﻿_id	NewsTitle	Detail	NewsDate	Region	Province	Department	Link_News
1	จีนเปิดด่านรถไฟผิงเสียง นำเข้าทุเรียนลำไยผลไม้ไทย 4 มกราคมนี้	<p><strong>นายเฉลิมชัย&nbsp;ศรีอ่อน&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้&nbsp;(Fruit&nbsp;Board)&nbsp;เปิดเผยวันนี้(1&nbsp;ม.ค.)&nbsp;ว่า&nbsp;จากมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&nbsp;ที่เข้มงวดของด่านนำเข้าจีน&nbsp;ส่งผลต่อการส่งออกผลไม้ของไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก&nbsp;ตนได้สั่งการทูตเกษตรเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตนได้หารือเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกการขนส่งผลไม้ไทย</p><p><strong>ล่าสุดได้รับรายงานจากกงสุล&nbsp;(ฝ่ายเกษตร)</strong>&nbsp;ของไทยประจำนครกว่างโจว&nbsp;ว่า&nbsp;ด่านรถไฟผิงเสียง&nbsp;(เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง)&nbsp;ประเทศจีนได้เปิดด่านแล้ว&nbsp;โดยกำหนดเปิดนำเข้าผลไม้ไทยตั้งแต่วันที่&nbsp;4&nbsp;&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ถึงวันที่&nbsp;17&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เพื่อคลี่คลายปัญหากรณีด่านตงซิง&nbsp;(เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง&nbsp;ประเทศจีน)&nbsp;ปิดด่าน&nbsp;ทําให้ทุเรียนและลําไยสดของประเทศไทยที่มีปริมาณมากต้องติดค้างอยู่ที่ด่านตงซิงซึ่งไม่สามารถยื่นคําร้องขอผ่านพิธีการศุลกากรเข้าประเทศจีนได้&nbsp;ทางการจีนจึงประสานเป็นหนังสือขอความอนุเคราะห์ฝ่ายเกษตรฯ&nbsp;กว่างโจวแจ้งมายังหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;อํานวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการผลไม้ทําการเปลี่ยนแปลงใบรับรองสุขอนามัยพืชในช่วง&nbsp;วันที่&nbsp;1&nbsp;-&nbsp;3&nbsp;&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สินค้าผลไม้ไทยจะได้ยื่นคําร้องขอผ่านพิธีการศุลกากรผ่านด่านรถไฟผิงเสียงเพื่อขนส่งเข้าประเทศจีนได้</p><p><strong>นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ผู้ส่งออกต้องรีบยื่นขอเปลี่ยนแปลงใบรับรองสุขอนามัยพืชจากด่านตงชิงเป็นด่านรถไฟผิงเสียงและต้องระมัดระวังอย่าให้มีการปนเปื้อนโควิด-19&nbsp;ทั้งคนขับ&nbsp;รถและสินค้าเพราะถ้าพบทางการจีนจะปิดด่านทันทีจึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันเข้มงวดกวดขันอย่างเต็มที่&nbsp;</p><p><strong>จากสถิติการส่งออกผลไม้ไทยไปยังประเทศจีน&nbsp;ของกรมวิชาการเกษตร</strong>&nbsp;พบว่า&nbsp;เดือนมกราคม-ตุลาคม&nbsp;2564&nbsp;ไทยส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีน&nbsp;มีปริมาณกว่า&nbsp;2&nbsp;ล้านตัน&nbsp;คิดเป็นมูลค่ากว่า&nbsp;148,000&nbsp;ล้านบาท&nbsp;โดยปริมาณการส่งออกผลไม้สูงสุด&nbsp;3&nbsp;อันดับแรก&nbsp;ได้แก่&nbsp;ทุเรียน&nbsp;ลำไย&nbsp;และมะพร้าวอ่อน&nbsp;ตามลำดับแต่เริ่มประสบปัญหาการขนส่งผลไม้ติดขัดตามด่านต่างๆ&nbsp;ของจีนในช่วงปลายปี&nbsp;2564</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220101193830354
2	ปศุสัตว์แพร่ ฝึกอบรมหลักสูตรชี้แจงพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);"">สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่&nbsp;จัดฝึกอบรมเกษตรกร&nbsp;ในหลักสูตร&nbsp;การฝึกอบรมหลักสูตรชี้แจงพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์&nbsp;พ.ศ.2559&nbsp;และกฎหมายลำดับรอง&nbsp;เพื่อการเตรียมความพร้อมต่อใบอนุญาต&nbsp;</strong></p><p><br></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);"">นายสัตวแพทย์&nbsp;ดร.สมพร&nbsp;พรวิเศษศิริกุล&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดแพร่</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);"">&nbsp;นายชัยรัตน์&nbsp;บัวเลิศ&nbsp;หัวหน้ากลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มฯ&nbsp;ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรชี้แจงพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์&nbsp;พ.ศ.2559&nbsp;และกฎหมายลำดับรอง&nbsp;เพื่อเตรียมความพร้อมในการต่อใบอนุญาต&nbsp;ให้แก่ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบอนุญาตในพื้นที่จังหวัดแพร่&nbsp;จำนวนทั้งสิ้น&nbsp;38&nbsp;แห่ง&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);"">ทั้งนี้&nbsp;เพื่อชี้แจงให้ผู้ประกอบการฆ่าสัตว์รับทราบและเข้าใจแนวปฏิบัติตามกฎหมาย</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);"">&nbsp;และเตรียมความพร้อมในการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการฆ่าสัตว์&nbsp;รวมถึงพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์&nbsp;พ.ศ.2559&nbsp;ณ&nbsp;สนามชนโคบ้านกาซ้อง&nbsp;ตำบลเหมืองหม้อ&nbsp;อำเภอเมืองแพร่&nbsp;จังหวัดแพร่</span></p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>"	2022-02-01T00:00:00	ภาคเหนือ	แพร่	สวท.แพร่	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102113800491
3	สำนักงานปศุสัตว์อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตรวจสอบสถานที่ เพื่อประกอบการขออนุญาตให้ใช้สถานที่เล่นการพนันชนไก่และตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ	<p><strong>นายทวีพงศ์&nbsp;สาระทัศนานันท์&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอด่านซ้าย&nbsp;กล่าวว่าสำนักงานปศุสัตว์อำเภอด่านซ้าย</strong>&nbsp;ร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบการขออนุญาตใช้สถานที่เล่นการพนันชนไก่และกัดปลา&nbsp;ระดับอำเภอ&nbsp;ตรวจสอบสถานที่&nbsp;และกลั่นกรองข้อมูลให้เป็นไปตามระเบียบ&nbsp;กฎหมาย&nbsp;เพื่อประกอบการพิจารณาขออนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่&nbsp;ประจำเดือน&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ที่สนามชนไก่บ้านนาหว้า&nbsp;เลขที่&nbsp;173&nbsp;หมู่ที่&nbsp;4&nbsp;ตำบลด่านซ้าย&nbsp;อำเภอด่านซ้าย&nbsp;จังหวัดเลย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>จากนั้น&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์อำเภอด่านซ้าย&nbsp;ตรวจเยี่ยม&nbsp;ให้คำแนะนำการเลี้ยง&nbsp;</strong>การดูแลสุขภาพสัตว์&nbsp;การจัดการและเฝ้าระวังป้องกันโรคฯ&nbsp;แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ&nbsp;จำนวน&nbsp;1&nbsp;รายนายวิลิต&nbsp;แสงสุวรรณ์&nbsp;บ้านเลขที่&nbsp;186&nbsp;หมู่ที่&nbsp;14&nbsp;ตำบลด่านซ้าย&nbsp;เลี้ยงโคเนื้อ&nbsp;จำนวน&nbsp;2&nbsp;ตัวที่บ้านหัวนายูง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;14&nbsp;ตำบลด่านซ้าย&nbsp;อำเภอด่านซ้าย&nbsp;จังหวัดเลย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-02-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	เลย	สวท.ด่านซ้าย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102141717586
4	ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ส่งความสุขปีใหม่ โดยการเปิดบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และแจกฟรีต้นไม้ให้กับประชาชน รวมถึงการจำหน่ายพันธุ์ต้นไม้ในราคาถูก เพื่อให้เกษตรกรหรือประชาชน ซื้อไปปลูกไว้กินเองหรือเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้	<p><strong>ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่&nbsp;2&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;ตำบลโคกหล่อ&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;จังหวัดตรัง</strong>&nbsp;นางวรรณา&nbsp;พรหมบุญทอง&nbsp;ผ็อำนวยการศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่&nbsp;2&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;จัดกิจกรรม&nbsp;ส่งความสุขปีใหม่&nbsp;โดยการเปิดบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร&nbsp;เช่น&nbsp;จุดนิทรรศการ&nbsp;การเรียนรู้&nbsp;การผลิตขยายพันธุ์พืช&nbsp;การผลิตกระท่อมพันธุ์ดี&nbsp;จุดเชคอินแปลงท่องเที่ยวพันธุ์ไม้ต่างๆ&nbsp;&nbsp;และแจกฟรีต้นไม้ให้กับประชาชน&nbsp;เช่น&nbsp;ตันพันธุ์พริกเดือยไก่&nbsp;มะเขือ&nbsp;มะเขือเทศ&nbsp;มะละกอ&nbsp;ต้นพันธุ์กระท่อม&nbsp;แม่พันธุ์แหนแดง&nbsp;โดยแจกให้กับประชาชนที่เดินทางมาลงทะเบียนรับฟรีต้นไม้</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ยังมีการพันธุ์ต้นไม้ในราคาถูก&nbsp;เช่น&nbsp;พริกพันธุ์เดือยไก่&nbsp;บรรจุถาดหลุม&nbsp;ขนาด&nbsp;104&nbsp;หลุม</strong>&nbsp;ราคา&nbsp;150&nbsp;บาทต่อถาด&nbsp;มะละกอฮอลแลนด์&nbsp;ถุงเพาะชำขนาด&nbsp;&nbsp;3x6&nbsp;นิ้ว&nbsp;&nbsp;ราคา&nbsp;&nbsp;5&nbsp;บาทต่อต้น&nbsp;มะเขือเปราะ&nbsp;บรรจุถาดหลุม&nbsp;ขนาด&nbsp;104&nbsp;หลุม&nbsp;ราคา&nbsp;150&nbsp;บาทต่อถาด&nbsp;กล้วยไม้&nbsp;ไม้นิ้ว/ไม้ขาด&nbsp;ล้างราก&nbsp;ราคา&nbsp;5&nbsp;บาทต่อต้น&nbsp;เมือเขือยาว&nbsp;บรรจุถาดหลุม&nbsp;ขนาด&nbsp;104&nbsp;หลุม&nbsp;&nbsp;ราคา&nbsp;&nbsp;150&nbsp;บาทต่อถาด&nbsp;&nbsp;กล้วยหอมทอง&nbsp;กล้วยน้ำว้า&nbsp;กล้วยหิน&nbsp;ถุงเพาะชำขนาด&nbsp;&nbsp;3x6&nbsp;นิ้ว&nbsp;ราคา&nbsp;15&nbsp;บาทต่อต้น&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งการส่งความสุขปีใหม่&nbsp;โดยการเปิดบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร</strong>&nbsp;และแจกฟรีต้นไม้ให้กับประชาชน&nbsp;เริ่มตั้งแต่วันที่&nbsp;29&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ถึง&nbsp;3&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่&nbsp;2&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;ตำบลโคกหล่อ&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;โดยมีประชาชนเข้ามาท่องเที่ยว&nbsp;รับต้นไม้และซื้อต้นไม้ไปปลูกกันเป็นจำนวนมาก</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>&nbsp;#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-02-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102173607638
5	คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่ศึกษาดูงานรับทราบปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ ที่จังหวัดจันทบุรี	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>วันนี้&nbsp;(&nbsp;4&nbsp;ม.ค.65&nbsp;)&nbsp;ที่ห้องประชุม&nbsp;1&nbsp;ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี&nbsp;</strong>นายณัฐวุฒิ&nbsp;ประเสริฐสุวรรณ&nbsp;ประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม&nbsp;สภาผู้แทนราษฎร&nbsp;ได้นำคณะ&nbsp;ฯ&nbsp;ลงพื้นที่รับทราบปัญหาราคาผลไม้&nbsp;และแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ&nbsp;ที่จังหวัดจันทบุรี&nbsp;โดย&nbsp;นายสุธี&nbsp;ทองแย้ม&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี&nbsp;นำหัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;ผู้แทนสมาคม&nbsp;องค์กรภาคเอกชน&nbsp;ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลไม้&nbsp;ร่วมให้การต้อนรับและร่วมประชุมนำเสนอข้อมูล&nbsp;ปัญหา&nbsp;อุปสรรค&nbsp;แนวทางการแก้ไขปัญหาการส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ&nbsp;คณะกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม&nbsp;สภาผู้แทนราษฎร&nbsp;จะรับทราบ&nbsp;รับฟังปัญหาข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์&nbsp;หากเป็นปัญหาใหญ่จะสรุปประเด็นนำเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎร&nbsp;แต่ถ้าหากเป็นประเด็นที่อยู่ในวิสัยที่คณะกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม&nbsp;สภาผู้แทนราษฎรสามารถประสานผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาก็จะรีบดำเนินการทันที&nbsp;เพื่อให้การส่งออกผลไม้ของเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรีได้เป็นไปอย่างราบรื่นเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและนำรายได้เข้าประเทศ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>และในช่วงบ่ายคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม&nbsp;สภาผู้แทนราษฎร&nbsp;</strong>ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมและรับทราบปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนลำไย&nbsp;ที่สวนของ&nbsp;นายอำนาจ&nbsp;จันทรส&nbsp;นายกสมาคมชาวสวนลำไย&nbsp;จังหวัดจันทบุรี&nbsp;ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-04-01T00:00:00	ภาคตะวันออก	จันทบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104111252087
6	ชาวนาออกหาขุดปูนาขายตัวละ 1 บาท สร้างรายได้เสริมหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นาข้าวของชาวบ้านใน&nbsp;ต.คอนฉิม&nbsp;อ.แวงใหญ่&nbsp;จ.ขอนแก่น&nbsp;พบว่ามีชาวบ้านจากอำเภอติดกัน&nbsp;พากันมาขุดปูนาในพื้นที่นาข้าวที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว&nbsp;</strong>โดยพบว่าชาวบ้านต่างเตรียมอุปกรณ์ในการขุดปูนามาครบวงจร&nbsp;ตั้งแต่เสียมสำหรับขุดดิน&nbsp;คุถังใส่ปู&nbsp;ขวดน้ำสำหรับเทใส่ดินหากดินแข็งเพื่อให้ขุดง่าย&nbsp;โดยชาวบ้านที่มาขุดปูนาในวันนี้ต่างยิ้มแย้มขุดหาปูนาท่ามกลางลมพัดเย็นสบาย&nbsp;และสามารถขุดหาปูได้ไปกันเป็นจำนวนมาก</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นางศิริขวัญ&nbsp;แวมประชา&nbsp;อายุ&nbsp;44&nbsp;ปี&nbsp;60&nbsp;หมู่&nbsp;7&nbsp;บ้านหนองงู&nbsp;ต.ห้วยแก&nbsp;อ.ชนบท&nbsp;จ.ขอนแก่น</strong>&nbsp;ชาวบ้านที่มาขุดปูนากับเพื่อนๆ&nbsp;ในหมู่บ้านเดียวกัน&nbsp;บอกกับผู้สื่อข่าวว่า&nbsp;ปูนาที่หาได้ในช่วงนี้จะเป็นปูนาที่มีมันมาก&nbsp;นำไปทำอาหารจะอร่อยที่สุด&nbsp;ซึ่ง&nbsp;1&nbsp;ปีจะมีเพียง&nbsp;1&nbsp;ครั้ง&nbsp;โดยในวันนี้ได้ตื่นเช้าออกมาขุดปูพร้อมกับเพื่อนบ้านโดยตระเวนหาตามพื้นที่นาของชาวบ้าน&nbsp;และขออนุญาตเจ้าของที่เข้าไปขุด&nbsp;หากอนุญาตก็จะเข้าไปขุดรูปูโดยรูปูนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก&nbsp;บางรูก็ขุดลึกถึงเจอ&nbsp;บางรูก็ขุดลงไปไม่ลึกก็ได้ปูนาตัวโตมาแล้ว&nbsp;โดยตนเองนั้นจะนำไปทำอาหารกินร่วมกับครอบครัว&nbsp;ซึ่งเมนูจากปูนานั้นมีหลากหลายวิธีการทำ&nbsp;ทั้งการนำไปย่างไฟ&nbsp;ป่นปูนา(เอาไปทำแล้วปรุง)&nbsp;ดองใส่ส้มตำ&nbsp;อ๋อปูนา&nbsp;ซึ่งวิธีทำคือขูดเนื้อจากกระดองปูรวมทั้งมันปู&nbsp;นำไปใส่หม้อปรุงรสชาติที่ต้องการ&nbsp;ใส่ผักชีลาว&nbsp;ผักอีตู่หรือผักแมงลัก&nbsp;ทานร่วมกันข้าวเหนียวร้อนๆ&nbsp;รับประกันความหอมของปู&nbsp;ความมันจากมันปู&nbsp;และความอร่อยจากวัตถุทั้งหมด&nbsp;ซึ่งส่วนตัวชื่นชอบเมนูอ๋อปูเพราะมีรสชาติที่ถูกปาก</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นางศิริขวัญ&nbsp;บอกอีกว่า&nbsp;ปูนาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวของชาวนาแล้ว&nbsp;ก็จะออกหาขุดปูนา&nbsp;</strong>ซึ่งจะเป็นปูที่มีมันเยอะกว่าช่วงอื่นๆ&nbsp;ซึ่ง&nbsp;1&nbsp;ปี&nbsp;จะมี&nbsp;1&nbsp;ครั้ง&nbsp;ที่จะขุดปูมันมาประกอบอาหาร&nbsp;นอกจากนำไปทำอาหารแล้ว&nbsp;หากได้ปูเยอะก็จะนำไปขายให้กับชาวบ้านเพียงตัวละ&nbsp;1&nbsp;บาทเท่านั้น&nbsp;โดยการออกหาปูนานั้นเป็นวิถีชีวิตชาวนาที่พอหลังฤดูเกี่ยวข้าวแล้วก็จะออกหาปูหาปลาในนาที่น้ำแห้งขอดไป&nbsp;ปูก็จะอาศัยอยู่ในรูเพื่อจำศีลตามวงจรชีวิต&nbsp;ทำให้คนอีสานสามารถมีอยู่มีกินตามธรรมชาติได้ทุกฤดูกาลด้วย</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">&nbsp;</p>"	2022-04-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ขอนแก่น	สวท.ขอนแก่น	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104125811139
7	ขานรับนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาภัยแล้ง ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง	<p><strong>นายประพิศ&nbsp;จันทร์มา&nbsp;อธิบดีกรมชลประทาน&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;กรมชลประทาน&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ&nbsp;การบริหารจัดการน้ำและการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ&nbsp;ขานรับนโยบายแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งประเทศไทยของ&nbsp;พลเอก&nbsp;ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;ด้วยการจัดทำโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์&nbsp;ประหยัดน้ำ&nbsp;ทางรอดต้านแล้ง&nbsp;เพื่อรณรงค์ให้คนไทยประหยัดน้ำเพื่อชาติ&nbsp;นำเสนอภายใต้แนวคิด&nbsp;ประหยัดน้ำ&nbsp;เท่ากับ&nbsp;บริจาคน้ำ&nbsp;เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำ&nbsp;ก่อนภาวะวิกฤติภัยแล้งจะมาถึงกลุ่มเป้าหมายจะมุ่งเน้นไปที่&nbsp;กลุ่มเกษตรกร&nbsp;นักเรียน&nbsp;นักศึกษาและประชาชนทั่วไป&nbsp;</p><p><strong>การรณรงค์จะนำเสนอผ่านเพลงและมิวสิควิดีโอเพลง&nbsp;Save&nbsp;Water</strong>&nbsp;หรือเพลง&nbsp;ประหยัดน้ำ&nbsp;เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น&nbsp;สำหรับแนวทางด้านการบริหารจัดการน้ำช่วงแล้งปี&nbsp;2564/65&nbsp;กรมชลประทาน&nbsp;ได้ดำเนินการตามมาตรการการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี&nbsp;2564/65&nbsp;ทั้ง&nbsp;8&nbsp;มาตรการได้แก่&nbsp;มาตรการที่&nbsp;1&nbsp;เร่งเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝน&nbsp;เพื่อเป็นน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้ง&nbsp;มาตรการที่&nbsp;2&nbsp;จัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ&nbsp;พร้อมทั้งสํารวจ&nbsp;ตรวจสอบ&nbsp;พื้นที่ที่มีศักยภาพ&nbsp;ที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองได้&nbsp;มาตรการที่&nbsp;3&nbsp;กําหนดการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง&nbsp;รวมทั้งติดตามกํากับให้เป็นไปตามแผนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค&nbsp;พร้อมจัดทําทะเบียนผู้ใช้น้ำ&nbsp;มาตรการที่&nbsp;4&nbsp;วางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง&nbsp;รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นอันดับแรก&nbsp;มาตรการที่&nbsp;5&nbsp;เตรียมน้ำสํารองสําหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ&nbsp;เพื่อสนับสนุนน้ำเตรียมแปลง&nbsp;มาตรการที่&nbsp;6&nbsp;เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก&nbsp;สายรอง&nbsp;และเตรียมแผนรองรับกรณีเกิดปัญหา&nbsp;มาตรการที่&nbsp;7&nbsp;ติดตามประเมินผล&nbsp;เพื่อให้ผลการดําเนินงานเป็นไปตามแผน&nbsp;และมาตรการที่&nbsp;8&nbsp;สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ&nbsp;ให้ทุกภาคส่วน&nbsp;เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่กําหนดไว้&nbsp;</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ขอให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น</strong>&nbsp;และร่วมแรงร่วมใจกันประหยัดน้ำ&nbsp;ใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด</p><p><br></p><p><br></p>	2022-04-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104142258200
8	ครม.อนุมัติกรอบวงเงิน 6.78 พันล้านบาท จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี พ.ศ.2569 และนครราชสีมา พ.ศ.2572	<p><strong>นางสาวรัชดา&nbsp;ธนาดิเรก&nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&nbsp;อนุมัติกรอบวงเงินจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก&nbsp;จังหวัดอุดรธานี&nbsp;พ.ศ.2569&nbsp;&nbsp;วงเงิน&nbsp;2,500&nbsp;ล้านบาท&nbsp;และจังหวัดนครราชสีมา&nbsp;พ.ศ.2572&nbsp;วงเงินงบ&nbsp;4,281&nbsp;ล้านบาท&nbsp;รวมวงเงินทั้งสิ้น&nbsp;6,781&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เสนอ&nbsp;เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาด้านพืชสวนของไทย&nbsp;กระตุ้นเศรษฐกิจด้านธุรกิจการนำเข้า&nbsp;&nbsp;ส่งออกผลผลิตการเกษตรและธุรกิจท่องเที่ยว&nbsp;ส่งเสริมการต่อยอดการวิจัย&nbsp;เทคโนโลยี&nbsp;และนวัตกรรมด้านการเกษตร&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกำหนดยื่นประมูลสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก&nbsp;จังหวัดอุดรธานี&nbsp;พ.ศ.2569&nbsp;ในวันที่&nbsp;7&nbsp;มกราคม&nbsp;&nbsp;2565&nbsp;และจังหวัดนครราชสีมา&nbsp;พ.ศ.2572&nbsp;ในช่วงเดือนมีนาคม&nbsp;2565</p><p><strong>สำหรับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในพื้นที่&nbsp;จังหวัดอุดรธานี&nbsp;พ.ศ.2569</strong>&nbsp;&nbsp;(ระดับ&nbsp;B)&nbsp;วงเงิน&nbsp;2,500&nbsp;ล้านบาท&nbsp;กำหนดสถานที่จัดงานเป็นบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด&nbsp;ตำบลกุดสระ&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดอุดรธานี&nbsp;รวม&nbsp;1,030&nbsp;ไร่&nbsp;ตั้งเป้าหมายมีผู้เข้าชมงาน&nbsp;3.6&nbsp;ล้านคน&nbsp;เป็นชาวต่างชาติร้อยละ&nbsp;30&nbsp;ตลอดระยะเวลาจัดงาน&nbsp;134&nbsp;วัน&nbsp;(ระหว่างวันที่&nbsp;1&nbsp;พฤศจิกายน&nbsp;2569&nbsp;-&nbsp;14&nbsp;มีนาคม&nbsp;2570)&nbsp;และมีประเทศเข้าร่วมงาน&nbsp;20&nbsp;ประเทศ&nbsp;สำหรับประเภทงานระดับ&nbsp;B&nbsp;หรือ&nbsp;International&nbsp;Horticultural&nbsp;Exhibition&nbsp;จะต้องใช้พื้นที่จัดแสดง&nbsp;250,000&nbsp;ตารางเมตร&nbsp;มีระยะเวลาจัดงาน&nbsp;3-6&nbsp;เดือน&nbsp;มีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศไม่ต่ำกว่า&nbsp;10&nbsp;ประเทศ</p><p><strong>งานมหกรรมพืชสวนโลก&nbsp;จังหวัดนครราชสีมา&nbsp;พ.ศ.2572</strong>&nbsp;(ระดับ&nbsp;A1)&nbsp;วงเงินงบ&nbsp;4,281&nbsp;ล้านบาท&nbsp;กำหนดสถานที่จัดงานเป็นบริเวณพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา&nbsp;ตำบลเทพาลัย&nbsp;อำเภอคง&nbsp;จังหวัดนครราชสีมา&nbsp;รวม&nbsp;678&nbsp;ไร่&nbsp;ตั้งเป้าหมายมีผู้เข้าชมงาน&nbsp;2.6&nbsp;ล้านคน&nbsp;เป็นชาวต่างชาติร้อยละ&nbsp;15&nbsp;ตลอดระยะเวลาจัดงาน&nbsp;110&nbsp;วัน&nbsp;(ระหว่างวันที่&nbsp;10&nbsp;พฤศจิกายน&nbsp;2572&nbsp;-&nbsp;28&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2573)&nbsp;และมีประเทศเข้าร่วมงาน&nbsp;30&nbsp;&nbsp;ประเทศ&nbsp;สำหรับประเภทงานระดับ&nbsp;A1&nbsp;หรือ&nbsp;World&nbsp;Horticultural&nbsp;Exposition&nbsp;จะต้องใช้พื้นที่จัดแสดง&nbsp;500,000&nbsp;ตารางเมตร&nbsp;มีระยะเวลาจัดงาน&nbsp;3&nbsp;-&nbsp;6&nbsp;เดือน&nbsp;มีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศ&nbsp;ไม่ต่ำกว่า&nbsp;10&nbsp;ประเทศ</p><p><strong>นางสาวรัชดา&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;งานมหกรรมพืชสวนโลก</strong>&nbsp;เป็นงานมหกรรมจัดแสดงพืชสวนกลางแจ้ง&nbsp;โดยมีสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ&nbsp;เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์&nbsp;และมีภาคีสมาชิกรวม&nbsp;65&nbsp;ประเทศ&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;เคยเป็นเจ้าภาพจัดงานมาแล้ว&nbsp;2&nbsp;ครั้ง&nbsp;เมื่อปี&nbsp;พ.ศ.2549&nbsp;(ระดับ&nbsp;A1)&nbsp;และปี&nbsp;พ.ศ.2554&nbsp;(ระดับ&nbsp;B)&nbsp;ที่จังหวัดเชียงใหม่</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-04-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104162113327
9	อุตุฯ สุพรรณบุรี เตือนเกษตรกรไม่ควรตากผลผลิตทางการเกษตรไว้กลางแจ้งข้ามคืน เพราะอาจเปียกชื้นและเสียหายได้ รวมทั้งควรระวังและป้องกันโรคราแป้ง ในพืชไร่ พืชสวน	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายสมนึก&nbsp;สวนดอกไม้&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาสุพรรณบุรี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ระยะนี้บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงยังปกคลุมประเทศไทยตอนบน&nbsp;ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง&nbsp;โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว&nbsp;ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออกมีอากาศเย็นในตอนเช้า&nbsp;บริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด&nbsp;สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง&nbsp;ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง&nbsp;ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูงประมาณ&nbsp;2&nbsp;เมตร</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>คำแนะนำสำหรับการเกษตรในภาคกลาง&nbsp;-&nbsp;ในระยะนี้จะมีอากาศเย็นในตอนเช้า</strong>&nbsp;กับมีลมแรง&nbsp;เกษตรกรควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย&nbsp;ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว&nbsp;เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทัน&nbsp;อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย&nbsp;ในช่วงวันที่&nbsp;5&nbsp;-&nbsp;9&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;อุณหภูมิจะสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า&nbsp;เกษตรกรไม่ควรตากผลผลิตทางการเกษตรไว้กลางแจ้งข้ามคืน&nbsp;เพราะอาจเปียกชื้นและเสียหายได้&nbsp;รวมทั้งควรระวังและป้องกันโรคราแป้ง&nbsp;ในพืชไร่&nbsp;พืชสวน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-04-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สุพรรณบุรี	สวท.สุพรรณบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104155759303
10	เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) ตำบลบ้านควน	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>วันนี้&nbsp;(&nbsp;4&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นายประทิ่น&nbsp;วรรณงาม&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ&nbsp;รักษาราชการเกษตรอำเภอเมืองตรัง&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง&nbsp;&nbsp;&nbsp;ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;(เครือข่าย)&nbsp;ตำบลบ้านควน&nbsp;ม.6&nbsp;ตำบลบ้านควน&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;นางพูลสุข&nbsp;พิทยาสุนทร&nbsp;ภายในศูนย์ฯ&nbsp;มีการดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสาน&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;18&nbsp;ไร่&nbsp;โดยแบ่งเป็นสวนยางพารา&nbsp;3&nbsp;ไร่&nbsp;นาข้าว&nbsp;2&nbsp;ไร่&nbsp;ผักและไม้ยืนต้น&nbsp;7&nbsp;ไร่&nbsp;อาคารผลิตปุ๋ยชีวภาพ&nbsp;2&nbsp;ไร่&nbsp;ที่อยู่อาศัย&nbsp;3&nbsp;ไร่&nbsp;และกิจกรรมประมงประมาณ&nbsp;1&nbsp;ไร่</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ปัจจุบันนางพูลสุข&nbsp;พิทยาสุนทร&nbsp;ได้นำผลผลิตเกษตร</strong>&nbsp;ได้แก่&nbsp;หน่อไม้&nbsp;พริก&nbsp;ข้าวโพดหวาน&nbsp;ผักเหรียง&nbsp;และผักต่างๆ&nbsp;ในตลาดเกษตรกร&nbsp;(หน้าจวนผู้ว่าราชการ)&nbsp;ทุกวัน&nbsp;อังคารและศุกร์ของสัปดาห์&nbsp;รายได้เฉลี่ยอาทิตย์ละ&nbsp;2,000&nbsp;-&nbsp;2,500&nbsp;บาท&nbsp;และได้จำหน่ายปุ๋ยชีวภาพให้แก่การยางแห่งประเทศไทย&nbsp;(สาขาเมืองตรัง)&nbsp;และเกษตรกรทั่วไป&nbsp;พร้อมทั้งมอบป้าย&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน&nbsp;(1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;ศดปช.)&nbsp;ประจำตำบลบ้านควน&nbsp;เพื่อให้บริการการตรวจวิเคราะห์ดิน&nbsp;และแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมี&nbsp;และอินทรีย์แก่เกษตรกร</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-04-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104165542356
11	การต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ประจำปี 2565	<p><strong>แจ้งการต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;</strong>ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2548&nbsp;ที่อ้างถึง&nbsp;ในหมวด&nbsp;1&nbsp;มาตรตรา&nbsp;8&nbsp;ได้ระบุว่า&nbsp;ภายในสามสิบวัน&nbsp;นับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน&nbsp;ให้วิสาหกิจชุมชนที่ได้จดทะเบียนต่อกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งประสงค์จะดำเนินกิจการต่อไป&nbsp;แจ้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบตามวิธีที่คณะกรรมการกำหนด&nbsp;</p><p><strong>วิสาหกิจชุมชนใดไม่แจ้งความประสงค์ตามวรรคหนึ่งเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน&nbsp;</strong>ให้กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;มีหนังสือเตือน&nbsp;ให้วิสาหกิจชุมชนนั้นแจ้งภายในระยะเวลาที่กำหนด&nbsp;แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน&nbsp;ถ้าไม่มีการแจ้งตามคำเตือนดังกล่าว&nbsp;ให้กรมส่งเสริมการเกษตรถอนชื่อออกจากทะเบียน&nbsp;และกรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดรับจะทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและครือข่ายวิสาหกิจชุมชน&nbsp;ตั้งแต่วันที่&nbsp;15&nbsp;สิงหาคม&nbsp;2548&nbsp;เป็นต้นมา</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ให้ดำเนินการต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;</strong>ให้เป็นไปตามพระราชกำหนด&nbsp;ซึ่งต้องดำเนินการยื่นขอต่อทะเบียนของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;1-30&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้&nbsp;ตามลิงค์ด้านล่างนี้&nbsp;&nbsp;http://www.sceb.doae.go.th/ext65.htm</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-04-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105072447430
12	หารือมาตรการแก้ไขปัญหาราคาเนื้อสุกรแพง หยุดส่งออกในระยะสั้น	<p><strong>นายประภัตร&nbsp;โพธสุธน&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;เปิดเผยภายหลังหารือการแก้ไขปัญหาราคาเนื้อสุกรในประเทศปรับสูงขึ้น&nbsp;ว่า&nbsp;อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรภายในประเทศปี&nbsp;2563&nbsp;&nbsp;2564&nbsp;มีผู้ประกอบการรวม&nbsp;190,000&nbsp;ราย&nbsp;สามารถผลิตสุกรประมาณ&nbsp;20&nbsp;ล้านตัว/ปี&nbsp;ประมาณ&nbsp;10,000&nbsp;ราย&nbsp;เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่&nbsp;&nbsp;มีปริมาณสุกรมากกว่า&nbsp;10&nbsp;ล้านตัว&nbsp;และอีก&nbsp;180,000&nbsp;ราย&nbsp;เป็นเลี้ยงสุกรรายเล็ก&nbsp;รายย่อย&nbsp;</p><p><strong>โดยเมื่อปี&nbsp;2563&nbsp;-&nbsp;2564&nbsp;ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบเกิดโรคระบาดในสุกร</strong>&nbsp;โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(ASF)&nbsp;ทำให้ไทยต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรค&nbsp;ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด&nbsp;19&nbsp;ทำให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรลดลง&nbsp;ในขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์&nbsp;เวชภัณฑ์&nbsp;ยารักษาโรคในสุกรปรับสูงขึ้น&nbsp;เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงปรับแผนลดการผลิตสุกรขุนลง&nbsp;ส่งผลให้ปริมาณสุกรในประเทศลดลง&nbsp;</p><p><strong>ในขณะที่ปี&nbsp;2564&nbsp;-&nbsp;ปัจจุบัน</strong>&nbsp;รัฐบาลไทยสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19&nbsp;ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถควบคุม&nbsp;ยับยั้งการระบาดของโรคในสุกรได้อย่างดีเยี่ยม&nbsp;ส่งผลให้สุกรไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน&nbsp;ทำให้ราคาเนื้อหมูสดภายในประเทศปรับราคาสูงขึ้น</p><p><strong>นายกรัฐมนตรี&nbsp;มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ราคาเนื้อสุกรภายในประเทศ</strong>&nbsp;จึงได้สั่งการมายังกระทรวงเกษตรฯ&nbsp;ให้เร่งติดตามและแก้ไขปัญหาดังกล่าวฯ&nbsp;อย่างเร่งด่วนทั้งในระยะสั้น&nbsp;เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน&nbsp;และในระยะกลาง&nbsp;-&nbsp;ยาว&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร&nbsp;ผู้ประกอบการที่เลี้ยงสุกรทุกขนาด&nbsp;ให้กลับมาประกอบอาชีพ&nbsp;สามารถสร้างงาน&nbsp;สร้างรายได้ในครัวเรือนและสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับประเทศ&nbsp;โดยตนในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์&nbsp;ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ&nbsp;เร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์&nbsp;เพื่อที่จะหยุดการส่งออกสุกรในทันที&nbsp;เพื่อให้มีปริมาณสุกรอยู่ในประเทศเพียงพอต่อความต้องการ&nbsp;</p><p><strong>สำหรับในระยะกลาง&nbsp;-&nbsp;ยาวนั้น</strong>&nbsp;กรมปศุสัตว์จะเริ่มส่งเสริมเกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเดิม&nbsp;ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม&nbsp;โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ให้ผลิตลูกหมูเพิ่ม&nbsp;เพื่อส่งให้เกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเลี้ยง&nbsp;โดยจะใช้เงินทุนจากธนาคาร&nbsp;ธ.ก.ส.&nbsp;ภายใต้&nbsp;โครงการสานฝันสร้างอาชีพ&nbsp;ยกระดับรายได้เกษตรกร&nbsp;เข้ามาสนับสนุน&nbsp;เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการดำเนินการ&nbsp;โดยคาดว่าภายใน&nbsp;4&nbsp;เดือน&nbsp;จำนวนสุกรขุนจะเพิ่มขึ้น&nbsp;และราคาจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;กระทรวงเกษตรฯ</strong>&nbsp;ยังเตรียมหารือมาตรการลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ&nbsp;ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและจะส่งเสริมการปลูกข้าวโพดมาเป็นพืชอาหารสัตว์ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น&nbsp;เนื่องจากในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ประเทศไทยมีความต้องการใช้ถึงปีละ&nbsp;8&nbsp;ล้านตัน&nbsp;แต่มีกำลังการผลิตเพียง&nbsp;4&nbsp;ล้านตัน/ต่อปี</p><p><strong>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งเตรียมการสำรวจพื้นที่ที่มีความเหมาะสม&nbsp;และมีความเสี่ยงจากโรคระบาด&nbsp;เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ในการผลักดัน&nbsp;ปศุสัตว์&nbsp;Sandbox&nbsp;หรือเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ&nbsp;ส่งเสริมการนำเข้า&nbsp;การผลิตส่งออกสินค้าปศุสัตว์&nbsp;ตามโยบายของนายกรัฐมนตรีโดยด่วน</p><p><br></p><p><br></p>	2022-05-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105111213492
13	ชู ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี GI สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจและรายได้สู่ชุมชน	<p><strong>นายนพดล&nbsp;ศรีพันธุ์&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่&nbsp;12&nbsp;นครสวรรค์</strong>&nbsp;&nbsp;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร&nbsp;(สศก.)&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี&nbsp;เป็นสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุทัยธานีมาอย่างยาวนาน&nbsp;ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;หรือ&nbsp;GI&nbsp;จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา&nbsp;เมื่อปี&nbsp;2555&nbsp;ด้วยเอกลักษณ์ของเนื้อปลาที่นุ่ม&nbsp;แน่น&nbsp;และรสชาติหวานอร่อย&nbsp;นิยมนำไปทำเป็นเมนูรับประทานกันในงานเลี้ยงโต๊ะจีน&nbsp;และร้านอาหารในจังหวัด&nbsp;ประกอบกับการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นของผู้ประกอบการในท้องถิ่น&nbsp;ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจและนำรายได้มาสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง&nbsp;ซึ่งสามารถสร้างมูลค่า&nbsp;ทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดปีละ&nbsp;10&nbsp;ล้านบาท</p><p><strong>ทำให้ปัจจุบันสถานการณ์ตลาด</strong>&nbsp;ผลผลิตส่วนใหญ่เกษตรกรจะจำหน่ายภายในจังหวัดเป็นหลัก&nbsp;โดยผลผลิตร้อยละ&nbsp;94&nbsp;จำหน่ายให้กับพ่อค้าในพื้นที่&nbsp;ซึ่งมารับซื้อถึงกระชังเลี้ยงปลาเพื่อส่งต่อไปยังร้านอาหาร&nbsp;โต๊ะจีนในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง&nbsp;ส่วนผลผลิต&nbsp;ที่เหลืออีกร้อยละ&nbsp;6&nbsp;เกษตรกรนำไปจำหน่ายด้วยตนเองที่ตลาดสด&nbsp;และบางส่วนนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์&nbsp;โดยจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์&nbsp;ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;มีนโยบายสนับสนุนด้านการแปรรูปด้านการตลาด&nbsp;ตลอดจนมาตรฐานของสินค้าเพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ&nbsp;เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภครวมถึงเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรขายผ่านตลาดออนไลน์มากขึ้น</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรที่เลี้ยงปลาแรด&nbsp;GI&nbsp;</strong>จะประสบปัญหาผลผลิตลดลง&nbsp;เนื่องจากสภาวะภัยแล้งตั้งแต่กลางปี&nbsp;2563&nbsp;มาจนถึงช่วงกลางปี&nbsp;2564&nbsp;และปัญหาน้ำท่วมช่วงเดือนกันยายน&nbsp;2564&nbsp;ส่งผลให้ปลาแรดบางส่วนที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโตตาย&nbsp;ซึ่งหากสถานการณ์น้ำเป็นไปในทิศทางที่ดี&nbsp;คาดว่าผลผลิตรุ่นต่อไปจะเพิ่มมากขึ้น&nbsp;สำหรับแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี&nbsp;จะเน้นด้านการผลิตและการตลาด&nbsp;มีการจัดการข้อมูลผู้ผลิต&nbsp;ปริมาณการผลิตและคู่ค้า&nbsp;เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและตลาด&nbsp;รวมถึงการวางแผนการผลิตเพื่อรองรับปริมาณความต้องการสินค้าได้ตลอดทั้งปี</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-05-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105162059730
14	เกษตรอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ลงพื้นที่เยี่ยมฐานเรียนรู้พื้นที่นำร่องการปลูกกัญชาทางการแพทย์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำการเกษตรบ้านห้วยใหญ่อ่าวตง	<p><strong>วันนี้(&nbsp;5&nbsp;มกราคม&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564)&nbsp;นายสุภัทธ&nbsp;คงด้วง&nbsp;เกษตรอำเภอวังวิเศษ&nbsp;พร้อมด้วย</strong>&nbsp;เจ้าหน้าที่&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอวังวิเศษ&nbsp;เยี่ยมฐานเรียนรู้การปลูกกัญชาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำการเกษตรบ้านห้วยใหญ่อ่าวตง&nbsp;ณ&nbsp;วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำการเกษตรบ้านห้วยใหญ่อ่าวตง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;12&nbsp;ตำบลอ่าวตง&nbsp;อำเภอวังวิเศษ&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;การปลูกกัญชาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำการเกษตรบ้านห้วยใหญ่อ่าวตง&nbsp;</strong>&nbsp;ซึ่งเป็นโรงเรือนปลูกกัญชาที่ได้รับใบอนุญาตปลูกถูกกฎหมายแห่งแรกและแห่งเดียวในตำบลอ่าวตง&nbsp;&nbsp;เป็น&nbsp;1&nbsp;ใน&nbsp;4&nbsp;กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและสามารถนำร่องปลูกกัญชาทางการแพทย์ได้ไม่เกิน&nbsp;50&nbsp;ต้น&nbsp;ซึ่งนอกจากจะใช้เพื่อเป็นทางเลือกในการบำบัดรักษาผู้ป่วยด้วยโรคต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;แล้ว&nbsp;ยังเป็นการสร้างงาน&nbsp;&nbsp;สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย&nbsp;&nbsp;เป็นจุดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม&nbsp;สามารถติดต่อสอบถามเพื่อเข้ามาเยี่ยมชมหรืออุดหนุนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้ที่ผู้ใหญ่บุญรอด&nbsp;บุญช่วย&nbsp;เบอร์โทร&nbsp;089-289-3900&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-05-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105153109660
