกลี้ยง กาบล่างรูปใบหอก ยาวประมาณ 4 มม. เส้นกาบ 7 เส้น กาบบนรูปคล้ายเรือ ยาวประมาณ 3 มม. ปลายมีขนด้านข้าง เส้นกาบ 2 เส้น ดอกบน 2 ดอก เป็นหมัน กาบบาง ปลายกาบมีขนด้านข้าง ยาวประมาณ 3 มม. กาบล่างรูปใบหอก มีขนต่อมบนเส้นกาบ เส้นกาบ 7 เส้น กาบบนรูปเรือ เส้นกาบ 2 เส้น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Centotheca0lappacea0(L.)0Desv.</URL><การใช้ประโยชน์>ราก ต้มน้ำดื่ม ช่วยให้มดลูกเข้าอู่</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="38"><ชื่อท้องถิ่น>มะเขือปู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือปู่ มะอึก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum stramoniifolium Jacq.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย เพาะปลูกอย่างแพร่หลายทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่ม สูง ๑ – ๒ ม. เกือบทุกส่วนมีหนามปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ขอบใบเว้าเป็นพู ดอกออกเป็นช่อกระจุกจากซอกใบ สีขาวหรือสีม่วง ผลสดรูปทรงกลม ขนาด ๒ – ๓ ซม. มีขนสีขาวปกคลุม ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B6%E0%B8%81/
http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2907</URL><การใช้ประโยชน์>ผล นำไปเผาและเอามาตำทำน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="39"><ชื่อท้องถิ่น>กวาวเครือขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>White kwao krua</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กวาวเครือขาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pueraria candollei var. mirifica (Airy Shaw &amp; Suvat.) Niyomdham</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pueraria</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>จากอินเดียถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันตก เป็นไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ดีตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณแล้ง ที่ระดับความสูง 100-300 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้เถา ขึ้นยึดเกาะกับต้นไม้ใหญ่ มีหัวใต้ดินเป็นก้อนใหญ่สีขาว ยอดอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม ใบ เป็นใบประกอบ ก้านหนึ่งมี 3 ใบย่อย ดอก เป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ สีแสด รูปดอกถั่ว ขนาดยาว 4-7 ซม. กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง กลีบดอก 5 กลีบ กลีบตั้งแผ่กว้าง กลีบข้างแคบ กลีบกระทงโค้งแหลม ยาวเป็น 4-5 เท่าของกลีบรองดอก ผล เป็นฝักแบนเห็นก้านชัดเจน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=973</URL><การใช้ประโยชน์>เถา ใช้มัดลากต้นไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="40"><ชื่อท้องถิ่น>ขยอม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common devil pepper</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขยอม ระย่อมใหญ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Rauvolfia verticillata (Lour.) Baill.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Rauvolfia</Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบที่อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ความสูงถึงประมาณ 1600 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 5 ม. ใบรูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือแกมรูปไข่กลับ ยาว 3-30 ซม. เส้นแขนงใบข้างละ 9-18 เส้น ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ช่อดอกหลายช่อเรียงเวียนรอบข้อตามปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 12 ซม. ก้านช่อสั้นหรือยาวได้ถึง 10 ซม. ก้านดอกยาว 3.5-7.5 มม. กลีบเลี้ยงรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ยาว 1.5-2.5 มม. ดอกสีขาวหรือสีแดง หลอดกลีบดอกยาว 1-1.8 ซม. มีขนรอบปากหลอด กลีบรูปรี ยาว 2-4 มม. เกสรเพศผู้ติดใกล้ปากหลอด คาร์เพลแยกกัน เกสรเพศเมียยาว 0.4-1 ซม. รวมยอดเกสร ผลออกเป็นคู่ รูปรี ยาว 0.8-1.4 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Rauvolfia0verticillata0(Lour.)0Baill.</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้เพาะเห็ดลม และใช้ทำบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="41"><ชื่อท้องถิ่น>ตาลเหลือง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>yellow Mai flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตานเหลือง ช้างน้าว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ochna integerrima (Lour.