15	ประธาน กมธ.วิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ลงพื้นที่แปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา	<p><strong>วันนี้&nbsp;(5&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;ณ&nbsp;แปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย&nbsp;โฉนดเลขที่&nbsp;1&nbsp;</strong>ตำบลวัดยม&nbsp;อ.บางปะอิน&nbsp;นายวีระชัย&nbsp;นาคมาศ&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;นายประทีป&nbsp;การมิตรี&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัด&nbsp;ให้การต้อนรับ&nbsp;นายสุวพันธุ์&nbsp;ตันยุวรรธนะ&nbsp;ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์&nbsp;วุฒิสภา&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายวิทยา&nbsp;ผิวผ่อง&nbsp;สมาชิกวุฒิสภา&nbsp;และคณะกรรมาธิการฯ&nbsp;เดินทางมาเพื่อศึกษาเรียนรู้และเยี่ยมชมสถานที่&nbsp;เพื่อสืบสาน&nbsp;รักษา&nbsp;และต่อยอด&nbsp;แนวพระราชปณิธานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ&nbsp;พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน&nbsp;สร้างการตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีพระมหากรุณาธิคุณกับชาวไทยมาอย่างยาวนาน&nbsp;พร้อมร่วมกิจกรรมการปักดำข้าวและปล่อยพันธุ์ปลา&nbsp;โดยมี&nbsp;นายวิณะโรจน์&nbsp;ทรัพย์ส่งสุข&nbsp;เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม&nbsp;(ส.ป.ก.)&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด&nbsp;ผู้บริหารภาคเอกชน&nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;และเกษตรกร&nbsp;ให้การต้อนรับ</p><p><strong>สำหรับ&nbsp;โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย&nbsp;แห่งนี้&nbsp;มีพระนาม&nbsp;สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์&nbsp;</strong>ทรงถือกรรมสิทธิ์&nbsp;เป็นโฉนดเลขที่&nbsp;1&nbsp;เลขที่ดิน&nbsp;117&nbsp;ระวาง&nbsp;17ต&nbsp;3&nbsp;อ&nbsp;ตำบลบ้านแป้ง&nbsp;อำเภอพระราชวัง&nbsp;แขวงเมืองกรุงเก่า&nbsp;เมืองกรุงเก่า&nbsp;(จังหวัดพระนคร&nbsp;ศรีอยุธยาในปัจจุบัน)&nbsp;เนื้อที่&nbsp;89&nbsp;&nbsp;1&nbsp;&nbsp;52&nbsp;ไร่&nbsp;ออกเมื่อวันที่&nbsp;1&nbsp;ตุลาคม&nbsp;ร.ศ.&nbsp;120&nbsp;(พ.ศ.&nbsp;2444)&nbsp;ปัจจุบัน&nbsp;สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม&nbsp;(ส.ป.ก.)&nbsp;ได้รับโอนมาจากกระทรวงการคลัง&nbsp;เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;8&nbsp;ตุลาคม&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2533&nbsp;เนื้อที่รังวัดปัจจุบัน&nbsp;91&nbsp;ไร่&nbsp;1&nbsp;งาน&nbsp;99&nbsp;ตารางวา</p><p><strong>ด้าน&nbsp;นายสุวพันธุ์&nbsp;ตันยุวรรธนะ&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์รัฐธรรมนูญสถาบันพระมหากษัตริย์&nbsp;วุฒิสภา&nbsp;ดำเนินงานการสืบสาน&nbsp;รักษา&nbsp;และต่อยอด&nbsp;แนวพระราชปณิธานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ&nbsp;พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน&nbsp;สำหรับที่ดินผืนนี้มีพื้นที่&nbsp;จำนวน&nbsp;91&nbsp;ไร่เศษ&nbsp;มีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;จำนวน&nbsp;9&nbsp;ราย&nbsp;เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น&nbsp;จะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่&nbsp;9&nbsp;และรัชกาลที่&nbsp;10&nbsp;กิจกรรมในครั้งนี้&nbsp;ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน&nbsp;ได้แก่&nbsp;บริษัทไทยฮา&nbsp;Intelligence&nbsp;ฟาร์ม&nbsp;บริษัทคูโบต้า&nbsp;สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม&nbsp;และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;โดยได้ปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าที่ดินโฉนดแห่งนี้&nbsp;น่าจะเป็นที่ดินผืนดินอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นผืนที่ดินที่มีประชาชนเข้ามาประกอบอาชีพอยู่แล้ว&nbsp;โดยเพิ่มคุณค่าด้วยการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยพัฒนาให้ชีวิตความเป็นอยู่การทำงานด้านเกษตรกรรมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นี้ดีขึ้น</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;จะทำเป็นโครงการนำร่องสำหรับการศึกษาเรียนรู้</strong>&nbsp;สิ่งที่หวังมากกว่าการจัดกิจกรรมในวันนี้&nbsp;คือ&nbsp;ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมให้ได้&nbsp;ซึ่งพี่น้องเกษตรกรทั้ง&nbsp;9&nbsp;ราย&nbsp;ได้ตกลงที่จะร่วมมือช่วยกันพัฒนาพื้นที่ผืนนาแปลงนี้&nbsp;โดยเฉพาะความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีเข้ามาของภาคเอกชน&nbsp;จะทำให้ผลผลิตของเกษตรกรดีขึ้น&nbsp;มีตลาดรองรับการจำหน่ายผลิตผล&nbsp;อีกทั้งยังได้พัฒนาที่ดิน&nbsp;ซึ่งเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิถีเกษตรของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวส่งเสริมการเรียนรู้&nbsp;และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์&nbsp;ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำขึ้นในลำดับต่อไป</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>	2022-05-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	พระนครศรีอยุธยา	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105154318675
16	กรมปศุสัตว์ หาแนวทางเพิ่มกำลังผลิตสุกรขุนเพื่อแก้ปัญหาเนื้อสุกรราคาสูง	<p><strong>นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์&nbsp;โยธคล&nbsp;รองอธิบดีกรมปศุสัตว์</strong>&nbsp;เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเกษตรกร&nbsp;เพื่อหาแนวทาง&nbsp;มาตรการเพิ่มกำลังผลิตสุกรขุนเพื่อแก้ปัญหาเนื้อสุกรราคาสูง&nbsp;ที่ลิ้มไพบูลย์ฟาร์ม&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;ว่า&nbsp;เมื่อมาตรการคุมเข้มโควิด-19&nbsp;ผ่อนคลาย&nbsp;ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น&nbsp;หากร่วมกับปัจจัยที่มีปริมาณการเลี้ยงลดลง&nbsp;อีกสาเหตุที่ทำให้ปริมาณหมูในปี&nbsp;2564&nbsp;ลดลงจากปี&nbsp;2563&nbsp;จากที่ผลิตได้ปีละ&nbsp;20&nbsp;ล้านตัวเหลือ&nbsp;19&nbsp;ล้านตัว&nbsp;โดยส่งออก&nbsp;1&nbsp;ล้านตัว&nbsp;คงเหลือบริโภคในประเทศ&nbsp;18&nbsp;ล้านตัว&nbsp;จึงทำให้ราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้น&nbsp;</p><p><strong>สำหรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มของเกษตรกร</strong>&nbsp;เพื่อป้องกันโรคระบาดจะส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;(GFM)&nbsp;ซึ่งค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม&nbsp;GAP&nbsp;เพื่อไม่ให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงซึ่งมั่นใจว่า&nbsp;มาตรการสนับสนุนต่างๆ&nbsp;จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่และเพิ่มปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคซึ่งจะขอความร่วมมือผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ให้ผลิตลูกหมูให้รายย่อยและรายเล็กไปเลี้ยง&nbsp;ทั้งยังมีการสนับสนุนการเลี้ยงโดยจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก&nbsp;ธ.ก.ส.&nbsp;ในโครงการสานฝันสร้างอาชีพอีกด้วย</p><p><strong>นายภวพรรธน์&nbsp;ปฐมโพธิวัฒน์&nbsp;ผู้จัดการฝ่ายผลิต&nbsp;ลิ้มไพบูลย์ฟาร์ม&nbsp;(สะพานหิน)&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;&nbsp;เป็นฟาร์มขนาดกลาง&nbsp;มีการจัดการฟาร์มที่ดี&nbsp;เป็นระบบปิด&nbsp;มีมาตรการระบบป้องกันทางชีวภาพ&nbsp;มีสุกรประมาณ&nbsp;2,500&nbsp;แม่&nbsp;จำหน่ายสุกรขุน&nbsp;ลูกสุกร&nbsp;มีโรงผสมอาหารเอง&nbsp;มีโรงฆ่าสุกรมาตรฐาน&nbsp;GMP&nbsp;มีร้านค้าขายเนื้อสุกรเองอีกด้วย</p><p><br></p><p><br></p>	2022-05-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105160652708
17	นายกรัฐมนตรี สั่งการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหาราคาเนื้อหมูแพง 	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายธนกร&nbsp;วังบุญคงชนะ&nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;พลเอก&nbsp;ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&nbsp;กำชับให้เร่งติดตามกรณีปัญหาราคาเนื้อหมูที่มีการปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้&nbsp;ซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เร่งหารือเพื่อดูแลแก้ปัญหาราคาเนื้อสุกรแพงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ได้เร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์&nbsp;โดยแนวทางคือชะลอการส่งออกสุกร&nbsp;เพื่อให้มีปริมาณสุกรอยู่ในประเทศเพียงพอต่อความต้องการ&nbsp;เพื่อทำให้ราคาของเนื้อสุกรในตลาดลดต่ำ&nbsp;รวมทั้งขอความร่วมมือ&nbsp;ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง&nbsp;ตรึงราคาจำหน่ายหมูเนื้อแดง&nbsp;และขอความร่วมมือผู้ค้า&nbsp;อย่าเพิ่งฉวยโอกาสจำหน่ายราคาเนื้อสุกรที่แพงเกินสมควร&nbsp;ทั้งนี้คาดว่าภายใน&nbsp;4&nbsp;เดือน&nbsp;จำนวนสุกรขุนจะเพิ่มขึ้น&nbsp;และราคาจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">สำหรับระยะกลาง-ยาวนั้น&nbsp;รัฐบาลจะมุ่งเน้น</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเดิม&nbsp;ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม&nbsp;มีการขึ้นทะเบียนฟาร์มสุกรกับผู้เลี้ยงรายเล็ก-ย่อยมากขึ้น&nbsp;เพื่อเฝ้าติดตาม&nbsp;ควบคุม&nbsp;ป้องกัน&nbsp;และบำบัดโรคในสุกร&nbsp;นอกจากนี้ยังจะมีการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ให้ผลิตลูกหมูเพิ่ม&nbsp;เพื่อส่งให้เกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเลี้ยง&nbsp;โดยจะใช้เงินทุนจากธนาคาร&nbsp;ธ.ก.ส.&nbsp;ภายใต้&nbsp;โครงการสานฝันสร้างอาชีพ&nbsp;ยกระดับรายได้เกษตรกร&nbsp;เข้ามาสนับสนุน&nbsp;เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการดำเนินการ&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้มีการเร่งหารือกับภาคการเกษตรและการส่งออก-นำเข้า&nbsp;เพื่อหามาตรการลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร&nbsp;และจะส่งเสริมการปลูกข้าวโพดมาเป็นพืชอาหารสัตว์ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น&nbsp;เนื่องจากในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ประเทศไทยมีความต้องการใช้ถึงปีละ&nbsp;8&nbsp;ล้านตัน&nbsp;แต่มีกำลังการผลิตเพียง&nbsp;4&nbsp;ล้านตัน/ต่อปี</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ทั้งนี้ยืนยันว่านายกรัฐมนตรี&nbsp;</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">เป็นห่วงเรื่องราคาเนื้อสุกรที่ปรับตัวสูงขึ้น&nbsp;โดยได้เร่งให้มีการติดตามและออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาเนื้อสุกรที่ปรับตัวสูงขึ้น&nbsp;ซึ่งนายกรัฐมนตรีพร้อมนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&nbsp;เพื่อให้เกิดการบูรณาการในแก้ปัญหาหมูแพง&nbsp;รวมทั้งราคาสินค้าแพงอื่นๆ&nbsp;ด้วย</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-05-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105203647840
18	คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำในช่วงแล้งปีนี้ เน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอ ด้านการเกษตรให้เพาะปลูกได้ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่	<p><strong>นายทวีศักดิ์&nbsp;ธนเดโชพล&nbsp;รองอธิบดีกรมชลประทาน</strong>&nbsp;เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ&nbsp;ว่า&nbsp;ปัจจุบัน&nbsp;(5&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ&nbsp;มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น&nbsp;57,757&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;75&nbsp;ของความจุอ่างรวมกัน&nbsp;มีน้ำใช้การได้&nbsp;33,639&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ&nbsp;7,557&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;</p><p><strong>สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง&nbsp;ปี&nbsp;2564/65</strong>&nbsp;ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว&nbsp;3.59&nbsp;ล้านไร่&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;56&nbsp;ของแผนฯ&nbsp;เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา&nbsp;เพาะปลูกไปแล้ว&nbsp;2.51&nbsp;ล้านไร่&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;89&nbsp;ของแผนฯ&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทาน&nbsp;โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา&nbsp;พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม&nbsp;เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี&nbsp;ปี&nbsp;65&nbsp;ตามข้อสั่งการของรัฐบาล&nbsp;โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ&nbsp;</p><p><strong>ขณะที่ด้านคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก&nbsp;</strong>ได้เน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด&nbsp;สอดคล้องกับสถานการณ์&nbsp;ตลอดจนประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ&nbsp;เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่วางไว้&nbsp;เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดแล้งนี้&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p>	2022-05-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105200212826
19	โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by agri-map)   ปีงบประมาณ 2565	<p><strong>วันที่&nbsp;5&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายสรรเสริญ&nbsp;เจริญศิริ&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ&nbsp;</strong>พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่&nbsp;ลงพื้นที่ดำเนินงานประชุมประชาคมเพื่อออกแบบโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;(Zoning&nbsp;by&nbsp;agri-map)&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;ตำบลโนนงาม&nbsp;อำเภอปทุมราชวงศา&nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;</p><p><strong>โดยให้ความรู้และแนวทางในการดำเนินงานการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ&nbsp;และการปรับปรุงบำรุงดิน&nbsp;</strong>เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อทำเกษตรแบบผสมผสาน&nbsp;&nbsp;ทำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน&nbsp;รวมทั้งสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่เกษตรกรในอนาคต&nbsp;ต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#สถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106084805864
20	รัฐบาล กำหนดมาตรการแก้ปัญหาเนื้อหมูแพง สั่งห้ามส่งออกชั่วคราว ช่วยลดต้นทุน เร่งกระจายพันธ์ุ	<p><strong>นางสาวรัชดา&nbsp;ธนาดิเรก&nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาเนื้อหมูราคาแพง&nbsp;จากปริมาณสุกรที่ลดลง&nbsp;ต้นทุนการเลี้ยงสุกรปรับสูงขึ้น&nbsp;ส่งผลให้เนื้อหมูปัจจุบันมีราคาสูงมาก&nbsp;ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์&nbsp;และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ได้หารือร่วมกันออกมาตรการเร่งด่วน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การห้ามส่งออกหมูมีชีวิตเป็นเวลา&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;ตั้งแต่วันที่&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ถึง&nbsp;วันที่&nbsp;5&nbsp;เมษายน&nbsp;&nbsp;2565&nbsp;เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อหมูภายในประเทศ&nbsp;และกระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาตามสถานการณ์ว่าควรให้มีการต่ออายุหรือไม่&nbsp;โดยจะมีการติดตมาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&nbsp;&nbsp;ตัวเลขเบื้องต้นในปี&nbsp;2564&nbsp;มีการเลี้ยงหมูป้อนเข้าสู่ตลาด&nbsp;ประมาณ&nbsp;19&nbsp;ล้านตัว&nbsp;บริโภคในประเทศ&nbsp;18&nbsp;ล้านตัว&nbsp;ส่งออกไปต่างประเทศประมาณ&nbsp;1&nbsp;ล้านตัว&nbsp;</p><p><strong>การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์&nbsp;</strong>โดยเฉพาะส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ&nbsp;เช่น&nbsp;&nbsp;การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษี&nbsp;การจัดสินเชื่อพิเศษของ&nbsp;ธ.ก.ส.&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขได้กลับมาเลี้ยงใหม่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่อโรคระบาดต่ำ&nbsp;การตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้น&nbsp;การเร่งสำรวจภาพรวมสถานการณ์การผลิตสุกร&nbsp;เพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและมาตรการที่เหมาะสม&nbsp;พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน&nbsp;โดยให้เกษตรกรใช้สุกรขุนตัวเมียมาใช้ทำพันธุ์ชั่วคราว</p><p><strong>มาตรการระยะสั้น&nbsp;ได้แก่&nbsp;การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์</strong>&nbsp;เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ&nbsp;การขยายกำลังผลิตแม่สุกร&nbsp;สนับสนุนศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์&nbsp;ในสังกัดกรมปศุสัตว์และเครือข่ายคู่ขนานกับฟาร์มเกษตรกรและภาคเอกชน&nbsp;</p><p><strong>มาตรการระยะยาว&nbsp;กระทรวงเกษตรฯ</strong>&nbsp;จะผลักดันการยกระดับมาตรฐานฟาร์มของเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด&nbsp;ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;(GFM)&nbsp;มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม&nbsp;GAP&nbsp;ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงสุกรใหม่และเพิ่มปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค&nbsp;ซึ่งนายกรัฐมนตรี&nbsp;ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์&nbsp;เร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย&nbsp;เพื่อช่วยเหลือให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106105512924
21	ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์มะขามป้อมให้เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคใต้  เพื่อส่งเสริมนำร่องให้เกษตรกรในชุมชนปลูก ทั้งแบบกลุ่มผลเล็ก ผลกลาง และผลใหญ่ 	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง&nbsp;ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์มะขามป้อมให้เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคใต้&nbsp;เพื่อส่งเสริมนำร่องให้เกษตรกรในชุมชนปลูก&nbsp;ทั้งแบบกลุ่มผลเล็ก&nbsp;ผลกลาง&nbsp;และผลใหญ่&nbsp;โดยผลเล็กส่งให้&nbsp;รพ.ห้วยยอด&nbsp;ผลิตยาแก้ไอสำหรับใช้ในโรงพยาบาลของรัฐ&nbsp;ผลกลาง&nbsp;และผลใหญ่จำหน่ายให้พ่อแม่ค้า&nbsp;และกลุ่มแปรรูปเป็นมะขามป้อมดอง&nbsp;มะขามป้อมแช่อิ่ม</strong></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง&nbsp;ได้จัดทำแปลงปลูกและพัฒนาสายพันธุ์มะขามป้อม</strong>&nbsp;เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยาแผนโบราณ&nbsp;และยาแก้ไอ&nbsp;โดยการใช้ผลมะขามป้อมกลุ่มผลเล็ก&nbsp;ซึ่งมีคุณสมบัติทางยา&nbsp;มาตากแห้งและส่งขายให้กับ&nbsp;รพ.ห้วยยอด&nbsp;ซึ่งเป็นศูนย์กลางผลิตยาแก้ไอให้&nbsp;รพ.ของรัฐ&nbsp;ในประเทศไทย&nbsp;เพื่อใช้ในการรักษากับผู้ป่วยใน&nbsp;รพ.ของรัฐ&nbsp;และผลใหญ่ส่งขายให้พ่อค้าแม่ค้า&nbsp;โดยจุดเด่นของมะขามป้อมที่ทางศูนย์วิจัยพืชสวนตรังพัฒนาสายพันธุ์ออกมาได้&nbsp;คือ&nbsp;ผลดก&nbsp;มีขนาดผลใหญ่&nbsp;ไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง&nbsp;เน้นการทำความสะอาดโคนต้น&nbsp;และร่องสวนให้เตียนตลอดเวลาเพื่อป้องกันแมลง&nbsp;หนอนเจาะลำต้นและผล</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นางสุมาลี&nbsp;ศรีแก้ว&nbsp;นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>ตั้งแต่ปี&nbsp;2559&nbsp;ทางศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง&nbsp;ได้รวบรวมพันธุ์มะขามป้อม&nbsp;จาก&nbsp;8&nbsp;จังหวัดในภาคกลาง&nbsp;เนื่องจากในภาคกลางมะขามป้อมจะลูกใหญ่กว่ามะขามป้อมภาคใต้&nbsp;โดยนำต้นพันธุ์มาปลูกในแปลงทดสอบพันธุ์&nbsp;และตอนนี้ทางศูนย์ฯ&nbsp;ได้ทำการทดลองปลูกในพื้นที่ได้สำเร็จจนได้สายพันธุ์&nbsp;ที่เป็นพันธุ์แนะนำของศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง&nbsp;ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มตามน้ำหนักต่อผล&nbsp;คือ&nbsp;กลุ่มผลเล็ก&nbsp;น้ำหนักไม่เกิน&nbsp;10&nbsp;กรัม&nbsp;ผลกลาง&nbsp;น้ำหนัก&nbsp;11-19&nbsp;กรัม&nbsp;ผลใหญ่&nbsp;น้ำหนัก&nbsp;20&nbsp;กรัม&nbsp;ขึ้นไป&nbsp;โดยผลเล็กและผลกลาง&nbsp;ทางศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง&nbsp;จะส่งขายให้&nbsp;รพ.ห้วยยอด&nbsp;เพื่อผลิตเป็นยาแก้ไอ&nbsp;ซึ่งมีความต้องการสูง&nbsp;เนื่องจาก&nbsp;รพ.ห้วยยอด&nbsp;เป็นแหล่งผลิตยาแก้ไอส่งมอบให้กับโรงพยาบาลรัฐในทุกจังหวัด&nbsp;และเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้&nbsp;ศูนย์วิจัยพืชสวนตรังได้ส่งเสริมให้ประชาชนนำเอาต้นพันธุ์ไปปลูกเพื่อให้พืชเศรษฐกิจตัวใหม่&nbsp;ตอนนี้ได้ส่งเสริมไปแล้ว&nbsp;15&nbsp;แปลง&nbsp;แปลงละ&nbsp;15&nbsp;ต้น&nbsp;ซึ่งแปลงส่งเสริมจะให้ปลูกทั้งกลุ่มผลเล็ก&nbsp;และกลุ่มผลใหญ่&nbsp;ผลเล็กจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยา&nbsp;ส่วนผลใหญ่ใช้เพื่อการแปรรูป&nbsp;เช่น&nbsp;ดอง&nbsp;และแช่อิ่ม&nbsp;ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึงกิโลกรัมละ&nbsp;120&nbsp;บาท&nbsp;ในขณะที่ขายผลสดได้เพียงกิโลกรัมละ&nbsp;30-50&nbsp;บาท&nbsp;นอกจากจะส่งขายให้&nbsp;รพ.ห้วยยอดแล้ว&nbsp;ยังมีผู้สนใจมารับผลสดไปจำหน่ายด้วย</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>มะขามป้อมมีลักษณะเป็นพืชป่า&nbsp;ดูแลง่าย&nbsp;ช่วงก่อนติดดอกให้ปุ๋ยสูตร&nbsp;15-15-15&nbsp;</strong>ช่วงติดผลให้ปุ๋ยสูตร&nbsp;13-13-21&nbsp;เพื่อบำรุงลูก&nbsp;ส่วนการดูแลลำต้นต้องดายหน้ารอบโคนต้นให้เตียนและสะอาด&nbsp;เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหนอนเจาะต้น&nbsp;และด้วยความที่มะขามป้อมเป็นพืชสมุนไพรต้องงดใช้สารเคมี&nbsp;ส่วนอายุการให้ผลผลิตของต้นพันธุ์เสียบยอด&nbsp;จะให้ผลผลิตเมื่ออายุครบ&nbsp;2&nbsp;ปีครึ่ง&nbsp;และจะเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุต้นครบ&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;โดยทางภาคใต้จะชอบรับประทานผลใหญ่&nbsp;เพราะเปรี้ยวน้อย&nbsp;ฝาดน้อย&nbsp;และผลมะขามป้อมมีวิตามินซีสูง&nbsp;ฟลาโวนอยด์&nbsp;แอนตี้อ๊อกซีแด้นท์&nbsp;ในใบมะขามป้อมมีสารแทนนินสูง&nbsp;ใบจึงเหมาะแก่การนำไปทำอาหารเสริมเพื่อเพิ่มอสุจิของปลา&nbsp;ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทดลองใช้ใบ&nbsp;&nbsp;หากเกษตรกรสนใจปลูกมะขามป้อมซึ่งจะเป็นเศรษฐกิจตัวใหม่&nbsp;สามารถติดต่อดูงานได้ที่&nbsp;ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง&nbsp;ถนนตรัง-&nbsp;สิเกา&nbsp;หมู่&nbsp;2&nbsp;ตำบลไม้ฝาด&nbsp;อำเภอสิเกา&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;โทร.063&nbsp;-&nbsp;227&nbsp;6250</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p>"	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106145431050
22	จ.จันทบุรี ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด เดินหน้าดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล	<p><strong>วันนี้&nbsp;(&nbsp;6&nbsp;ม.ค.65&nbsp;)&nbsp;ที่ห้องประชุม&nbsp;2&nbsp;ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี&nbsp;</strong>นายสุธี&nbsp;ทองแย้ม&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี&nbsp;เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด&nbsp;หรือ&nbsp;คทช.จังหวัด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;ทั้งในห้องประชุม&nbsp;และระบบ&nbsp;Zoom&nbsp;โดยมีเรื่องเพื่อทราบ&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;คำสั่งนโยบายที่ดินแห่งชาติ&nbsp;แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและเพิ่มเติมองค์ประกอบหน้าที่และอำนาจของคณะอนุกรรมการ&nbsp;รายงานสรุปผลและความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน&nbsp;ตามนโยบายรัฐบาลท้องที่จังหวัดจันทบุรี&nbsp;เรื่องพิจารณา&nbsp;พื้นที่บริเวณที่กรมชลประทานขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง&nbsp;ทับซ้อนกับพื้นที่บริเวณที่จังหวัดจันทบุรีดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล&nbsp;อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด</p><p><br></p><p>&nbsp;#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออก	จันทบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106164139162
23	กรมการค้าภายใน เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการโรงสีข้าวสู่มาตรฐานสากล GHP และ HACCP	<p><strong>นายอาวุธ&nbsp;วงศ์สวัสดิ์&nbsp;รองอธิบดีกรมการค้าภายใน&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;กรมฯ&nbsp;เปิดโครงการเพิ่มศักยภาพมาตรฐานของผู้ประกอบการค้าข้าว&nbsp;ให้ผู้ประกอบการโรงสีได้รับรองระบบมาตรฐานการจัดการสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร&nbsp;หรือ&nbsp;GHP&nbsp;(Good&nbsp;Hygiene&nbsp;Practice)&nbsp;และระบบมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุม&nbsp;ืหรือ&nbsp;HACCP&nbsp;(Hazard&nbsp;Analysis&nbsp;Critical&nbsp;Control&nbsp;Point)&nbsp;มีผู้ประกอบการโรงสีข้าวได้รับรองระบบมาตรฐานแล้ว&nbsp;375&nbsp;ราย&nbsp;ซึ่งในปี&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;มีผู้ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานเพิ่มเติมจำนวนทั้งสิ้น&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;ขณะนี้ทุกรายได้ผ่านการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน&nbsp;GHP&nbsp;และ&nbsp;HACCP&nbsp;เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&nbsp;รวมเป็น&nbsp;385&nbsp;ราย&nbsp;โดยในวันนี้&nbsp;(6&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;มอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ได้เข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;ดังกล่าวด้วย</p><p><strong>การดำเนินโครงการดังกล่าว&nbsp;</strong>จะส่งผลต่อการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อและผู้บริโภค&nbsp;และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว&nbsp;เพิ่มศักยภาพการผลิตและการแข่งขันการส่งออกข้าวไทยได้ในระยะยาว&nbsp;อยู่ภายใต้นโยบายเกษตรผลิต&nbsp;พาณิชย์ตลาด&nbsp;ของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ข้าว&nbsp;ปี&nbsp;2563&nbsp;&nbsp;2567&nbsp;ส่งเสริมพัฒนาและสร้างความเติบโตให้ธุรกิจค้าข้าวได้อย่างแท้จริง</p><p><br></p><p><br></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106153122097
24	งบประมาณปี 66 มุ่งมั่นให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญต่อเนื่อง สร้างรายได้สู่ครัวเรือนเกษตรกรอย่างยั่งยืน	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายเฉลิมชัย&nbsp;ศรีอ่อน&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;เปิดเผยภายหลังประชุมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ&nbsp;2566&nbsp;ว่า&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ได้เตรียมการจัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2566&nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ&nbsp;20&nbsp;ปี&nbsp;แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ&nbsp;แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&nbsp;ฉบับที่&nbsp;13&nbsp;แผนการปฏิรูปประเทศ&nbsp;นโยบายสำคัญของรัฐบาล&nbsp;แผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ&nbsp;&nbsp;ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ&nbsp;BCG&nbsp;เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp;และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง&nbsp;โดยเฉพาะงบประมาณในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ&nbsp;เช่น&nbsp;อุทกภัย&nbsp;ภัยแล้ง&nbsp;โรคระบาดในพืชและสัตว์&nbsp;และการแก้ปัญหาผลกระทบจากโรคโควิด-19&nbsp;ที่มีต่อภาคเกษตร&nbsp;ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้การช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ที่อยู่ในภาคการเกษตรที่เกี่ยวข้อง</span></p><p><br></p><p><br></p>"	2022-06-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106175532193
25	เกษตรธารโต ลงพื้นที่ติดตามแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุเรียน จังหวัดยะลา	<p><strong>เกษตรธารโต&nbsp;ลงพื้นที่ติดตามแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุเรียน</strong>&nbsp;จังหวัดยะลา&nbsp;โครงการแปลงใหญ่&nbsp;2564&nbsp;และประเมินแปลง&nbsp;GAP&nbsp;เบื้องต้น</p><p><strong>วันนี้(&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นางสาวปุณญิสา&nbsp;เซ่งซิ้ว&nbsp;เกษตรอำเภอธารโต</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนางสาวภัทรสิริตา&nbsp;พรหมประสิทธิ์&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร&nbsp;และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอธารโต&nbsp;ได้ลงพื้นติดตามการดำเนินงานแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุเรียน&nbsp;และประเมินแปลง&nbsp;GAP&nbsp;ทุเรียน&nbsp;เบื้องต้น&nbsp;ได้ให้ความรู้การบันทึกข้อมูลแปลง&nbsp;นายอุลัย&nbsp;เพ็งภัตรา&nbsp;ม.7&nbsp;ต.แม่หวาด&nbsp;อ.ธารโต&nbsp;จ.ยะลา</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106173640181
26	เกษตรยะลา ประชุมวางแผนการจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน	<p><strong>วันนี้(&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นายกัสมัน&nbsp;ยะมาแล&nbsp;เกษตรจังหวัดยะลา</strong>&nbsp;พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย&nbsp;ผอ.กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน&nbsp;ผอ.กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด&nbsp;สำนักงานจังหวัดยะลา&nbsp;และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ร่วมประชุมวางแผนการจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน&nbsp;ในประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาไม้ผลจังหวัดยะลา&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;&nbsp;2570&nbsp;</p><p><strong>โดยมี&nbsp;รศ.ดร.สุนันท์&nbsp;สีสังข์&nbsp;มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช&nbsp;</strong>เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้จังหวัดยะลา&nbsp;ตั้งแต่การจัดการผลิต&nbsp;และผลิตไม้ผลคุณภาพสู่ผู้บริโภค&nbsp;รวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาการตลาดสินค้าผลไม้ที่มีมายาวนานต่อเนื่อง&nbsp;ซึ่งได้วางยุทธศาสตร์ไว้&nbsp;5&nbsp;ด้าน&nbsp;คือ&nbsp;เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล&nbsp;พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดไม้ผลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม&nbsp;สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผล&nbsp;บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร&nbsp;และการพัฒนาเครือข่ายการส่งออกและระบบโลจิสติกส์</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106173750182
27	ปีนี้น้ำน้อย !!เกษตรจังหวัดนครพนม แนะลดทำนารอบ 2 ชวนเกษตรกรหันปลูกพืชใช้น้ำน้อยตลาดต้องการ สร้างรายได้เสริม	<p><strong>จากข้อมูลการคาดการณ์สถานการณ์ปริมาณน้ำต้นทุน</strong>ในเขตและนอกเขตชลประทาน&nbsp;มีปริมาณน้ำที่ค่อนข้างน้อย&nbsp;ทำให้ในหลายพื้นที่จำเป็นที่จะต้องงดการจัดสรรน้ำในการเพาะปลูกข้าวในรอบที่&nbsp;2&nbsp;ในช่วงฤดูแล้ง&nbsp;ซึ่งเกษตรกรอาจจะได้รับผลกระทบจากประมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ&nbsp;จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนในเรื่องของการเพาะปลูกพืช&nbsp;โดยการงดการทำนาแล้วหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและเป็นที่ต้องการของตลาด&nbsp;จะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี&nbsp;ซึ่งสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขง&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;ระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่&nbsp;133.79&nbsp;(ม.รทก.)&nbsp;ความลึก&nbsp;10.55&nbsp;เมตร&nbsp;ปริมาณน้ำปัจจุบัน&nbsp;2,200&nbsp;คิดเป็น&nbsp;8%&nbsp;(ข้อมูล&nbsp;:&nbsp;สำนักวิจัย&nbsp;พัฒนาและอุทกวิทยา&nbsp;กรมทรัพยากรน้ำ&nbsp;ณ&nbsp;วันที่&nbsp;6&nbsp;ม.ค.65)</p><p><strong>นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;</strong>ที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;ได้ประสานไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอทั้ง&nbsp;12&nbsp;อำเภอ&nbsp;ในการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ทราบถึงข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่และการงดทำนาในรอบที่&nbsp;2&nbsp;มาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำที่น้อยและอาจจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรที่เพาะปลูกพืช&nbsp;จึงได้เชิญชวนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ตลาดมีความต้องการ&nbsp;เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ในช่วงฤดูแล้งให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น&nbsp;โดยในปี&nbsp;2565&nbsp;ได้มีการสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลุกพืชใช้น้ำน้อย&nbsp;ผ่านโครงการของรัฐต่างๆ&nbsp;เช่น&nbsp;โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย&nbsp;(หลังนา)&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;เพื่อที่จะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการที่จะปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนาในรอบที่&nbsp;2&nbsp;</p><p><strong>เตรียมแปลงดี&nbsp;มีชัยไปกว่าครึ่ง&nbsp;ลดต้นทุนได้</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>แนะนำให้เกษตรกรที่สนใจที่ปลูกพืชน้ำน้อยเตรียมดิน&nbsp;โดยใช้วิธีการไถดะและไถพรวน&nbsp;(2-3&nbsp;ครั้ง)&nbsp;เตรียมแปลงโดยการยกแปลงผสมปุ๋ยรองพื้นและปุ๋ยคอก&nbsp;รดน้ำให้ชุ่ม&nbsp;ยกระบบแปลงให้พอเหมาะ&nbsp;ย่อยดินก้อนให้มีขนาดเล็กลงหรือนำออกจากแปลง&nbsp;เพื่อป้องกันการกักเก็บลมร้อน&nbsp;หากเตรียมดินดี&nbsp;การคลุมแปลงจะสามารถอยู่ได้นานต่อเนื่องอย่างน้อย&nbsp;3&nbsp;ฤดูกาลปลูก&nbsp;ใช้ปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;หรือปุ๋ยหมักในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความเหมาะสมในการปลุกพืช&nbsp;แล้วคลุมแปลงด้วยหญ้าหรือฟางข้าวและรดน้ำให้พอมีความชื้น&nbsp;ก่อนเจาะหลุมปลูกต้นกล้า&nbsp;วิธีนี้จะช่วยให้ดินมีความเย็นในฤดูร้อน&nbsp;รักษาความชื้นในดิน&nbsp;ป้องกันความเสียหายที่เกิดจากฝน&nbsp;ลดการสูญเสียปุ๋ย&nbsp;ลดวัชพืช&nbsp;ปรับปรุงโครงสร้างดิน&nbsp;ลดการอัดแน่นของดิน&nbsp;ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช&nbsp;ทำให้ผลผลิตไม่สัมผัสกับพื้นดิน&nbsp;ปัญหาที่อาจพบได้คือ&nbsp;ในที่ที่มีความชื้นสูง&nbsp;หากฟางใกล้โคนต้นมากไป&nbsp;อาจทำให้เกิดโรคเน่าได้&nbsp;อาจเป็นที่สนใจของสัตว์ศัตรูพืช&nbsp;เช่น&nbsp;หมู&nbsp;และไก่&nbsp;เสี่ยงต่อการเกิดโรคและนำแมลงพาหะมาสู่แปลงปลูกพืชได้</p><p><strong>7&nbsp;พืชน้ำน้อย&nbsp;ทางเลือกใหม่&nbsp;สู้ภัยแล้ง&nbsp;</strong>ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชน้ำน้อย&nbsp;จำนวน&nbsp;7&nbsp;ชนิด&nbsp;ได้แก่</p><p>(1)&nbsp;ข้าวโพดข้าวเหนียว&nbsp;อัตราการใช้น้ำ&nbsp;438&nbsp;ลูกบาศก์เมตร&nbsp;ต่อไร่&nbsp;อายุพืช&nbsp;64-68&nbsp;วัน</p><p>(2)&nbsp;ฟักทอง&nbsp;อัตราการใช้น้ำ&nbsp;616&nbsp;ลูกบาศก์เมตร&nbsp;ต่อไร่&nbsp;อายุพืช&nbsp;75-90&nbsp;วัน&nbsp;</p><p>(3)&nbsp;ถั่วฝักยาว&nbsp;อัตราการใช้น้ำ&nbsp;458&nbsp;ลูกบาศก์เมตร&nbsp;ต่อไร่&nbsp;อายุพืช&nbsp;55-60&nbsp;วัน</p><p>(4)&nbsp;แฟง&nbsp;อัตราการใช้น้ำ&nbsp;551&nbsp;ลูกบาศก์เมตร&nbsp;ต่อไร่&nbsp;อายุพืช&nbsp;60-65&nbsp;วัน&nbsp;</p><p>(5)&nbsp;แตงกวา&nbsp;อัตราการใช้น้ำ&nbsp;660&nbsp;ลูกบาศก์เมตร&nbsp;ต่อไร่&nbsp;อายุพืช&nbsp;30-32&nbsp;วัน&nbsp;</p><p>(6)&nbsp;ผักบุ้ง&nbsp;อัตราการใช้น้ำ&nbsp;300&nbsp;ลูกบาศก์เมตร&nbsp;ต่อไร่&nbsp;อายุพืช&nbsp;21&nbsp;วัน&nbsp;</p><p>(7)&nbsp;พริกขี้หนู&nbsp;อัตราการใช้น้ำ&nbsp;758&nbsp;ลูกบาศก์เมตร&nbsp;ต่อไร่&nbsp;อายุพืช&nbsp;150&nbsp;วัน&nbsp;</p><p><strong>สำหรับการจำหน่ายผลผลิต&nbsp;เกษตรกรจะต้องวางแผนและศึกษาข้อมูล</strong>ด้านการตลาดในพื้นที่ก่อนทำการเพาะปลูก&nbsp;เพื่อป้องกันปริมาณผลผลิตที่ได้ราคาต่ำ&nbsp;และทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรนำผลผลิตที่ได้ไปจำหน่ายในรูปแบบตลาดออนไลน์ที่มีการเปิดช่องทางของเพจเฟสบุ๊ค&nbsp;สินค้าเกษตรออนไลน์&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;ที่จะเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคได้มาพบกัน&nbsp;และสามารถจำหน่ายผลผลิตจากผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง&nbsp;ทำให้สะดวก&nbsp;รวดเร็ว&nbsp;และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้&nbsp;สิ่งสำคัญเกษตรกรจะต้องเน้นการผลิตที่ปลอดภัยและยึดหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการทำการเกษตร&nbsp;ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพิ่มขึ้นได้อย่างมั่นคง&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ภาพ/ข่าว&nbsp;:&nbsp;ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์&nbsp;อุ่นนาแซง</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106181016203
28	สว.จับมือ สส.สุราษฎร์ธานีร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นการใช้เครื่องมืออวนรุนทำการประมงในทะเลชายฝั่ง ให้เป็นเครื่องมือประมงพื้นบ้าน	<p><strong>วันนี้&nbsp;(6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นายสำราญ&nbsp;ครรชิต&nbsp;สมาชิกวุฒิสภา</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายสมชาติ&nbsp;ประดิษฐ์พร&nbsp;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;เขตอำเภอพุนพิน&nbsp;ร่วมกับผู้ประกอบการผู้ทำการประมง&nbsp;และผู้เกี่ยวข้อง&nbsp;ร่วมประชุมรับฟังและแสดงความคิดเห็น&nbsp;กรณีการทำการประมงโดยใช้เครื่องมืออวนรุนทำการประมงในทะเลชายฝั่งเพื่อให้อวนรุน&nbsp;เป็นเครื่องมือประมงพื้นบ้าน&nbsp;โดยได้เชิญนายอิทธิพล&nbsp;ขวาไทย&nbsp;ประมจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;นายศิวะ&nbsp;ธนาพล&nbsp;ประมงอำเภอเมืองสุราฎร์ธานี&nbsp;นายเสน่ห์&nbsp;รัตนสำเนียง&nbsp;ประมงอำเภอไชยา&nbsp;เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วย&nbsp;</p><p><strong>ในการนี้เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายประมง</strong>&nbsp;ตาม&nbsp;พ.ร.ก&nbsp;การประมง&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2558&nbsp;และในส่วนที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องต่อไป&nbsp;โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน&nbsp;35&nbsp;คน&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมพุนพิน&nbsp;โรงแรมสยามธานี&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;อวนรุน&nbsp;เป็นเครื่องมืออวนรูปถุงอีกชนิดหนึ่งที่ใช้แรงคน&nbsp;</strong>หรือเครื่องยนต์ผลักดันเครื่องมือ&nbsp;อวนที่ยึดติดกับคันรุน&nbsp;และติดตั้งบริเวณหัวเรือ&nbsp;ให้เคลื่อนที่ในแนวราบอย่างต่อเนื่อง&nbsp;เพื่อให้สัตว์น้ำที่อยู่ด้านหน้าใกล้ปากอวนเข้ามาติดอยู่ที่ก้นถุงอวน&nbsp;เครื่องมือประเภทนี้ปากอวนจะเป็นรูปสามเหลี่ยมเอนตามคัน&nbsp;รุน&nbsp;หลักการจับสัตว์น้ำเหมือนเครื่องมือประเภทอวนลาก&nbsp;มีข้อจำกัด&nbsp;คือ&nbsp;ไม่สามารถทำการประมงในระดับน้ำ&nbsp;ลึกเกินกว่า&nbsp;15&nbsp;เมตรได้&nbsp;เว้นแต่จะใช้คันรุน&nbsp;และเรือที่ยาวมาก&nbsp;ข้อจำกัดอีกประการหนึ่ง&nbsp;คือ&nbsp;ไม่สามารถใช้ทำประมงบริเวณที่พื้นทะเลที่มีสิ่งกีดขวางใต้น้ำที่สามารถทำให้อวนฉีกขาดได้&nbsp;เครื่องมือนี้ชาวประมงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย&nbsp;โดยเฉพาะบริเวณทะเลใกล้ปากแม่น้ำ&nbsp;อ่าวน้ำตื้น&nbsp;และบริเวณชายหาดที่มีกุ้งและเคยชุกชุม.</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	สุราษฎร์ธานี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106181812207
29	เกษตรกรตำบลนาท่ามใต้ จังหวัดตรัง ทำการเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 7,000-8,000 บาท เป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากรายได้จากสวนยางพารา	<p><strong>นายประทิ่น&nbsp;วรรณงาม&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ</strong>&nbsp;รักษาราชการเกษตรอำเภอเมืองตรัง&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;จ่าเอกประวิทย์&nbsp;ทองเขียว&nbsp;รักษาการประมงอำเภอเมืองตรัง&nbsp;และนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง&nbsp;เยี่ยมเยียนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;(เครือข่ายตำบลนาท่ามใต้)&nbsp;ม.1&nbsp;ตำบลนาท่ามใต้&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;เกษตรกรต้นแบบ&nbsp;นางสาวสุดชดา&nbsp;สุดสิริ&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;ทางศูนย์ฯ&nbsp;ยังเป็นเครือข่ายศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน&nbsp;</strong>ได้มีการแนะนำการให้หลอดแบล๊ดไลค์ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชภายในแปลง&nbsp;ภายในศูนย์ฯ&nbsp;มีการดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสาน&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;3&nbsp;ไร่&nbsp;กิจกรรมด้านประมง&nbsp;(เลี้ยงปลาทับทิม&nbsp;)&nbsp;ด้านปศุสัตว์&nbsp;(เลี้ยงไก่ไข่&nbsp;และเป็ดไข่)&nbsp;ด้านพืช&nbsp;ได้แก่&nbsp;ทุเรียน&nbsp;กล้วย&nbsp;และไม้ยืนต้น&nbsp;ผลผลิตที่ได้จัดจำหน่ายให้แก่คนในชุมชนสร้างรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ&nbsp;7,000-8,000&nbsp;บาท&nbsp;เป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากรายได้จากสวนยางพารา&nbsp;พร้อมทั้งมอบป้าย&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน&nbsp;&nbsp;(1&nbsp;ตำบล&nbsp;&nbsp;1&nbsp;ศดปช.)&nbsp;ประจำตำบลบ้านควน&nbsp;เพื่อให้บริการการตรวจวิเคราะห์ดิน&nbsp;และแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมี&nbsp;และอินทรีย์แก่เกษตรกรในตำบล</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106183323216
30	วิสาหกิจชุมชนธนาคารปูม้าบ้านนาชุมเห็ด อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ต่อยอดนำปูม้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน	<p>นางสาววรรณธิดา&nbsp;เบญจกุล&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอหาดสำราญ&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอหาดสำราญ&nbsp;เยี่ยมเยียนวิสาหกิจชุมชนธนาคารปูม้าบ้านนาชุมเห็ด&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ตำบลตะเสะ&nbsp;อำเภอหาดสำราญ&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วิสาหกิจชุมชนธนาคารปูม้าบ้านนาชุมเห็ด</strong>&nbsp;&nbsp;มีกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง&nbsp;ธนาคารปูม้า&nbsp;และได้มีการต่อยอดนำปูม้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม&nbsp;และของชุมชม&nbsp;ด้วยการทำน้ำพริกไข่ปู&nbsp;น้ำพริกปูม้าสมุนไพรคั่วแห้ง&nbsp;และจ๊อปู&nbsp;เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบในท้องถิ่นและเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106183550218
31	สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง  จัดประชุมกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการบริโภคผักปลอดภัยตามแนวเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองตรัง	<p><strong>วันนี้(&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;&nbsp;นายวสันต์&nbsp;สุขสุวรรณ&nbsp;เกษตรจังหวัดตรัง</strong>&nbsp;มอบหมายให้นางอุไร&nbsp;แสงภักดี&nbsp;หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;จัดประชุมกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการบริโภคผักปลอดภัยตามแนวเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองตรัง&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการและขับเคลื่อนการผลิตผักปลอดภัย</strong>เพื่อการบริโภคในครัวเรือน&nbsp;เน้นการลดรายจ่ายในครัวเรือน&nbsp;สร้างสุขภาพที่ดีให้แก่เกษตรกร&nbsp;&nbsp;ได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการนำความรู้ไปปฏิบัติใช้ของเกษตรกร&nbsp;และให้คำแนะนำตั้งแต่วิธีการประกอบโรงเรือน&nbsp;การเตรียมดิน&nbsp;การให้น้ำและการจัดการศัตรูพืชที่อาจจะเกิดขึ้น&nbsp;โดยมีเจ้าหน้าจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรังช่วยประสานงานเกษตรกรในพื้นที่&nbsp;ในการนี้ได้ลงตรวจเยี่ยมเกษตรกร&nbsp;จำนวน&nbsp;6&nbsp;ราย&nbsp;ในพื้นที่ตำบลบางรัก&nbsp;นาท่ามเหนือ&nbsp;และนาท่ามใต้&nbsp;เกษตรกรได้ประกอบโรงเรือนเรียบร้อยแล้วและวางแผนปลูกผักกาด&nbsp;ผักกวางตุ้ง&nbsp;ผักคะน้าและผักชี&nbsp;ผลการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจเนื่องจากเป็นโครงการที่เกษตรกรได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106183748221
32	สำนักงานเกษตรอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ลงพื้นที่เยี่ยมแปลงเกษตรกรเตรียมจัดตั้ง ศพก.เครือข่าย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>วันนี้&nbsp;(6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายอำนาจ&nbsp;เซ่งเซี่ยง&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ</strong>&nbsp;รักษาราชการแทน&nbsp;เกษตรอำเภอนาโยง&nbsp;&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาโยง&nbsp;เยี่ยมแปลงเกษตรกร&nbsp;2&nbsp;ราย&nbsp;ได้แก่&nbsp;แปลงนายอธิพงศ์&nbsp;โพธิ์ทอง&nbsp;ม.1&nbsp;ต.โคกสะบ้า&nbsp;อ.นาโยง&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;พื้นที่&nbsp;กว่า&nbsp;6&nbsp;ไร่&nbsp;ที่เน้นทำการเกษตรแบบผสมผสาน&nbsp;ปาล์มน้ำมัน&nbsp;กล้วยหอมทอง&nbsp;เลี้ยงปลาดุก&nbsp;ไก่&nbsp;และหมู&nbsp;เลี้ยงผึ้ง&nbsp;ในสวนมังคุด&nbsp;ลองกอง&nbsp;และขยายพันธุ์ไม้ประดับ</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สำหรับ&nbsp;แปลงที่&nbsp;2&nbsp;ของ&nbsp;น.ส.ธณฐกาญจน์&nbsp;หมุนมิต&nbsp;ม.4&nbsp;ต.นาโยงเหนือ&nbsp;อ.นาโยง&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;</strong>เน้นพืชผัก&nbsp;มะเขือ&nbsp;มะนาว&nbsp;ผักบุ้ง&nbsp;ต้นหมาก&nbsp;กาแฟ&nbsp;และกล้วย&nbsp;ซึ่งทั้ง&nbsp;2&nbsp;แปลง&nbsp;เตรียมจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;(ศพก.เครือข่าย)&nbsp;อ.นาโยง&nbsp;ต่อไป&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้ให้คำแนะนำการดูแล&nbsp;การจัดการสวน&nbsp;ด้วยวิธีผสมผสาน&nbsp;แก่เกษตรกรอีกด้วย</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">&nbsp;</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">&nbsp;</p>"	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106183907222
33	สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานตรัง จัดฝึกอบรม โครงการแรงงานกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ (แรงงานนอกระบบ) สาขา การทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายปกรณ์&nbsp;ศรีเพชร&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานตรัง&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;</strong>สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานตรัง&nbsp;ฝ่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน&nbsp;เปิดฝึกอบรม&nbsp;โครงการแรงงานกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ&nbsp;กิจกรรมแรงงานกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ&nbsp;(แรงงานนอกระบบ)&nbsp;สาขา&nbsp;การทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร&nbsp;รุ่นที่&nbsp;1/2565&nbsp;ระยะเวลาฝึก&nbsp;30&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;5&nbsp;-&nbsp;9&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;ศาลาเอนกประสงค์&nbsp;ม.10&nbsp;ต.แหลมสอม&nbsp;อ.ปะเหลียน&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;จำนวน&nbsp;ผู้เข้าฝึกอบรม&nbsp;20&nbsp;คน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะให้กับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะให้มีความรู้&nbsp;ความสามารถ&nbsp;ทักษะฝีมือแรงงาน</strong>&nbsp;และการเตรียมความพร้อมทางด้านจรรยาบรรณในวิชาชีพเพื่อเข้าสู่กระบวนการทำงาน&nbsp;เพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ&nbsp;สามารถพึ่งพาตนเองได้&nbsp;และสังคมให้การยอมรับในศักยภาพการทำงาน&nbsp;รวมถึงเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเป็นกำลังแรงงานตามความต้องการของตลาดแรงงาน&nbsp;และสามารถนำไปประกอบอิสระได้</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-06-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106184137225
34	เกษตรจังหวัดนครพนม แนะลดทำนารอบ 2 ชวนเกษตรกรหันปลูกพืชใช้น้ำน้อยตลาดต้องการ สร้างรายได้เสริม	<p><strong>เกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;แนะลดทำนารอบ&nbsp;2&nbsp;ชวนเกษตรกรหันปลูกพืชใช้น้ำน้อยตลาดต้องการ&nbsp;สร้างรายได้เสริม</strong></p><p><br></p><p><strong>จากข้อมูลการคาดการณ์สถานการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนในเขตและนอกเขตชลประทาน</strong>&nbsp;มีปริมาณน้ำที่ค่อนข้างน้อย&nbsp;ทำให้ในหลายพื้นที่จำเป็นที่จะต้องงดการจัดสรรน้ำในการเพาะปลูกข้าวในรอบที่&nbsp;2&nbsp;ในช่วงฤดูแล้ง&nbsp;ซึ่งเกษตรกรอาจจะได้รับผลกระทบจากประมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ&nbsp;จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนในเรื่องของการเพาะปลูกพืช&nbsp;โดยการงดการทำนาแล้วหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและเป็นที่ต้องการของตลาด&nbsp;ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี&nbsp;ซึ่งสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขง&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;ระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่&nbsp;133.79&nbsp;(ม.รทก.)&nbsp;ความลึก&nbsp;10.55&nbsp;เมตร&nbsp;ปริมาณน้ำปัจจุบัน&nbsp;2,200&nbsp;คิดเป็น&nbsp;8&nbsp;%&nbsp;(ข้อมูล&nbsp;:&nbsp;สำนักวิจัย&nbsp;พัฒนาและอุทกวิทยา&nbsp;กรมทรัพยากรน้ำ&nbsp;ณ&nbsp;วันที่&nbsp;6&nbsp;ม.ค.2565)</p><p><strong>นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;</strong>ที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;ได้ประสานไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอทั้ง&nbsp;12&nbsp;อำเภอ&nbsp;ในการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ทราบถึงข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่และการงดทำนาในรอบที่&nbsp;2&nbsp;มาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำที่น้อยและอาจจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรที่เพาะปลูกพืช&nbsp;จึงได้เชิญชวนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ตลาดมีความต้องการ&nbsp;เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ในช่วงฤดูแล้งให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น&nbsp;โดยในปี&nbsp;65&nbsp;ได้มีการสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย&nbsp;ผ่านโครงการของรัฐต่างๆ&nbsp;เช่น&nbsp;โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย&nbsp;(หลังนา)&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;เพื่อที่จะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการที่จะปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนาในรอบที่&nbsp;2</p><p><strong>สำหรับเกษตรกรที่สนใจที่ปลูกพืชน้ำน้อยเตรียมดิน&nbsp;โดยใช้วิธีการไถดะและไถพรวน&nbsp;(2-3&nbsp;ครั้ง)&nbsp;</strong>เตรียมแปลงโดยการยกแปลงผสมปุ๋ยรองพื้นและปุ๋ยคอก&nbsp;รดน้ำให้ชุ่ม&nbsp;ยกระบบแปลงให้พอเหมาะ&nbsp;ย่อยดินก้อนให้มีขนาดเล็กลงหรือนำออกจากแปลง&nbsp;เพื่อป้องกันการกักเก็บลมร้อน&nbsp;หากเตรียมดินดี&nbsp;การคลุมแปลงจะสามารถอยู่ได้นานต่อเนื่องอย่างน้อย&nbsp;3&nbsp;ฤดูกาลปลูก&nbsp;ใช้ปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;หรือปุ๋ยหมักในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความเหมาะสมในการปลุกพืช&nbsp;แล้วคลุมแปลงด้วยหญ้าหรือฟางข้าวและรดน้ำให้พอมีความชื้น&nbsp;ก่อนเจาะหลุมปลูกต้นกล้า&nbsp;วิธีนี้จะช่วยให้ดินมีความเย็นในฤดูร้อน&nbsp;รักษาความชื้นในดิน&nbsp;ป้องกันความเสียหายที่เกิดจากฝน&nbsp;ลดการสูญเสียปุ๋ย&nbsp;ลดวัชพืช&nbsp;ปรับปรุงโครงสร้างดิน&nbsp;ลดการอัดแน่นของดิน&nbsp;ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช&nbsp;ทำให้ผลผลิตไม่สัมผัสกับพื้นดิน&nbsp;ปัญหาที่อาจพบได้คือ&nbsp;ในที่ที่มีความชื้นสูง&nbsp;หากฟางใกล้โคนต้นมากไป&nbsp;อาจทำให้เกิดโรคเน่าได้&nbsp;อาจเป็นที่สนใจของสัตว์ศัตรูพืช&nbsp;เช่น&nbsp;หมู&nbsp;และไก่&nbsp;เสี่ยงต่อการเกิดโรคและนำแมลงพาหะมาสู่แปลงปลูกพืชได้</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106210317256
35	เข้าตรวจแนะนำการจัดทำบัญชี กลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านเสียว สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565	<p><strong>วันที่&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์อำนาจเจริญ&nbsp;</strong>มอบหมายให้นางสาวมานิดา&nbsp;สานารีย์&nbsp;นักวิชาการตรวจสอบบัญชี&nbsp;เข้าตรวจเเนะนำการจัดทำบัญชีกลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านเสียว&nbsp;สำหรับปีสิ้นสุดวันที่?&nbsp;31&nbsp;มีนาคม&nbsp;2565&nbsp;พร้อมให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะด้านการเงินการบัญชีแก่?กลุ่มเกษตรกร&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการกลุ่มฯ?&nbsp;อำเภอหัวตะพาน&nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#ตรวจบัญชีสหกรณ์อำนาจเจริญ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106223647278
36	ร่วมตรวจติดตามโครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลังปี 256465	<p><strong>วันที่&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ว่าที่ร้อยโท&nbsp;ปุณณกิจ&nbsp;เชาว์น้อย&nbsp;</strong>สหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;ได้มอบหมายให้&nbsp;นายนิวัตร&nbsp;คำภา&nbsp;นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ&nbsp;&nbsp;กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์&nbsp;ร่วมตรวจสอบสต็อกผู้ประกอบการมันสำปะหลังที่เข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง&nbsp;&nbsp;ปี&nbsp;2564/65&nbsp;กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;ตามคำสั่งคณะทำงานตรวจสอบสต็อกตามโครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลังจังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ&nbsp;จำนวน&nbsp;2&nbsp;แห่ง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106223921286
37	เข้าตรวจแนะนำการจัดทำบัญชี กลุ่มเกษตรกรทำนาโพนเมืองน้อย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565	<p><strong>วันที่&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์อำนาจเจริญ</strong>&nbsp;มอบหมายให้นางสาววรรณิภา?&nbsp;ภูต้องลม&nbsp;นักวิชาการตรวจสอบบัญชี?&nbsp;เข้าตรวจเเนะนำการจัดทำบัญชีกลุ่มเกษตรกรทำนาโพนเมืองน้อย&nbsp;สำหรับปีสิ้นสุดวันที่?&nbsp;31&nbsp;มีนาคม&nbsp;2565&nbsp;พร้อมให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะด้านการเงินการบัญชีแก่?กลุ่มเกษตรกร&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการกลุ่มฯ&nbsp;อำเภอหัวตะพาน&nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์อำนาจเจริญ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106224033288
38	ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ สกย.โพนทอง จำกัด	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>วันที่&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.&nbsp;ว่าที่ร้อยโท&nbsp;ปุณณกิจ&nbsp;เชาว์น้อย&nbsp;สหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ</strong>&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์&nbsp;1&nbsp;เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการ&nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโพนทอง&nbsp;จำกัด&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการสหกรณ์&nbsp;เพื่อติดตามการใช้หนี้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์&nbsp;จำนวน&nbsp;1,500,000&nbsp;บาท&nbsp;พร้อมกันนี้ได้ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">Cr#สหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;กรมส่งเสริมสหกรณ์</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>"	2022-06-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106225211290
39	ชูนวัตกรรมเรือเก็บตัวอย่างตะกอนและคุณภาพน้ำลำแรกของไทย เสริมประสิทธิภาพภารกิจงานชลประทาน	"<p><strong>นายทินกร&nbsp;เหลือล้น&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่&nbsp;9&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;อ่างเก็บน้ำบางพระ&nbsp;ถือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญที่สุดในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&nbsp;(EEC)&nbsp;ความจุเก็บกัก&nbsp;117&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;ปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค&nbsp;รักษาระบบนิเวศ&nbsp;การเกษตร&nbsp;การท่องเที่ยวและการอุตสาหกรรม&nbsp;&nbsp;ประมาณ&nbsp;80&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.ต่อปี&nbsp;แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำของอ่างเก็บน้ำบางพระ&nbsp;ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างฯ&nbsp;เฉลี่ยเหลือประมาณ&nbsp;&nbsp;40&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.ต่อปี&nbsp;สวนทางกับการคาดการณ์ในอีก&nbsp;5&nbsp;ปี&nbsp;ข้างหน้า&nbsp;ที่ความต้องการใช้น้ำในอ่างฯ&nbsp;บางพระจะเพิ่มขึ้นเป็น&nbsp;150&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.ต่อปี&nbsp;จึงจำเป็นต้องนำน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำอื่นๆ&nbsp;มาเสริมน้ำต้นทุนในอ่างฯ&nbsp;บางพระ&nbsp;โดยการสูบผันน้ำส่วนเกินจากแหล่งอื่นในช่วงฤดูฝน&nbsp;ได้แก่&nbsp;ระบบสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต&nbsp;จังหวัดสมุทรปราการ&nbsp;และระบบสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางประกง&nbsp;จังหวัดฉะเชิงเทรา&nbsp;พร้อมติดตามและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นประจำ&nbsp;แต่ในส่วนของอ่างฯ&nbsp;บางพระจะพิเศษกว่าแหล่งน้ำอื่นๆ&nbsp;ที่มีระบบโทรมาตรตรวจวัดคุณภาพน้ำ&nbsp;ที่สามารถตรวจวัดได้แบบ&nbsp;Real&nbsp;Time&nbsp;ทั้งบริเวณอ่างเก็บน้ำและปลายท่อสูบผันน้ำที่สูบมาจากแหล่งน้ำอื่นก่อนที่น้ำจะไหลลงอ่างเก็บน้ำบางพระ&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ยังได้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับตะกอนดินและคุณภาพน้ำ</strong>&nbsp;เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเชิงปริมาณและคุณภาพของน้ำในอ่างเก็บน้ำ&nbsp;โดยคิดค้นนวัตกรรมเรือเก็บตัวอย่างตะกอนและคุณภาพน้ำ&nbsp;อุทกชลประทาน&nbsp;1&nbsp;ซึ่งเป็นเรือลำแรกของประเทศไทย&nbsp;&nbsp;เพื่อพัฒนาการจัดการตะกอนและคุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานในการนํามาวิเคราะห์วางแผนการระบายและขุดลอกตะกอนดิน&nbsp;รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพน้ำ</p><p><strong>ด้านนายไวรุจน์&nbsp;เอี่ยมโอภาส</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์อุทกวิทยาชลประทาน&nbsp;ภาคตะวันออก&nbsp;&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;เรือเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ำ&nbsp;""อุทกชลประทาน&nbsp;1""&nbsp;จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;มีความปลอดภัย&nbsp;ทุ่นแรง&nbsp;และใช้เวลาดําเนินการลดลง</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>"	2022-07-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107101443346
40	"เกษตรลำปาง เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังการระบาด ""ด้วงหมักผัก"""	"<p><strong>สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง&nbsp;แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด</strong>&nbsp;(เช่น&nbsp;คะน้า&nbsp;กะหล่ำดอก&nbsp;บรอกโคลี&nbsp;กวางตุ้ง&nbsp;ผักกาดขาว&nbsp;ผักกาดหอม&nbsp;ฯลฯ)&nbsp;ให้เฝ้าระวังการระบาดของ&nbsp;""ด้วงหมักผัก""&nbsp;เนื่องจากสภาพอากาศช่วงนี้&nbsp;ตอนเช้ามีอากาศเย็นความชื้นสูงและอากาศร้อนในตอนกลางวัน</p><p><strong>เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ&nbsp;</strong>หากพบตัวแมลง&nbsp;หรือใบพืชผักถูกกัดกินเป็นรูพรุน&nbsp;ให้รีบดำเนินการป้องกัน&nbsp;หรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;เพื่อการควบคุมและหาทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง</p><p><br></p><p><br></p>"	2022-07-01T00:00:00	ภาคเหนือ	ลำปาง	สวท.ลำปาง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107092038313
41	ปชส.สุราษฎร์ธานี เผย นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยราคาหมูแพงส่งผลกระทบค่าครองชีพประชาชน เร่งหามาตรการแก้ไขปัญหา	<p><strong>นางสุนิสา&nbsp;รามแก้ว&nbsp;ประขาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;พลเอก&nbsp;ประยุทธ์&nbsp;&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;มีความห่วงใยราคาเนื้อหมูแพง&nbsp;ส่งผลกระทบค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน&nbsp;วางมาตรการ&nbsp;3&nbsp;ระยะ&nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหา&nbsp;คือ&nbsp;1.ระยะเร่งด่วน&nbsp;ห้ามส่งออกหมูมีชีวิต&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;เริ่มตั้งแต่วันที่&nbsp;6&nbsp;มกราคม&nbsp;ถึงวันที่&nbsp;5&nbsp;เมษายน&nbsp;2565&nbsp;ช่วยเหลือราคาอาหารสัตว์&nbsp;โดยจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อให้เกษตรกรได้กลับมาเลี้ยงใหม่&nbsp;ตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมสอดคล้องต้นทุนที่เกิดขึ้น&nbsp;และเร่งสำรวจภาพรวมการผลิตสุกรเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมาย&nbsp;และเพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน&nbsp;2.ระยะสั้น&nbsp;ส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ&nbsp;ขยายกำลังผลิตแม่สุกร&nbsp;และเร่งศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาด</p><p><strong>และมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาว&nbsp;&nbsp;ให้ผลักดันยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกร</strong>&nbsp;เพื่อป้องกันโรคระบาด&nbsp;ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มมีระบบการป้องกันโรคและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม&nbsp;GAP&nbsp;เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค&nbsp;รวมทั้งจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก&nbsp;ร.ก.ส.&nbsp;โครงการสานฝันสร้างอาชีพ</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-07-01T00:00:00	ภาคใต้	สุราษฎร์ธานี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107091517312
42	จังหวัดตราด เริ่มการขับเคลื่อน BCG Model ด้านการเกษตร	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>(7&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;นายชำนาญวิทย์&nbsp;เตรัตน์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อน&nbsp;BCG&nbsp;Model&nbsp;ด้านการเกษตร&nbsp;ระดับจังหวัด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565<span&nbsp;style=""color:&nbsp;black;"">&nbsp;ผ่านระบบออนไลน์&nbsp;</span>(Zoom&nbsp;Meeting)<span&nbsp;style=""color:&nbsp;black;"">&nbsp;&nbsp;</span>ซึ่งสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราดจัดขึ้น&nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ศาลากลางจังหวัดตราด&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;19&nbsp;มกราคม&nbsp;2564&nbsp;เห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ</strong>&nbsp;เศรษฐกิจหมุนเวียน&nbsp;เศรษฐกิจสีเขียว&nbsp;(Bio-Circular&nbsp;Economy&nbsp;:&nbsp;BCG&nbsp;Model)&nbsp;โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นวาระแห่งชาติ&nbsp;ตั้งแต่ปี&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564&nbsp;เป็นต้นไป&nbsp;และให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ&nbsp;เศรษฐกิจหมุนเวียน&nbsp;เศรษฐกิจสีเขียว&nbsp;(Bio-Circular&nbsp;Economy&nbsp;:&nbsp;BCG&nbsp;Model)&nbsp;ส่วนราชการ&nbsp;และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ&nbsp;พิจารณากำหนดและดำเนินแผนงาน/โครงการต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบให้ถูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ&nbsp;BCG&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564&nbsp;-2570&nbsp;&nbsp;จังหวัดตราด&nbsp;โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด&nbsp;จึงได้จัดประชุมในครั้งนี้ขึ้นเพื่อชี้แจงกรอบการดำเนินงานและแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงาน&nbsp;BCG&nbsp;Model&nbsp;ระดับจังหวัด&nbsp;รวมทั้งสินค้าเกษตรนำร่องเข้าสู่&nbsp;BCG&nbsp;Model&nbsp;พร้อมทั้งร่วมกันพิจารณาแนวทางและการจัดทำ&nbsp;BCG&nbsp;Value&nbsp;Chain&nbsp;สินค้าเกษตรที่คัดเลือก&nbsp;ภาคการเกษตรจังหวัดตราด&nbsp;ได้แก่&nbsp;ทุเรียน&nbsp;ยางพารา&nbsp;และกุ้งขาวแวนาไม</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ&nbsp;BCG&nbsp;อยู่บนพื้นฐานของ&nbsp;4&nbsp;+&nbsp;1&nbsp;</strong>ประกอบด้วย&nbsp;4&nbsp;สาขายุทธศาสตร์&nbsp;คือ&nbsp;1.เกษตรและอาหาร&nbsp;2.สุขภาพและการแพทย์&nbsp;3.พลังงาน&nbsp;วัสดุและเคมีชีวภาพ&nbsp;4.การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์&nbsp;และฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม&nbsp;โดย&nbsp;BCG&nbsp;Model&nbsp;ด้านการเกษตร&nbsp;เป็น&nbsp;1&nbsp;ใน&nbsp;4&nbsp;+1&nbsp;ที่เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-07-01T00:00:00	ภาคตะวันออก	ตราด	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตราด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107120227413
43	จังหวัดตรัง  ตรวจสอบการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันของผู้ประกอบการลานเทในพื้นที่อำเภอรัษฎา ห้วยยอดและอำเภอเมือง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรในการจำหน่ายผลปาล์มน้ำมัน	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นางสาวสุภากิตติ์&nbsp;เกลี้ยงสงค์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดตรัง</strong>&nbsp;มอบหมายกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า&nbsp;ร่วมกับผู้แทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัด&nbsp;ผู้แทนนายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันของผู้ประกอบการลานเทในพื้นที่อำเภอรัษฎา&nbsp;ห้วยยอดและอำเภอเมือง&nbsp;จำนวน&nbsp;7&nbsp;แห่ง&nbsp;เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรในการจำหน่ายผลปาล์มน้ำมันและยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันจังหวัดตรังให้สามารถแข่งขันในตลาดได้&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมัน&nbsp;ตามประกาศ&nbsp;กกร.&nbsp;ฉบับที่&nbsp;58&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564&nbsp;เรื่อง&nbsp;การกำหนดหลักเกณฑ์&nbsp;เงื่อนไขการรับซื้อ&nbsp;และการแสดงราคารับซื้อสินค้าผลปาล์มน้ำมันตามอัตราน้ำมันฯ&nbsp;และฉบับที่&nbsp;21&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564&nbsp;เรื่อง&nbsp;การแจ้งปริมาณ&nbsp;สถานที่เก็บ&nbsp;และจัดทำบัญชีคุมสินค้าน้ำมันปาล์มและผลปาล์มน้ำมัน&nbsp;รวมทั้งแนะนำให้ลานเททำบัญชีลูกค้าที่นำผลผลิตมาจำหน่ายเพื่อป้องปรามการลักขโมยผลปาล์มน้ำมัน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สถานการณ์โดยทั่วไป&nbsp;ปริมาณผลปาล์มน้ำมันเข้าสู่ตลาดลดลงจากเดือนก่อน&nbsp;</strong>ราคารับซื้อกิโลกรัมละ&nbsp;9.80&nbsp;&nbsp;10.00&nbsp;บาท&nbsp;ผู้ประกอบการลานเทจะรวบรวมผลปาล์มน้ำมันไปจำหน่ายให้กับโรงงานสกัดในพื้นที่จังหวัดตรังและจังหวัดกระบี่&nbsp;ในส่วนของการป้องปรามการลักขโมยผลปาล์มน้ำมัน&nbsp;หน่วยงานระดับอำเภอได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการลานเทในพื้นที่และขอความร่วมมือไม่รับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากผู้ที่นำมาขายในลักษณะผิดปกติ&nbsp;เช่น&nbsp;มีปริมาณน้อย</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-07-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107142759489
44	สำนักงานประมงจังหวัดตรัง ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดตรัง มอบพันธุ์สัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย	<p><strong>วันนี้&nbsp;(7&nbsp;ม.ค.2565)&nbsp;ที่&nbsp;อบต.โพรงจระเข้&nbsp;อ.ย่านตาขาว&nbsp;จ.ตรัง</strong>&nbsp;นายสมนึก&nbsp;ธูปหอม&nbsp;นายอำเภอย่านตาขาว&nbsp;เป็นประธานมอบพันธุ์สัตว์น้ำ&nbsp;จำนวน&nbsp;18,500&nbsp;ตัว&nbsp;โดยมีนายโกวิทย์&nbsp;เก้าเอี้ยน&nbsp;ประมงจังหวัดตรัง&nbsp;นางสุวรรณดี&nbsp;ขวัญเมือง&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดตรัง&nbsp;พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมประมงในจังหวัดตรัง&nbsp;ร่วมพิธี&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>จากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาบรรทัด</strong>&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;2&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ช่วงเวลา&nbsp;02.30&nbsp;น.&nbsp;ที่ผ่านมานั้น&nbsp;สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนในตำบลโพรงจระเข้&nbsp;อำเภอย่านตาขาว&nbsp;จำนวน&nbsp;254&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;ในพื้นที่หมู่ที่&nbsp;1,4,5,6,7&nbsp;พื้นที่เกษตรได้รับความเสียหาย&nbsp;รวม&nbsp;74&nbsp;ไร่&nbsp;โดยเฉพาะหมู่ที่&nbsp;4&nbsp;บ้านโคกทราย&nbsp;มีผู้เสียชีวิต&nbsp;1&nbsp;คน&nbsp;&nbsp;ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจำนวนมาก&nbsp;</p><p><strong>สำนักงานประมงจังหวัดตรัง&nbsp;โดยประมงอำเภอย่านตาขาว</strong>&nbsp;ได้ดำเนินการสำรวจความเสียหายด้านประมง&nbsp;พบมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ&nbsp;จำนวน&nbsp;20&nbsp;ราย&nbsp;ซึ่งเป็นบ่อดิน&nbsp;จำนวน&nbsp;33&nbsp;บ่อ&nbsp;พื้นที่&nbsp;13.34&nbsp;ไร่&nbsp;บ่อซีเมนต์หรือลักษณะอย่างอื่นที่คล้ายคลึง&nbsp;จำนวน&nbsp;17&nbsp;บ่อ&nbsp;พื้นที่&nbsp;54&nbsp;ตารางเมตร&nbsp;โดยในวันนี้ได้มอบพันธุ์สัตว์น้ำ&nbsp;ประกอบด้วยปลากินพืช&nbsp;&nbsp;จำนวน&nbsp;18,500&nbsp;ตัว&nbsp;และปลาดุก&nbsp;จำนวน&nbsp;10,400&nbsp;ตัว&nbsp;ให้กับเกษตรกรด้านการประมงที่ประสบภัยน้ำป่าไหลหลาก&nbsp;ตำบลโพรงจระเข้&nbsp;อำเภอย่านตาขาว&nbsp;จำนวน&nbsp;20&nbsp;ราย&nbsp;เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยดังกล่าว&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-07-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107164618581
45	เพิ่มผลผลิตและต้นทุนการผลิตข้าว ทำงานเชิงพื้นที่ เข้าถึงพี่น้องชาวนาและสามารถแก้ไข้ปัญหาได้	<p><strong>นายณัฏฐกิตติ์&nbsp;ของทิพย์&nbsp;รองอธิบดีกรมการข้าว</strong>&nbsp;และคณะ&nbsp;เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการตามภารกิจของกรมการข้าว&nbsp;ปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา&nbsp;ว่า&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;มีนโยบายในการเพิ่มผลผลิตและต้นทุนการผลิตข้าว&nbsp;จึงมีข้อสั่งการให้กรมการข้าวดำเนินการตามแนวโนบายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา&nbsp;จึงได้มีแผนการดำเนินโครงการตามภารกิจของกรมการข้าว&nbsp;ปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมด้านเมล็ดพันธุ์รวมไปถึงงานด้านข้าวให้กับพี่น้องชาวนา&nbsp;</p><p><strong>โดยมีโครงการ/กิจกรรมที่จะดำเนินการคือ</strong>&nbsp;ผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว&nbsp;ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร&nbsp;ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่&nbsp;ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน&nbsp;พัฒนาระบบข้อมูลข้าวอัจฉริยะ&nbsp;ส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการหลวง&nbsp;และยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด&nbsp;ระยะ1&nbsp;</p><p><strong>กรมการข้าว&nbsp;จะต้องยกระดับการทำงานด้านข้าวในทุกๆ&nbsp;ด้าน</strong>&nbsp;ทั้งงานผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว&nbsp;&nbsp;งานด้านการวิจัยข้าว&nbsp;ตลอดจนงานด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&nbsp;อาทิ&nbsp;การนำวิจัยที่เป็นประโยชน์มาส่งเสริม&nbsp;การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่&nbsp;มาปรับใช้ให้เกิดการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับชาวนา&nbsp;โดยผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว&nbsp;&nbsp;ศูนย์วิจัยข้าว&nbsp;และกรมการข้าวส่วนกลาง&nbsp;นอกจากนั้นควรเน้นการทำงานเชิงพื้นที่&nbsp;เพื่อให้สามารถเข้าถึงพี่น้องชาวนาและสามารถแก้ไข้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวนาได้</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-07-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107203155703
46	จังหวัดหนองบัวลำภู เปิดโครงการคลินิกการเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร	<p><strong>นางศิวพร ฉั่วสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู</strong> เปิดโครงการคลินิกการเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู&nbsp;โดยนายประยูร อรัญรุท นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู กล่าวต้อนรับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไม้งาม กล่าวรายงานข้อมูลพื้นฐานนของตำบล และเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการฯ เพื่อให้บริการทางด้านวิชาการด้านการเกษตร ด้านพืช ด้านสัตว์ ประมง ดิน น้ำ กฎหมายทางการเกษตร การทำบัญชีครัวเรือน ปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาอื่นๆ พร้อมกันนั้นได้มีการจัดนิทรรศการต่างๆ และการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ ของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่&nbsp;ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้มาตรการการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>	2022-07-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	หน่วยงานสำนักข่าว	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107204937714