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ochna </Genus><Family>Ochnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้งทั่วไป ชอบดินร่วนปนทราย มีความชื้นปานกลาง แสงแดดส่องทั้งวัน ขึ้นได้ในดินทุกชนิด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตานเหลืองเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่อง       ผิวเปลือกเป็นขุย ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปหอกและขอบขนาน ออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด ใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบจักซี่ฟัน ผิวใบเรียบมัน สีเขียวอ่อน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1028</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น นำมาต้มน้ำอาบ แก้อาการ   ตัวเหลือง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="42"><ชื่อท้องถิ่น>ไม้ฮ้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Dark red meranti, Light red meranti, Red lauan</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไม้ฮ้าง รัง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pentacme siamensis (Miq.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pentacme</Genus><Family>Dipterocarpaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นไม้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้งและไฟป่าได้ดีมาก พบมากตามป่าแดงหรือป่าเต็งรัง ทั่วทุกภาค ยกเว้นภาคใต้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 20 เมตร เปลือกลำต้นสีเทา แตกเป็นร่องเป็นสะเก็ดหนาๆไปตามยาวลำต้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ติดเรียงสลับ รูปไข่โคนใบหยักเว้าลึก ส่วนปลายใบค่อนข้างมน ใบอ่อนแตกใหม่เป็นสีแดง ดอก เป็นช่อ ออกรวมกันเป็นพวงโตเหนือรอยแผลใบตามกิ่งและปลายกิ่ง ดอกย่อยสีเหลืองกลิ่นหอมอ่อน จะออกหลังจากใบได้หลุดร่วงไปหมดแล้ว กลีบดอกมี 5 กลีบ เรียงเวียนซ้อนกันเป็นรูปกังหัน ปลายกลีบม้วนซ้อนเข้า ดอกจะหลุดร่วงง่ายมาก ผล แข็ง รูปกระสวย หรือรูปไข่เล็ก ประกอบด้วยปีกสั้น 2 ปีก ปีกยาวรูปใบพาย 3 ปีก อาจยาวถึง 10 ซม. โคนปีกห่อหุ้มตัวผล มีเส้นตามยาวของปีก ตั้งแต่ 7 เส้นขึ้นไป</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=848</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้เลี้ยงครั่ง ผลสุก เป็นอาหารของสัตว์</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="43"><ชื่อท้องถิ่น>ส้มปิ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มปิ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอด กินกับน้ำพริกตาแดง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="44"><ชื่อท้องถิ่น>ต้างหลวง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Snowflake aralia, Snowflake tree, Snow flake tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ต้างหลวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Trevesia palmata (Roxb. ex Lindl.) Vis.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Trevesia</Genus><Family>Araliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปบริเวณหุบเขาที่ชุ่มชื้น ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ มีความชื้น ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต้างเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-6 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ หนาแน่นอยู่ที่ปลายยอด รูปโล่ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นพู 5-9 พู กว้างและยาว 20-30 ซม. แผ่นใบสีเขียวแกมน้ำตาล ผิวใบมีขนละเอียดสีน้ำตาล ช่อดอกออกที่ลำต้นใกล้ปลายยอด กลีบดอกสีเหลือง ผลสด รูปกรวยคว่ำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=716&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>ดอก นำมาประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="45"><ชื่อท้องถิ่น>ค้างคาวดำ (เนระพูสีไทย)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bat flower, Bat head lily, Devil flower, Back tacca</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เนระพูสีไทย ว่านค้างคาว ค้างคาวดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tacca chantrieri André</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tacca</Genus><Family>Dioscoreaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศ ในป่าดงดิบชื้น สูงจากระดับน้ำทะเล 500-1,500 เมตร ที่ได้รับความชื้นตลอดปี และมักเจอเป็นดงในเขตที่มีร่มเงาจากไม้ใหญ่ ใกล้แหล่งนํ้า </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดีงูหว้าเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ใบเดี่ยว เรียงสลับ เวียนออกเป็นรัศมี รูปขอบขนานและใบหอก ก้านใบแผ่เป็นกาบ ดอกช่อซี่ร่มชูขึ้นจากกลางกอ มีดอกย่อย 4-6 ดอก กลีบดอก 2 กลีบ สีม่วงแกมเขียวถึงสีม่วงดำ รูปไข่กลับ ใบประดับ 2 คู่ สีเขียวถึงสีม่วงดำ เรียงตั้งฉากกัน มีชั้นมงกุฎลักษณะคล้ายเส้นด้ายสีม่วงดำยื่นห้อยลงมา หน้าตาดอกเหมือนกับค้างคาวกำลังกระพือปีก ผลสดรูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม มีสันเป็นคลื่นตามยาว เมล็ดรูปไต </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2261