47	เร่งบริหารจัดการน้ำช่วงแล้งนี้ คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ	<p><strong>นายประพิศ&nbsp;จันทร์มา&nbsp;อธิบดีกรมชลประทาน&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;</strong>ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง&nbsp;มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น&nbsp;57,117&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;เป็นน้ำใช้การได้&nbsp;&nbsp;33,187&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;ผลการจัดสรรน้ำช่วงแล้ง(1&nbsp;พ.ย.&nbsp;64&nbsp;&nbsp;30&nbsp;เม.ย.&nbsp;65)&nbsp;ขณะนี้ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้ว&nbsp;7,762&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;35&nbsp;ของแผนฯ&nbsp;คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีก&nbsp;14,518&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ&nbsp;&nbsp;1,864&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;33&nbsp;ของแผนฯ&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่&nbsp;พร้อมจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม&nbsp;โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง&nbsp;เป็นอันดับแรก&nbsp;และน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ&nbsp;ตามลำดับ&nbsp;ส่วนหนึ่งจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้&nbsp;ด้านการเกษตรกรรมได้จัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม&nbsp;</p><p><strong>สำหรับการดำเนินการตามมาตรการที่&nbsp;5</strong>&nbsp;วางแผนเพาะปลูกพืชช่วงแล้ง&nbsp;ตามข้อสั่งการพลเอก&nbsp;ประวิตร&nbsp;วงษ์สุวรรณ&nbsp;รองนายกรัฐมนตรี&nbsp;ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ&nbsp;&nbsp;นั้น&nbsp;ปัจจุบันกรมชลประทานได้วางแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง&nbsp;ปี&nbsp;2564/65&nbsp;ทั้งประเทศ&nbsp;รวมกว่า&nbsp;6&nbsp;ล้านไร่&nbsp;เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา&nbsp;มีแผนการเพาะปลูก&nbsp;ข้าวนาปรังกว่า&nbsp;2&nbsp;ล้านไร่&nbsp;จนถึงขณะนี้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้ว&nbsp;4&nbsp;ล้านไร่&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน&nbsp;&nbsp;ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้กับเกษตรกรได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง&nbsp;เพื่อให้การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;กรมชลประทาน&nbsp;จะบริหารจัดการน้ำ&nbsp;ด้วยความประณีตและเกิดประโยชน์สูงสุด&nbsp;เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำใช้ตลอดช่วงแล้งนี้&nbsp;อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-08-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	NULL	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220108103802793
48	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ป้องกันศัตรูมะพร้าว	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นางมนัญญา&nbsp;ไทยเศรษฐ์&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานมะพร้าวแปลงใหญ่&nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;ว่า&nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีเนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรประมาณ&nbsp;5&nbsp;ล้านไร่&nbsp;คิดเป็น&nbsp;62&nbsp;ของพื้นที่จังหวัด&nbsp;มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ&nbsp;ปาล์มน้ำมัน&nbsp;มะพร้าว&nbsp;ทุเรียน&nbsp;โดยอำเภอเกาะสมุยเป็นพื้นที่ที่ใช้เพื่อการเกษตรมากที่สุด&nbsp;ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำสวนมะพร้าวประมาณ&nbsp;28,245&nbsp;ไร่&nbsp;จำนวน&nbsp;1,883&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ที่ผ่านมาเกษตรกรทำสวนมะพร้าว&nbsp;</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ประสบปัญหาการระบาดของศัตรูมะพร้าวในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;และในปี&nbsp;2555&nbsp;กรมวิชาการเกษตรได้รับงบประมาณจากกองทุนวิจัย&nbsp;จึงได้เริ่มเข้ามาสำรวจพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนามและจัดทำแผนที่การระบาด&nbsp;ต่อมาได้ดำเนินการเลี้ยงและปล่อยแตน&nbsp;แมลงดำหนาม&nbsp;พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรในพื้นที่เกาะสมุย&nbsp;ปัจจุบันในพื้นที่สามารถดำเนินการเลี้ยงแตนเบียนได้เอง&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นอกจากนี้&nbsp;ยังมีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;รวมทั้งจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวอำเภอเกาะสมุยขึ้น&nbsp;ซึ่งการจากดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว&nbsp;โดยใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร&nbsp;ส่งผลให้การระบาดของแมลงดำหนาม&nbsp;หนอนหัวดำ&nbsp;ด้วงแรด&nbsp;และด้วงงวงลดน้อยลง&nbsp;ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในพื้นที่ดังกล่าว</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">สำหรับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวนี้</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;มีจุดเด่นในการปลูกพืชผสมผสานเพื่อสร้างรายได้&nbsp;เช่น&nbsp;การปลูกกล้วยน้ำว้า&nbsp;ไผ่&nbsp;และพริกไทย&nbsp;ร่วมกับปลูกต้นมะพร้าว&nbsp;โดยมีนายวิศาล&nbsp;บรมธนรัตน์&nbsp;เป็นประธานศูนย์ฯ&nbsp;โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว&nbsp;5&nbsp;ไร่&nbsp;ผลผลิต&nbsp;1,584&nbsp;กิโลกรัมต่อไร่&nbsp;สมาชิก&nbsp;51&nbsp;ราย&nbsp;ดำเนินกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต&nbsp;เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;การปรับปรุงบำรุงดิน&nbsp;การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-09-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220109211823176
49	กรมปศุสัตว์ ยืนยันไม่เคยเห็นหนังสือจากภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เรื่องข้อห่วงใยโรคระบาดในสุกร	<p><strong>?นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>ตามที่มีการนำเสนอข่าวทางสื่อออนไลน์กรณี&nbsp;ภาคีคณบดี&nbsp;คณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย&nbsp;ได้มีหนังสือลงวันที่&nbsp;7&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;แจ้งมายังกรมปศุสัตว์&nbsp;เรื่อง&nbsp;ข้อห่วงใยต่อสถานการณ์โรคระบาดและการควบคุมโรคในสุกร&nbsp;โดยหน่วยงานของสถาบันการศึกษาสัตวแพทยศาสตร์ในประเทศไทย&nbsp;พบเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(Afican&nbsp;Swine&nbsp;Fever:&nbsp;ASF)&nbsp;ในซากสุกรที่ส่งชันสูตรโรค&nbsp;และได้รายงานการตรวจพบโรคต่อกรมปศุสัตว์ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์&nbsp;พ.ศ.2558&nbsp;และขอให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตามมาตรการเพื่อควบคุมโรคโดยเร็ว&nbsp;นั้นขอยืนยันว่า&nbsp;ยังไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าวเสนอขึ้นมารายงานให้ทราบ&nbsp;แต่เพื่อเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเร่งดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวและดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ&nbsp;ที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป&nbsp;</p><p><strong>กรมปศุสัตว์&nbsp;ขอยืนยันว่า&nbsp;ได้ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน</strong>&nbsp;ตามหลักวิชาการและเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง&nbsp;เร่งสั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบลงพื้นที่&nbsp;พร้อมประเมินความเสี่ยงและขอความร่วมมือเกษตรกรในการสังเกตและเฝ้าระวังโรค&nbsp;โดยสามารถรายงานหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและอำเภอในทุกพื้นที่&nbsp;หรือที่&nbsp;Application:&nbsp;DLD&nbsp;4.0&nbsp;ตลอด&nbsp;24&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ได้สั่งการด่วนจัดชุดเฉพาะกิจลงตรวจสอบสภาวะโรคในพื้นที่เสี่ยง</strong>&nbsp;สุ่มตรวจเพิ่มเติมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น&nbsp;โดยในวันที่&nbsp;8&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;&nbsp;สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดราชบุรี&nbsp;โดยการเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน&nbsp;6&nbsp;ฟาร์ม&nbsp;&nbsp;196&nbsp;ตัวอย่าง&nbsp;และวันที่&nbsp;9&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครปฐม&nbsp;โดยการเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน&nbsp;4&nbsp;ฟาร์ม&nbsp;2&nbsp;โรงฆ่ารวม&nbsp;114&nbsp;ตัวอย่าง&nbsp;เพื่อเข้าไปสำรวจโรคและเก็บตัวอย่างจากเลือดสุกร&nbsp;นำไปตรวจหาโรคโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ&nbsp;ซึ่งเมื่อทราบผลการวิเคราะห์จะรายงานผลและเร่งดำเนินการต่อไปโดยเร็ว&nbsp;เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายให้เกิดน้อยที่สุด</p><p><br></p><p><br></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	NULL	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110092646219
50	กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งศึกษาการขยายพันธุ์และส่งเสริมพืชกระท่อมพันธุ์ดีสู่พืชเศรษฐกิจ	<p><strong>นายขจร&nbsp;เราประเสริฐ&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรด้านส่งเสริมการผลิต</strong>&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;พืชกระท่อมได้พ้นจากบัญชียาเสพติดให้โทษ&nbsp;จึงได้รับความสนใจจากเกษตรกรและประชาชนทั่วไป&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;พืชกระท่อมยังขาดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพและปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต&nbsp;</p><p><strong>กรมส่งเสริมการเกษตร</strong>&nbsp;จึงได้ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์&nbsp;มหาวิทยาลัยขอนแก่น&nbsp;โดยการสนับสนุนทุนวิจัยโดยสำนักงาน&nbsp;ป.ป.ส.&nbsp;ดำเนินการวิจัยเรื่องการศึกษาการขยายพันธุ์และส่งเสริมพืชกระท่อมพันธุ์ดีสู่พืชเศรษฐกิจ&nbsp;เพื่อศึกษาการขยายพันธุ์&nbsp;การเจริญเติบโตและการตอบสนองทางสรีรวิทยาในระยะต้นกล้าและศึกษาปัจจัย&nbsp;รวมถึงอุปสรรค&nbsp;สำหรับการขยายพันธุ์กล้าไม้พืชกระท่อม&nbsp;เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการปลูก&nbsp;สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และพัฒนาไปสู่พืชเศรษฐกิจฐานชุมชน&nbsp;เพื่อสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรต่อไป&nbsp;โดยมีเป้าหมายการผลิตจำนวน&nbsp;100,000&nbsp;ต้น</p><p><br></p><p><br></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110102205243
51	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผลไม้รับฟังปัญหาความต้องการ กรณีก่อสร้างประตูระบายน้ำป้องกันน้ำเค็มในพื้นที่คลองลิปะใหญ่	<p><strong>นายวิชวุทย์&nbsp;จินโต&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong>&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;นายสุทธิพงษ์&nbsp;คล้ายอุดม&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;กล่าวต้อนรับ&nbsp;ดร.เฉลิมชัย&nbsp;ศรีอ่อน&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในการลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผลไม้&nbsp;รับฟังปัญหาความต้องการ&nbsp;กรณีก่อสร้างประตูระบายน้ำป้องกันน้ำเค็มในพื้นที่คลองลิปะใหญ่&nbsp;ตำบลอ่างทอง&nbsp;อำเภอเกาะสมุย&nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นายสุทธิพงษ์&nbsp;คล้ายอุดม&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;</strong>กล่าวว่า&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพบปะพี่น้องประชาชนในอำเภอเกาะสมุย&nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวในแต่ละปีไม่น้อยกว่า&nbsp;80,000&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ในช่วงก่อนสถานการณ์ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา&nbsp;19&nbsp;อำเภอเกาะสมุยยังเป็นแหล่งที่มีการผลิตผลทางการเกษตรที่มีชื่อเสี่ยง&nbsp;ได้แก่&nbsp;ลางสาด&nbsp;ทุเรียน&nbsp;มังคุด&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนมากในแต่ละปี&nbsp;และในภาคการเกษตรมีแนว&nbsp;โน้มที่จะเอื้อประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น&nbsp;การพัฒนาแหล่งน้ำบนเกาะ&nbsp;สมุย&nbsp;ไม่สามารถดำเนินการให้ทันกับความด้องการใช้น้ำของพื้นที่เพราะมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก&nbsp;เช่น&nbsp;ข้อจำกัดทางด้านการใช้ที่ดิน&nbsp;สังคม&nbsp;และสิ่งแวดล้อม&nbsp;ดังนั้นปัญหาการขาดแคลนน้ำจึงเป็นปัญหาที่กระทบต่อกิจกรรมด้านต่างๆ&nbsp;เช่น&nbsp;ธุรกิจการท่องเที่ยวอย่าง&nbsp;สำคัญ&nbsp;และต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นของประเทศ</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น</strong>&nbsp;จึงมีการสั่งการให้หน่วยงานโครงการชลประทานจังหวัดสุราษฎร์ธานีเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาในพื้นที่&nbsp;และพบว่าการสร้างประตูระบายน้ำ&nbsp;เพื่อป้องกันน้ำเค็มมีความสำคัญที่สามารถบรรเทาอุทกภัยทั้งในพื้นที่การเกษตรและชุมชนเมืองให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น&nbsp;ป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็มไม่ให้ไหลย้อนเข้าคลอง&nbsp;สามารถเก็บกักน้ำจืดและบรรเทาความขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร&nbsp;อุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง&nbsp;ปรับปรุงระบบชลประทานที่มีอยู่เดิมและเสนอระบบชลประทานใหม่สำหรับแหล่งน้ำที่เพิ่มขึ้น&nbsp;รวมทั้งสามารถปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่&nbsp;เศรษฐกิจ&nbsp;และสังคมของราษฎรในพื้นที่ให้ดีขึ้น&nbsp;</p><p><strong>อำเภอเกาะสมุยมีพื้นที่ประมาณ&nbsp;228&nbsp;ตารางกิโลเมตร</strong>&nbsp;เป็นพื้นที่ทางการเกษตรประมาณร้อยละ&nbsp;60&nbsp;ของพื้นที่เกาะ&nbsp;ปัจจุบันภาคการเกษตรมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องผลผลิตมีราคาสูง&nbsp;การใช้น้ำบนพื้นที่เกาะจึงเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านการอุปโภคบริโภค&nbsp;ด้านการเกษตร&nbsp;และด้านการท่องเที่ยว&nbsp;แม้ว่าภาครัฐได้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว&nbsp;แต่ในภาคการเกษตรยังคงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำรวมถึงปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำเข้ายังพื้นที่การเกษตรอีกด้วย.</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคใต้	สุราษฎร์ธานี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110114239292
52	เกษตรอำเภอเบตงลงพื้นที่ประเมินแปลงส้มโชกุนเบตงที่จะขอรับรองมาตรฐาน GAP	<p><strong>วันนี้&nbsp;(10&nbsp;ม.ค.65&nbsp;)นายอารีฟ&nbsp;มหัศนียนนท์&nbsp;เกษตรอำเภอเบตง</strong>&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเบตง&nbsp;ออกพื้นที่สำรวจแปลงส้มโชกุนเบตงของนายรพีพงศ์&nbsp;โรจน์กัลยาภา&nbsp;&nbsp;โดยเกษตรกรจะขอรับรองมาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;สวนตั้งอยู่บนพื้นที่&nbsp;หมู่&nbsp;4&nbsp;ตำบลยะรม&nbsp;อำเภอเบตง&nbsp;จังหวัดยะลา&nbsp;จำนวน&nbsp;17&nbsp;ไร่&nbsp;รายล้อมด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติจากภูเขา&nbsp;และให้ผลผลิตในช่วงฤดูกาลประมาณ&nbsp;70,000&nbsp;กิโลกรัมต่อปี</p><p><strong>โดยส้มโชกุนที่สวนแห่งนี้มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว&nbsp;เนื้อนุ่ม&nbsp;เปลือกล่อนปอกง่าย&nbsp;</strong>ชานนิ่ม&nbsp;และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว&nbsp;เกษตรกรได้จัดการศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นกับดักแสงไฟ&nbsp;ล่อผีเสื้อมวนหวาน&nbsp;กับดักล่อแมลงวันทอง&nbsp;ตัดแต่งกิ่งสม่ำเสมอ&nbsp;และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการบำรุงต้นให้แข็งแรง</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;มาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;มีทั้งหมด&nbsp;8&nbsp;ด้านได้แก่&nbsp;แหล่งน้ำ&nbsp;พื้นที่ปลูก</strong>&nbsp;การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร&nbsp;การจัดการกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลิตผลคุณภาพ&nbsp;การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว&nbsp;การเก็บรักษาและการขนย้ายผลิตผลภายในแปลงเพาะปลูกสุขลักษณะ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สวท.เบตง จ.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110135805334
53	กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งศึกษาการขยายพันธุ์และส่งเสริมพืชกระท่อมพันธุ์ดีสู่พืชเศรษฐกิจ	<p><strong>นายขจร&nbsp;เราประเสริฐ&nbsp;</strong>รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรด้านส่งเสริมการผลิต&nbsp;ร่วมกิจกรรมศึกษาแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคนิคองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงกระท่อม&nbsp;ณ&nbsp;ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่&nbsp;4&nbsp;จังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp;พืชกระท่อม&nbsp;(Mitragyna&nbsp;speciosa&nbsp;(Korth.)&nbsp;Havil.)&nbsp;ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ?&nbsp;ได้แก่?&nbsp;การรักษาโรคตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรับยาแผนโบราณ&nbsp;กลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร?&nbsp;มาเป็นเวลานาน&nbsp;โดยมีสารไมตราจินีน&nbsp;และสาร&nbsp;7-ไฮดรอกไซไมตราจินีน&nbsp;เป็นสารสำคัญสามารถบรรเทาอาการปวด?&nbsp;แก้ปวดท้อง&nbsp;แก้บิด&nbsp;ท้องเสีย&nbsp;แก้ปวดเมื่อยร่างกาย&nbsp;ระงับประสาท&nbsp;ช่วยให้ทำงานทนไม่หิวง่าย&nbsp;โดยพบได้มากในป่าธรรมชาติบริเวณภาคใต้&nbsp;และบางจังหวัดของภาคกลาง</p><p><strong>รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ในอดีตพืชกระท่อมถูกระบุในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ&nbsp;ประเภทที่&nbsp;5&nbsp;แต่ในปัจจุบันประเทศไทยได้แก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ&nbsp;ฉบับที่&nbsp;8&nbsp;มีผลบังคับใช้ในวันที่&nbsp;24&nbsp;สิงหาคม&nbsp;2564&nbsp;โดยพืชกระท่อมได้พ้นจากบัญชียาเสพติดให้โทษ&nbsp;พิชกระท่อมจึงได้รับความสนใจจากเกษตรกรและประชาชนทั่วไป?&nbsp;อย่างไรก็ตามพืชกระท่อมยังขาดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพและปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์&nbsp;มหาวิทยาลัยขอนแก่น&nbsp;โดยการสนับสนุนทุนวิจัยโดยสำนักงาน&nbsp;ป.ป.ส.&nbsp;ดำเนินการวิจัยเรื่องการศึกษาการขยายพันธุ์และส่งเสริมพืชกระท่อมพันธุ์ดีสู่พืชเศรษฐกิจ&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขยายพันธุ์&nbsp;การเจริญเติบโตและการตอบสนองทางสรีรวิทยาในระยะต้นกล้าและศึกษาปัจจัย&nbsp;รวมถึงอุปสรรค&nbsp;สำหรับการขยายพันธุ์กล้าไม้พืชกระท่อม&nbsp;เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการปลูก&nbsp;สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และพัฒนาไปสู่พืชเศรษฐกิจฐานชุมชน&nbsp;เพื่อสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรต่อไป&nbsp;โดยมีเป้าหมายการผลิตจำนวน?&nbsp;100,000?&nbsp;ต้น</p><p><strong>โดยการจัดกิจกรรมในวันนี้</strong>&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมกับคณะอาจารย์&nbsp;นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น&nbsp;กองขยายพันธุ์พืช?&nbsp;ศูนย์ขยายพันธุ์พืช&nbsp;สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;5&nbsp;จังหวัดสงขลา?&nbsp;เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคนิคในการเพาะกระท่อมพันธุ์ดีซึ่งจะนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการผลิตกระท่อมตามโครงการวิจัยและนำองค์ความรู้ดังกล่าวไว้ใช้ส่งเสริมเกษตรกรต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคใต้	สงขลา	สทท.สงขลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110142705344
54	ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีกดปุ่ม เดินเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือเกษตกร	<p><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;กดปุ่ม&nbsp;เดินเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือเกษตกร&nbsp;</strong>นายชัยชาญ&nbsp;สิทธิวิรัชธรรม&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายโชติวุฒิ&nbsp;ธนาคมานุสรณ์&nbsp;ส.ส.&nbsp;จังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;ร่วมให้การต้อนรับ&nbsp;นายสุรสีห์&nbsp;กิตติมณฑล&nbsp;เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;และคณะ&nbsp;ตรวจติดตามสถานการณ์การใช้น้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง&nbsp;ปี&nbsp;2564/2565&nbsp;ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา&nbsp;ในเขตพื้นที่สำนักงานชลประทานที่10&nbsp;และ&nbsp;12&nbsp;ณ&nbsp;ฝ่ายส่งน้ำที่&nbsp;2&nbsp;ชัณสูตร&nbsp;(โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร)&nbsp;ต.โพสังโฆ&nbsp;อ.ค่ายบางระจัน&nbsp;จ.สิงห์บุรี&nbsp;</p><p><strong>โดยได้พบปะพูดคุยรับทราบปัญหาของเกษตรกร&nbsp;</strong>ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;และผู้แทนจากกรมชลประทาน&nbsp;ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของเกษตรกรโดยจะดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้แก่เกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว&nbsp;และพืชเกษตรแล้วในฤดูการนี้จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต&nbsp;และขอความร่วมมือเกษตรกรห้ามเพาะปลูกเพิ่มเติมและงดการเพาะปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวในฤดูการนี้จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝน&nbsp;เนื่องจากน้ำต้นทุนมีจำนวนน้อยและต้องใช้ในการบริหารจัดการด้านอื่นๆ&nbsp;เช่น&nbsp;ใช้ในการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์&nbsp;</p><p><strong>โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;ได้ขอความร่วมมือเกษตรกร</strong>ให้เข้าร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดล&nbsp;หรือโครงการ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;เพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ&nbsp;ลดต้นทุนการผลิต&nbsp;เพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน&nbsp;ในการนี้&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีได้กดปุ่ม&nbsp;เดินเครื่องสูบน้ำจากแม่น้ำน้อยเข้าสู่คลองส่งน้ำ&nbsp;1&nbsp;ซ้าย&nbsp;-1&nbsp;ขวา&nbsp;ต.ถอนสมอ&nbsp;&nbsp;อ.ท่าช้าง&nbsp;&nbsp;จ.สิงห์บุรี&nbsp;เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับเกษตรกร&nbsp;และได้ร่วมลงพื้นที่สำรวจการเพาะปลูกข้าวนาปรังของเกษตรกรด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สิงห์บุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสิงห์บุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110144546356
55	เกษตรกรเลี้ยงไก่ปลื้ม ผู้บริโภคเข้าใจกินเนื้อไก่เพิ่มร่วมแก้ปัญหาประเทศยามวิกฤตหมูแพง	<p><strong>เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ทั่วประเทศ&nbsp;รับอานิสงส์หลังผู้บริโภคหันกินเนื้อไก่</strong>ทดแทนเนื้อหมูเพิ่มมากขึ้น&nbsp;ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหาประเทศจากหมูขาดแคลนและมีราคาแพง&nbsp;ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ฟื้นตัวหลังอุตสาหกรรมชะลอตัวยาวช่วงโควิด-19</p><p><strong>นางฉวีวรรณ&nbsp;คำพา&nbsp;นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย</strong>&nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;สถานการณ์ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง&nbsp;จากการที่ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมหันไปหาโปรตีนทางเลือกอื่นที่มีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการเทียบเท่าเนื้อหมูในราคาที่เหมาะสม&nbsp;ซึ่งเนื้อไก่เป็นโปรตีนคุณภาพดีย่อยง่าย&nbsp;ที่สำคัญราคาถูกกว่าเนื้อหมูในขณะนี้ถึง&nbsp;3&nbsp;เท่า&nbsp;ทำให้จูงใจผู้บริโภคในการเปลี่ยนไปหาเนื้อสัตว์ทดแทน&nbsp;ซึ่งร้านอาหารและร้านอาหารตามสั่ง&nbsp;มีการปรับวัตถุดิบจากเนื้อหมูมาเป็นเนื้อไก่มากขึ้นด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>สมาคมฯ&nbsp;ขอขอบคุณคนไทยแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ที่เข้าใจสถานการณ์</strong>และเลือกกินเนื้อไก่ทดแทนเนื้อหมู&nbsp;ทำให้ผู้เลี้ยงมีตลาดรองรับเพิ่มขึ้น&nbsp;ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาประเทศในยามวิกฤตขาดแคลนเนื้อหมูแล้ว&nbsp;ยังช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่มีกำลังใจดำเนินธุรกิจต่อไป&nbsp;หลังแบกภาระขาดทุนตลอดช่วงระยะเวลาโควิด-19&nbsp;เกษตรกรพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลและสร้างแหล่งอาหารมั่นคงและยั่งยืน&nbsp;ให้กับคนไทยในทุกสถานการณ์&nbsp;</p><p><strong>นางฉวีวรรณ&nbsp;กล่าว&nbsp;&nbsp;นางฉวีวรรณ&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ความต้องการเนื้อไก่ที่เพิ่ม</strong>ขึ้นส่งผลให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย&nbsp;โดยราคาเฉลี่ยหน้าฟาร์มปรับมาอยู่ที่&nbsp;37-39&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ขณะที่คนเลี้ยงมีต้นทุน&nbsp;36-38&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;แม้จะปรับไม่มากและเป็นราคาทรงตัวตั้งแต่ปลายปี&nbsp;2564&nbsp;แต่ก็ดีขึ้นกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;และดีกว่าเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ราคาเฉลี่ยประมาณ&nbsp;34-35&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ปัจจุบันราคาไก่ทั้งตัวเฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที่&nbsp;80&nbsp;บาท&nbsp;อกไก่&nbsp;75&nbsp;บาท&nbsp;น่องไก่&nbsp;65&nbsp;บาท&nbsp;ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการในตลาด&nbsp;ในระหว่างรอผลผลิตเนื้อหมูจากการเลี้ยงรอบใหม่อีกระยะหนึ่ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทย</strong>&nbsp;ยังประสบกับปัญหาสำคัญคือต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนหลักประมาณ&nbsp;60%&nbsp;ของต้นทุนการเลี้ยง&nbsp;ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย&nbsp;โดยเฉพาะช่วงปี&nbsp;2-3&nbsp;ปีที่ผ่านมา&nbsp;เกษตรกรต้องประสบกับการขาดทุนสะสมจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp;โดยเฉพาะในปี&nbsp;2564&nbsp;ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง&nbsp;30-40%&nbsp;รวมถึงปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคระบาดปรับราคาสูงขึ้น&nbsp;ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย&nbsp;ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการบริหารจัดดังกล่าวมานาน&nbsp;ซึ่งราคาเนื้อไก่ที่ปรับขึ้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ให้มีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อไทยได้มาตรฐานสากลระดับโลก&nbsp;</strong>และปฏิบัติตามแนวทางการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม&nbsp;(Good&nbsp;Agricultural&nbsp;Practice&nbsp;:&nbsp;GAP)&nbsp;ได้รับการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์อย่างสม่ำเสมอ&nbsp;เพื่อป้อนตลาดในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;สร้างหลักประกันให้กับผู้บริโภคเนื้อไก่ให้ได้รับโปรตีนคุณภาพดีและปลอดภัยอย่างยั่งยืน.</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ปริญญา/ข่าว/ภาพ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคตะวันออก	ชลบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110154938431
56	เกษตรกร เชียร์รัฐแก้ปัญหาหมูทั้งระบบ	<p><strong>เกษตรกร&nbsp;เชียร์รัฐแก้ปัญหาหมูทั้งระบบ&nbsp;ยกนิ้วแนวทางดึงเกษตรกร</strong>ฟื้นอาชีพ&nbsp;เพิ่มซัพพลายหมู&nbsp;ขอเร่งเยียวยา-หาสินเชื่อช่วยเกษตรกร&nbsp;ย้ำต้องปล่อยกลไกตลาดทำงานเสรี</p><p><strong>นายสุนทราภรณ์&nbsp;สิงห์รีวงศ์&nbsp;นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรสนับสนุนมาตรการเร่งแก้ปัญหาสุกรของภาครัฐ&nbsp;ด้วยการส่งเสริมเกษตรผู้เลี้ยงรายย่อยให้ฟื้นอาชีพกลับมาเลี้ยงสุกร&nbsp;เพื่อให้มีปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบโดยเร็ว&nbsp;หลังจากที่พี่น้องเกษตรกรต้องเลิกเลี้ยงหรือชะลอการเลี้ยงไปถึง&nbsp;60%&nbsp;ของจำนวนผู้เลี้ยงทั่วประเทศ&nbsp;จากที่เคยมีถึง&nbsp;200,000&nbsp;ราย&nbsp;เหลือเพียง&nbsp;80,000&nbsp;รายในปัจจุบัน&nbsp;</p><p><strong>โดยภาครัฐต้องสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถกลับมาดำเนินการเลี้ยงให้ได้เร็วที่สุด</strong>&nbsp;โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสะสมที่เกษตรกรต้องแบกรับมาตลอด&nbsp;ทั้งเรื่องการเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้กับผู้เลี้ยงที่ประสบปัญหาเรื่องโรคในสุกร&nbsp;และได้รับผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐ&nbsp;ที่กำหนดให้มีการทำลายสุกร&nbsp;เพื่อป้องกัน&nbsp;ควบคุมและกำจัดโรค&nbsp;รวมถึงการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในช่วงก่อนหน้านี้&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนในการเริ่มต้นเลี้ยงสุกรใหม่&nbsp;ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจและสร้างความมั่นใจ&nbsp;ด้วยการประกันภัย&nbsp;กรณีที่กลับมาเลี้ยงใหม่แล้วเกิดความเสียหาย&nbsp;จะต้องมีการชดเชยในทันที&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ที่ผ่านมาเกษตรกรให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการดูแลผู้บริโภคมาตลอด&nbsp;</strong>ทั้งที่ต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านมานานกว่า&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;เราต้องแก้ปัญหาโดยลำพัง&nbsp;ต้องดูแลและช่วยเหลือกันเอง&nbsp;โดยไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ&nbsp;จนกลายเป็นปัญหาสะสมทำให้คนเลี้ยงไม่มั่นใจ&nbsp;พากันเลิกอาชีพ&nbsp;และปล่อยเล้าร้าง&nbsp;จำนวนหมูจึงลดลงอย่างมากในวันนี้&nbsp;ถึงแม้ว่าราคาจะจูงใจ&nbsp;แต่ความกังวลต่อสถานการณ์ต่างๆ&nbsp;ทุกคนจึงไม่กล้าเสี่ยง&nbsp;ดังนั้นการจะาฟื้นอาชีพและเรียกความเชื่อมั่นของเกษตรกรกลับมาอีกครั้ง&nbsp;ภาครัฐต้องแก้ปัญหาทั้งระบบในทันที&nbsp;เพราะการเพิ่มปริมาณหมูขุนให้กลับมาใกล้เคียง&nbsp;18-19&nbsp;ล้านตัวต่อปี&nbsp;จะต้องใช้เวลา&nbsp;1-2&nbsp;ปี&nbsp;ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือคนเลี้ยงหมู&nbsp;ให้เหมือนกับที่ช่วยเหลือเยียวยาภาคเกษตรอื่นๆ&nbsp;โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ&nbsp;การช่วยลดหนี้&nbsp;พักหนี้&nbsp;หรือพักดอกเบี้ย&nbsp;พร้อมเร่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุด&nbsp;รวมถึงเลื่อนจ่ายภาษีของเกษตรกรออกไปก่อน&nbsp;และต้องปล่อยให้ราคาซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาด&nbsp;&nbsp;นายสุนทราภรณ์&nbsp;กล่าว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ&nbsp;กล่าวอีกว่า&nbsp;สำหรับแนวทางแก้ปัญหา</strong>&nbsp;ด้วยการงดส่งออกสุกรไปต่างประเทศนั้น&nbsp;ข้อเท็จจริงคือ&nbsp;ขณะนี้การส่งออกหยุดไปโดยอัตโนมัติ&nbsp;จากปริมาณสุกรที่หายไปจากระบบและไม่เพียงพอป้อนตลาดในประเทศ&nbsp;ประกอบกับสุกรไทยมีต้นทุนสูงและราคาปรับเพิ่มขึ้นจึงไม่จูงใจในการสั่งซื้อ&nbsp;ส่วนที่แนะนำให้แก้ปัญหาโดยการนำเข้าสุกรจากต่างประเทศเป็นการชั่วคราว&nbsp;จะยิ่งซ้ำเติมปัญหา&nbsp;เพราะคนไทยต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์สุกรต่างประเทศ&nbsp;เกษตรกรต้องเสี่ยงกับโรคสุกรที่อาจติดมากับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว&nbsp;รวมถึงผลกระทบต่อวงจรการผลิตสุกรทั้งอุตสาหกรรม&nbsp;ต่อเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชไร่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;ภาคเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การเลี้ยง&nbsp;จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่&nbsp;ที่ต้องล่มสลาย&nbsp;เนื่องจากสุกรไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสุกรต่างประเทศได้</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ปริญญา/ข่าว/ภาพ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคตะวันออก	ชลบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110155553436
57	ตรัง  โอกาสทองของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย หลังราคาหมูแพงทำคนต้องการซื้อลูกสุกรพุ่ง แต่เดือดร้อนจากค่าปัจจัยที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าอาหารที่แพงปรับขึ้นถี่ยิบ	<p><strong>ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงสุกรบ้านเกาะปราง&nbsp;หมู่&nbsp;12</strong>&nbsp;ต.หนองปรือ&nbsp;อ.รัษฎา&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;นายประยวด&nbsp;สุขดำ&nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน&nbsp;หมู่&nbsp;12&nbsp;ต.หนองปรือ&nbsp;อ.รัษฎา&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;และเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงสุกรบ้านเกาะปราง&nbsp;&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ในกลุ่มมีสมาชิกประมาณ&nbsp;20&nbsp;คน&nbsp;โดยกระจายกันเลี้ยง&nbsp;ในส่วนของตนเองมีแม่พันธุ์อยู่&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ตัว&nbsp;มีลูกสุกร&nbsp;อายุ&nbsp;40&nbsp;วัน&nbsp;อยู่จำนวน&nbsp;14&nbsp;ตัว&nbsp;ซึ่งขณะนี้มีคนจองทั้งหมดแล้ว&nbsp;โดยจำหน่ายในราคาตัวละ&nbsp;2,500&nbsp;บาท&nbsp;ก่อนหน้านี้เคยจำหน่ายในราคาตัวละ&nbsp;2,000&nbsp;บาท&nbsp;คนที่ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องการจะเอาไปเลี้ยงขุน&nbsp;ส่งขายเป็นสุกรชำแหละ&nbsp;ซึ่งราคาสูงมาก&nbsp;</p><p><strong>ขณะนี้ลูกสุกรมีไม่พอจำหน่าย&nbsp;เพราะความต้องการสูงมากขึ้นกว่า&nbsp;40%</strong>&nbsp;โดยมีบางคนที่ต้องการเลี้ยงมาสอบถามอยู่ตลอดเวลาว่า&nbsp;แม่สุกรจะตกลูกอีกเมื่อไร&nbsp;เพราะต้องการซื้อ&nbsp;โดยแม่สุกร&nbsp;เมื่อผสมพันธุ์แล้วใช้เวลาประมาณ&nbsp;4&nbsp;เดือน&nbsp;หรือประมาณ&nbsp;114&nbsp;&nbsp;119&nbsp;วัน&nbsp;ก็จะตกลูก&nbsp;หลังจากนั้นประมาณ&nbsp;45&nbsp;วัน&nbsp;ก็สามารถขายเป็นลูกสุกรได้ดังกล่าว&nbsp;แต่ส่วนตัวก็จะต้องเก็บไว้บางส่วน&nbsp;เพื่อจะนำไปขุนเอง&nbsp;และเมื่อขุนได้ขนาด&nbsp;จะถูกนำไปส่งให้กับพ่อค้าเขียงหมู&nbsp;ซึ่งจะเป็นผู้ที่นำอาหารหมูมาขายให้แก่เกษตรกร&nbsp;และจะรับซื้อลูกสุกรขุนที่พวกตนเลี้ยงกลับไปทั้งหมด&nbsp;ทำให้เกษตรกรไม่ต้องมีปัญหาเรื่องของการตลาด&nbsp;&nbsp;แถมช่วงนี้ยังทำให้ราคาหมูหน้าฟาร์มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;ตลอดระยะเวลา&nbsp;1&nbsp;เดือนที่ผ่านมา&nbsp;จนล่าสุดถึงกิโลกรัมละ&nbsp;90&nbsp;บาทแล้ว&nbsp;ซึ่งไม่เคยมีราคาที่ดีเช่นนี้มาก่อนเลย&nbsp;ซึ่งขณะนี้มีสุกรขุนอยู่ในฟาร์มจำนวน&nbsp;50&nbsp;ตัว&nbsp;รอทยอยส่งขายให้พ่อค้าแม่ค้าเขียงหมู&nbsp;</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;สิ่งที่เกษตรกรรู้สึกกังวลก็คือ&nbsp;ราคาอาหารหมูที่ปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ</strong>&nbsp;ครั้งละ&nbsp;10&nbsp;บาทต่อกระสอบ&nbsp;รวมประมาณ&nbsp;4&nbsp;ครั้งแล้ว&nbsp;นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน&nbsp;2564&nbsp;และล่าสุดที่ปรับขึ้นก็คือ&nbsp;เมื่อช่วงต้นปี&nbsp;2565&nbsp;ต่างไปจากเมื่อก่อนที่นานๆ&nbsp;ราคาอาหารหมูจะปรับขึ้นสักครั้ง&nbsp;โดยทางผู้ผลิตอ้างว่าเกิดจากวัตถุดิบขาดแคลน&nbsp;โดยราคาอาหารจะมีทั้งหมด&nbsp;5&nbsp;ขนาด&nbsp;เริ่มจากขนาดเล็กจะแพงสุดไปจนถึงสุกรขุนจนส่งขายได้&nbsp;โดยมีราคากระสอบละ&nbsp;790&nbsp;บาท&nbsp;,700&nbsp;บาท&nbsp;,570&nbsp;บาท&nbsp;,&nbsp;500&nbsp;บาท&nbsp;และ&nbsp;480&nbsp;บาท&nbsp;โดยในระยะเวลาประมาณ&nbsp;7&nbsp;เดือน&nbsp;ทำต้นทุนอาหารเพิ่มขึ้นมาประมาณ&nbsp;30%&nbsp;โดยสุกร&nbsp;1&nbsp;ตัว&nbsp;กินอาหารประมาณ&nbsp;7&nbsp;กระสอบ&nbsp;โดยต้นทุนเพิ่มขึ้นเกือบ&nbsp;40%&nbsp;เพราะแม้จะไม่ต้องซื้อลูกสุกร&nbsp;แต่ต้องเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ขยายพันธุ์เอาลูก&nbsp;ซึ่งแบกรับค่าอาหารที่แพงขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110161535456
58	ติดตามสถานการณ์น้ำแล้งปี 65 อย่างใกล้ชิด รณรงค์ทุกภาคส่วนช่วยใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า	<p><strong>นายทวีศักดิ์&nbsp;ธนเดโชพล&nbsp;รองอธิบดีกรมชลประทาน</strong>&nbsp;ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ&nbsp;ผ่านระบบ&nbsp;Video&nbsp;Conference&nbsp;ไปยังสำนักงานชลประทานที่&nbsp;1&nbsp;-17&nbsp;ว่า&nbsp;ปัจจุบัน&nbsp;อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ&nbsp;มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น&nbsp;56,855&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;75&nbsp;ของความจุอ่างฯ&nbsp;รวมกัน</p><p><strong>สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง&nbsp;ปี&nbsp;2564/65</strong>&nbsp;ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว&nbsp;4.05&nbsp;ล้านไร่&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;63&nbsp;ของแผนฯ&nbsp;เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา&nbsp;เพาะปลูกไปแล้ว&nbsp;2.80&nbsp;ล้านไร่&nbsp;&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;99&nbsp;ของแผนฯ&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทาน&nbsp;โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา&nbsp;ให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติสนับสนุนการเกษตรก่อน&nbsp;จากนั้นจะใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำช่วยเสริม&nbsp;</p><p><strong>พร้อมกับเดินหน้าตามมาตรการรับมือการขาดแคลนน้ำ&nbsp;ปี&nbsp;64/65</strong>&nbsp;ทั้ง&nbsp;8&nbsp;มาตรการอย่างเคร่งครัด&nbsp;เน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภค&nbsp;ต้องเพียงพอตลอดทั้งปี&nbsp;ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์&nbsp;&nbsp;สร้างการรับรู้&nbsp;รวมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนทุกภาคส่วน&nbsp;ให้ตระหนักถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด&nbsp;และร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด&nbsp;รู้คุณค่า&nbsp;รวมทั้งควบคุมการเพาะปลูกข้าวนาปรังให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้&nbsp;เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต</p><p><br></p><p><br></p>	2022-10-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110183226520
59	ประมงจังหวัดตรัง มอบพันธุ์สัตว์น้ำและป้ายศูนย์ ศพก. ด้านประมง จำนวน 10 ศูนย์	<p><strong>ที่บริเวณสระน้ำเพิ่มสุข&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</strong>นายโกวิทย์&nbsp;เก้าเอี้ยน&nbsp;ประมงจังหวัดตรัง&nbsp;พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดตรัง&nbsp;มอบพันธุ์สัตว์น้ำ&nbsp;(ปลานิล,&nbsp;ปลาทับทิม,&nbsp;ปลาดุก,&nbsp;ปลาหมอ)&nbsp;จำนวน&nbsp;3,530&nbsp;ตัว&nbsp;อาหารสัตว์น้ำ&nbsp;จำนวน&nbsp;19&nbsp;กระสอบ&nbsp;และมอบป้ายศูนย์&nbsp;ศพก.&nbsp;ด้านประมง&nbsp;โดยให้แก่เจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;ด้านประมง&nbsp;ตามโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้านประมง&nbsp;</strong>(ศูนย์เครือข่าย)&nbsp;ซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายฯ&nbsp;ที่จัดตั้งใน&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;ให้มีฐานเรียนรู้ด้านการประมง&nbsp;สามารถเป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรผู้สนใจ&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ศูนย์&nbsp;(อำเภอละ&nbsp;1&nbsp;ศูนย์)</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-11-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111142557787
60	ครม. อนุมัติ  574.11 ล้านบาท เยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในพื้นที่ 56 จังหวัด	<p><strong>นายธนกร&nbsp;วังบุญคงชนะ&nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&nbsp;(ครม.)&nbsp;มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;งบกลาง&nbsp;&nbsp;รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น&nbsp;จำนวน&nbsp;574.11&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(African&nbsp;Swine&nbsp;Fever&nbsp;:&nbsp;ASF)&nbsp;และโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า&nbsp;โดยจะจ่ายเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายตั้งแต่วันที่&nbsp;23&nbsp;มีนาคม&nbsp;2564&nbsp;&nbsp;15&nbsp;ตุลาคม&nbsp;2564&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;56&nbsp;จังหวัด&nbsp;มีเกษตรกรที่กรมปศุสัตว์ได้ทำลายสุกรไปแล้ว&nbsp;แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย&nbsp;คิดเป็นเงิน&nbsp;จำนวน&nbsp;574.11&nbsp;ล้านบาท&nbsp;แก่เกษตรกร&nbsp;4,941&nbsp;ราย&nbsp;และจำนวนสุกร&nbsp;159,453&nbsp;ตัว</p><p><strong>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;กล่าวอีกว่า</strong>&nbsp;รัฐบาลได้มีการสนับสนุนงบประมาณ&nbsp;&nbsp;เพื่อการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในสุกร&nbsp;ดำเนินการโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&nbsp;ร่วมกรมปศุสัตว์&nbsp;ซึ่งในขณะนี้มีความคืบหน้าของโครงการกว่าร้อยละ&nbsp;70&nbsp;ซึ่งหากพัฒนาได้สำเร็จ&nbsp;ไทยจะเป็นชาติแรกในโลกที่พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในสุกรได้เป็นชาติแรก&nbsp;พร้อมกันนี้กรมปศุสัตว์ยังได้ดำเนินระบบการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง&nbsp;กำกับดูแล&nbsp;ให้เกษตรกร&nbsp;ตลอดจนการป้องกันและควบคุมโรค&nbsp;อาทิ&nbsp;ให้มีรั้วรอบฟาร์ม&nbsp;ให้มีจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ&nbsp;เป็นต้น&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;นายกรัฐมนตรีย้ำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ดำเนินการตรวจสอบ&nbsp;สำรวจโรคตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล&nbsp;พร้อมชี้แจงให้ประชาชนอย่างโปร่งใส&nbsp;ที่สำคัญต้องลดความเดือดร้อนของเกษตรกรเจ้าของฟาร์ม&nbsp;ผู้ค้ารายย่อย&nbsp;โดยเฉพาะผู้บริโภค&nbsp;ในขณะนี้ให้มากที่สุด</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-11-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111142707789
61	ครม. รับทราบ 9 มาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ เร่งจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยง	<p><strong>นายธนกร&nbsp;วังบุญคงชนะ&nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;คณะรัฐมนตรี&nbsp;มีมติรับทราบมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ&nbsp;ฤดูแล้ง&nbsp;ปี&nbsp;2564/2565&nbsp;&nbsp;และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สนทช.)&nbsp;เสนอ&nbsp;เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;ประกอบไปด้วย&nbsp;9&nbsp;มาตรการ&nbsp;ได้แก่&nbsp;</p><p>เร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภท&nbsp;โดยการสูบน้ำจากแหล่งน้ำมากไปสู่แหล่งน้ำน้อย&nbsp;ไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ&nbsp;แหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดิน&nbsp;รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งเก็บน้ำและปรับปรุงและพัฒนาระบบธนาคารน้ำใต้ดิน&nbsp;จัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ&nbsp;สำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองได้&nbsp;จัดทำแผนปฏิบัติการสำรองน้ำในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบเพื่ออุปโภค&nbsp;บริโภค&nbsp;และการเกษตร&nbsp;และจัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง&nbsp;ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำตามสภาพอากาศที่เหมาะสม&nbsp;</p><p><strong>กำหนดการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง</strong>&nbsp;ได้แก่&nbsp;กำหนดแผนปริมาณน้ำจัดสรรในฤดูแล้งให้ชัดเจน&nbsp;&nbsp;ควบคุมการใช้น้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนให้เป็นไปตามแผนและมีประสิทธิภาพ&nbsp;และการบริหารจัดการน้ำต้องคำนึงถึงระดับน้ำในทางน้ำที่อาจจะลดต่ำกว่าปกติ&nbsp;วางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง&nbsp;โดยจัดทำทะเบียนเกษตรกร&nbsp;ระบุพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งน้ำที่นำมาใช้ให้ชัดเจนเพื่อให้การเพาะปลูกสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน&nbsp;เตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ&nbsp;เพื่อสนับสนุนน้ำเตรียมแปลงเพาะปลูกนารอบที่&nbsp;1&nbsp;(นาปี)&nbsp;เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก&nbsp;สายรอง&nbsp;และเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับกรณีเกิดปัญหา&nbsp;เฝ้าระวัง&nbsp;ตรวจวัด&nbsp;และควบคุมการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรม&nbsp;การเกษตร&nbsp;และชุมชนลงสู่แหล่งน้ำ&nbsp;รวมทั้งควบคุมและขึ้นทะเบียนการเลี้ยงปลากระชังในแหล่งน้ำและลำน้ำ&nbsp;ติดตามและประเมินผลเพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน&nbsp;โดยรายงานเป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง&nbsp;รวมทั้งติดตาม&nbsp;ควบคุมการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชทนแล้ง&nbsp;การทำนาปรัง&nbsp;สร้างการรับรู้สถานการณ์และแผนบริหารจัดการน้ำ&nbsp;เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่กำหนด&nbsp;ซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุได้ทันที</p><p><strong>โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ</strong>&nbsp;เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ&nbsp;หรือเสี่ยงภัยแล้ง&nbsp;หรือฝนทิ้งช่วง&nbsp;ผ่านโครงการต่างๆ&nbsp;อาทิ&nbsp;โครงการซ่อมแซมอาคารชลศาสตร์&nbsp;เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง&nbsp;โครงการการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค&nbsp;โครงการปรับปรุงอาคารชลศาสตร์&nbsp;เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง&nbsp;และโครงการเพิ่มน้ำต้นทุน&nbsp;เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง&nbsp;เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างอาชีพ&nbsp;รายได้&nbsp;และการจ้างแรงงานให้กับประชาชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง&nbsp;ที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอีกด้วย</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-11-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111144721812
62	เริ่มแล้ว ฤดูกาลทุเรียน ออกก่อน อ่อนไม่มี ทุเรียนทวาย ทุเรียนนอกฤดู ยอดจอง ไม่พอขาย	<p><strong>การผลิต&nbsp;ทุเรียน&nbsp;นอกฤดู&nbsp;หรือที่เรียกกันว่าทุเรียนทวาย&nbsp;</strong>ในพื้นที่&nbsp;ต.อ่าวใหญ่&nbsp;อ.เมือง&nbsp;จ.ตราด&nbsp;ถือว่า&nbsp;เกษตรชาวสวนส่วนน้อย&nbsp;ที่ต้องการผลผลิตทุเรียนให้ออกในช่วงนี้&nbsp;เพราะดูแลยาก&nbsp;บางต้นจะเก็บไว้&nbsp;5-10&nbsp;ลูก&nbsp;เท่านั้น&nbsp;แต่ด้วยความต้องการของผู้บริโภคทุเรียน&nbsp;มีความต้องการสูง&nbsp;และรวมถึงราคาที่&nbsp;ณ&nbsp;ขณะนี้&nbsp;เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน&nbsp;นายชยุตพงศ์&nbsp;ลาภดล&nbsp;เกษตรกรสวนทุเรียน&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;ต.อ่าวใหญ่&nbsp;อ.เมือง&nbsp;จ.ตราด&nbsp;ถือเป็นเกษตรกร&nbsp;เจ้าแรกๆ&nbsp;ที่จำหน่ายทุเรียนทวาย&nbsp;เปิดหน้าร้าน&nbsp;บ้านคอกม้า&nbsp;ตั้งอยู่&nbsp;ริมถนน&nbsp;สายตราด&nbsp;แหลมศอก&nbsp;ต.อ่าวใหญ่&nbsp;อ.เมือง&nbsp;จ.ตราด&nbsp;จำหน่ายทุเรียน&nbsp;และผลไม้ตามฤดูกาล&nbsp;ของจังหวัดตราด&nbsp;</p><p><strong>นายชยุตพงศ์&nbsp;บอกว่า&nbsp;</strong>ตนเองจะรับซื้อทุเรียนที่ได้คุณภาพ&nbsp;จากเจ้าของสวนในพื้นที่&nbsp;ส่งไปทั่วประเทศ&nbsp;ซึ่งช่วงนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลผลผลิตทุเรียนของจังหวัดตราด&nbsp;ที่เหลืออีกไม่กี่วัน&nbsp;ก็จะออกมารุ่นแรก&nbsp;แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่&nbsp;ความต้องการของผู้บริโภคทุเรียนมีมาก&nbsp;และประจวบกับทุเรียนทวายในพื้นที่&nbsp;จังหวัดตราด&nbsp;ออกเป็นทุเรียนที่ออกก่อนฤดู&nbsp;เป็นที่ต้องการของลูกค้าเป็นจำนวนมากด้วย&nbsp;ทำให้มียอดสั่งจอง&nbsp;สินค้าไม่พอจำหน่าย&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ซึ่ง&nbsp;นายชยุตพงศ์&nbsp;บอกอีกว่า&nbsp;ทุเรียนทวาย&nbsp;เป็นทุเรียนที่&nbsp;ออกก่อนฤดูและมีรสชาติอร่อย&nbsp;</strong>เพราะช่วงของการเจริญเติบโต&nbsp;จะไม่โดนฝน&nbsp;ทำให้เนื้อทุเรียน&nbsp;หอม&nbsp;หนึบ&nbsp;อร่อย&nbsp;แต่อาจจะมีเปลือกหนาบางลูก&nbsp;และจะเป็นไซด์ขนาดใหญ่&nbsp;ส่วนการจำหน่ายนั้น&nbsp;ราคากลาง&nbsp;จะดูจากล้งเป็นหลัก&nbsp;ซึ่งราคาจะไม่สูงกว่าล้งมากนัก&nbsp;จะอยู่ที่ประมาณ&nbsp;กิโลกรัมละ&nbsp;180&nbsp;บาท&nbsp;<strong>ทางนายชยุตพงศ์&nbsp;บอกต่ออีกว่า&nbsp;</strong>จะทำการส่งจำหน่ายทุเรียนทวาย&nbsp;จนกว่าทุเรียนในพื้นที่รุ่นนี้จะหมด&nbsp;ต่อเนื่องไปจนถึงฤดูกาลทุเรียน&nbsp;หมอนทอง&nbsp;ของจังหวัดตราด&nbsp;จะออกสู่ตลาด&nbsp;ในช่วงประมาณสิ้นเดือน&nbsp;มีนาคมที่จะถึงนี้</p><p><br></p><p>สุนิสา&nbsp;สสังข์ทอง&nbsp;สวท.ตราด</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-11-01T00:00:00	ภาคตะวันออก	ตราด	สวท.ตราด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111153931849
63	อุตุฯ สุพรรณบุรี เตือนเกษตรกรควรใช้น้ำอย่างประหยัดและวางแผนการใช้น้ำที่เก็บกักไว้ให้มีประสิทธิภาพ	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายสมนึก&nbsp;สวนดอกไม้&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาสุพรรณบุรี</strong>&nbsp;<strong>เปิดเผยว่า&nbsp;</strong>ระยะนี้&nbsp;บริเวณความกดอากาศสูงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน&nbsp;ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีอากาศหนาวเย็น&nbsp;โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว&nbsp;ส่วนภาคกลาง&nbsp;ภาคตะวันออก&nbsp;รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล&nbsp;มีอากาศเย็นในตอนเช้า&nbsp;บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด&nbsp;อุณหภูมิต่ำสุด&nbsp;4-15&nbsp;องศาเซลเซียส&nbsp;และบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว&nbsp;อุณหภูมิต่ำสุด&nbsp;8-15&nbsp;องศาเซลเซียส</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>คำแนะนำสำหรับการเกษตรในภาคกลาง&nbsp;ระยะนี้จะมีอากาศเปลี่ยนแปลง</strong>&nbsp;เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง&nbsp;สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน&nbsp;เกษตรกรควรใช้น้ำอย่างประหยัดและวางแผนการใช้น้ำที่เก็บกักไว้ให้มีประสิทธิภาพ&nbsp;เพื่อจะได้มีน้ำใช้ทางด้านการเกษตรในช่วงแล้ง&nbsp;สำหรับปริมาณน้ำระเหยจะมีมาก&nbsp;เกษตรกรควรคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชและโคนต้นพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;เช่น&nbsp;ใบไม้&nbsp;ฟางข้าว&nbsp;และหญ้าแห้ง&nbsp;เป็นต้น&nbsp;เพื่อลดอัตราการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน&nbsp;รักษาความชื้นภายในดิน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-11-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สุพรรณบุรี	สวท.สุพรรณบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111160537865
64	ปศุสัตว์จังหวัดตรัง ยืนยันหมูในจังหวัดตรังไม่เคยเกิดโรคระบาด	<p><strong>จากกรณีที่ฟาร์มเลี้ยงหมูรายย่อยหลายแห่งใน&nbsp;อ.รัษฎา&nbsp;และ&nbsp;อ.ห้วยยอด</strong>&nbsp;เกิดโรคระบาดเมื่อประมาณ&nbsp;3-4&nbsp;เดือนที่ผ่าน&nbsp;จนทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์&nbsp;เข้าไปตรวจสอบและสั่งการให้เจ้าของฟาร์มหมูเร่งฝังทำลายหมูทั้งหมด&nbsp;ทำให้ขาดทุนจำนวนมาก&nbsp;แต่ก็มีเจ้าของฟาร์มเลี้ยงหมูบางรายต้องเร่งส่งขาย&nbsp;เพื่อลดปัญหาการขาดทุน&nbsp;ทำให้จนถึงขณะนี้เจ้าของฟาร์มเลี้ยงหมูจำนวนมากต้องหยุดพักคอก&nbsp;ไม่กล้าลงทุนเลี้ยงใหม่&nbsp;เพราะอาหารและลูกหมูมีราคาแพง&nbsp;และหวั่นจะเกิดโรคระบาดซ้ำ&nbsp;เพราะที่ผ่านมาหลังจากหมูเกิดโรคระบาด&nbsp;แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนว่าโรคระบาดที่เกิดขึ้นเกิดจากโรค&nbsp;และสาเหตุอะไร&nbsp;</p><p><strong>ล่าสุด&nbsp;นายสัตวแพทย์สุรจิต&nbsp;วิชชุวรรณ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>ตนของยืนยันว่าจังหวัดตรัง&nbsp;ไม่เคยเกิดโรคระบาดในหมู&nbsp;ส่วนภาคใต้ก็มีบ้างแต่ประปราย&nbsp;ตนในฐานะปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;ขอยืนยันว่าได้ควบคุมโรคระบาดในจังหวัดตรังได้อย่างชัดเจน&nbsp;แน่นอน&nbsp;ดังนั้น&nbsp;ผลกระทบของโรคระบาดที่เกิดขึ้นอย่างที่ปรากฎข่าวอยู่ขณะนี้&nbsp;ไม่พบในจังหวัดตรังอย่างแน่นอน&nbsp;และไม่พบโรคระบาดในจังหวัดตรังมาเป็นเวลานานแล้ว&nbsp;ในส่วนของกรมปศุสัตว์มีนโยบายอย่างชัดเจน&nbsp;มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อย&nbsp;และเกษตรกรรายใหญ่&nbsp;เพื่อให้มีความรู้เท่าทันโรคระบาดในฟาร์ม&nbsp;โดยกรมปศุสัตว์มีนโยบายให้ประชุมเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกเป็นประจำทุกปี&nbsp;ปีละ&nbsp;2-3&nbsp;ครั้ง&nbsp;ในขณะที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์รายใหญ่&nbsp;หรือฟาร์มระบบปิดมีรูปแบบการจัดการฟาร์มและการป้องกันโรคอย่างดี&nbsp;ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่ไม่ได้พัฒนาฟาร์มเป็นฟาร์มมาตรฐานจะมีปัญหานิดหน่อย&nbsp;ทั้งนี้ชาวบ้านถามยืนยันว่า&nbsp;ไม่เคยพบการโรคระบาดในหมูเกิดขึ้นเลยหรือ&nbsp;แต่ชาวบ้านและเจ้าของฟาร์มในพื้นที่&nbsp;อ.รัษฎา&nbsp;และอ.ห้วยยอด&nbsp;ยืนยันว่าหมูเกิดโรคระบาดและฝังไปเป็นจำนวนมากก่อนสิ้นปี&nbsp;2564&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ทางด้านนายสัตวแพทย์สุรจิต&nbsp;วิชชุสุวรรณ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;ได้กล่าวว่า&nbsp;</strong>ไม่เคยมี&nbsp;เป็นการเสพข่าว&nbsp;และเข้าไปตรวจสอบแล้วยืนยันไม่พบการระบาดเลย&nbsp;สำหรับจังหวัดตรัง&nbsp;มีเกษตรการรายย่อย&nbsp;ที่เลี้ยงสุกร&nbsp;ประมาณ&nbsp;10,000&nbsp;ราย&nbsp;มีสุกรนับแสนตัว&nbsp;มีฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีแม่พันธุ์&nbsp;4,500&nbsp;ตัว&nbsp;มีหมูขุนในฟาร์ม&nbsp;30,000&nbsp;ตัว&nbsp;จึงยืนยันว่าหมูในจังหวัดตรังมีเพียงพอต่อการบริโภคในจังหวัดอย่างแน่นอน&nbsp;แต่หมูย่างมีการนำเข้าจากจังหวัดใกล้เคียงบ้าง&nbsp;ประมาณวันละ&nbsp;200&nbsp;ตัว&nbsp;เพราะหมูย่างจะมีการเลือกใช้หมูขนาดเฉพาะของเขา&nbsp;&nbsp;แต่สาเหตุที่หมูในจังหวัดตรังมีราคาแพง&nbsp;เป็นเพราะในโลกสมัยที่การสื่อสารทั่วถึง&nbsp;รวดเร็ว&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดตรังหมูมีเพียงพออยู่แล้ว&nbsp;ไม่ได้ขาดแคลน&nbsp;แต่เมื่อหมูที่อื่นขาดตลอด&nbsp;หมูที่ตรังจึงไหลไปที่อื่นด้วย&nbsp;และราคาก็ขยับราคาสูงตามประกาศราคาสมาคมผู้เลี้ยงหมูภาคใต้</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p><p>&nbsp;</p>	2022-11-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111160746868
65	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรับมือผลไม้ฤดูการผลิตปี 2565 ล่วงหน้า พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19&nbsp;ส่งผลให้เกิดมาตรการที่เข้มงวดโดยเฉพาะด่านนำเข้าจีน&nbsp;และส่งผลต่อการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรผลไม้ของไทย&nbsp;นายเฉลิมชัย&nbsp;ศรีอ่อน&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในฐานะประธานคณะกรรมการและบริหารการจัดการผลไม้&nbsp;มีความเป็นห่วงสถานการณ์และได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&nbsp;เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย&nbsp;จึงได้มอบหมายให้นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ&nbsp;ลงพื้นที่ภาคเหนือ&nbsp;3&nbsp;จังหวัด&nbsp;ได้แก่&nbsp;เชียงใหม่&nbsp;ลำพูน&nbsp;และเชียงราย&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;11-15&nbsp;ม.ค.&nbsp;65&nbsp;โดยจะติดตามความคืบหน้าในหลายด้าน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การบริหารจัดการผลไม้ของภาคเหนือ&nbsp;ฤดูการผลิตปี&nbsp;2565&nbsp;(ลำไย)&nbsp;ความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย&nbsp;(กรกอ.)&nbsp;ภาคเหนือ&nbsp;การขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม&nbsp;(Agritech&nbsp;and&nbsp;Innovation&nbsp;Center&nbsp;:AIC)&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;ลำพูน&nbsp;และเชียงราย&nbsp;พร้อมตรวจเยี่ยมด่านเชียงของและด่านเชียงแสนในการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรทางบกและทางเรือลำน้ำโขง&nbsp;โดยเฉพาะมาตรการ&nbsp;SPS&nbsp;และโควิดฟรี&nbsp;(Covid&nbsp;Free)&nbsp;และแนวทางแก้ไขปัญหาการขนส่งผ่านด่านบ่อเตนและด่านโมฮ่าน&nbsp;ตลอดจนการประชุมหารือกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนากาแฟอาราบิก้า&nbsp;(Arabica)&nbsp;ตลอดห่วงโซอุปทาน&nbsp;การบริหารจัดการน้ำของโครงการชลประทานภาคเหนือตอนบนและการขับเคลื่อนโครงการโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือเพื่อพัฒนาการเกษตรในเมืองและส่งเสริมเพิ่มพื่นที่สีเขียวเพื่อแก้ปัญหา&nbsp;pm.2.5&nbsp;และลดก๊าซเรือนกระจก</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">สำหรับข้อมูลการส่งออกนำเข้าผักผลไม้โดยรวมระหว่างไทยกับจีน&nbsp;</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ปรากฎว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าจีนกว่า&nbsp;3&nbsp;เท่าตัว&nbsp;โดยในปี&nbsp;2563&nbsp;ไทยส่งออกผลไม้ไปจีน&nbsp;1.02&nbsp;แสนล้านบาท&nbsp;ไทยนำเข้าผลไม้จากจีน&nbsp;30,735&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ไทยได้เปรียบจีน&nbsp;7.2&nbsp;หมื่นล้านบาท&nbsp;ครองตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วนตลาด&nbsp;เป็นอันดับ&nbsp;1&nbsp;สูงถึงร้อนฝยละ&nbsp;ขณะที่เพียง&nbsp;10&nbsp;เดือนของปี&nbsp;2564&nbsp;(เดือน&nbsp;ม.ค-ต.ค&nbsp;64)&nbsp;ไทยส่งออกผลไม้ไปจีนกว่า&nbsp;2&nbsp;ล้านตัน&nbsp;สูงเป็นประวัติการณ์&nbsp;ส่วนการนำเข้าส่งออกผักในปี&nbsp;2563&nbsp;จีนส่งออกออกผักมาไทย&nbsp;8&nbsp;พันล้าน&nbsp;ไทยส่งออกผักสดผักแข็งผักแห้งและมัน&nbsp;หัวมัน&nbsp;30,000&nbsp;ล้าน&nbsp;แต่ถ้าแยกผักออกมาไทยส่งออกผักไปจีน&nbsp;1&nbsp;พันล้านบาท&nbsp;เสียดุลการค้าจีนด้านผัก&nbsp;7&nbsp;พันล้านบาท&nbsp;ในขณะที่ไทยได้เปรียบการส่งออกผลไม้ไปจีนกว่า&nbsp;7&nbsp;หมื่นล้านบาท</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-11-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111202541975
66	ชุมชนบ้านถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา หลักทรงงาน ที่ดิน 1 งานสู่รายได้ 1 แสนบาท	<p><strong>นายประยูร อรัญรุท นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู</strong> เยี่ยมและให้กำลังใจชุมชนบ้านถ้ำกลองเพลตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ในการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา หลักทรงงานและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร อาชีพรายได้และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผ่านการระเบิดจากข้างในของชุมชนสู่การปฏิบัติตามหลักภูมิสังคมด้วยการปลูกผักปลอดสาร คนกินปลอดภัย คนปลูกสุขใจ ผักปลอดภัยสายบุญ</p><p><strong>โดยมีการปลูกผักหมุนเวียนตามฤดูกาลตลอดทั้งปีตามหลักภูมิสังคม </strong>ใช้ปุ๋ยธรรมชาติจากมูลควาย,วัวผสมแกลบหมักด้วยน้ำหมักจากเศษอาหารและเป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดขยะ ซึ่งใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยเฉพาะเงื่อนไข ความรู้ ทั้งการผลิต การจำหน่ายแบบองค์รวม และมองทั้งระบบ และจะต้องนำเงื่อนไข คุณธรรม คือความอดทน ขยัน ความเพียร ความซื่อสัตย์สุจริต </p><p><strong>ชุมชนนี้ดำเนินการมานานหลายปีและยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง</strong> และจะนำไปสู่ภูมิคุ้มกันที่ดีมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งผลผลิตที่ได้นั้นนอกจากรับประทานแล้วยังจำหน่ายเป็นรายได้ต่อครั้งประมาณ 7,000 - 10,000 บาท ตลอดทั้งปีประมาณ 84,000 - 120,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งชุมชนบ้านถ้ำกลองเพล ดำเนินการ จำนวน 50 ครัวเรือน</p><p>&nbsp;</p><p><br></p>	2022-11-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	หน่วยงานสำนักข่าว	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111201859974
67	ปศุสัตว์เพชรบุรี ออกให้บริการตรวจสุขภาพโคนม เจาะเลือดเก็บตัวอย่างแพะเนื้อ  ตรวจรับรองฟาร์มGFM และขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง	<p><strong>ปศุสัตว์เพชรบุรีออกให้บริการตรวจสุขภาพโคนม</strong>&nbsp;เจาะเลือดเก็บตัวอย่างแพะเนื้อ&nbsp;ตรวจรับรองฟาร์มGFM&nbsp;และขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;โดยสำนักงานปศุสัตว์อำเภอแก่งกระจาน&nbsp;ลงพื้นที่ให้บริการตรวจสุขภาพโคนมประจำปี&nbsp;2565&nbsp;ดำเนินการเก็บตัวอย่างด้วยการเจาะเลือดโคนม&nbsp;เพื่อทดสอบโรคบรูเซลโลซิส&nbsp;(แท้งติดต่อ)&nbsp;ในโคนม&nbsp;พร้อมบันทึกข้อมูลประวัติสัตว์และให้คำแนะนำในด้านการจัดการฟาร์มที่ดี&nbsp;ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหมู่ที่&nbsp;3&nbsp;ตำบลป่าเด็ง&nbsp;อำเภอแก่งกระจาน&nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;เก็บตัวอย่าง&nbsp;โคนม&nbsp;จำนวน&nbsp;192&nbsp;ตัว&nbsp;เกษตรกร&nbsp;จำนวน&nbsp;9&nbsp;ราย&nbsp;</p><p><strong>นายมานะ&nbsp;บุตรเพชร&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอบ้านลาดนำทีมเจ้าหน้าที่ฯ</strong>&nbsp;ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ให้บริการเจาะเลือดเก็บตัวอย่างแพะเนื้อ&nbsp;ของเกษตรกร&nbsp;หมู่&nbsp;8&nbsp;ตำบลบ้านลาด&nbsp;อำเภอบ้านลาด&nbsp;&nbsp;จำนวน&nbsp;25&nbsp;ตัวอย่าง&nbsp;เพื่อตรวจรับรองฟาร์มเข้าสู่ระบบฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;(Good&nbsp;Farming&nbsp;Management&nbsp;:&nbsp;GFM)&nbsp;และฟาร์มปลอดโรคบลูเซลลูซีสในแพะ&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอเมืองเพชรบุรีได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบฟาร์ม&nbsp;GFM&nbsp;ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งทั้งรายใหม่และรายเก่า&nbsp;ณ&nbsp;ศาลากลางหมู่บ้าน&nbsp;ม.4&nbsp;ต.หนองขนาน&nbsp;อ.เมืองเพชรบุรี&nbsp;จำนวน&nbsp;19&nbsp;ราย&nbsp;19&nbsp;ฝูง&nbsp;มีเป็ดไล่ทุ่งอยู่ในการเลี้ยง&nbsp;140,000&nbsp;ตัว&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ได้ชี้แจงมาตรการ&nbsp;เพื่อจำกัดเขตการเลี้ยง</strong>&nbsp;โดยขอความร่วมมือให้เลี้ยงภายในเขตจังหวัด&nbsp;หากต้องมีการเคลื่อนย้ายข้ามข้ามจังหวัดให้ดำเนินการตามมาตรการกรมปศุสัตว์เพื่อควบคุมโรคระบาด&nbsp;แนะนำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมาขึ้นทะเบียนฟาร์ม&nbsp;GFM&nbsp;เพื่อปรับเปลี่ยนลักษณะการเลี้ยงให้เป็นฟาร์มที่มีการจัดการฟาร์มที่เหมาะสม&nbsp;และมอบยาฆ่าเชื้อโรคให้กับเกษตรกรทุกราย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>สวท.เพชรบุรี/12&nbsp;ม.ค.65</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สวท.เพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112114841117
68	ปศุสัตว์เพชรบุรี เก็บตัวอย่างน้ำนมดิบ เพื่อส่งตรวจคุณภาพน้ำนม ประจำเดือนมกราคม 2565	<p><strong>ปศุสัตว์เพชรบุรี&nbsp;เก็บตัวอย่างน้ำนมดิบ&nbsp;เพื่อส่งตรวจคุณภาพน้ำนม</strong>&nbsp;ประจำเดือนมกราคม&nbsp;2565&nbsp;วันที่&nbsp;10-11&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีโดยกลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์&nbsp;ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอชะอำ&nbsp;และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอแก่งกระจาน&nbsp;ปฏิบัติหน้าที่ตรวจนับปริมาณและเก็บตัวอย่างน้ำนมดิบ&nbsp;ตามโครงการอาหารเสริม&nbsp;(นม)&nbsp;&nbsp;โรงเรียน&nbsp;ประจำเดือนมกราคม&nbsp;2565&nbsp;</p><p><strong>โดยการจดบันทึกข้อมูลปริมาณน้ำนมดิบทุกเบอร์ถัง&nbsp;ณ&nbsp;ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ&nbsp;</strong>จำนวน&nbsp;6&nbsp;แห่ง&nbsp;ในจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;รอบเย็นวันที่&nbsp;10&nbsp;มกราคม&nbsp;และ&nbsp;รอบเช้าวันที่&nbsp;11&nbsp;มกราคม&nbsp;&nbsp;2565&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบสหกรณ์โคนมชะอำ-ห้วยทราย&nbsp;จำกัด&nbsp;ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบสหกรณ์โคนมชะอำ-ห้วยทราย&nbsp;จำกัด&nbsp;(ศูนย์ชะอำ)&nbsp;ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบกลุ่มเกษตรกรโคนมชะอำ&nbsp;ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี&nbsp;ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมพอเพียงอำเภอแก่งกระจาน&nbsp;ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค&nbsp;ห้วยสัตว์ใหญ่&nbsp;จำกัด&nbsp;สาขาป่าเด็ง&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;เพื่อส่งตรวจคุณภาพของน้ำนมดิบทางห้องปฏิบัติการ&nbsp;</strong>ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันตกจังหวัดราชบุรีต่อไป&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>สวท.เพชรบุรี/12&nbsp;ม.ค.65</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สวท.เพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112115054119
69	ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน	"<p><strong>วันที่&nbsp;(12&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;</strong>ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดลำพูน&nbsp;นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;และคณะ&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน&nbsp;โดยมี&nbsp;นายวรยุทธ&nbsp;เนาวรัตน์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายภาษเดช&nbsp;หงส์ลดารมภ์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ข้าราชการ&nbsp;เจ้าหน้าที่ตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชน&nbsp;ตัวแทนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้ของจังหวัดลำพูน&nbsp;ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ&nbsp;</p><p><strong>โอกาสนี้&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;และคณะ</strong>&nbsp;ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันประชุมและพิจารณา&nbsp;ในเรื่อง&nbsp;""การประชุมภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการผลไม้&nbsp;อย่างเป็นธรรม&nbsp;(ในเขตภาคเหนือ)""&nbsp;ผ่านระบบออนไลน์&nbsp;APP&nbsp;ZOOM&nbsp;Cloud&nbsp;Meeting</p><p><strong>สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ&nbsp;</strong>อาทิ&nbsp;การคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตทางการเกษตรของภาคเหนือ&nbsp;ปี&nbsp;2565,&nbsp;ผลการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;อาทิ&nbsp;ลิ้นจี่&nbsp;และปัญหาอุปสรรค&nbsp;ซึ่งฤดูกาลผลิตลิ้นจี่&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;มีปริมาณผลผลิตทั้งหมด&nbsp;30,716&nbsp;ตัน&nbsp;ขณะนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว&nbsp;ผลการบริหารจัดการสิ้นจี่ของทั้ง&nbsp;4&nbsp;จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ&nbsp;ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;เชียงราย&nbsp;พะเยา&nbsp;และน่าน&nbsp;ได้ดำเนินการครบถ้วนทั้งมิติของการบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงปริมาณรวมถึงครอบคลุมทุกระยะการเจริญเติบโตของลิ้นจี่ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว&nbsp;เก็บเกี่ยวแล้ว&nbsp;และหลังเก็บเกี่ยว&nbsp;จึงทำให้ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน&nbsp;ในส่วนของราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยตลอดฤดูกาล&nbsp;พบว่า&nbsp;เกรด&nbsp;AA&nbsp;(ห่อ)&nbsp;เท่ากับ&nbsp;78&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;AA&nbsp;เท่ากับ&nbsp;53&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;A&nbsp;เท่ากับ&nbsp;41&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;B&nbsp;เท่ากับ&nbsp;29&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;และเกรดคละ&nbsp;เท่ากับ&nbsp;23&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ต้นทุนการผลิตลิ้นจี่&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;เท่ากับ&nbsp;15&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกษตรกรมีกำไรเฉลี่ยจากการขายลิ้นจี่เท่ากับ&nbsp;62/38/25/14/&nbsp;8&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม</p><p><strong>ในส่วนของการผลิตลำไยในฤดูภาคเหนือฤดูกาลผลิต&nbsp;ปี&nbsp;2564</strong>&nbsp;มีพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ&nbsp;8&nbsp;จังหวัด&nbsp;ได้แก่&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;ลำพูน&nbsp;ลำปาง&nbsp;เชียงราย&nbsp;พะเยา&nbsp;แพร่&nbsp;น่าน&nbsp;และจังหวัดตาก&nbsp;มีเนื้อที่ยืนต้น&nbsp;1&nbsp;ล้านกว่าไร่&nbsp;เนื้อที่ให้ผล&nbsp;9&nbsp;แสนกว่าไร่&nbsp;ประมาณการผลผลิต&nbsp;จำนวน&nbsp;6&nbsp;แสนกว่าตัน&nbsp;ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่&nbsp;711&nbsp;กิโลกรัม/ไร่&nbsp;โดยกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;6&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;และสำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;8&nbsp;จังหวัดภาคเหนือ&nbsp;ดำเนินการบริหารจัดการผลผลิตลำไยในฤดูและติดตามสถานการณ์การผลิตและการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไย&nbsp;ตลอดฤดูกาลผลิต&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;สำหรับราคาลำไยที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยตลอดฤดูกาล&nbsp;พบว่า&nbsp;ลำไย&nbsp;(สดช่อ)&nbsp;เกรด&nbsp;AA&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;29&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;A&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;23&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;B&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;15&nbsp;บาทต่อกิโลกรัมและเกรด&nbsp;AA+A&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;24&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ต้นทุนการผลิตลำไยในปีการผลิต&nbsp;2564&nbsp;เท่ากับ&nbsp;10&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ส่งผลให้เกษตรกรมีส่วนต่างของราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิต&nbsp;กำไรเฉลี่ยจากการขายลำไยเท่ากับ&nbsp;18/12/4/14&nbsp;&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;อย่างไรก็ตามกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้&nbsp;ได้ร่วมกันระดมความคิดเห็น(Focus&nbsp;Group)&nbsp;เชิงตั้งข้อสังเกตว่า&nbsp;</p><p>""ปัญหาและอุปสรรค""&nbsp;ของการบริหารจัดการผลไม้ระดับ&nbsp;Area&nbsp;basedและรายสินค้า&nbsp;และให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา&nbsp;โดยมีผู้ให้ข้อคิดเห็นประกอบด้วย&nbsp;ด้านแรงงาน&nbsp;ปัญหาและอุปสรรคที่พบคือการขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวเนื่องจากข้อกำหนดการเคลื่อนย้ายแรงงานในสถานการณ์โควิด-19&nbsp;ข้อเสนอแนะควรมีการขึ้นทะเบียนแรงงานเก็บเกี่ยวลำไยในพื้นที่&nbsp;ด้านผู้ประกอบการปัญหาและอุปสรรคที่พบ&nbsp;ผู้ประกอบการหยุดรับซื้อ/ปิดกิจการ&nbsp;ทำให้ราคาลำไยตกต่ำ&nbsp;ผู้ประกอบการบางรายรับซื้อผลผลิตเฉพาะบางเกรด&nbsp;รวมถึงเตาอบไม่เพียงพอกับปริมาณผลผลิต&nbsp;ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวเพื่อแปรรูปอบแห้งคุณภาพลดลง&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ยกระดับเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสร้างตลาดท้องถิ่นจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรและจัดทำเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายผลผลิตลำไยสู่ผู้บริโภคโดยตรง,&nbsp;ด้านระบบโลจิสติส์&nbsp;ปัญหาและอุปสรรคที่พบ&nbsp;บริษัทขนส่งไม่รับส่งผลไม้สด&nbsp;ทำให้ไม่สามารถขายผลไม้ออนไลน์ได้ตามความต้องการของผู้บริโภค&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;กระจายผลผลิตคุณภาพสู้ผู้บริโภคผ่านหน่วยงานต่างๆ&nbsp;เช่น&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ&nbsp;สหกรณ์การเกษตร&nbsp;บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเป็นต้น,&nbsp;ด้านการบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคที่พบ&nbsp;โครงการสนับสนุนจากภาครัฐดำเนินการในช่วงปลายฤดูกาลผลผลิต&nbsp;ทำให้เกษตรกร&nbsp;กลุ่มเกษตรกร&nbsp;ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ทัน&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;ควรมีการจัด&nbsp;Zoning&nbsp;จะช่วยลดภาวะผลผลิตล้นตลาดในช่วงกระจุกตัวและควรมีแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ในภาวะวิกฤต,&nbsp;ด้านการแปรรูป/ผลิตภัณฑ์ใหม่&nbsp;(สดช่อ/รูดร่วง/อบแห้งเนื้อสีทอง)ปัญหาอุปสรรคที่พบ&nbsp;ขาดแคลนระบบน้ำเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต(สดช่อ)&nbsp;&nbsp;เกษตรกรยังไม่ได้&nbsp;GAP&nbsp;ครบ&nbsp;100%&nbsp;หน่วยรับรอง&nbsp;GAP&nbsp;ไม่สามารถรับรองพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ได้&nbsp;ล้งไม่รับซื้อผลผลิตราคาถูก&nbsp;(รูดร่วงเกรด&nbsp;B)&nbsp;ไม่มีกลุ่ม/องค์กรด้านการแปรรูปในพื้นที่และไม่มีนวัตกรรมด้านการแปรรูป&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;หน่วยงานระดับสูงควรประสาน/ทำความเข้าใจกับหน่วยรับรองเพื่อรับGAPสำหรับพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&nbsp;ควรมีการวิจัยและพัฒนาการแปรรูปลำไยด้านสรรพคุณทางยาร่วมกับสมุนไพรที่กำลังเป็นที่สนใจ&nbsp;เช่น&nbsp;กัญชา&nbsp;กระท่อม&nbsp;เป็นต้น&nbsp;สร้างเครือข่ายการแปรรูปเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ&nbsp;ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงนวัตกรรมพืชเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดและควรมีกลไกการบริหารจัดการทั้ง&nbsp;Value&nbsp;Chain&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;เกษตรกร&nbsp;ภาครัฐ&nbsp;และผู้ประกอบการ,&nbsp;&nbsp;ด้านบรรจุภัณฑ์&nbsp;(Packaging)&nbsp;ปัญหาอุปสรรคที่พบ&nbsp;เกษตรกรยังขาดความรู้ในการคัดบรรจุ&nbsp;(Packing)&nbsp;เช่น&nbsp;กล่องกระดาษได้รับความเสียหายระหว่างขนส่งจากความชื้นของผลผลิตลำไย&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;ควรมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับภาคเอกชนในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์&nbsp;ควรมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับการขนส่งระยะทางไกล,&nbsp;&nbsp;ด้านการตลาดปัญหาอุปสรรคที่พบ&nbsp;ไม่มีการสร้างแบรนด์ของตัวเอง&nbsp;(กลุ่มเกษตรกร/จังหวัด)&nbsp;ไม่มีการเชื่อมโยงการตลาดระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ&nbsp;เน้นการพึ่งพาตลาดเก่า&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;ควรส่งเสริม/ยกระดับให้กลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งให้สามารถพัฒนาเป็นจุดรวบรวมผลผลิตเพื่อช่วยกระจายผลผลิต&nbsp;พัฒนาความรู้ให้เกษตรกรด้านการใช้เทคโนโลยี&nbsp;เช่น&nbsp;การจำหน่ายสินค้า&nbsp;Online&nbsp;การสร้างเวบไชต์/เพจจำหน่ายสินค้า&nbsp;เปิดตลาดใหม่และประชาสัมพันธ์การบริโภคลำไยเกี่ยวกับค่านิยมในการบริโภคที่เป็นคุณประโยชน์ต่อร่างกาย&nbsp;เช่น&nbsp;สรรพคุณทางยา&nbsp;เป็นต้น&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-12-01T00:00:00	ภาคเหนือ	ลำพูน	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112133753145
70	สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด จัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ ( Field Day)	<p><strong>วันนี้&nbsp;(12&nbsp;ม.ค.65&nbsp;)&nbsp;เวลา&nbsp;10.00&nbsp;น.&nbsp;นายชำนาญวิทย์&nbsp;เตรัตน์&nbsp;</strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้เยี่ยมชมกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี&nbsp;เพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่&nbsp;(&nbsp;Field&nbsp;Day)&nbsp;ศูนย์เรียนรู้ตามรอยศาสตร์พระราชา&nbsp;ตำบลคลองใหญ่&nbsp;อำเภอแหลมงอบ&nbsp;จังหวัดตราด&nbsp;ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด&nbsp;โดยนายชยุทกฤดิ&nbsp;นนทแก้ว&nbsp;เกษตรจังหวัดตราด&nbsp;ให้การต้อนรับ&nbsp;</p><p><strong>สำหรับการจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี&nbsp;เพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่</strong>&nbsp;เป็นกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้&nbsp;ความสามารถและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรในพื้นที่&nbsp;ซึ่งเป็นการช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต&nbsp;ใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม&nbsp;โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้ให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ในการใช้การสอนที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร&nbsp;และให้คำแนะนำในการบริหารจัดการต่างๆกับเกษตรกร</p><p><strong>การจัดกิจกรรมดังกล่าวทางสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด</strong>&nbsp;ได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดจัดบูธนิทรรศการ&nbsp;เพื่อสอนความรู้ต่างๆให้กับเกษตรกร&nbsp;อาทิ&nbsp;การทำปุ๋ยชนิดต่างๆ&nbsp;การทดสอบดิน&nbsp;การทำอาหารเสริมให้พืช&nbsp;การใช้เทคโนโลยีผลิตพืชอย่างปลอดภัย&nbsp;เป็นต้น&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตราดยังได้เยี่ยมชมสินค้าของเกษตรกร</strong>ในพื้นที่ที่นำมาจำหน่าย&nbsp;การสาธิต&nbsp;การให้น้ำผ่านสมาร์ทโฟน&nbsp;โรงเห็ดอัจฉริยะ&nbsp;และร่วมเก็บเกี่ยวผลผลิตของศูนย์การเรียนรู้ฯ&nbsp;อีกด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันออก	ตราด	สวท.ตราด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112145443240
71	สภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี จัดทำแผนพัฒนาอาชีพ เวทีประชาคมอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานราก	<p><strong>ที่อาคารเอนกประสงค์โรงเรียนนิคมสงเคราะห์&nbsp;2&nbsp;ต.พุคำจาน</strong>&nbsp;อ.พระพุทธบาท&nbsp;จ.สระบุรี&nbsp;นางสาวอรอนง&nbsp;ขำวงษ์&nbsp;หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี&nbsp;นายสละ&nbsp;นิรากรณ์&nbsp;&nbsp;สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี&nbsp;และหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ&nbsp;เอกชน&nbsp;ภาควิชาการ&nbsp;ร่วมจัดเวทีประชาคม&nbsp;ระดมความคิดเห็นของเกษตรกรสะท้อนปัญหา</p><p>ด้านการเกษตร&nbsp;&nbsp;ด้านแหล่งน้ำ&nbsp;ในการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร&nbsp;</p><p>ด้านหนี้สิน&nbsp;เพิ่มการทำอาชีพเสริม&nbsp;การลดต้นทุนการผลิต&nbsp;</p><p>ด้านราคาผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;การปรับเปลี่ยนพืชทางเลือก&nbsp;</p><p>ด้านที่ดินทำกิน&nbsp;เกี่ยวกับคุณภาพดิน&nbsp;การตรวจวิเคราะห์ดิน&nbsp;การปลูกพืชรองที่มีความเหมาะสมกับดิน&nbsp;</p><p>ด้านสวัสดิการสิทธิเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรม&nbsp;</p><p>และด้านคุณภาพชีวิต&nbsp;การพัฒนากลุ่มอาชีพ&nbsp;ในด้านการตลาด&nbsp;รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร&nbsp;(ดอกเข้าพรรษา)&nbsp;ซึ่งหน่วยงานภาคีร่วมรับฟังปัญหาความตัองการ&nbsp;พร้อมให้ข้อมูล&nbsp;คำแนะนำ&nbsp;กับเกษตรกร&nbsp;เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา&nbsp;และร่วมบูรณาการขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สระบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112180044349
72	ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี หรือ ธกส. เปิดเผยข้อมูล                      การจ่ายเงินตามโครงการนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ ประจำปี 2564/2565 ควบคู่มาตรการคู่ขนานของ ธนาคาร ธกส.	<p><strong>ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี</strong>&nbsp;หรือ&nbsp;ธกส.&nbsp;เปิดเผยข้อมูล&nbsp;การจ่ายเงินตามโครงการนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ&nbsp;ประจำปี&nbsp;2564/2565&nbsp;&nbsp;ควบคู่มาตรการคู่ขนานของ&nbsp;ธนาคาร&nbsp;ธกส.&nbsp;Lead&nbsp;:&nbsp;ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี&nbsp;หรือ&nbsp;ธกส.&nbsp;เปิดเผยข้อมูล&nbsp;การจ่ายเงินตามโครงการนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ&nbsp;ประจำปี&nbsp;2564/2565&nbsp;ควบคู่มาตรการคู่ขนานของ&nbsp;ธนาคาร&nbsp;ธกส.&nbsp;</p><p><strong>นางวิภารัตน์&nbsp;สัมนักษร&nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตร</strong>และสหกรณ์การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี&nbsp;เปิดเผยถึง&nbsp;ข้อมูลการจ่ายเงินตามโครงการนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจ&nbsp;ประจำปี&nbsp;2564/2565&nbsp;ควบคู่มาตรการคู่ขนายของ&nbsp;ธนาคาร&nbsp;ธกส.&nbsp;ในส่วนของโครงการตามนโยบายของรัฐบาลสำหรับพืชเศรษฐกิจหลัก&nbsp;ซึ่งอยู่ในโครงการประกันรายได้&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;ข้าว&nbsp;ยางพารา&nbsp;ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;มันสำปะหลัง&nbsp;และปาล์มน้ำมัน&nbsp;</p><p><strong>ธนาคาร&nbsp;ธกส.&nbsp;ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการประกันรายได้&nbsp;</strong>ควบคู่กับมาตรการคู่ขนานของ&nbsp;ธกส.&nbsp;เพื่อเสริมให้ลูกค้ามีเงินทุนสำหรับปีการผลิตถัดไป&nbsp;ได้แก่&nbsp;ข้าว&nbsp;ในปีนี้มีด้วยกัน&nbsp;4&nbsp;โครงการ&nbsp;ได้แก่&nbsp;</p><p>โครงการประกันรายได้ข้าว&nbsp;เกษตรกรได้รับเงินแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;28,938&nbsp;ราย&nbsp;เป็นเงิน&nbsp;389,998,178&nbsp;ล้านบาท&nbsp;</p><p>โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการข้าว&nbsp;ช่วยเหลือในการดูแลคุณภาพข้าวให้กับเกษตร&nbsp;โดยรัฐบาลช่วยเหลือไร่ละ&nbsp;1,000บาท&nbsp;ไม่เกิน&nbsp;20&nbsp;ไร่&nbsp;หรือครอบครัวละไม่เกิน&nbsp;20,000บาท&nbsp;ซึ่งมีเกษตรกรที่ได้รับเงินแล้วจำนวน&nbsp;27,008&nbsp;ราย&nbsp;เป็นเงิน&nbsp;293,219,765.25บาท&nbsp;</p><p>โครงการสินเชื่อชะลอข้าว&nbsp;สำหรับเกษตรกรที่มียุ้งฉาง&nbsp;โดยจะให้สินเชื่อตามวงเงินสินเชื่อ&nbsp;ตามแต่ละประเภทของข้าว&nbsp;ซึ่งมีระยะเวลาการให้สินเชื่อไม่เกิน&nbsp;5&nbsp;เดือนโดยไม่คิดดอกเบี้ย&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังได้รับเงินค่าฝากเก็บ&nbsp;เป็นเงิน&nbsp;1,500&nbsp;บาท/ตัน&nbsp;&nbsp;</p><p>โครงการสินเชื่อรวบรวมข้าว&nbsp;โดยจะเป็นสินเชื่อสำหรับกลุ่มบุคคลหรือสหกรณ์การเกษตรที่มีสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกข้าว&nbsp;ดำเนินการรวบรวมข้าวเพื่อรอการขาย&nbsp;สามารถขอสินเชื่อได้&nbsp;โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ&nbsp;4&nbsp;ต่อปี&nbsp;โดยผู้กู้จะรับผิดชอบดอกเบี้ยเพียง&nbsp;1%&nbsp;ดอกเบี้ยที่เหลือรัฐบาลจะรับผิดชอบในการชำระดอกเบี้ย&nbsp;ให้กับ&nbsp;ธกส.&nbsp;มีระยะเวลาการชำระหนี้&nbsp;12&nbsp;เดือน&nbsp;ยางพารา&nbsp;ที่มีอายุตั้งแต่&nbsp;7&nbsp;ปีขึ้นไป&nbsp;รัฐบาลช่วยเหลือครัวเรือนละไม่เกิน&nbsp;25&nbsp;ไร่&nbsp;</p><p>ซึ่งมีเกษตรกร&nbsp;ได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;1,726&nbsp;ราย&nbsp;เป็นเงิน&nbsp;5,314,737.16บาท&nbsp;สำหรับพืชเศรษฐกิจอีก&nbsp;3&nbsp;ชนิด&nbsp;ได้แก่&nbsp;ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;มันสำปะหลัง&nbsp;และปาล์มน้ำมัน&nbsp;ขณะนี้ยังไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับเกษตรกร&nbsp;เนื่องจาก&nbsp;ราคาประกันราคาต่ำกว่าราคาอ้างอิง&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ณัฏฐภัส&nbsp;เหลืองพฤกษชาติ&nbsp;/&nbsp;สวท.กาญจนบุรี</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันตก	กาญจนบุรี	สวท.กาญจนบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112180433350
73	สภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรีจัดโครงการจัดทำแผนพัฒนาอาชีพเปิดเวทีประชาคมอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานราก	<p><strong>ที่อาคารเอนกประสงค์โรงเรียนนิคมสงเคราะห์&nbsp;2&nbsp;ต.พุคำจาน&nbsp;อ.พระพุทธบาท&nbsp;จ.สระบุรี</strong>&nbsp;นางสาวอรอนง&nbsp;ขำวงษ์&nbsp;หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี&nbsp;นายสละ&nbsp;&nbsp;</p><p>นิรากรณ์&nbsp;สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดสระบุรี&nbsp;และหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ&nbsp;เอกชน&nbsp;ภาควิชาการ&nbsp;ร่วมเวทีประชาคม&nbsp;ระดมความคิดเห็นของเกษตรกรสะท้อนปัญหาด้านการเกษตร&nbsp;ด้านแหล่งนำ้&nbsp;ในการเพิ่มแหล่งกักเก็บนำ้เพื่อการเกษตร&nbsp;ด้านหนี้สิน&nbsp;เพิ่มการทำอาชีพเสริม&nbsp;การลดต้นทุนการผลิต&nbsp;ด้านราคาผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;กาคปรับเปลี่ยนพืชทางเลือก&nbsp;ด้านที่ดินทำกิน&nbsp;เกี่ยวกับคุณภาพดิน&nbsp;การตรวจวิเคราะห์ดิน&nbsp;การปลูกพืชรองที่มีความเหมาะสมกับดิน&nbsp;ด้านสวัสดิการสิทธิเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรม&nbsp;และด้านคุณภาพชีวิต&nbsp;การพัฒนากลุ่มอาชีพ&nbsp;ในด้านการตลาด&nbsp;รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร&nbsp;(ปลูกดอกเข้าพรรษา)&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งหน่วยงานภาคีร่วมรับฟังปัญหาความตัองการ&nbsp;พร้อมให้ข้อมูล</strong>&nbsp;คำแนะนำ&nbsp;กับเกษตรกร&nbsp;เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา&nbsp;และร่วมบูรณาการขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สระบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112180621351
74	อบจ.ตรัง อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกรีดยางพารา หลักสูตร เทคนิคการลับมีดกรีดยาง รุ่นที่ 3	<p><strong>วันนี้&nbsp;(12&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;นายโชคดี&nbsp;คีรีกิ้น&nbsp;และ&nbsp;นายจารึก&nbsp;ทองหนัน</strong>&nbsp;รองนายก&nbsp;อบจ.ตรัง&nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกรีดยางพารา&nbsp;&nbsp;หลักสูตร&nbsp;เทคนิคการลับมีดกรีดยาง&nbsp;รุ่นที่&nbsp;3&nbsp;ณ&nbsp;มัสยิดบ้านแหลม&nbsp;หมู่ที่&nbsp;3&nbsp;ตำบลวังวน&nbsp;อำเภอกันตัง&nbsp;จังหวัดตรัง</p><p><strong>โครงการดังกล่าว&nbsp;จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวสวนยางพารา</strong>ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่อง&nbsp;การลับมีดกรีดยาง&nbsp;การดูแลรักษาสวนยางที่ถูกต้อง&nbsp;ตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งโค่นต้นยาง&nbsp;เพื่อปลูกแทนรอบใหม่&nbsp;และที่สำคัญคือ&nbsp;ทุกคนจะได้ทราบหลักการกรีดยางอย่างน้อย&nbsp;4&nbsp;ประการ&nbsp;คือ</p><p>1.&nbsp;การลับมีดอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ&nbsp;ส่งผลให้มีปริมาณน้ำยางในการกรีดต่อครั้งสูง</p><p>2.&nbsp;การกรีดอย่างไรให้น้ำยางมากที่สุด</p><p>3.&nbsp;กรีดยางอย่างไรให้ต้นยางเสียหายน้อยที่สุด&nbsp;และกรีดได้นานที่สุด&nbsp;อย่างน้อย&nbsp;25-30&nbsp;ปี</p><p>4.&nbsp;กรีดยางอย่างไรจึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด</p><p><strong>โดยการอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน&nbsp;50&nbsp;คน&nbsp;โดยมีนายประยูร&nbsp;เซ่งย่อง</strong>&nbsp;อดีตผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดตรัง&nbsp;หรือสำนักงานการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;เป็นวิทยากรถ่ายทอดให้ความรู้</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112161749289
75	ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน	"<p>วันที่&nbsp;(12&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดลำพูน&nbsp;นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;และคณะ&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน&nbsp;โดยมี&nbsp;นายวรยุทธ&nbsp;เนาวรัตน์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายภาษเดช&nbsp;หงส์ลดารมภ์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;&nbsp;ข้าราชการ&nbsp;เจ้าหน้าที่ตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชน&nbsp;ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ของจังหวัดลำพูน&nbsp;ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ&nbsp;</p><p><strong>โอกาสนี้&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;และคณะ</strong>&nbsp;ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันประชุมและพิจารณา&nbsp;ในเรื่อง&nbsp;""การประชุมภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการผลไม้&nbsp;อย่างเป็นธรรม&nbsp;(ในเขตภาคเหนือ)""&nbsp;ผ่านระบบออนไลน์&nbsp;APP&nbsp;ZOOM&nbsp;Cloud&nbsp;Meeting&nbsp;สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ&nbsp;อาทิ&nbsp;การคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตทางการเกษตรของภาคเหนือ&nbsp;ปี&nbsp;2565,&nbsp;ผลการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;อาทิ&nbsp;ลิ้นจี่&nbsp;และปัญหาอุปสรรค&nbsp;ซึ่งฤดูกาลผลิตลิ้นจี่&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;มีปริมาณผลผลิตทั้งหมด&nbsp;30,716&nbsp;ตัน&nbsp;&nbsp;ขณะนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว&nbsp;ผลการบริหารจัดการสิ้นจี่ของทั้ง&nbsp;4&nbsp;จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ&nbsp;ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;เชียงราย&nbsp;พะเยา&nbsp;และน่าน&nbsp;ได้ดำเนินการครบถ้วนทั้งมิติของการบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงปริมาณรวมถึงครอบคลุมทุกระยะการเจริญเติบโตของลิ้นจี่ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว&nbsp;เก็บเกี่ยวแล้ว&nbsp;และหลังเก็บเกี่ยว&nbsp;จึงทำให้ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน&nbsp;ในส่วนของราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยตลอดฤดูกาล&nbsp;พบว่า&nbsp;เกรด&nbsp;AA&nbsp;(ห่อ)&nbsp;เท่ากับ&nbsp;78&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;&nbsp;เกรด&nbsp;AA&nbsp;&nbsp;เท่ากับ&nbsp;53&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;A&nbsp;เท่ากับ&nbsp;41&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;B&nbsp;เท่ากับ&nbsp;29&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;และเกรดคละ&nbsp;เท่ากับ&nbsp;23&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ต้นทุนการผลิตลิ้นจี่&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;เท่ากับ&nbsp;15&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกษตรกรมีกำไรเฉลี่ยจากการขายลิ้นจี่เท่ากับ&nbsp;62/38/25/14/&nbsp;8&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ในส่วนของการผลิตลำไยในฤดูภาคเหนือ&nbsp;ฤดูกาลผลิต&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;มีพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ&nbsp;8&nbsp;จังหวัด&nbsp;ได้แก่&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;ลำพูน&nbsp;ลำปาง&nbsp;เชียงราย&nbsp;พะเยา&nbsp;แพร่&nbsp;น่าน&nbsp;และจังหวัดตาก&nbsp;มีเนื้อที่ยืนต้น&nbsp;1ล้านกว่าไร่&nbsp;เนื้อที่ให้ผล&nbsp;9&nbsp;แสนกว่าไร่&nbsp;ประมาณการผลผลิต&nbsp;จำนวน&nbsp;6&nbsp;แสนกว่าตัน&nbsp;ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่&nbsp;711&nbsp;กิโลกรัม/ไร่&nbsp;โดยกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับ&nbsp;สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;6&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;และสำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;8&nbsp;จังหวัดภาคเหนือ&nbsp;ดำเนินการบริหารจัดการผลผลิตลำไยในฤดูและติดตามสถานการณ์การผลิตและการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไย&nbsp;ตลอดฤดูกาลผลิต&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;สำหรับราคาลำไยที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยตลอดฤดูกาล&nbsp;พบว่า&nbsp;ลำไย&nbsp;(สดช่อ)&nbsp;เกรด&nbsp;AA&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;29&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;A&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;23&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เกรด&nbsp;B&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;15&nbsp;บาทต่อกิโลกรัมและเกรด&nbsp;AA+A&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;24&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ต้นทุนการผลิตลำไยในปีการผลิต&nbsp;2564&nbsp;เท่ากับ&nbsp;10&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ส่งผลให้เกษตรกรมีส่วนต่างของราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิต&nbsp;กำไรเฉลี่ยจากการขายลำไยเท่ากับ&nbsp;18/12/4/14&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร</strong>ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้&nbsp;ได้&nbsp;ร่วมกันระดมความคิดเห็น&nbsp;(Focus&nbsp;Group)&nbsp;เชิงตั้งข้อสังเกตว่า&nbsp;""ปัญหาและอุปสรรค""&nbsp;ของการบริหารจัดการผลไม้ระดับ&nbsp;Area&nbsp;basedและรายสินค้า&nbsp;และให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา&nbsp;โดยมีผู้ให้ข้อคิดเห็นประกอบด้วย&nbsp;ด้านแรงงาน&nbsp;ปัญหาและอุปสรรคที่พบคือการขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวเนื่องจากข้อกำหนดการเคลื่อนย้ายแรงงานในสถานการณ์โควิด-19&nbsp;ข้อเสนอแนะควรมีการขึ้นทะเบียนแรงงานเก็บเกี่ยวลำไยในพื้นที่,&nbsp;ด้านผู้ประกอบการปัญหาและอุปสรรคที่พบ&nbsp;ผู้ประกอบการหยุดรับซื้อ/ปิดกิจการ&nbsp;ทำให้ราคาลำไยตกต่ำ&nbsp;ผู้ประกอบการบางรายรับซื้อผลผลิตเฉพาะบางเกรด&nbsp;รวมถึงเตาอบไม่เพียงพอกับปริมาณผลผลิต&nbsp;ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวเพื่อแปรรูปอบแห้งคุณภาพลดลง&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ยกระดับเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสร้างตลาดท้องถิ่นจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรและจัดทำเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายผลผลิตลำไยสู่ผู้บริโภคโดยตรง,&nbsp;ด้านระบบโลจิสติส์&nbsp;ปัญหาและอุปสรรคที่พบ&nbsp;บริษัทขนส่งไม่รับส่งผลไม้สด&nbsp;ทำให้ไม่สามารถขายผลไม้ออนไลน์ได้ตามความต้องการของผู้บริโภค&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;กระจายผลผลิตคุณภาพสู้ผู้บริโภคผ่านหน่วยงานต่างๆ&nbsp;เช่น&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ&nbsp;สหกรณ์การเกษตร&nbsp;บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเป็นต้น,&nbsp;ด้านการบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคที่พบ&nbsp;โครงการสนับสนุนจากภาครัฐดำเนินการในช่วงปลายฤดูกาลผลผลิต&nbsp;ทำให้เกษตรกร&nbsp;กลุ่มเกษตรกร&nbsp;ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ทัน&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;ควรมีการจัด&nbsp;Zoning&nbsp;จะช่วยลดภาวะผลผลิตล้นตลาดในช่วงกระจุกตัวและควรมีแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ในภาวะวิกฤต,&nbsp;ด้านการแปรรูป/ผลิตภัณฑ์ใหม่&nbsp;(สดช่อ/รูดร่วง/อบแห้งเนื้อสีทอง)ปัญหาอุปสรรคที่พบ&nbsp;ขาดแคลนระบบน้ำเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต(สดช่อ)&nbsp;เกษตรกรยังไม่ได้&nbsp;GAP&nbsp;ครบ&nbsp;100%&nbsp;หน่วยรับรอง&nbsp;GAP&nbsp;ไม่สามารถรับรองพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ได้&nbsp;ล้งไม่รับซื้อผลผลิตราคาถูก&nbsp;(รูดร่วงเกรด&nbsp;B)&nbsp;ไม่มีกลุ่ม/องค์กรด้านการแปรรูปในพื้นที่และไม่มีนวัตกรรมด้านการแปรรูป&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;หน่วยงานระดับสูงควรประสาน/ทำความเข้าใจกับหน่วยรับรองเพื่อรับGAPสำหรับพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&nbsp;ควรมีการวิจัยและพัฒนาการแปรรูปลำไยด้านสรรพคุณทางยาร่วมกับสมุนไพรที่กำลังเป็นที่สนใจ&nbsp;เช่น&nbsp;&nbsp;กัญชา&nbsp;กระท่อม&nbsp;เป็นต้น&nbsp;สร้างเครือข่ายการแปรรูปเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ&nbsp;ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงนวัตกรรมพืชเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดและควรมีกลไกการบริหารจัดการทั้ง&nbsp;Value&nbsp;Chain&nbsp;ประกอบด้วยเกษตรกร&nbsp;ภาครัฐ&nbsp;และผู้ประกอบการ,&nbsp;ด้านบรรจุภัณฑ์&nbsp;(Packaging)&nbsp;ปัญหาอุปสรรคที่พบ&nbsp;เกษตรกรยังขาดความรู้ในการคัดบรรจุ&nbsp;(Packing)&nbsp;เช่น&nbsp;กล่องกระดาษได้รับความเสียหายระหว่างขนส่งจากความชื้นของผลผลิตลำไย&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;ควรมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับภาคเอกชนในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์&nbsp;ควรมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับการขนส่งระยะทางไกล,&nbsp;ด้านการตลาดปัญหาอุปสรรคที่พบ&nbsp;ไม่มีการสร้างแบรนด์ของตัวเอง&nbsp;(กลุ่มเกษตรกร/จังหวัด)&nbsp;ไม่มีการเชื่อมโยงการตลาดระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ&nbsp;เน้นการพึ่งพาตลาดเก่า&nbsp;ข้อเสนอแนะ&nbsp;ควรส่งเสริม/ยกระดับให้กลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งให้สามารถพัฒนาเป็นจุดรวบรวมผลผลิตเพื่อช่วยกระจายผลผลิต&nbsp;พัฒนาความรู้ให้เกษตรกรด้านการใช้เทคโนโลยี&nbsp;เช่น&nbsp;การจำหน่ายสินค้า&nbsp;Online&nbsp;การสร้างเวบไชต์/เพจจำหน่ายสินค้า&nbsp;เปิดตลาดใหม่และประชาสัมพันธ์การบริโภคลำไยเกี่ยวกับค่านิยมในการบริโภคที่เป็นคุณประโยชน์ต่อร่างกาย&nbsp;เช่น&nbsp;สรรพคุณทางยา&nbsp;เป็นต้น</p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-12-01T00:00:00	ภาคเหนือ	ลำพูน	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112161715288
76	จังหวัดตรัง ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน (อบก.) ส่วนจังหวัด ครั้งที่ 12565	<p><strong>วันนี้&nbsp;(12&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่ห้องศรีตรัง&nbsp;ชั้น&nbsp;3&nbsp;ศาลากลางจังหวัดตรัง</strong>&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;นายนายภูวนัฐ&nbsp;สมใจ&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน&nbsp;(อบก.)&nbsp;ส่วนจังหวัด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม</p><p><strong>ที่ประชุมได้แจ้งผลการอนุมัติการเบิกจ่ายเงินกู้กองทุนหมุนเวียน</strong>เพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน&nbsp;แจ้ผลการพิจารณาอนุมัติคำขอกู้ของ&nbsp;อบก.ส่วนจังหวัด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;5/2564&nbsp;สถานะหนี้ลูกหนี้กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;การแจ้งยุติคำขอกู้กรณีผู้ขอกู้ไม่เข้าหลักเกณฑ์&nbsp;ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;การจัดสรรงบประมาณกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจนของ&nbsp;อบก.ส่วนจังหวัด&nbsp;และ&nbsp;อบก.ส่วนอำเภอ&nbsp;ปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ยังได้พิจารณาการขอกู้เงินกองทุนหมุนเวียนฯ&nbsp;ของเกษตรกรและผู้ยากจน&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;ราย&nbsp;รวมวงเงินทั้งสิ้น&nbsp;5,135,000&nbsp;บาท</strong>&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112170615315
77	จังหวัดนครปฐมเปิดงานมหกรรมสินค้าดี เพื่อส่งเสริมสินค้า GI และเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย	<p><strong>วันนี้&nbsp;(12&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;ที่บริเวณลานกิจกรรม&nbsp;ชั้น&nbsp;1</strong>&nbsp;ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา&nbsp;ศาลายา&nbsp;จังหวัดนครปฐม&nbsp;นายสุรศักดิ์&nbsp;เจริญศิริโชติ&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;&nbsp;นายพงศ์สุธี&nbsp;สุขศิริ&nbsp;พาณิชย์จังหวัดนครปฐม&nbsp;และนางสาวมยุรี&nbsp;กาญจนมัจฉา&nbsp;ผู้จัดการทั่วไป&nbsp;ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า&nbsp;ศาลายา&nbsp;ร่วมเปิดงานมหกรรมสินค้าดีจังหวัดนครปฐม&nbsp;โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม&nbsp;จัดขึ้นระหว่างวันที่&nbsp;12&nbsp;&nbsp;16&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาและประชาสัมพันธ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;หรือ&nbsp;GI&nbsp;สินค้าเกษตรอินทรีย์&nbsp;และเกษตรปลอดภัย&nbsp;เพื่อสร้างความรู้&nbsp;ความเข้าใจ&nbsp;ให้กับเกษตรกร&nbsp;ผู้ผลิต&nbsp;และผู้ประกอบการ&nbsp;ในเรื่องของสินค้า&nbsp;GI&nbsp;ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอนครชัยศรี&nbsp;ได้รับการขึ้นทะเบียน&nbsp;GI&nbsp;จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา&nbsp;จำนวน&nbsp;82&nbsp;ราย&nbsp;พื้นที่เพาะปลูก&nbsp;5,692&nbsp;ไร่&nbsp;อีกทั้งประชาสัมพันธ์สินค้า&nbsp;GI&nbsp;สินค้าเกษตรอินทรีย์&nbsp;เกษตรปลอดภัย&nbsp;สินค้า&nbsp;OTOP&nbsp;และสินค้าชุมชนจังหวัดนครปฐม&nbsp;ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น</p><p><strong>โดยภายในงาน&nbsp;มีการจำหน่ายสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์เด่นและมีคุณภาพ</strong>&nbsp;เช่น&nbsp;ส้มโอนครชัยศรี&nbsp;5&nbsp;สายพันธุ์,&nbsp;มะพร้าวน้ำหอมสามพราน,&nbsp;เนื้อโคขุนกำแพงแสน,&nbsp;เมี่ยงคำลำพญา,&nbsp;&nbsp;หมั่นโถวแม่ล้วน,&nbsp;ผักปลอดสารพิษ&nbsp;ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร,&nbsp;ผักผลไม้แปรรูป,&nbsp;เนื้อสัตว์แปรรูป&nbsp;รวมทั้งสินค้าอื่น&nbsp;ๆ&nbsp;อีกมากมาย&nbsp;จากเกษตรกรผู้ผลิต&nbsp;ผู้ประกอบการสินค้า&nbsp;GI&nbsp;สินค้าเกษตรปลอดภัย&nbsp;ผลิตภัณฑ์ชุมชน&nbsp;OTOP&nbsp;SMES&nbsp;วิสาหกิจชุมชน&nbsp;ที่มีชื่อเสียงมากกว่า&nbsp;45&nbsp;ร้านค้า&nbsp;ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;2019&nbsp;</p><p>นอกจากนี้&nbsp;สามารถซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน&nbsp;Facebook&nbsp;Live&nbsp;ทางเพจมหกรรมท่องเที่ยวอีกด้วย&nbsp;เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้สินค้าภายในจังหวัด&nbsp;ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์&nbsp;ทำให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>สนง.ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม-&nbsp;ภาพ/ข่าว</strong></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันตก	นครปฐม	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112205610399
78	หน่วยงานเกษตรจังหวัดพังงา จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2565 (field day )	<p><strong>หน่วยงานเกษตรจังหวัดพังงา&nbsp;จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี</strong>เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;(field&nbsp;day&nbsp;)&nbsp;&amp;&nbsp;ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรทางเลือก&nbsp;อำเภอกะปง&nbsp;วันที่&nbsp;12&nbsp;&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายประคอง&nbsp;อุสาห์มัน&nbsp;เกษตรจังหวัดพังงา&nbsp;เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;(field&nbsp;day&nbsp;)&nbsp;&amp;&nbsp;ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรทางเลือก&nbsp;อำเภอกะปง&nbsp;โดยมีนายวีระ&nbsp;สังข์ทอง&nbsp;เกษตรอำเภอกะปง&nbsp;เป็นผู้กล่าวรายงาน&nbsp;และนายเอนก&nbsp;จีวะรัตน์&nbsp;ประธาน&nbsp;ศพก.อำเภอกะปง&nbsp;กล่าวต้อนรับ&nbsp;</p><p><strong>ภายในงาน&nbsp;ประกอบด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีมังคุดและทุเรียน</strong>&nbsp;จำนวน&nbsp;4&nbsp;ฐานการเรียนรู้</p><p>1.การพัฒนาคุณภาพทุเรียนสาลิกาและมังคุดทิพย์พังงา</p><p>2.เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตพืชที่ถูกต้องเหมาะสม</p><p>3.การจัดการดินปุ๋ยในสวนไม้ผล</p><p>4.การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี</p><p><strong>มีกิจกรรมการเสวนาสินค้าเกษตรทางเลือก&nbsp;(ทุเรียน&nbsp;และ&nbsp;มังคุด)&nbsp;</strong>นอกจากนี้&nbsp;มีนิทรรศการและการให้บริการจากหน่วยงานบูรณาการต่างๆ&nbsp;มีผู้เข้าร่วมงาน&nbsp;จำนวน&nbsp;150&nbsp;คน&nbsp;สถานที่จัดงาน&nbsp;ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;(ศพก.)&nbsp;อำเภอกะปง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;4&nbsp;ตำบลเหมาะ&nbsp;อำเภอกะปง&nbsp;จังหวัดพังงา</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคใต้	พังงา	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112203319391
79	เกษตรกรจังหวัดนครพนม เตือนเกษตรกรปลูกพริก เฝ้าระวังแมลงวันทองพริก พร้อมแนะวิธีป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย	"<p><strong>ในช่วงนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้ทำการปลูกพืชฤดูแล้ง</strong>&nbsp;เพื่อสร้างรายเสริมหลังจากการทำนาอีกทั้งยังเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินที่ว่างเปล่า&nbsp;โดยมีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหลายชนิด&nbsp;และหนึ่งในนั้นที่เกษตรกรนิยมปลูกมาก&nbsp;คือ&nbsp;พริก&nbsp;ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเกษตรกรนิยมปลูกและตลาดเองก็มีความต้องการจากสภาพอากาศที่ร้อน&nbsp;มีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน&nbsp;อากาศเย็นในช่วงเช้า&nbsp;และในช่วงกลางวันมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น&nbsp;ในระยะนี้จึงขอเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการเข้าทำลายของแมลงวันทองพริก&nbsp;ที่จะมีหนอนเข้ากัดกินชอนไชอยู่ภายในผล&nbsp;ทำให้ผลพริกเน่าร่วงหล่น&nbsp;และเมื่อหนอนโตเต็มที่ก็จะเจาะออกมาเข้าดักแด้ในดินทำให้ยากต่อการกำจัด</p><p><strong>นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;</strong>เปิดเผยว่า&nbsp;สำหรับการเข้าทำลายของแมลงวันพริก&nbsp;เมื่อเข้าทำลายแล้วจะมีลักษณะอาการภายนอกของพริกที่ถูกแมลงวันทองพริกเข้าทำลาย&nbsp;จะคล้ายกับโรคกุ้งแห้ง&nbsp;หรือ<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(32,&nbsp;33,&nbsp;36);"">&nbsp;</span>โรคแอนแทรคโนสในพริก&nbsp;แต่จะมีความแตกต่างกันตรงโรคกุ้งแห้งเกิดจากเชื้อราจะไม่มีหนอนอยู่ภายในพริก&nbsp;แต่พริกที่ถูกแมลงวันทองพริกทำลายจะมีหนอนอยู่ภายใน&nbsp;หรือมีรูของหนอนที่เจาะออกมาเพื่อเป็นดักแด้ก่อนจะกลายเป็นแมลงวันทองพริกตัวเต็มวัย&nbsp;ดังนั้น&nbsp;ในระยะนี้เกษตรกรเจ้าของสวนพริก&nbsp;ควรหมั่นสำรวจและทำความสะอาดแปลงปลูกพริกอย่างสม่ำเสมอ&nbsp;ด้วยการเก็บผลพริกที่ร่วงหล่นนำมาเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก&nbsp;เพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวันทองพริก&nbsp;จากนั้นให้พ่นด้วยสารน้ำมันปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์&nbsp;83.9%&nbsp;อีซี&nbsp;อัตรา&nbsp;60&nbsp;มิลลิลิตรต่อน้ำ&nbsp;20&nbsp;ลิตร&nbsp;พ่นทุก&nbsp;5-7&nbsp;วัน&nbsp;โดยเน้นที่ผลพริก&nbsp;ในกรณีพื้นที่ที่พบการระบาดเป็นประจำ&nbsp;ให้พ่นครั้งแรกเมื่อต้นพริกเริ่มติดผล&nbsp;และหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต&nbsp;5-7&nbsp;วัน&nbsp;และเมื่อต้นพริกเริ่มติดผล&nbsp;ให้เกษตรกรพ่นด้วยเหยื่อพิษโปรตีน&nbsp;เนื่องจากแมลงวันทองพริกมีหน้าตาคล้ายกับแมลงวันทองผลไม้มาก&nbsp;แต่เป็นคนละชนิดกัน&nbsp;การใช้กับดักโดยสารล่อแมลงอย่างเมทธิลยูจินอล&nbsp;จะไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดและเข้าทำลายของแมลงวันทองพริกได้&nbsp;ฉีดพ่นเหยื่อพิษโปรตีนเป็นจุดทุกต้นรอบแปลงปลูก&nbsp;และพ่นเป็นแถวต้นละจุด&nbsp;ห่างกันแถวละ&nbsp;5&nbsp;เมตร&nbsp;โดยพ่นทุกสัปดาห์&nbsp;หรือให้เทเหยื่อพิษโปรตีนใส่ไว้ในกับดักดัดแปลง&nbsp;เช่น&nbsp;ขวดพลาสติกเจาะช่องให้แมลงสามารถบินเข้ากับดักได้&nbsp;และติดตั้งกับดักสูงจากพื้นดิน&nbsp;15&nbsp;ซม.&nbsp;รอบแปลงปลูก&nbsp;จากนั้นให้ฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลงมาลาไทออน&nbsp;83%&nbsp;อีซี&nbsp;อัตรา&nbsp;50&nbsp;มิลลิลิตรต่อน้ำ&nbsp;20&nbsp;ลิตร</p><p><strong>หากเกษตรกรพบการเข้าทำลาย</strong>&nbsp;หรือมีข้อสงสัยควรรีบแจ้งข้อมูลการระบาดหรือหากมีข้อสงสัย&nbsp;สามารถเข้าไปติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม&nbsp;ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน</p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112204823396
80	ผู้ว่าฯ นครพนม ลงพื้นที่มอบแนวทางปฏิบัติราชการและภารกิจสำคัญ พร้อมเยี่ยมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อำเภอนาทม	<p><strong>วันที่&nbsp;11&nbsp;มกราคม&nbsp;2565</strong>&nbsp;ณ&nbsp;ที่ว่าการอำเภอนาทม&nbsp;อำเภอนาทม&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;นายชาธิป&nbsp;รุจนเสรี&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม&nbsp;ลงพื้นที่มอบแนวทางปฏิบัติราชการและภารกิจสำคัญของกระทรวง&nbsp;กรม&nbsp;และจังหวัด&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวง/กรม&nbsp;และจังหวัด&nbsp;แก่หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ&nbsp;ผู้บริหาร&nbsp;อปท.&nbsp;กำนัน&nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน&nbsp;ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านของทุกตำบล&nbsp;และทุกหมู่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอนาทม&nbsp;โดยมี&nbsp;นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด&nbsp;ร่วมมอบแนวทางการดำเนินงานตามภารกิจของแต่ละส่วนราชการ&nbsp;</p><p><strong>ในการนี้&nbsp;ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน</strong>&nbsp;และนักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัด&nbsp;ตลอดจนกลุ่ม/องค์กร&nbsp;เข้าร่วมให้ข้อมูลผลการดำเนินงานตามภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชนด้วย&nbsp;โดยนายชาธิป&nbsp;รุจนเสรี&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม&nbsp;ได้มอบแนวทางปฏิบัติราชการและภารกิจสำคัญของกระทรวง&nbsp;กรม&nbsp;และจังหวัด&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและภารกิจสำคัญฯ&nbsp;เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;2019&nbsp;(COVID&nbsp;-19)&nbsp;ทำให้การทำงาน&nbsp;การประชุมฯ&nbsp;ต้องห่างจากประชาชนมากขึ้น&nbsp;ขอให้ทุกคนได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019&nbsp;(COVID-19)&nbsp;อย่างเคร่งครัด&nbsp;เช่น&nbsp;การสวมหน้ากากอนามัย&nbsp;การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์&nbsp;และการเว้นระยะห่างตามมาตรการควบคุมการแพร่ของโรคติดต่ออันตรายในท้องที่จังหวัดนครพนม&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;แนวทางการดำเนินงานขอให้ยึดหลักการทำงาน&nbsp;5&nbsp;ร&nbsp;ได้แก่&nbsp;ริเริ่ม&nbsp;มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์&nbsp;นำนวัตกรรม&nbsp;เทคโนโลยีมาปรับใช้&nbsp;รุก&nbsp;ทำงานเชิงรุก&nbsp;รวดเร็ว&nbsp;ทำงานและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว&nbsp;ทำงานด้วยความรัก&nbsp;ความมีมิตรไมตรี&nbsp;รอบคอบ&nbsp;ทำงานด้วยความรอบคอบ&nbsp;โดยยึดผลสัมฤทธิ์ของงานและระเบียบกฎหมายเป็นสำคัญ&nbsp;และเป้าหมาย&nbsp;5&nbsp;ส&nbsp;ได้แก่&nbsp;สงบ&nbsp;เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในจังหวัดนครพนม&nbsp;เพื่อให้ชาวนครพนมมีความสุข&nbsp;สะอาด&nbsp;เพื่อให้จังหวัดนครพนมเป็นเมืองที่สะอาด&nbsp;น่าอยู่&nbsp;ปราศจากมลภาวะที่เป็นพิษทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์&nbsp;สวยงาม&nbsp;เพื่อให้จังหวัดนครพนมเป็นเมืองที่มีความสวยงาม&nbsp;สะดวก&nbsp;เพื่อให้เส้นทางการคมนาคมจังหวัดนครพนมสะดวก</p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112205342398
81	สมุทรสาครจัดงานเทศกาลลำไยพวงทองบ้านแพ้วและสินค้าเกษตรแปรรูป	"<p><strong>วันนี้&nbsp;(12&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;เวลา&nbsp;17.00&nbsp;น.&nbsp;ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา&nbsp;มหาชัย</strong>&nbsp;นายสุรศักดิ์&nbsp;ผลยังส่ง&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลลำไยพวงทองบ้านแพ้วและสินค้าเกษตรแปรรูป&nbsp;โดยมี&nbsp;ดร.สุนันทา&nbsp;น้อยพิทักษ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;นายพิพัฒน์&nbsp;ตันติศรีเจริญกุล&nbsp;ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซามหาชัย&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;ภาคเอกชน&nbsp;และ&nbsp;สื่อมวลชน&nbsp;เข้าร่วมงาน&nbsp;</p><p><strong>สำหรับ&nbsp;การจัดงาน&nbsp;""เทศกาลลำไยพวงทองบ้านแพ้วและสินค้าเกษตรแปรรูป""&nbsp;ครั้งที่&nbsp;2</strong>&nbsp;เพื่อประชาสัมพันธ์ลำไยพวงทองบ้านแพ้ว&nbsp;เป็นสินค้า&nbsp;GI&nbsp;ของจังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;ได้รับการขึ้นทะเบียน&nbsp;GI&nbsp;เมื่อวันที่19&nbsp;กรกฎาคม&nbsp;2562&nbsp;มีเอกลักษณ์โดดเด่น&nbsp;คือ&nbsp;เนื้อแน่น&nbsp;น้ำนิด&nbsp;ติดก้าน&nbsp;หวานกรอบ&nbsp;ความอร่อยของลำไยพวงทองบ้านแพ้ว&nbsp;มาจากจังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;เป็นเมือง&nbsp;3&nbsp;น้ำ&nbsp;ได้แก่&nbsp;น้ำจืด&nbsp;น้ำกร่อย&nbsp;และน้ำเค็ม&nbsp;ลักษณะของดินที่ใช้ในการเพาะปลูก&nbsp;เป็นดินเหนียว&nbsp;ซึ่งดินในลักษณะนี้จะมีอนุมูลของโพแทสเชียม&nbsp;(K+)&nbsp;มีหน้าที่ในการสร้างน้ำตาล&nbsp;ทำให้ผลไม้ที่ปลูกในจังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;มีรสชาติหวานเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากที่&nbsp;</p><p><strong>โดยภายในงานจะพบกับลำไยพวงทองบ้านแพ้วที่ขายสด&nbsp;ปลอดภัยไม่อบกำมะถัน</strong>&nbsp;กินแล้วไม่เจ็บคอ&nbsp;ไม่ร้อนใน&nbsp;สินค้าเกษตรแปรรูป&nbsp;โดยเฉพาะสินค้าที่นำลำไยพวงทองบ้านแพ้วมาสรรสร้างดัดแปลงเป็นเมนูอาหารคาวหวาน&nbsp;เช่น&nbsp;เค้กลำไยพวงทองบ้านแพ้ว&nbsp;ไอศกรีมกะทิสดลำไย&nbsp;วาฟเฟิลหน้าลำไย&nbsp;สาคูไส้ลำไย&nbsp;ซึ่งงานเทศกาลลำไยพวงทองบ้านแพ้วและสินค้าเกษตรแปรรูป&nbsp;จัดขึ้นระหว่าง&nbsp;วันที่&nbsp;12-16มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ตั้งแต่เวลา&nbsp;10.00-20.00.&nbsp;น.&nbsp;ณ&nbsp;ลานกิจกรรมศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซามหาชัย&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;การจัดงานครั้งนี้อยู่ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19</strong>&nbsp;ผู้ประกอบการ/เจ้าหน้าที่มีการตรวจ&nbsp;ATK&nbsp;ก่อนเข้าบูธ&nbsp;และทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย&nbsp;2&nbsp;เข็ม&nbsp;โดยมีใบรับรองมาแสดงให้ดู&nbsp;เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าเที่ยวชมภายในงาน&nbsp;อีกทั้งยังมีจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิ&nbsp;เจลล้างมือ&nbsp;รักษาระยะห่าง&nbsp;และข้อสำคัญแม่ค้า&nbsp;พ่อค้า&nbsp;และผู้เข้าร่วมงานต้องสวมหน้ากากอนามัย&nbsp;100%&nbsp;อีกด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>"	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันตก	สมุทรสาคร	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112211903412