http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=951&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ กินกับลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="46"><ชื่อท้องถิ่น>ผักเปียก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักเปียก ชะพลู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper sarmentosum Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ชอบดินอุดมสมบูรณ์มีอินทรียวัตถุสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ชะพลูเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-80 ซม. มีไหลงอกเป็นต้นใหม่ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 5-10 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นคลื่น ใบสีเขียวเข้มเห็นเส้นใบชัดเจน ช่อดอก ออกที่ซอกใบ รูปทรงกระบอก ดอกย่อยแยกเพศ ผลเป็นผลสด ต้นและใบมีกลิ่นเฉพาะตัวและมีรสเผ็ดเล็กน้อย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2897</URL><การใช้ประโยชน์>ใบนำไปประกอบอาหาร (ใส่ในแกงปลี และกินกับน้ำพริกน้ำปู)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="47"><ชื่อท้องถิ่น>ตองสาด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ตองสาด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phrynium pubinerve Blume</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phrynium</Genus><Family>Marantaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา และป่าดิบชื้น ขึ้นใกล้แหล่งน้ำ ที่ระดับความสูง 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุกมีเหง้า อายุหลายปี เลื้อยสูง 1-3 เมตร มีเหง้าเจริญใต้ดิน มักขึ้นเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ ใบเดี่ยวงอกจากตาบริเวณเหง้าและลำต้น ชูตั้งขึ้นเหนือดิน ก้านใบค่อนข้างกลม โคนก้านใบมักมีรอยแต้มสีชมพูหรือสีชมพูอมแดง ส่วนที่เหลือด้านบนสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเทา ก้านใบยาว 10-20 เซนติเมตร กาบใบยาว 25-94 เซนติเมตร โคนก้านใบโป่งพอง ยาว 2-12 เซนติเมตร สีเขียวปนเหลือง มีขนสีน้ำตาลคล้ายก้านใบ ใบรูปใบหอกถึงรูปรีแกมขอบขนาน รูปไข่กว้างเกือบกลม กว้าง 7.5-37 เซนติเมตร ยาว 22.3-78 เซนติเมตร ปลายใบโค้งมน อาจมีติ่งแหลมเล็กน้อย โคนใบโค้งมน ปลายตัดตรงหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น ออกบริเวณก้านใบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 เซนติเมตร มีก้านช่อดอกยาว 43-210 เซนติเมตร ดอกออกเป็นคู่ 2-4 ดอก ในแต่ละช่อย่อยมีใบประดับ รูปรีถึงรูปไข่ สีเขียวปนเหลือง ดอกสีขาวอมชมพู ยาว 1.8-2 เซนติเมตร ผลมี 1-40 ผล อยู่บนแกนช่อผล รูปทรงสามเหลี่ยม กว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 1.2-1.5 เซนติเมตร ผลสุกสีแดงสด ภายในมี 1 เมล็ด เมล็ดรูปรี</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/225
http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1227</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ ใช้ห่อของ และรองก๋วยเมี่ยง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="48"><ชื่อท้องถิ่น>ส้มกุ้ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>False Black Pepper, White-flowered Embelia, Vidanga</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มกุ้ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Embelia ribes Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Embelia</Genus><Family>Primulaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย มีความสูงได้ประมาณ 3-6 เมตร และอาจยาวได้ถึง 13 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมวงรีถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือกลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ออดอกเป็นช่อแยกแขนง โดยจะออกที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ดอกย่อยเป็นสีเขียวหรือสีขาว กลีบเลี้ยงดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกลึก ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกลึก ลักษณะเป็นรูปวงรี ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนขึ้นหนาแน่น ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม มีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือดำ ฉ่ำน้ำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>ก้านใบนำไปประกอบอาหาร (ใส่จอผักกาด) ใบ ใช้ขัดมือ ทำให้มือสะอาด </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="49"><ชื่อท้องถิ่น>ลิงลาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ลิงลาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Aspidistra sutepensis K.Larsen </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Aspidistra</Genus><Family>‎Asparagaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าดิบเขาของภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะบริเวณริมลำธารที่มีความชื้นสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลิงลาวเป็นพืชล้มลุก แตกกอมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวออกเวียนจากลำต้นใต้ดิน รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม  แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกออกจากลำต้นใต้ดิน ตั้งตรงชูก้านดอกขึ้นคล้ายดอกกล้วยไม้ ดอกย่อยสีขาวอมม่วง บานจากล่างขึ้นบน ผลแบบแคปซูล  สีเขียวเข้ม </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3&amp;typeword=group</URL><การใช้ประโยชน์>ดอก ใช้ประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="50"><ชื่อท้องถิ่น>บอนผา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>บอนผา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Alocasia evrardii Gagnep.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Alocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นตามริมลำธาร หรือใกล้ก้อนหินที่มีดินชื้นตามป่าทั่วไป แสงแดดปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บอนผาเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ไหลทอดเลื้อยและแตกกอใหม่ได้  ก้านใบยาวออกจากเหง้าใต้ดิน ใบรูปลูกศร ดอกออกเป็นช่อเชิงลด กลีบเลี้ยงรูปใบหอก ขอบและปลายโค้งหุ้มดอก ดอกเรียงกันแน่นเป็นแท่งกลม  มีกลิ่นหอมช่วยล่อแมลง ผลค่อนไปทางกลม มีรอยบุ๋มตรงกลาง เมื่อแก่จัดสีส้มหรือส้มอมแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/252</URL><การใช้ประโยชน์>ใบอ่อน ใช้ประกอบอาหาร (แกงใส่หนัง)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="51"><ชื่อท้องถิ่น>เต่าร้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fish tail palm, Wart fish tail palm, Burmese fish tail palm, Clustered fish tail plam, Tufted fish tail palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เต่าร้าง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Caryota mitis Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Caryota</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทุกภาคของประเทศ  เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เต่าร้างเป็นไม้ยืนต้น ตระกูลปาล์มแตกกอ มีใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบย่อยรูปสามเหลี่ยมหยักเว้า ปลายแหลมคล้ายหางปลา โคนใบรูปลิ่ม ผิวใบสีเขียวเป็นมัน กาบใบยาว โคนกาบใบมีขนสีน้ำตาลแดงปนเทาหรือสีดำ ช่อดอกเชิงลดสีขาวอมเหลือง ออกตามซอกใบห้อยลงมา ผลเป็นกลุ่มทรงกลม เมื่อสุกสีแดงคล้ำ แต่ละผลมี 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/Botany/detail.aspx?words=%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87&amp;typeword=group</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อ ใช้ประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="52"><ชื่อท้องถิ่น>ผักกูด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Paco</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Diplazium esculentum (Retz.) Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Diplazium</Genus><Family>Athyriaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือตามลำห้วยที่มีน้ำไหลผ่าน มีแสงแดดรำไร ปลูกได้ตามชายคลอง และห้วยหนอง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกูดเป็นพืชไม่มีดอกจำพวกเฟิร์นที่มีต้นขนาดใหญ  มีเหงาทอดเลื้อยตามผิวดิน ใบเปนใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น ใบยอยบาง โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบหยัก ยอดใบอ่อนม้วนงอ ใต้ใบมีอับสปอร์สีน้ำตาลเรียงตามแนวเส้นใบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1840</URL><การใช้ประโยชน์>ยอด นำไปประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกกอ สปอร์</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="53"><ชื่อท้องถิ่น>มะเขือพวง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pea eggplant, Turkey berry, prickly nightshade</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือพวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum torvum Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,600 เมตร  เติบโตได้ในที่กลางแจ้งหรือที่ร่ม ชอบความร้อนชื้นสูง แต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเขือพวงเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นมีหนามสั้นทั่วไป แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 5-20 ซม. ยาว 7-25 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน มีขนนุ่มปกคลุมทั้ง 2 ด้าน ช่อดอก ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ส่วนโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก ติดคงทน กลีบดอก สีขาว 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปดาว    ผลกลุ่มออกเป็นช่อ ผลย่อยรูปทรงกลม ภายในมีเมล็ดกลมแบนจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=3055</URL><การใช้ประโยชน์>ผล นำไปประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำราก</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="54"><ชื่อท้องถิ่น>ส้มป้าน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มป้าน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล นำไปประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="55"><ชื่อท้องถิ่น>ต๋าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sugar palm, Sweet palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ลูกชิด ตาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Arenga pinnata  (Wrumb) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Arenga</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณเชิงเขา โดยเฉพาะริมลำธาร บริเวณดินร่วน ชอบอากาศชุ่มชื้น พบมากในภาคเหนือ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต๋าวเป็นไม้ยืนต้นอายุยืน เป็นพืชขนาดใหญ่ตระกูลปาล์ม ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายใบมนและแหลม โคนใบรูปเงี่ยงใบหอก ขอบใบเรียบ ผิวใบหนา หลังใบสีอ่อน ช่อดอกเชิงลดขนาดใหญ่ออกตามซอกใบห้อยยาวลงได้มากกว่า 2 เมตร ผลกลุ่มรูปไข่สีเขียว ผลแก่สีเหลืองและดำ เมล็ดสีขาวขุ่น ลักษณะนิ่มและอ่อน แต่ละผลมี 2-3 เมล็ด ต้นต๋าวให้ผลช่วงอายุ 15-20 ปี ส่วนใหญ่ให้ผลครั้งเดียว มากที่สุดไม่เกิน 4 ครั้ง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A7/</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อ ใช้ประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="56"><ชื่อท้องถิ่น>ผักหนาม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Livid flower, Unicorn plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักหนาม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lasia spinosa (L.) Thwaites</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ บริเวณริมน้ำ หรือชายน้ำ ชอบดินชื้นแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักหนามเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยและชูยอดขึ้น มีหนาม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปลูกศร หรือขอบใบหยักเว้าลึก แผ่นใบด้านปลายใบ ขนาด กว้าง 35 และยาว 45 ซม. แผ่นใบด้านโคนใบขนาด กว้าง 10 และยาว 25 ซม. มีหนามบริเวณเส้นใบด้านล่าง ก้านใบยาวได้ถึง 1 เมตร มีหนาม ช่อดอก แทงจากกาบใบ ก้านดอกยาวได้ถึง 75 ซม. มีหนาม ใบประดับสีน้ำตาลแกมเขียวถึงสีม่วง ยาวได้ถึง 55 ซม. บิดเป็นเกลียวเล็กน้อย กลีบดอกสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมเขียว ผลสด หนาและเหนียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/261</URL><การใช้ประโยชน์>ยอด นำไปประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="57"><ชื่อท้องถิ่น>เปล้าเลือด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เปล้าเลือด กระท่อมเลือด สบู่เลือด กลิ้งกลางดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Stephania venosa Spreng.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Stephania</Genus><Family>Menispermaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าทั่วไป โดยเฉพาะป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้เลื้อย มีหัวขนาดใหญ่ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้างถึงรูปค่อนข้างกลม กว้าง 6-12 ซม. ยาว 6-15 ซม. ก้านใบติดบนแผ่นใบใกล้ฐาน เนื้อใบบาง ผิวใบเกลี้ยง ช่อดอกเพศผู้ออกที่ซอกใบ เป็นช่อกระจุกคล้ายช่อซี่ร่ม ช่อเพศเมียเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีส้ม ผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 6 มม. ออกดอกเดือน มี.ค.-พ.ค.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2776</URL><การใช้ประโยชน์>หัว ต้มน้ำดื่มกับข้าวจ้าว  แก้ริดสีดวงทวาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหัว ผลพิเศษและรากสะสมอาหาร</การขยายพันธุ์></row>
</data>