82	ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพบปะกับคณะกรรมการดำเนินสหกรณ์การเกษตรชานุมาน จำกัด  และสหกรณ์การเกษตรนาเจริญ  จำกัด	<p><strong>วันที่&nbsp;12&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;08.30&nbsp;น.&nbsp;นายชาย&nbsp;คงแก้ว</strong>&nbsp;ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์&nbsp;เขตตรวจราชการที่&nbsp;13&nbsp;และ&nbsp;14&nbsp;เข้าตรวจเยี่ยมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;โดยมี&nbsp;ว่าที่ร้อยโท&nbsp;ปุณณกิจ&nbsp;เชาว์น้อย&nbsp;สหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;พร้อมข้าราชการ&nbsp;และพนักงานราชการสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;ร่วมต้อนรับ&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ</p><p><strong>เวลา&nbsp;11.00&nbsp;น.&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพบปะกับคณะกรรมการดำเนินสหกรณ์การเกษตรชานุมาน&nbsp;</strong>จำกัด&nbsp;และสหกรณ์การเกษตรนาเจริญ&nbsp;จำกัด&nbsp;ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่แผนการพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสู่ความเข้มแข็งของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรชานุมาน&nbsp;จำกัด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-12-01T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112235001430
83	กฟผ.เขื่อนสิรินธร มอบพันธุ์ปลาตะเพียนเลี้ยงในบ่อดิน ให้กับชุมชนสร้างอาหาร สร้างรายได้	<p><strong>นายธานน&nbsp;จีนปาน&nbsp;วิศวกรระดับ&nbsp;9&nbsp;</strong>กองเดินเครื่องโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา&nbsp;พร้อมด้วยนายสท้าน&nbsp;เอติรัตนะ&nbsp;หัวหน้าแผนกบำรุงรักษาโยธา&nbsp;นายนที&nbsp;ศรีสมรรถการ&nbsp;หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ฯ&nbsp;เขื่อนสิรินธร&nbsp;และผู้ปฏิบัติงานเขื่อนสิรินธร&nbsp;ร่วมมอบพันธุ์ปลาตะเพียน&nbsp;จำนวน&nbsp;50,000&nbsp;ตัว&nbsp;ให้กับกลุ่มเกษตรกรบ้านสุขสำราญ&nbsp;ตำบลนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย&nbsp;อำเภอสิรินธร&nbsp;ที่ศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเขื่อนสิรินธร&nbsp;โดยมีนายอภัย&nbsp;เรือนเจริญ&nbsp;นางอรุณรัตน์&nbsp;จำปาเทพ&nbsp;(หมอลำทำเกษตร)&nbsp;และสมาชิกกลุ่มฯ&nbsp;ร่วมรับมอบ</p><p><strong>สำหรับพันธุ์ปลาตะเพียนดังกล่าว&nbsp;</strong>เป็นผลผลิตการเพาะพันธุ์ของศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเขื่อนสิรินธร&nbsp;ให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน&nbsp;ในพื้นที่เขื่อนสิรินธร&nbsp;เพื่อนำไปปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะและส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงปลาในบ่อดิน&nbsp;ในการขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณ&nbsp;สร้างอาหารสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่เขื่อนสิรินธรและเขื่อนปากมูล&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อุบลราชธานี	สวท.อุบลราชธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113084848463
84	พร้อมจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง งวดที่ 3 ในวันพรุ่งนี้กว่า 850 ล้านบาท	<p><strong>นายณกรณ์&nbsp;ตรรกวิรพัท&nbsp;ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;ระยะที่&nbsp;3&nbsp;ได้เริ่มดำเนินการจ่ายเงินส่วนต่างชดเชยรายได้ให้กับชาวสวนยาง&nbsp;งวดที่&nbsp;1&nbsp;ประจำเดือนตุลาคม&nbsp;2564&nbsp;และงวด&nbsp;2&nbsp;ประจำเดือนพฤศจิกายน&nbsp;2564&nbsp;แล้ว&nbsp;ตั้งแต่วันที่&nbsp;9&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;สำหรับงวดที่&nbsp;3&nbsp;ประจำเดือนธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;พร้อมโอนเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนยางในวันที่&nbsp;14&nbsp;มกราคมนี้&nbsp;เป็นต้นไป&nbsp;รวมวงเงินทั้งสิ้น&nbsp;850.25&nbsp;ล้านบาท&nbsp;</p><p><strong>โดยได้กำหนดราคายางพาราอ้างอิง&nbsp;</strong>&nbsp;ราคายางแผ่นดิบคุณภาพดี&nbsp;อยู่ที่&nbsp;59.85&nbsp;บาท/กก.&nbsp;ชดเชย&nbsp;5.15&nbsp;บาท/กก.&nbsp;ราคานำ้ยางสด&nbsp;DRC&nbsp;100%&nbsp;อยู่ที่&nbsp;51.03&nbsp;บาพ/กก.&nbsp;ชดเชย&nbsp;5.97&nbsp;บาพ/กก.&nbsp;และราคายางก้อนถ้วย&nbsp;อยู่ที่&nbsp;23.18&nbsp;บาท/กก.&nbsp;จะไม่มีชดเชยในงวดที่&nbsp;3&nbsp;เนื่องจากราคาขายยางก้อนถ้วยสูงกว่าราคาประกันที่ตั้งไว้&nbsp;ถือเป็นเรื่องดีที่แนวโน้มราคายางในตลาดอยู่ในแนวบวก&nbsp;ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินโครงการชะลอขายยางก้อนถ้วยของ&nbsp;กยท.&nbsp;ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;ไม่ต้องเร่งขายช่วงที่ผลผลิตในตลาดมากเกินไป&nbsp;เมื่อปริมาณผลผลิตในตลาดมีความเหมาะสม&nbsp;ราคาจะปรับตัวขึ้น&nbsp;จึงสามารถนำผลผลิตยางที่เก็บไว้มาขายในช่วงที่ราคายางสูงขึ้นในระดับที่เหมาะสม&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;ระยะที่&nbsp;3&nbsp;จ่ายเงินส่วนต่างชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;ตั้งแต่งวดที่&nbsp;1&nbsp;-&nbsp;3&nbsp;เป็นเงินรวมกว่า&nbsp;2,284&nbsp;ล้านบาท</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;การยางแห่งประเทศไทย&nbsp;ไม่นิ่งนอนใจ&nbsp;</strong>ลงพื้นที่สำรวจและเร่งประสานงานข้อมูลเกษตรชาวสวนยางที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;ให้ได้รับเงินประกันรายได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วนทุกราย&nbsp;พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายและมาตรการอื่นคู่ขนานไปด้วย&nbsp;เพื่อรองรับสถานการณ์และสร้างเสถียรภาพให้แก่ราคายางพาราต่อไป</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113121122559
85	ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม พร้อมรองผู้ว่าฯ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรชาวสวนส้มโอ	<p><strong>นายขจร&nbsp;ศรีชวโนทัย&nbsp;&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายศิริศักดิ์&nbsp;ศิริมังคะลา&nbsp;&nbsp;นายกรกฎ&nbsp;วงษ์สุวรรณ&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ&nbsp;นายวุฒิชัย&nbsp;ยามโคกสูง&nbsp;นายอำเภอบางคนที&nbsp;ลงพื้นที่สวน&nbsp;ส้มโอขาวใหญ่&nbsp;ตำบลบางสะแก&nbsp;อำเภอบางคนที&nbsp;โดยมีประวิตร&nbsp;คุ้มสิน&nbsp;เกษตรกร&nbsp;นายกอบต.บางสะแก&nbsp;กำนัน&nbsp;-ผู้ใหญ่บ้าน&nbsp;เกษตรกรให้การต้อนรับและนำชมผลผลิตส้มโอขาวใหญ่&nbsp;และสนทนาในหลายประเด็น&nbsp;ทั้งเรื่องผลผลิตส้มโอขาวใหญ่&nbsp;และการจัดการน้ำในพื้นที่สวนของเกษตรกร&nbsp;ซึ่งสมุทรสงคราม&nbsp;เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูกส้มโอกันมานานเกือบ&nbsp;200&nbsp;ปีแล้ว&nbsp;โดยเฉพาะ&nbsp;ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่&nbsp;ที่เชื่อกันว่ารสชาติดีที่สุด&nbsp;เพราะเคยได้รับรางวัลต่างๆ&nbsp;มากมาย</p><p><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>สมุทรสงครามแม้จะเป็นจังหวัดเล็ก&nbsp;เพราะมีพื้นที่เพียง&nbsp;416&nbsp;ตารางกิโลเมตร&nbsp;แต่ก็มีจุดเด่น&nbsp;เพราะเป็นเมืองที่มี&nbsp;3&nbsp;น้ำ&nbsp;คือน้ำจืด&nbsp;น้ำเค็ม&nbsp;และน้ำกร่อย&nbsp;ดินจึงมีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่เหมือนใคร&nbsp;ส่งผลทำให้ผลไม้ที่นี่มีรสชาติดี&nbsp;โดยเฉพาะส้มโอ&nbsp;เป็นผลไม้ที่คนไทยทุกภาครู้จักและนิยมบริโภคกันมาช้านาน&nbsp;ดังนั้นการปลูกส้มโอจึงมีทุกภูมิภาคของประเทศไทย&nbsp;และให้ผลผลิตได้ในเกือบทุกสภาพดิน&nbsp;จะแตกต่างกันก็แต่เพียงรสชาติเท่านั้น&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สมุทรสงคราม	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113123535579
86	พัฒนาทักษะอาชีพผู้บังคับโดรนเพื่อการเกษตร เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความยั่งยืน	<p><strong>นายเข้มแข็ง&nbsp;ยุติธรรมดำรง&nbsp;อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท&nbsp;แอโร&nbsp;กรุ๊ป&nbsp;(1992)&nbsp;จำกัด&nbsp;ในการดำเนินโครงการพัฒนาทักษะอาชีพผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับ&nbsp;(Drone)&nbsp;เพื่อการเกษตร&nbsp;เน้นถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรปราดเปรื่อง&nbsp;เกษตรกรรุ่นใหม่&nbsp;และเกษตรกรที่สนใจเป็นผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับ&nbsp;</p><p><strong>ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานไร้คนขับ</strong>&nbsp;หรือโดรนเพื่อการเกษตร&nbsp;โดยคัดเลือกผู้สนใจและมีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ารับการฝึกอบรมให้มีความรู้&nbsp;ความสามารถ&nbsp;พัฒนาทักษะฝีมือให้สูงขึ้นจนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้&nbsp;รวมทั้งยังคาดหมายว่าจะนำไปสู่การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม&nbsp;สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่&nbsp;</p><p><strong>ในปี&nbsp;2565&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร</strong>&nbsp;ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร&nbsp;เพื่อการพัฒนาประเทศไทยไปสู่&nbsp;ความมั่นคง&nbsp;ความมั่งคั่งและความยั่งยืน&nbsp;&nbsp;โดยรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ&nbsp;โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม&nbsp;</p><p><strong>โดยการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน&nbsp;3&nbsp;มิติสำคัญคือ</strong>&nbsp;เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม&nbsp;เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี&nbsp;ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม&nbsp;และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113153800693
87	เดินหน้าโครงการประกันราคาลำไยรูปแบบใหม่  พัฒนาเพิ่มมูลค่าครบวงจร	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดลำพูน&nbsp;เพื่อติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;โดยที่ประชุมได้รับทราบประเด็นสำคัญ&nbsp;อาทิ&nbsp;รายงานการคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตภาคเหนือ&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;รายงานผลการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;และปัญหาอุปสรรค&nbsp;และที่ประชุมได้ร่วมหารือพิจารณาในแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ&nbsp;ระดับพื้นที่&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ในปี&nbsp;2565&nbsp;และปีต่อๆ&nbsp;ไปได้วางเป้าหมายพลิกโฉมภาคเกษตรไทยมุ่งเน้นการทำเกษตรมูลค่าสูง&nbsp;ในมิติภาคการผลิตและบริการเป้าหมายหมุดหมายที่&nbsp;1&nbsp;ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรมูลค่าสูง&nbsp;มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป&nbsp;โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม&nbsp;การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานของภาคเกษตร&nbsp;และการสนับสนุนบทบาทของผู้ประกอบการเกษตร&nbsp;โดยมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือ&nbsp;ศูนย์&nbsp;AIC&nbsp;ภาคเหนือ&nbsp;และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ&nbsp;เร่งวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมทั้งการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลไม้&nbsp;</span><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">จังหวัดลำพูน&nbsp;นับเป็นศูนย์กลางลำไยภาคเหนือและเป็นเมืองหลวงลำไยโลก</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;มีพื้นที่ปลูกลำไยกว่า&nbsp;250,000&nbsp;ไร่&nbsp;เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ&nbsp;8&nbsp;จังหวัด&nbsp;โดยในปี&nbsp;2564&nbsp;สถานการณ์การผลิต&nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ&nbsp;3.12&nbsp;ต่อปี&nbsp;ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมสนับสนุนของรัฐบาล&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;ยังเผชิญปัญหาราคาลำไยตกต่ำในบางปีบางฤดูเป็นปัญหาซ้ำซากตลอดมา&nbsp;จึงให้ดำเนินการโครงการประกันราคาลำไยขั้นต่ำบนความร่วมมือระหว่างภาคเกษตรกรและภาคเอกชนโดยการสนับสนุนของภาครัฐเป็นโมเดลใหม่เพื่อให้ทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วนกัน&nbsp;แบบ&nbsp;win-win&nbsp;ทุกฝ่าย&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นอกจากนี้&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไยในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด&nbsp;เพื่อเตรียมการรองรับผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดล่วงหน้าตามแนวทางการบริหารจัดหารผลผลิตลำไยปี&nbsp;2565&nbsp;เช่น&nbsp;โครงการกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิต&nbsp;จังหวัดลำพูนโดย&nbsp;คพจ.&nbsp;ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร&nbsp;เพื่อเตรียมการรองรับการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคาผลผลิตตกต่ำและพัฒนาระบบตั้งแต่ต้นน้ำ&nbsp;-&nbsp;ปลายน้ำ&nbsp;เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพสินค้า&nbsp;ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรเพื่อให้ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;(GI)&nbsp;สินค้าลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน&nbsp;รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป&nbsp;ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน&nbsp;และเกษตรกร&nbsp;เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด&nbsp;ทั้งหมดนี้จะเป็นก้าวสำคัญให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่มิติใหม่&nbsp;โดยใช้โมเดล&nbsp;Fair&nbsp;Trade&nbsp;ลำไย&nbsp;การค้าที่เป็นธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างยั่งยืนโดยบูรณาการทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-01-13T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113151633661
88	เดินหน้าโครงการประกันราคาลำไยรูปแบบใหม่  พัฒนาเพิ่มมูลค่าครบวงจร	<p><strong>นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;</strong>ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดลำพูน&nbsp;เพื่อติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;โดยที่ประชุมได้รับทราบประเด็นสำคัญ&nbsp;อาทิ&nbsp;รายงานการคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตภาคเหนือ&nbsp;&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;รายงานผลการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;และปัญหาอุปสรรค&nbsp;และที่ประชุมได้ร่วมหารือพิจารณาในแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ&nbsp;ระดับพื้นที่&nbsp;</p><p><strong>ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ในปี&nbsp;2565&nbsp;และปีต่อๆ&nbsp;ไปได้วางเป้าหมายพลิกโฉมภาคเกษตรไทยมุ่งเน้นการทำเกษตรมูลค่าสูง&nbsp;ในมิติภาคการผลิตและบริการเป้าหมายหมุดหมายที่&nbsp;1&nbsp;ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรมูลค่าสูง&nbsp;มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป&nbsp;โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม&nbsp;การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานของภาคเกษตร&nbsp;และการสนับสนุนบทบาทของผู้ประกอบการเกษตร&nbsp;โดยมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือ&nbsp;ศูนย์&nbsp;AIC&nbsp;ภาคเหนือ&nbsp;และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ&nbsp;เร่งวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมทั้งการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลไม้&nbsp;</p><p><strong>จังหวัดลำพูน&nbsp;นับเป็นศูนย์กลางลำไยภาคเหนือและเป็นเมืองหลวงลำไยโลก</strong>&nbsp;มีพื้นที่ปลูกลำไยกว่า&nbsp;250,000&nbsp;ไร่&nbsp;เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ&nbsp;8&nbsp;จังหวัด&nbsp;โดยในปี&nbsp;2564&nbsp;&nbsp;สถานการณ์การผลิต&nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ&nbsp;3.12&nbsp;ต่อปี&nbsp;ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมสนับสนุนของรัฐบาล&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;ยังเผชิญปัญหาราคาลำไยตกต่ำในบางปีบางฤดูเป็นปัญหาซ้ำซากตลอดมา&nbsp;จึงให้ดำเนินการโครงการประกันราคาลำไยขั้นต่ำบนความร่วมมือระหว่างภาคเกษตรกรและภาคเอกชนโดยการสนับสนุนของภาครัฐเป็นโมเดลใหม่เพื่อให้ทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วนกัน&nbsp;แบบ&nbsp;win-win&nbsp;ทุกฝ่าย&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไยในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด&nbsp;เพื่อเตรียมการรองรับผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดล่วงหน้าตามแนวทางการบริหารจัดหารผลผลิตลำไยปี&nbsp;2565&nbsp;เช่น&nbsp;โครงการกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิต&nbsp;&nbsp;จังหวัดลำพูนโดย&nbsp;คพจ.&nbsp;ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร&nbsp;เพื่อเตรียมการรองรับการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคาผลผลิตตกต่ำและพัฒนาระบบตั้งแต่ต้นน้ำ&nbsp;-&nbsp;ปลายน้ำ&nbsp;เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพสินค้า&nbsp;</p><p><strong>ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตร</strong>เพื่อให้ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;(GI)&nbsp;สินค้าลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน&nbsp;รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป&nbsp;ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน&nbsp;และเกษตรกร&nbsp;เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด&nbsp;ทั้งหมดนี้จะเป็นก้าวสำคัญให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่มิติใหม่&nbsp;โดยใช้โมเดล&nbsp;Fair&nbsp;Trade&nbsp;ลำไย&nbsp;การค้าที่เป็นธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างยั่งยืนโดยบูรณาการทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113151633664
89	ตรัง -กยท.เร่งช่วยชาวสวนชะลอขายน้ำยางสดหลังเดือดร้อนหนัก	<p><strong>จังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;กยท.ตรัง&nbsp;อนุมัติงบประมาณกว่า&nbsp;72&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เร่งช่วยเหลือชาวสวนยาง</strong>&nbsp;ในการเก็บสต๊อกน้ำยางสดไว้ชะลอขาย&nbsp;สร้างอำนาจต่อรองนายทุนใหญ่&nbsp;หลังราคายางพาราตกต่ำ&nbsp;เหลือกิโลกรัมละ&nbsp;46&nbsp;-&nbsp;48&nbsp;บาท&nbsp;ขณะที่ค่าครองชีพ&nbsp;หมู&nbsp;ไก่&nbsp;อาหารทะเลราคาพุ่งรายวัน&nbsp;ทำชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำสวนยางเดือดร้อนหนัก&nbsp;รายได้ไม่พอรายจ่าย&nbsp;โดยหมู&nbsp;1&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;ต้องใช้น้ำยางสดประมาณ&nbsp;4-5&nbsp;กิโลกรัมจึงจะซื้อได้&nbsp;โดยมาตรการชะลอการขายยางจะทำให้เกษตรกร&nbsp;ลดปริมาณน้ำยางสดในตลาด&nbsp;สร้างอำนาจต่อรองกับนายทุนใหญ่&nbsp;รอจังหวะส่งขาย&nbsp;ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการรวมหัวกดราคา&nbsp;กระตุ้นราคายาง&nbsp;และช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนที่ประชาชน&nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนกำลังประสบปัญหาเรื่องค่าครองชีพอยู่แสนสาหัสขณะนี้&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ที่ศูนย์รวบรวมน้ำยางสด&nbsp;แปลงใหญ่ยางพารา&nbsp;กยท.ย่านตาขาว&nbsp;ต.หนองบ่อ&nbsp;อ.ย่านตาขาว</strong>&nbsp;และโรงรวบรวมน้ำยางสดมาตรฐาน&nbsp;GMP&nbsp;สหกรณ์การเกษตรทุ่งยาว&nbsp;อ.ปะเหลียน&nbsp;&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;&nbsp;นายภิรม&nbsp;หนูรอด&nbsp;ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;พร้อมด้วยผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;ทั้ง&nbsp;6&nbsp;สาขา/10&nbsp;อำเภอของจ.ตรัง&nbsp;ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;ได้อนุมัติงบประมาณจำนวนกว่า&nbsp;72&nbsp;ล้านบาท&nbsp;และงบพัฒนาจังหวัดตรังจำนวน&nbsp;800,000&nbsp;บาท&nbsp;เพื่อจัดซื้อถังเก็บน้ำยา&nbsp;เร่งทำโครงการชะลอการขายยาง&nbsp;ของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;เพื่อเก็บสต๊อกน้ำยางสดเอาไว้เพื่อชะลอขาย&nbsp;ลดปริมาณน้ำยางสดออกสู่ตลาด&nbsp;เพื่อหวังช่วยพยุงราคายางให้สูงขึ้น&nbsp;ไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากราคาที่ลดลงโดยไม่เป็นธรรมและไม่มีสาเหตุ&nbsp;</p><p><strong>โดยขณะนี้&nbsp;พบว่าราคายางพารายังตกต่ำต่อเนื่อง&nbsp;โดยน้ำยางสดเหลือกิโลกรัมละ&nbsp;46&nbsp;&nbsp;48&nbsp;บาท&nbsp;</strong>ทั้งๆ&nbsp;ที่ปริมาณผลผลิตเหลือน้อย&nbsp;แต่ราคากลับขึ้นๆลงๆในระดับที่ตกต่ำต่อเนื่อง&nbsp;ยิ่งเป็นการซ้ำเติมเกษตรกร&nbsp;ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของภาคใต้ให้เดือดร้อนมากยิ่งขึ้น&nbsp;จากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอยู่แล้ว&nbsp;จากการที่ราคาหมู&nbsp;ไก่&nbsp;กุ้ง&nbsp;ไข่ไก่&nbsp;รวมทั้งอาหารทะเลทุกชนิดที่ปรับตัวสูงขึ้น&nbsp;ทำรายได้ไม่พอรายจ่าย&nbsp;ยิ่งเดือดร้อนหนัก&nbsp;จึงเร่งใช้โครงการชะลอการขายยางเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน&nbsp;โดยการเก็บสต๊อกน้ำยางสดไว้&nbsp;เพื่อชะลอการขายให้โรงงาน&nbsp;โดยจะรอจังหวะที่ราคาดีขึ้น&nbsp;นำเสนอขายผ่านตลาดกลางยางพาราทั้ง&nbsp;4&nbsp;แห่งในภาคใต้&nbsp;ลดปริมาณน้ำยางสดออกสู่ตลาด&nbsp;หวังจะช่วยพยุงราคายางพาราให้สูงขึ้น&nbsp;โดยการสร้างอำนาจต่อรองให้อยู่ในมือของเกษตรกร&nbsp;ไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากการรวมหัวกดราคา&nbsp;ทำเกษตรกรเดือดร้อนต่อเนื่อง&nbsp;เป็นการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ด้วย&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;และเม็ดเงินที่สะพัดในพื้นที่ส่วนใหญ่</strong>ก็มาจากยางพารา&nbsp;โดยขณะนี้พบว่าจากปัญหาราคาน้ำยางสดที่ตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ&nbsp;46&nbsp;&nbsp;48&nbsp;บาท&nbsp;ดังกล่าว&nbsp;ชาวสวนต้องขายน้ำยางสดมากถึง&nbsp;4-5&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;จึงจะซื้อเนื้อหมูได้เพียง&nbsp;1&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;และต้องขายน้ำยางสดให้มากขึ้น&nbsp;จึงจะซื้อสินค้าอื่นๆเข้าครัวเรือนได้&nbsp;ทำประชาชนเดือดร้อนหนักในขณะนี้&nbsp;กยท.จึงเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชน&nbsp;ที่กำลังประสบปัญหาจากราคายางพาราตกต่ำ&nbsp;และเรื่องค่าครองชีพของประชาชน&nbsp;ผ่านโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;รวมทั้งการยางแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้น&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;จุดรวบรวมน้ำยางสดทั้ง&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;คือ&nbsp;ที่&nbsp;ต.หนองบ่อ&nbsp;เก็บน้ำยางสดได้&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ตันต่อรอบ&nbsp;แต่ตั้งเป้าไว้&nbsp;ที่&nbsp;25&nbsp;ตันต่อรอบ&nbsp;ส่วนที่สหกรณ์การเกษตรทุ่งยาว&nbsp;สามารถเก็บน้ำยางสดได้รอบละ&nbsp;50&nbsp;ตัน&nbsp;แต่ถ้าน้ำยางมากก็เพิ่มได้&nbsp;</p><p><strong>ทางด้านนายภิรม&nbsp;ทองรอด&nbsp;ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;การยางแห่งประเทศไทยช่วยเหลือเกษตรกรในการชะลอขายรวม&nbsp;4&nbsp;ผลิตภัณฑ์&nbsp;คือ&nbsp;น้ำยางสด&nbsp;ยางแผ่นรมควัน&nbsp;ยางแผ่นดิบ&nbsp;และยางก้อนถ้วย&nbsp;ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่&nbsp;ในส่วนของจังหวัดตรัง&nbsp;ทำการชะลอการขายน้ำยางสด&nbsp;งบประมาณจำนวน&nbsp;72&nbsp;ล้านบาท&nbsp;และจากงบพัฒนาจังหวัดตรัง&nbsp;โดยนายขจรศักดิ์&nbsp;เจริญโสภา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังอีกจำนวน&nbsp;800,000&nbsp;บาท&nbsp;เป้าหมายชะลอการขายให้ได้ประมาณ&nbsp;350&nbsp;ตัน&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;จังหวัดตรังเริ่มทำ&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;และจะขยายไป&nbsp;กยท.ทุกสาขา&nbsp;ถือเป็นโครงการที่เหมาะสม&nbsp;เมื่อผลผลิตเข้าสู่ตลาดมาก&nbsp;ราคายางตกต่ำ&nbsp;โครงการก็ช้อนซื้อเก็บไว้&nbsp;เมื่อราคาสูงขึ้นเหมาะสม&nbsp;ก็นำออกมาทยอยขายเก็งกำไร&nbsp;โดยถ้าจุดไหนน้ำยางของสมาชิกเข้ามามาก&nbsp;ก็จะเพิ่มปริมาณการสต๊อกน้ำยางสดในจุดนั้นเพิ่มขึ้น&nbsp;โดยสิ่งที่การยางแห่งประเทศไทยต้องการคือ&nbsp;เมื่อสมาชิกนำน้ำยางมาฝากไว้&nbsp;ซึ่งเก็บได้นานถึง&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;โดยที่คุณภาพน้ำยางและเปอร์เซ็นต์ยางไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;สมาชิกที่ขายน้ำยางอยู่ประจำจะไม่ถูกกดราคา&nbsp;เพราะสหกรณ์มีการชะลอ&nbsp;เลือกเวลาขายที่ได้กำไร&nbsp;และในระดับประเทศหากทุกๆผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของเกษตรกรสามารถชะลอการขายได้&nbsp;จะเกิดประโยชน์ในภาพรวม&nbsp;อำนาจต่อรองจะอยู่ในเมืองเกษตรกร&nbsp;ผ่าน&nbsp;กยท.พ่อค้าจะเป็นฝ่ายวิ่งมาหา&nbsp;กยท.และวิ่งหาชาวสวน&nbsp;อำนาจต่อรองจะอยู่ในมือเกษตรกร&nbsp;</p><p><strong>ทางด้านนายสมพล&nbsp;เก้าเอี้ยน&nbsp;ประธานสหกรณ์การเกษตรทุ่งยาว&nbsp;อ.ปะเหลียน&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ตอนนี้สหกรณ์ทุ่งยาวสามารถเก็บสต๊อกน้ำยางสด&nbsp;เพื่อชะลอขายได้รอบละ&nbsp;20&nbsp;ตัน&nbsp;แต่ศักยภาพจะรับได้รอบละ&nbsp;60&nbsp;ตัน&nbsp;ขณะนี้ทำมาแล้ว&nbsp;2&nbsp;รอบ&nbsp;โดยรอบนี้ถ้าขายในวันนี้จะได้ส่วนต่างกิโลกรัมละ&nbsp;3&nbsp;บาท&nbsp;ซึ่งในการชะลอจะดูราคาส่วนต่างให้ได้กำไร&nbsp;หลักๆต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในการขายน้ำยาง&nbsp;หากช่วงราคาไม่ดีสามารถหมุนมาฝากไว้ก่อน&nbsp;สหกรณ์ก็ดึงราคาไว้&nbsp;และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมไม่ขาดทุน&nbsp;ก็นำออกขายได้&nbsp;โดยกยท.จะเสนอขายในตลาดกลาง&nbsp;เจรจากับคู่ค้าโดยตรง&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113152533672
90	ผู้ว่าฯ ลำพูน ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างฝายน้ำล้นบ้านโฮ่งหลวง คาดแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2565 ก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก	<p><strong>วันนี้&nbsp;(13&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;นายวรยุทธ&nbsp;เนาวรัตน์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน</strong>&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายบุญส่ง&nbsp;ไชยมณี&nbsp;หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน&nbsp;ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการก่อสร้างฝายน้ำล้นบ้านโฮ่งหลวง&nbsp;ที่บริเวณสถานที่ก่อสร้างฝายลำน้ำลี้&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ตำบลบ้านโฮ่ง&nbsp;อำเภอบ้านโฮ่ง&nbsp;จังหวัดลำพูน&nbsp;โดยมีนายประเชิญ&nbsp;สมองดี&nbsp;นายอำเภอบ้านโฮ่ง&nbsp;นายกเทศมนตรีตำบลบ้านโฮ่ง&nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน&nbsp;เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ต้อนรับ&nbsp;</p><p><strong>สำหรับฝายน้ำล้นดังกล่าวมีความยาวสันฝาย&nbsp;46.20&nbsp;ม.&nbsp;</strong>ความสูงสันฝาย&nbsp;3.50&nbsp;ม.&nbsp;บานประตูระบายน้ำ&nbsp;ขนาด&nbsp;3&nbsp;x&nbsp;6&nbsp;ม.&nbsp;จำนวน&nbsp;4&nbsp;บาน&nbsp;หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีประชากรได้รับประโยชน์&nbsp;จำนวนกว่า&nbsp;1,500&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;และมีพื้นที่รับประโยชน์&nbsp;อีกจำนวนกว่า&nbsp;500&nbsp;ไร่&nbsp;จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ&nbsp;เบื้องต้นพบปัญหาคันดินชั่วคราวถูกกัดเซาะ&nbsp;ซึ่งกั้นทางน้ำเพื่อการก่อสร้างพังทลาย&nbsp;ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่การก่อสร้าง&nbsp;เป็นปัญหาอุปสรรคในการกั้นลำน้ำ&nbsp;ซึ่งผู้รับเหมารายเดิมไม่สามารถก่อสร้างต่อได้&nbsp;สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค&nbsp;1&nbsp;กรมทรัพยากรน้ำ&nbsp;จึงแจ้งดำเนินการปรับเรียกค่าเสียหายจากผู้รับเหมา&nbsp;และจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหม่&nbsp;ดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จ&nbsp;ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว&nbsp;ร้อยละ&nbsp;70&nbsp;คาดแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน&nbsp;2565&nbsp;ก่อนฤดูน้ำหลาก.</p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคเหนือ	ลำพูน	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113160025720
91	เกษตรอำเภอเบตงเยี่ยมเยียนแปลงเกษตรผสมผสาน โครงการมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้	<p><strong>วันที่&nbsp;13&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายอารีฟ&nbsp;มหัศนียนนท์&nbsp;เกษตรอำเภอเบตง</strong>&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเบตงลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกรโครงการตำบลมั่นคง&nbsp;มั่งคั่ง&nbsp;&nbsp;ยั่งยืน&nbsp;&nbsp;ในจังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;กิจกรรมส่งเสริมการทำแปลงต้นแบบเกษตรผสมผสาน&nbsp;เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร&nbsp;ณ&nbsp;หมู่ที่&nbsp;4&nbsp;ตำบลตาเนาะแมเราะ&nbsp;อำเภอเบตง&nbsp;และได้แนะนำวิธีการจัดการศัตรูพืชเบื้องต้น&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรสามารถดูแลจัดการขั้นพื้นฐานได้&nbsp;ทั้งนี้เกษตรกรได้เตรียมเพาะต้นกล้าชุดใหม่เพื่อเตรียมลงปลูกทดแทนผักรุ่นก่อนหน้านี้</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สวท.เบตง จ.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113164712773
92	เกษตรปะเหลียน จัดอบรมเกษตรกรโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันตำบลปะเหลียน แปลงใหญ่ปี 2565)	<p><strong>วันนี้&nbsp;(13&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;นางนิตยา&nbsp;จันทร์ประทีป&nbsp;เกษตรอำเภอปะเหลียน</strong>&nbsp;มอบหมายให้นางสาวปราณี&nbsp;แข็งแรง&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;นางบุหลัน&nbsp;ทักษิณาวาณิชย์&nbsp;และนางสาวศัลยา&nbsp;มานะกล้า&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;จัดอบรมเกษตรกรโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;</p><p><strong>กิจกรรมบริหารจัดการถ่ายทอดความรู้&nbsp;ครั้งที่&nbsp;2&nbsp;กลุ่มแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน&nbsp;</strong>ตำบลปะเหลียน&nbsp;อำเภอปะเหลียน&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;แปลงใหญ่ปี&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอปะเหลียน&nbsp;หมู่ที่&nbsp;5&nbsp;ตำบลปะเหลียน&nbsp;อำเภอปะเหลียน&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;โดยถ่ายทอดความรู้เรื่อง&nbsp;การจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างเหมาะสม&nbsp;การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน&nbsp;และการเชื่อมโยงตลาด&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-13T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113165143778
93	หามาตรการส่งเสริมสินค้าเกษตรส่งออกไปยังต่างประเทศ	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายประภัตร&nbsp;โพธสุธน&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;เปิดเผยภายหลังติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมด่านศุลกากรหนองคาย&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดหนองคาย&nbsp;ว่า&nbsp;หลังจากได้มีการเปิดวิ่งรถไฟจีน&nbsp;-&nbsp;ลาว&nbsp;(คุนหมิง&nbsp;-&nbsp;เวียงจันทร์)&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;3&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;ซึ่งมีระยะทางประมาณ&nbsp;1,035&nbsp;กิโลเมตร&nbsp;ทำให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีน&nbsp;และ&nbsp;สปป.ลาว&nbsp;รวมไปถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง&nbsp;และทวีปยุโรป&nbsp;ส่งผลให้จังหวัดหนองคายกลายเป็นศูนย์กลางการค้า&nbsp;การลงทุน&nbsp;การค้าชายแดน&nbsp;การท่องเที่ยว&nbsp;การขนส่งโลจิสติกส์&nbsp;รวมถึงด้านการบริการที่พัก&nbsp;โรงแรม&nbsp;ร้านอาหาร&nbsp;และมีสินค้านำเข้าและส่งออกเพิ่มมากขึ้นด้วย&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังมีการหารือถึงการเปิดด่านแบบ&nbsp;One&nbsp;day&nbsp;go&nbsp;ระหว่างไทยกับ&nbsp;สปป.ลาว&nbsp;แบบไปเช้าเย็นกลับ&nbsp;ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศอีกด้วย</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ได้มอบแนวทางการดำเนินงานต่อหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;โดยให้ดูสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรว่ามีสินค้าชนิดใดที่สามารถส่งออกผ่านเส้นทางดังกล่าวได้&nbsp;ควรหามาตรการที่จะส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตร&nbsp;ทั้งด้านพืช&nbsp;ประมง&nbsp;ปศุสัตว์&nbsp;ให้สามารถส่งออกไปยังประเทศต่างๆ&nbsp;ได้ต่อไป</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-01-13T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113183154833
94	ยืนยันไม่ปกปิดข้อมูลทุกประเด็นโรค ASF ในสุกร พร้อมเร่งช่วยเหลือเกษตรกรด่วน	<p><strong>นายเฉลิมชัย&nbsp;ศรีอ่อน&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ตามที่ประเทศไทยได้มีการตรวจพบเชื้อโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรจากการเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวสัมผัส&nbsp;&nbsp;ที่โรงฆ่าแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม&nbsp;ตรวจโดยห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์เพื่อยืนยันผล&nbsp;ได้มีความห่วงใยต่อเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้นและสั่งการด่วนให้กรมปศุสัตว์รีบดำเนินการทันที&nbsp;</p><p><strong>อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการ</strong>&nbsp;เพื่อหารือและทำความเข้าใจร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมโรคให้สงบโดยเร็ว&nbsp;ได้ประชุมคณะทำงานด้านวิชาการในการป้องกัน&nbsp;ควบคุมและกำจัดโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกร&nbsp;ซึ่งจะประกาศเขตโรคระบาดและมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี&nbsp;5&nbsp;กิโลเมตรรอบจุดที่พบโรค&nbsp;และรายงานแจ้งไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก&nbsp;(OIE)&nbsp;ต่อไป&nbsp;โดยการดำเนินการต่างๆ&nbsp;จะคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติอย่างรอบคอบเพื่อลดความเสียหายและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรและเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด&nbsp;วอนเกษตรกรอย่าตระหนก&nbsp;โรค&nbsp;ASF&nbsp;เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น&nbsp;ย้ำไม่ระบาดติดต่อสู่คน&nbsp;</p><p><strong>พร้อมกันนี้กรมปศุสัตว์ไม่เคยปกปิดโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกร</strong>&nbsp;ได้ดำเนินการเพื่อเฝ้าระวังป้องกันโรคมาตั้งแต่ปี&nbsp;2561&nbsp;ที่พบการระบาดเกิดโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรครั้งแรกในประเทศจีน&nbsp;ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&nbsp;และมีการเตรียมความพร้อมรับมือต่อโรคมาโดยตลอด&nbsp;สำหรับประเด็นเงินชดเชย&nbsp;เนื่องจากโรคนี้ไม่มีวัคซีนและยารักษาจำเพาะ&nbsp;หากพบการระบาดของโรคในประเทศแล้วจะกำจัดโรคได้ยากก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง&nbsp;ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง&nbsp;ป้องกันโรคมาโดยตลอด&nbsp;ซึ่งหนึ่งในมาตรการที่ดำเนินการคือ&nbsp;การลดความเสี่ยงโดยการทำลายสุกรที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อป้องกันการเกิดโรค&nbsp;พร้อมชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อป้องกันโรค&nbsp;</p><p>ที่ผ่านมาได้ดำเนินการขออนุมัติจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี&nbsp;งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น&nbsp;โดยได้ดำเนินการชดเชยค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายมาแล้วจำนวน&nbsp;3&nbsp;ครั้ง&nbsp;รวมเกษตรกรทั้งสิ้น&nbsp;3,239&nbsp;ราย&nbsp;สุกรจำนวน&nbsp;112,752&nbsp;ตัว&nbsp;เป็นเงิน&nbsp;470,426,009&nbsp;บาท&nbsp;และในปี&nbsp;2565&nbsp;กรมปศุสัตว์ได้ขออนุมัติงบประมาณในส่วนดังกล่าวแก่เกษตรกรจำนวน&nbsp;4,941&nbsp;ราย&nbsp;สุกรจำนวน&nbsp;159,453&nbsp;ตัว&nbsp;เป็นเงินกว่า&nbsp;574&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เพื่อเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย&nbsp;ซึ่ง&nbsp;ครม.ได้อนุมัติแล้ว&nbsp;จะเร่งเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเร็วต่อไป</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;เพื่อเป็นการทำงานเชิงรุกป้องกันโรคในระยะยาว</strong>&nbsp;กรมปศุสัตว์ได้มีคำสั่งกรมปศุสัตว์แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกร&nbsp;เพื่อศึกษาและวิจัยการป้องกันและควบคุมโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรในอนาคต&nbsp;ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;&nbsp;การศึกษาและพัฒนาวัคซีนโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรโดยเร็ว&nbsp;ซึ่งวัคซีนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมโรคเท่านั้น&nbsp;แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรค&nbsp;การป้องกันโรคโดยการเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้นภายในฟาร์มเป็นสิ่งสำคัญที่สุด</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	NULL	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114093911940
95	ส่งเสริมการผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม แก้ปัญหาไข่ไหมไม่เพียงพอ	<p><strong>นายปราโมทย์&nbsp;ยาใจ&nbsp;อธิบดีกรมหม่อนไหม&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ไข่ไหมเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการเลี้ยงไหมของเกษตรกร&nbsp;โดยกรมหม่อนไหมมีภารกิจในการผลิตและบริการไข่ไหมพันธุ์ดีที่ปลอดโรคเพบริน&nbsp;บริการแก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม&nbsp;ไข่ไหมที่แจกจ่ายมี&nbsp;3&nbsp;ประเภทคือ&nbsp;เป็นพันธุ์ไทยลูกผสมพันธุ์ไทยพื้นบ้านชนิดลูกผสม&nbsp;และพันธุ์ไทยพื้นบ้านชนิดพันธุ์แท้&nbsp;ปัจจุบันความต้องการไข่ไหมของเกษตรกร&nbsp;เฉลี่ยปีละ&nbsp;200,000&nbsp;&nbsp;300,000&nbsp;แผ่น&nbsp;ซึ่งเกินความสามารถการผลิตไข่ไหมภายในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ&nbsp;ที่ผลิตได้ประมาณ&nbsp;130,000&nbsp;แผ่น/ปี</p><p><strong>เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีไข่ไหมพันธุ์ดีเพียงพอกับความต้องการ</strong>&nbsp;กรมหม่อนไหมจึงได้ดำเนินการให้มีการผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม&nbsp;เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่มีศักยภาพและมีความพร้อมช่วยเลี้ยงไหมพ่อแม่พันธุ์&nbsp;ภายใต้การควบคุมดูแลของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ&nbsp;ในพื้นที่การดำเนินการผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม&nbsp;มีการดำเนินการวางแผนการผลิตไข่ไหมแบบปีต่อปี&nbsp;</p><p><strong>โดยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่มีความสามารถในการเลี้ยงไหมพ่อแม่พันธุ์ขยาย</strong>&nbsp;พร้อมกับตรวจสอบความพร้อมของเกษตรกรในการเลี้ยงไหมแต่ละรุ่นเพื่อขออนุมัติอธิบดีกรมหม่อนไหมดำเนินการผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม&nbsp;แล้วจึงทำสัญญาข้อตกลงการเลี้ยงไหมเพื่อผลิตไข่ไหมกับเกษตรกรเจ้าหน้าที่จะติดตามการเลี้ยงไหมของเกษตรกรไม่น้อยกว่า&nbsp;3&nbsp;ครั้งต่อรุ่น&nbsp;เพื่อควบคุมการเลี้ยงไหมให้เป็นไปตามมาตรการความปลอดภัย&nbsp;และป้องกันช่องทางการนำโรคและแมลงเข้ามาภายในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ&nbsp;</p><p><strong>เมื่อเกษตรกรเลี้ยงไหมจนกระทั่งทำรังแล้ว</strong>&nbsp;ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ&nbsp;ในพื้นที่จะรับซื้อรังไหมด้วยราคาอ้างอิงคุณภาพและปริมาณของรังไหม&nbsp;เพื่อนำรังไหมที่ได้จากเกษตรกรมาผลิตไข่ไหมภายในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ&nbsp;โดยนำมาปาดรัง&nbsp;คัดเพศดักแด้และจัดเก็บรักษาดักแด้&nbsp;ผสมพันธุ์ผีเสื้อ&nbsp;วางไข่&nbsp;ตรวจโรคเพบรินในแม่ผีเสื้อและบริหารจัดการไข่ไหมพันธุ์ดีเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรต่อไป</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114105806970
96	ขับเคลื่อนนโยบายลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม เร่งแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง	<p><strong>นายนราพัฒน์&nbsp;แก้วทอง&nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;จากการประชุมคณะกรรมการลดต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;พบว่า&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;ประเทศไทยมีปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น&nbsp;เมื่อเทียบกับปี&nbsp;2563&nbsp;โดยราคาปุ๋ยในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาแม่ปุ๋ยในตลาดโลก&nbsp;เนื่องจากจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกปุ๋ยสำคัญจำกัดการส่งออก&nbsp;ส่งผลให้วัตถุดิบหรือแม่ปุ๋ยในตลาดโลกขาดแคลน&nbsp;ประกอบกับผลกระทบต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด-19&nbsp;ที่ส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น&nbsp;</p><p><strong>คณะกรรมการส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม</strong>เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร&nbsp;ได้พิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาปุ๋ยราคาสูงและไม่มีเสถียรภาพภายใต้แผนการบริหารจัดการปุ๋ยปี&nbsp;2565-2569&nbsp;เสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;ซึ่งมีแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยการวางมาตรการระยะสั้น&nbsp;ระยะกลาง&nbsp;และระยะยาวให้มีความต่อเนื่อง&nbsp;มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยที่มีคุณภาพ&nbsp;เพียงพอ&nbsp;ทั่วถึงและใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพสูง&nbsp;เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต&nbsp;ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ&nbsp;ภาคเกษตรไทย&nbsp;มีเสถียรภาพและมีความมั่นคงทางอาหาร&nbsp;<strong>โดยมีมาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาว</strong>&nbsp;เช่น&nbsp;การจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาปุ๋ย&nbsp;การเจรจาการกำหนดราคาแม่ปุ๋ยไนโตรเจน&nbsp;ฟอสฟอรัส&nbsp;และโพแทสเซียม&nbsp;ร่วมกับประเทศมาเลเซียและจีน&nbsp;ในฐานะผู้ผลิตแม่ปุ๋ยหลักในภูมิภาค&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;จะมีการนำเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาปุ๋ยราคาสูงและไม่มีเสถียรภาพขึ้นหารือในระดับกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เพื่อเสนอแผนการดำเนินงานทั้งระบบ&nbsp;ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินการร่วมกันต่อไป</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114144039087
97	มทร.ตรัง ส่งเสริมอาชีพสร้างประสบการณ์เรียนรู้ วิชาสหกิจศึกษา ทดลอง การเลี้ยงกุ้งด้วยสารเสริมโปรไบโอติก	<p><strong>มทร.ศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง</strong> ผศ.ดร.ประเสริฐ ทองหนูนุ้ย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกประสบการณ์ด้านการทำงานด้วยตนเอง ในรายวิชาสหกิจศึกษา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายวิชาเพิ่มประสบการณ์ด้านการทำงานให้กับนักศึกษาได้เรียนรู้นอกห้องเรียนและเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในปัจจุบันก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการออกไปสหกิจศึกษานอกสถานศึกษา หรือนอกจังหวัดตรัง เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำ&nbsp;</p><p><strong>นายยุทธนา อาดำ นักศึกษาชั้นปีที่ 4</strong> สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง เข้าร่วมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ในรายวิชาสหกิจศึกษา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์พรเทพ วิรัชวงศ์ อาจารย์ประจำวิชาสหกิจศึกษา และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาคริยา ฉลาด รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา พร้อมด้วยนางสาวเนตรนภา สุจริต นักวิชาการประมง เป็นที่ปรึกษาสหกิจศึกษา ได้ทำการทดลอง การเลี้ยงกุ้งด้วยสารเสริมโปรไบโอติก โดยการทดลองเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับการใช้ยีสต์เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของกุ้ง ในบ่อเลี้ยงกุ้งพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 8 เมตร ระดับน้ำลึกประมาณ 120 เซนติเมตร ระยะเวลาในการทดลองตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 - วันที่ 12 มกราคม 2565 เป็นระยะเวลารวม 65 วัน ผลการเลี้ยงได้กุ้งขนาด 65 ตัวต่อกิโลกรัม </p><p>นักศึกษา กล่าวว่า ตนได้พักในพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยจึงมีความพร้อมและสะดวกต่อการเดินทางเพื่อเข้ามาดูแลการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมด้วยตนเอง ดำเนินการในขั้นตอนการเตรียมน้ำ การวัดคุณภาพน้ำและการเปลี่ยนถ่ายระบบน้ำ รวมไปถึงการเตรียมอาหารเม็ดสำเร็จรูปเสริมยีสต์โปรไบโอติกและการให้อาหารกุ้งตามเวลา เพื่อให้กุ้งมีการเจริญเติบโตที่ดีและมีอัตราการรอดสูงที่สุด และเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 ศูนย์วิสาหกิจศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง ได้ส่งเสริมผลผลิตของนักศึกษาดังกล่าว จำหน่ายกุ้งขาวแวนนาไม ในราคากิโลกรัมละ 200 บาท ผ่านการไลฟ์สดใน facebook</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	หน่วยงานสำนักข่าว	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114144743097
98	ประมงชลบุรี เปิดโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านอ่างศิลา	<p><strong>วันศุกร์ที่&nbsp;14&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายนิติ&nbsp;วิวัฒน์วานิช&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี</strong>&nbsp;เป็นประธานเปิดโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านอ่างศิลา&nbsp;ณ&nbsp;บริเวณตลาดประมงพื้นบ้าน&nbsp;ตำบลอ่างศิลา&nbsp;อำเภอเมืองชลบุรี&nbsp;จังหวัดชลบุรี&nbsp;โดยมีนายวินัย&nbsp;พ้นภัยพาล&nbsp;นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี&nbsp;ร่วมพิธีในครั้งนี้</p><p><strong>ตลาดอ่างศิลา&nbsp;เป็นตลาดที่มีสินค้าอาหารทะเลสดใหม่&nbsp;อาหารทะเลแห้ง</strong>&nbsp;และอาหารทะเลแปรรูป&nbsp;สำหรับจำหน่ายให้กับประชาชน&nbsp;และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี&nbsp;และเป็นการรวบรวมสินค้าจากเรือประมงพื้นบ้านภายในจังหวัดชลบุรี&nbsp;และจากจังหวัดใกล้เคียงมาจำหน่าย&nbsp;ช่วยให้ชาวประมงในพื้นที่และนอกพื้นที่&nbsp;สามารถมีตลาดรองรับสินค้าสัตว์น้ำในรูปแบบต่างๆ&nbsp;เป็นการช่วยเหลือในการกระจายสินค้า&nbsp;เพิ่มรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นายณัฐพงค์&nbsp;วรรณพัฒน์&nbsp;ประมงจังหวัดชลบุรี&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;จังหวัดชลบุรี&nbsp;โดยสำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี&nbsp;ร่วมกับเทศบาลเมืองอ่างศิลา&nbsp;จัดโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นที่บ้านสู่ผู้บริโภค&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภคโดยตรง&nbsp;และให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในการดำเนินการจัดหาสถานที่จำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้านในระดับอำเภอ&nbsp;หรือจังหวัด&nbsp;ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านอย่างมีประสิทธภาพและประสิทธิผลต่อไป&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>สำหรับการจัดกิจกรรมในวันนี้&nbsp;ได้รับความอนุเคราะห์จากเทศบาลเมืองอ่างศิลา</strong>&nbsp;โดยมีนายวินัย&nbsp;พ้นภัยพาล&nbsp;นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา&nbsp;ได้อนุเคราะห์สถานที่&nbsp;เพื่อจำหน่ายสินค้า&nbsp;ทั้งอาหารทะเลสด&nbsp;อาหารทะเลแห้ง&nbsp;และอาหารทะเลแปรรูป&nbsp;จากชุมชนประมงพื้นบ้าน&nbsp;เช่น&nbsp;แจงรอน&nbsp;ห่อหมก&nbsp;ฮอยจ๊อ&nbsp;ไข่หมึกอย่าง&nbsp;ขนมลำเจียก&nbsp;ขนมเรไร&nbsp;ขนมแมงดาฉาบ&nbsp;และเสื้อฟ้าท้องถิ่นเป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นายนิติ&nbsp;วิวัฒน์วานิช&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงตลาดและการกระจายสินค้าของชาวประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค&nbsp;อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ&nbsp;ตลาดอ่างศิลามีครกหินอันเลื่องชื่อแล้วยังมีตลาดอาหารทะเลสด&nbsp;สะอาด&nbsp;ปลอดภัยเป็นจุดศูนย์รวมของอาหารทะเลสดจากเรือประมงพื้นบ้านถึงผู้บริโภคโดยตรง&nbsp;เช่น&nbsp;กุ้ง&nbsp;หอย&nbsp;ปู&nbsp;ปลา&nbsp;รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ&nbsp;เช่น&nbsp;กะปิ&nbsp;น้ำปลา&nbsp;เป็นต้น&nbsp;สำหรับโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค&nbsp;เป็นการดำเนินการจัดหาสถานที่เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้านในระดับจังหวัด&nbsp;ของชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรีให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวอีกด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี&nbsp;ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า&nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาด</strong>ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;2019&nbsp;(COVID&nbsp;-&nbsp;19)&nbsp;ขอให้ผู้จำหน่ายสินค้า&nbsp;และผู้บริโภค&nbsp;ปฏิบัติตามมาตการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;2019&nbsp;โดยต้องไม่ประมาท&nbsp;สวมหน้ากากอนามัย&nbsp;พบเจลล้างมือ&nbsp;ล้างมือปล่อยๆ&nbsp;เว้นระยะห่างทางสังคม&nbsp;และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ปริญญา/ข่าว/ภาพ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคตะวันออก	ชลบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114160159136
99	นายกรัฐมนตรีเรียกอธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงสถานการณ์โรคระบาด ASF ในสุกร เน้นย้ำแก้ปัญหาโดยเร็ว ด้	<p><strong>พลเอก&nbsp;ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา</strong>&nbsp;นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&nbsp;เรียกนายสัตวแพทย์&nbsp;สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;เข้าพบเป็นการด่วน&nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล&nbsp;เพื่อรายงานสถานการณ์&nbsp;พร้อมประเมิน&nbsp;การแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(&nbsp;ASF&nbsp;)ในประเทศไทย&nbsp;ซึ่งทำให้ราคาเนื้อหมูปรับสูงขึ้น</p><p><strong>อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;กล่าวภายหลังพบนายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;ว่า&nbsp;นายกรัฐมนตรีให้ช่วยกันขับเคลื่อนแก้ปัญหาโรคระบาดในสุกรและเน้นย้ำควบคุมโรคให้ดี&nbsp;และให้ร่วมมือทำงานกับทุกภาคส่วน&nbsp;รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย&nbsp;ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงราคาสุกรที่เข้าระบบทั้งหมดจะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด&nbsp;จึงได้ชี้แจงไปว่า&nbsp;8-12&nbsp;เดือน&nbsp;พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้สำรวจจำนวนสุกรว่ามีจำนวนเท่าใดโดยให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาช่วยเหลือ&nbsp;และให้มีการสำรวจความเสียหาย&nbsp;ซึ่งตัวเลขในการเคลื่อนย้ายสัตว์ขณะนี้อยู่ที่ร้อยละ&nbsp;20&nbsp;ไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่อยู่ที่ร้อยละ&nbsp;60&nbsp;รวมถึงความเสียหายของผู้เลี้ยงรายย่อย&nbsp;ไม่ได้เกิดจากโรคเพียงอย่างเดียว&nbsp;ยังมีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับขึ้นทั่วโลกด้วย&nbsp;</p><p><strong>สำหรับการเยียวยาจะเน้นไปที่ผู้ประกอบการรายย่อย</strong>&nbsp;เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาด&nbsp;โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการระดมทุนมาช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย&nbsp;100&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ส่วนรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือถึง&nbsp;1,500&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เพื่อนำไปดำเนินการลดความเสี่ยงในการเกิดโรค&nbsp;ส่วนการช่วยเหลือเอกชนขนาดกลางและขนาดใหญ่ภาครัฐไม่ได้ช่วยเหลือ</p><p><strong>พร้อมกันนี้&nbsp;ผู้ประกอบการรายย่อย</strong>&nbsp;ต้องมีการยกระดับการเลี้ยงหมูให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพตามที่กรมปศุสัตว์ตั้งเกณฑ์&nbsp;GFM&nbsp;Good&nbsp;Farming&nbsp;Management&nbsp;ไว้&nbsp;เพื่อนำไปสู่ความปลอดภัยผู้บริโภค&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;ไม่ทราบเรื่องที่เกษตรกรถูกข่มขู่หลังจากมาเปิดเผยข้อมูล&nbsp;และคงเป็นไปไม่ได้&nbsp;พร้อมย้ำว่า&nbsp;ไม่ถอดใจในการทำงาน&nbsp;เพราะที่ผ่านมาตนเองได้แก้ปัญหาโรคระบาดในม้า&nbsp;โรคลัมปีสกินจนตอนนี้แทบไม่มีแล้ว&nbsp;และล่าสุดโรคระบาดสุกร&nbsp;ซึ่งเกิดมาร้อยปี&nbsp;แต่ยังไม่มีวัคซีน&nbsp;การควบคุมต้องบูรณาการร่วมกัน&nbsp;ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ก็เข้าใจและให้กำลังใจในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงต่อไป</p><p><strong>ด้านนายสัตวแพทย์&nbsp;กิจจา&nbsp;อุไรรงค์&nbsp;</strong>คณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจง&nbsp;กรณีที่จังหวัดนครปฐมพบโรคระบบ&nbsp;ASF&nbsp;&nbsp;ในหมูมา&nbsp;2&nbsp;ปีแล้วว่า&nbsp;เรื่องนี้เมื่อประกาศเป็นโรคระบาดอย่างเป็นทางการ&nbsp;มาตรการที่ต้องดำเนินการคือ&nbsp;การฟื้นฟูอุตสาหกรรมเลี้ยงสุกรให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นเหมือนเดิม&nbsp;และต้องรอประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น&nbsp;ซึ่งปัจจุบันแนวทางที่แก้ปัญหาคือ&nbsp;จะต้องควบคุมการระบาดและฟื้นฟูอุตสาหกรรมสุกรให้กลับมาได้โดยเร็ว&nbsp;โดยใช้ข้อมูลทางวิชาการเป็นหลัก&nbsp;แต่ไม่ให้เดือดร้อนผู้เลี้ยงและผู้บริโภค</p><p><strong>ส่วนราคาหมูที่ปรับสูงขึ้นมาจากหลายปัจจัย</strong>&nbsp;แต่เชื่อว่า&nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่&nbsp;พร้อมย้ำว่า&nbsp;โรคระบาดในสุกรไม่ได้ก่อโรคในคนหรือสัตว์อื่น&nbsp;เนื้อหมูยังบริโภคได้ปกติหากมีการปรุงสุกและไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย&nbsp;อย่าตระหนก&nbsp;หรือตกใจ</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114200448269
100	กลุ่มยุทธฯ เกษตรยะลา อบรมให้ความรู้  Live Steaming อย่างมืออาชีพแก่เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ  ขานรับนโยบาย Digital DOAE เปลี่ยนผ่านสู่ยุค next normal	<p><strong>วันนี้&nbsp;(14&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นางสาวจารุภา&nbsp;คงชะนะ&nbsp;หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ&nbsp;</strong>ได้เปิดการอบรมการถ่ายทอดสด&nbsp;(Live&nbsp;steaming)&nbsp;ผ่านสื่อสังคมออนไลน์&nbsp;&nbsp;(Social&nbsp;Media)&nbsp;ให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ&nbsp;จังหวัดยะลา&nbsp;เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรให้สอดคล้องกับนโยบาย&nbsp;Digital&nbsp;&nbsp;DOAE&nbsp;เปลี่ยนผ่านสู่ยุค&nbsp;next&nbsp;normal&nbsp;</p><p><strong>โดย&nbsp;นางสาวจุติพร&nbsp;น่วมทอง&nbsp;เป็นวิทยากร&nbsp;ให้ความรู้อุปกรณ์&nbsp;และการติดตั้งอุปกรณ์เทคนิค</strong>&nbsp;และวิธีการถ่ายทอดสด&nbsp;(Live&nbsp;steaming)&nbsp;ผ่านสื่อสังคมออนไลน์&nbsp;(Social&nbsp;Media)&nbsp;&nbsp;รวมไปถึงการฝึกปฏิบัติการถ่ายทอดสดผ่านแอปพลิเคชัน&nbsp;Facebook&nbsp;ด้วยโปรแกรม&nbsp;OBS&nbsp;Studio</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114173252213
101	จังหวัดพังงาระดมความคิดเห็นขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพมังคุด	<p><strong>วันที่&nbsp;14&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายเถลิงศักดิ์&nbsp;นุชประหาร&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา</strong>&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;เกษตรจังหวัดพังงา&nbsp;ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ&nbsp;ตัวแทนภาคเอกชน&nbsp;และตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในพื้นที่อำเภอกะปง&nbsp;ร่วมระดมความคิดเห็นในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพมังคุดของจังหวัดพังงา&nbsp;เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาคุณภาพมังคุดจังหวัดพังงา&nbsp;ให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม&nbsp;เกิดการบริหารจัดการ&nbsp;ตั้งแต่ต้นน้ำ&nbsp;กลางน้ำ&nbsp;และปลายน้ำ&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการแปลงใหญ่มังคุด&nbsp;ตำบลเหมาะ&nbsp;อำเภอกะปง&nbsp;จังหวัดพังงา</p><p>&nbsp;<strong>ทั้งนี้&nbsp;มีการศึกษาดูงานแปลงเรียนรู้ต้นแบบสวนมังคุด&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ตำบลเหมาะ&nbsp;อำเภอกะปง&nbsp;จังหวัดพังงา</strong></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคใต้	พังงา	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114205246304
102	จ.ศรีสะเกษ จ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วม ปี 2564 ด้านการปลูกพืช	<p><strong>จังหวัดศรีสะเกษ&nbsp;ได้สำรวจผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย&nbsp;ปี&nbsp;2564</strong>&nbsp;ที่เกิดเมื่อ&nbsp;19&nbsp;กันยายน&nbsp;2564&nbsp;พื้นที่ประสบภัย&nbsp;18&nbsp;อำเภอ&nbsp;140&nbsp;ตำบล&nbsp;912&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;รวมเกษตรกรผู้ประสบภัย&nbsp;14,995&nbsp;ราย&nbsp;พื้นที่การเกษตรเสียหาย&nbsp;114,241.1150&nbsp;ไร่&nbsp;แบ่งเป็น</p><p>ข้าว&nbsp;103,076.2125&nbsp;ไร่</p><p>พืชไร่/พืชผัก&nbsp;12,140.1525&nbsp;ไร่</p><p>ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ&nbsp;24.75&nbsp;ไร่</p><p><strong>จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว&nbsp;17&nbsp;อำเภอ&nbsp;ได้แก่&nbsp;อำเภอเมืองศรีสะเกษ,</strong>&nbsp;อำเภอกันทรารมย์,&nbsp;อำเภอขุขันธ์,&nbsp;อำเภอไพรบึง,&nbsp;อำเภอปรางค์กู่,&nbsp;อำเภอราษีไศล,&nbsp;&nbsp;อำเภออุทุมพรพิสัย,&nbsp;อำเภอห้วยทับทัน,&nbsp;อำเภอโนนคูณ,&nbsp;อำเภอศรีรัตนะ,&nbsp;อำเภอน้ำเกลี้ยง,&nbsp;อำเภอวังหิน,&nbsp;อำเภอภูสิงห์,&nbsp;อำเภอเบญจลักษ์,&nbsp;อำเภอพยุห์,&nbsp;&nbsp;อำเภอศิลาลาด&nbsp;และอำเภอยางชุมน้อย&nbsp;เป็นเงิน&nbsp;160,919,814.75&nbsp;บาท&nbsp;และส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;อนุมัติการช่วยเหลือ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ศรีสะเกษ	สวท.ศรีสะเกษ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114222752337
103	จังหวัดศรีสะเกษ จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติโรคระบาดสัตว์ โรคลำปี สกิน ปี 2564	<p><strong>จังหวัดศรีสะเกษ&nbsp;ได้สำรวจผู้ประสบภัยพิบัติโรคระบาดสัตว์</strong>&nbsp;โรคลำปี&nbsp;สกิน&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;ที่เกิดเมื่อวันที่&nbsp;3&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;2564&nbsp;และภัยยังไม่สิ้นสุด&nbsp;พื้นที่ประสบภัย&nbsp;22&nbsp;อำเภอ&nbsp;204&nbsp;ตำบล&nbsp;2,628&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;1&nbsp;เทศบาล&nbsp;11&nbsp;ชุมชน&nbsp;รวมเกษตรกรผู้ประสบภัย&nbsp;21,001&nbsp;ราย</p><p>สัตว์ป่วยสะสม&nbsp;45,428&nbsp;ตัว</p><p>สัตว์ตาย&nbsp;6258&nbsp;ตัว&nbsp;(วัว&nbsp;6,217&nbsp;ตัว&nbsp;,กระบือ&nbsp;41&nbsp;ตัว)</p><p>สัตว์หายป่วยสะสม&nbsp;37,701&nbsp;ตัว</p><p>คงเหลือสัตว์ป่วย&nbsp;1,469&nbsp;ตัว&nbsp;(ไม่พบสัตว์ป่วยเพิ่ม)</p><p><strong>จำนวนเงินที่ต้องจ่าย&nbsp;140,897,700&nbsp;บาท&nbsp;จ่ายไปแล้ว&nbsp;55,675,00&nbsp;บาท</strong>&nbsp;และส่วนที่เหลือ&nbsp;85,222,700&nbsp;บาท&nbsp;อยู่ระหว่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;อนุมัติการช่วยเหลือ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-14T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ศรีสะเกษ	สวท.ศรีสะเกษ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114223120339
104	เชื่อมีปัจจัยอื่นแทรกซ้อนทำหมูราคาแพง นอกเหนือจากต้นทุนสูง การเกิดโรคระบาด ASF	<p><strong>นายประภัตร&nbsp;โพธสุธน&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าต้นเหตุที่ราคาเนื้อสุกรมีราคาแพงขึ้นนั้น&nbsp;เกิดจากการเกิดการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(ASF)&nbsp;จึงขอชี้แจงว่า&nbsp;จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า&nbsp;ตั้งแต่ปี&nbsp;2564&nbsp;มีลูกสุกรเข้าคอกเลี้ยงเฉลี่ยราว&nbsp;&nbsp;350,000&nbsp;ตัว&nbsp;ซึ่งปัจจุบันปริมาณลูกสุกรเข้าเลี้ยงก็ยังคงมีตัวเลขใกล้เคียงกัน&nbsp;อีกทั้งยังมีจำนวนสุกรที่เข้าโรงเชือดที่มีปริมาณคงที่มาโดยตลอด&nbsp;จึงเป็นที่น่าสนใจว่าเหตุใดราคาเนื้อสุกรจึงมีราคาแพงขึ้น&nbsp;โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญอาจมาจากการกักตุนสินค้าในช่วงเดือนพฤศจิกายน&nbsp;-&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว&nbsp;จึงได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว&nbsp;เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;กรณีการพบการระบาดของโรค&nbsp;ASF&nbsp;นั้น</strong>&nbsp;กรมปศุสัตว์จะจัดตั้งวอร์รูมขึ้นทั่วประเทศ&nbsp;เพื่อสแกนพื้นที่เสี่ยงในการเกิดโรคระบาด&nbsp;ASF&nbsp;พร้อมเข้าช่วยเหลือผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;โดยเฉพาะรายเล็กและรายย่อย&nbsp;ในการยกระดับมาตรการควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มข้น&nbsp;ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้จะมีอาสาปศุสัตว์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่&nbsp;พร้อมขอยืนยันว่าหากตรวจพบการเกิดโรค&nbsp;ASF&nbsp;กระทรวงเกษตรฯ&nbsp;โดยกรมปศุสัตว์&nbsp;จะเร่งเข้าควบคุมโรคโดยทันที&nbsp;ภายใต้มาตรการต่างๆ&nbsp;อย่างรัดกุมและจำกัดวงเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115133630433
105	นายอำเภอบัวเชด จ.สุรินทร์ ลงพื้นที่ให้กำลังใจเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล	"<p><strong>นายพิศาล&nbsp;เค้ากล้า&nbsp;นายอำเภอบัวเชด&nbsp;</strong>ร่วมกับเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลจรัส&nbsp;ออกตรวจเยี่ยมสวนเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล&nbsp;เพื่อให้กำลังใจและร่วมส่งเสริมสนับสนุนนโยบายสุรินทร์รุ่งเรืองเมืองเกษตรอินทรีย์&nbsp;ของผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;สวนของ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1)&nbsp;นายอาทิตย์&nbsp;แคนศิลา&nbsp;ปลูกทุเรียนและลำไยบนพื้นที่&nbsp;6&nbsp;ไร่&nbsp;ปัจจุบันมีลำไยพร้อมจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ&nbsp;35&nbsp;บาท&nbsp;(&nbsp;3&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;100&nbsp;บาท&nbsp;)</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2)&nbsp;นางนิตยา&nbsp;ผมงาม&nbsp;เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ&nbsp;ปัจจุบันมีทุเรียนกำลังติดดอก&nbsp;จำนวน&nbsp;55&nbsp;ต้น</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3)&nbsp;นายไมตรี&nbsp;สมอร่าม&nbsp;เกษตรกรผู้ทำการเกษตรผสมผสาน&nbsp;บนพื้นที่&nbsp;3&nbsp;งาน&nbsp;ขุดสระเลี้ยงปลาหมอเทศ&nbsp;และปลูกไม้ผลบนขอบสระ&nbsp;เช่น&nbsp;ทุเรียน&nbsp;&nbsp;เงาะ&nbsp;&nbsp;ลำไย&nbsp;&nbsp;มะม่วง</p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(51,&nbsp;51,&nbsp;51);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</span></p>"	2022-01-15T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	สุรินทร์	สวท.สุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115090108355
106	รับนโยบายนายกรัฐมนตรี สั่งการด่วนทุกพื้นที่เข้มมาตรการควบคุมโรค เร่งเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร	<p><strong>นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศพบโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกร&nbsp;ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความหว่งใยอย่างมากได้เรียกประชุมด่วนเพื่อเร่งแก้ปัญหาโรคระบาดหมูโดยได้มอบนโยบายให้&nbsp;กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรเจ้าของฟาร์มผู้เสียหายให้ครอบคลุมทั้งรายยรอยและรายใหญ่&nbsp;โดยให้ประสานความ&nbsp;ร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นกํานันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่และให้กรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพ&nbsp;การเลี้ยงสุกรทั้งโรงฆ่าสัตว์และเขียงหมูโดยเร็วรวมทั้งให้ปศุสัตว์จังหวัดและสัตวแพทย์ติดตามพื้นที่ทราบว่ามีการระบาดของโรคเพื่อเร่ง&nbsp;สอบสวนหาสาเหตุเพื่อควบคุมโรคได้โดยเร็วและให้เพิ่มช่องทางและเน้นการประชาสัมพันธ์สื่อสารข้อมูลเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่&nbsp;ถูกต้องแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู&nbsp;รวมทั้งการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้เสียหาย&nbsp;เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายแก่เกษตรกรและอุตสาหกรรมการผลิตสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดนั้น&nbsp;</p><p><strong>กรมปศุสัตว์ไม่ได้นิ่งนอนใจ&nbsp;รับนโยบายนายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;ได้สั่งการให้ทุกเขตและจังหวัดจัดตั้ง&nbsp;WARROOM&nbsp;เพื่อสื่อสารข้อมูลกับประชาชนและรายงานการดําเนินงานทุกวัน&nbsp;ต่อผู้บริหารอย่างทันท่วงที&nbsp;ทุกพื้นที่ให้การบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมป้องกันและการเคลื่อนย้ายสัตว์ต้องโปร่งใส&nbsp;ไม่มีการสร้าง&nbsp;เงื่อนไขและให้คํานึงถึงผลประโยชนข์องเกษตรกรเป็นหลักไม่สร้างความเดือดร้อนหรือภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มแก่เกษตรกรสํารวจการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและปริมาณหมูที่คงเหลือในระบบ&nbsp;พร้อมทั้งสํารวจปริมาณความต้องการประชาชนต่อการบริโภคและใช้เนื้อหมูในประเทศ&nbsp;รวมทั้งปริมาณการส่งออกเพื่อนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์บริหารจัดการแก้ไขปัญหาความต้องการสุกรทั้งระบบให้ศึกษาการเพิ่มผลผลิตสุกรแม่พันธุ์และลูกหมูในระบบการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพและการช่วยเหลือบริการเกษตรกรผู้เลี้ยง&nbsp;รายย่อยและรายเล็ก&nbsp;</p><p><strong>การช่วยเหลือด้านอาหารสัตว์และศึกษาวิจัยด้านอาหารสัตว์&nbsp;</strong>เพื่อเป็นการลดต้นทนุ&nbsp;ในการผลิต&nbsp;การร่วมมือกับ&nbsp;หน่วยงานต่างๆเช่นพาณิชย์ในการตรวจสอบห้องเย็นเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กําลังจะมาถงึการรายงาน&nbsp;โรคตามระบบรายงานโรคระบาดในสกุรให้ดําเนินการตามมาตรการที่แจ้งโดยจังหวัดที่พบโรคให้รีบรายงานแจ้งไปยังผู้ว่าราชการและส่วนกลางทันทีบูรณาการกับหนว่ยงานในพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคทางระบาดวิทยาและหาสาเหตุเพื่อควบคุมโรคโดยเร็ว&nbsp;ทําการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลอดเชื้อโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรก่อนทําการลงเลี้ยงรอบใหม่และสิ่งสําคัญที่สุดคือ&nbsp;การผลักดันให้&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยทําการเลี้ยงโดยปรับปรุงฟาร์มใหม่ให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพให้ได้มากที่สุดเพื่อเป็นการป้องกันโรคเข้าฟาร์มได้ดีที่สุดเนื่องจากโรคนี้ไม่มีวัคซีนและยารักษาที่จําเพาะ&nbsp;โดยทําฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;เพื่อเป็นการลดความเสียหายสามารถป้องกันการเกิดโรคได้</p><p><strong>อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;ย้ำให้ทุกเขตทุกจังหวัด&nbsp;</strong>ทําการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรรายย่อยให้ปรับปรุงฟาร์มให้มีความ&nbsp;ปลอดภัยทางชีวภาพซึ่งเปน็สิ่งสําคัญมากในการปอ้งกันโรคหากพบโรคให้จังหวัดรายงานและดําเนนิการสอบสวนทันทีไม่ทําตามจะ&nbsp;ถือว่ามีความผิดละเลยการปฏิบัติงานในหน้าที่การปฏิบัติงานและการรายงานของ&nbsp;WARROOM&nbsp;ในทุกเขตและจังหวัดให้ดําเนนิการทุกวันไม่เว้นแม้ในวันหยุดราชการและเสาร์-อาทิตย์&nbsp;จนกว่าสถานการณ์โรคจะคลี่คลายพร้อมเร่งช่วยเหลือเยียวยาให้บริการเกษตรกรและจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายจากการทําลายสุกรเพื่อป้องกันโรคโดยเร็ว</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115132537424
107	เกษตรกรพังงารุ่นใหม่ผู้เดินตามรอยของพ่อหลวงจนประสบความสำเร็จ นำเนื้อที่ 4 ไร่ สร้างสวนเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นศูนย์เรียนรู้เชิงท่องเที่ยวและจุดเช็คอิน เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าชมสร้างรายได้ให้ครอบครัว	<p><strong>เกษตรกรพังงารุ่นใหม่ผู้เดินตามรอยของพ่อหลวงจนประสบความสำเร็จ</strong>&nbsp;นำเนื้อที่&nbsp;4&nbsp;ไร่&nbsp;สร้างสวนเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นศูนย์เรียนรู้เชิงท่องเที่ยวและจุดเช็คอิน&nbsp;เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าชมสร้างรายได้ให้ครอบครัว&nbsp;</p><p><strong>นายจำเริญ&nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา&nbsp;</strong>พร้อมด้วยนางวิภาดา&nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&nbsp;ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพังงา&nbsp;เกษตรอำเภอเมืองพังงาและผู้นำท้องที่&nbsp;ได้เยี่ยมชมสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ของนายวินัย&nbsp;รัตน์ไทรแก้ว&nbsp;อายุ&nbsp;40&nbsp;ปี&nbsp;ประธานกลุ่มเกษตรรุ่นใหม่&nbsp;ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์&nbsp;(Young&nbsp;&nbsp;Smart&nbsp;&nbsp;Farmer)&nbsp;ม.1&nbsp;ต.ตากแดด&nbsp;อ.เมืองพังงา&nbsp;จ.พังงา&nbsp;ที่เดินตามรอยพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่&nbsp;9&nbsp;ด้วยการนำที่ดิน&nbsp;4&nbsp;ไร่&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำสวนยางพารามาก่อนแต่เนื่องจากราคาผันผวนขึ้นลงไม่คงที่</strong>จึงตัดสินใจโค่นต้นยางทิ้งแล้วหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานตามรอยของพ่อหลวง&nbsp;พร้อมกับเริ่มต้นศึกษาข้อมูลการทำการเกษตรสมาร์ทฟาร์มเมอร์อย่างจริงจัง&nbsp;และแสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ&nbsp;ในด้านเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพังงา&nbsp;และสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา&nbsp;ด้วยแนวคิดการทำเกษตรให้แตกต่างจากเกษตรกรคนอื่น&nbsp;สร้างจุดเด่นให้กับสวนของตนเองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร&nbsp;พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชาวบ้าน&nbsp;นักเรียนนักศึกษา&nbsp;เกษตรกร&nbsp;คนชุมชน&nbsp;และนักท่องเที่ยว&nbsp;</p><p><strong>นายจำเริญ&nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา&nbsp;ได้เดินเยี่ยมชม</strong>ภายในสวนและเห็นว่าอยากให้ชาวบ้านรวมทั้งเกษตรกรทั่วไปได้นำไปเป็นแนวทางในการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง&nbsp;ปลูกพืชผักชนิดต่างๆหรือผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือนโดยที่ไม่ต้องซื้อ&nbsp;หากผลผลิตเยอะก็นำไปแบ่งปันเพื่อนบ้านหรือนำไปจำหน่าย&nbsp;ซึ่งก็ช่วยลดรายจ่ายสร้างรายได้เข้าครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง&nbsp;</p><p><strong>นายวินัย&nbsp;เล่าว่า&nbsp;ได้แบ่งพื้นที่เป็นออกส่วนๆ&nbsp;ทำการปลูกส้มเขียวหวานพันธ์ต่างๆกว่า&nbsp;200&nbsp;ต้น&nbsp;</strong>ปลูกแซมระหว่างต้นด้วยมะละกอ&nbsp;มะนาวแป้น&nbsp;ส้มโอ&nbsp;พริก&nbsp;มะเขือ&nbsp;ฟักทอง&nbsp;ปลูกพืชผักต่างๆหลากหลายชนิด&nbsp;โดยเน้นความสำคัญในการทำเกษตรแบบอินทรีย์&nbsp;รวมทั้งได้ขุดบ่อน้ำเลี้ยงปลา&nbsp;สูบน้ำในบ่อมาใช้ภายในสวน&nbsp;เลี้ยงไก่ไข่&nbsp;เก็บผลผลิตจำหน่ายทำให้มีรายได้เข้าสู่ครอบครัวทุกวัน&nbsp;หนึ่งในผลผลิตที่ทำให้สวนถุงแป้งเป็นที่รู้จัก&nbsp;คือ&nbsp;มะนาวแป้นพวงพังงา&nbsp;โดยตนได้นำมะนาวพันธุ์โคตรดกสุพรรณ&nbsp;ปลูกไว้รวมกับมะนาวพันธุ์พื้นเมืองของพังงา&nbsp;</p><p><strong>กระทั่งสังเกตพบว่ามีต้นแตกหน่อขึ้นมามีลูกดก&nbsp;ผลโต&nbsp;</strong>กลิ่นหอมแบบมะนาวพื้นเมือง&nbsp;เป็นช่อคล้ายพวงองุ่น&nbsp;ผลดก&nbsp;มีน้ำเยอะ&nbsp;รสชาติดี&nbsp;ออกผลตลอดทั้งปี&nbsp;จึงขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง&nbsp;ปัจจุบันสามารถขยายได้จำนวนมาก&nbsp;เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง&nbsp;ส่วนส้มเขียวหวานและส้มโชกุนที่ปลูกมาเป็นปีที่&nbsp;5&nbsp;มีความสมบูรณ์เป็นอย่างมาก&nbsp;การออกดอกแต่ละรุ่นที่เป็นส้มปีจะทยอยออกหลายชุด&nbsp;ทำให้ได้ผลแก่เก็บเกี่ยวได้ปีละ&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;ตั้งแต่&nbsp;ธ.ค.-&nbsp;ก.พ.&nbsp;ซึ่งในช่วงนี้ออกผลเต็มต้นและเริ่มสุกมีสีสันสวยงาม&nbsp;จึงได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม&nbsp;</p><p><strong>ประกอบสวนถุงแป้งเป็นสวนต้นแบบที่เปิดให้มีการศึกษาเรียนรู้ด้วย</strong>&nbsp;ทำให้กลายเป็นจุดเช็คอินที่ยังคงติดกระแสและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่&nbsp;สร้างรายได้เป็นอย่างดี&nbsp;โดยทางสวนถุงแป้งจะเก็บค่าเข้าชมสวนส้มคนละ&nbsp;20&nbsp;บาท&nbsp;เฉพาะผู้ใหญ่&nbsp;ส่วนเด็กเข้าชมฟรี&nbsp;มีบริการหมวกกับตะกร้าไว้สำหรับถ่ายภาพกับผลส้มฟรี&nbsp;นอกจากนี้ยังมีน้ำส้มคั้นสดๆ&nbsp;ส้มสดๆจากต้น&nbsp;และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลูกภายในสวนไว้จำหน่ายในราคาย่อมเยาอีกด้วย&nbsp;</p><p><strong>ปัจจุบันสวนถุงแป้งมีการรับรองมาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;จากกรมวิชาการเกษตร&nbsp;</strong>ภายในสวนจะปลูกพืชแบบเอื้อต่อกัน&nbsp;โดยแบ่งเป็นพืชผักสร้างรายได้ประจำวัน&nbsp;เช่น&nbsp;ถั่วฝักยาว&nbsp;บวบ&nbsp;มะเขือ&nbsp;มะนาวแป้นพวงพังงา&nbsp;ส่วนรายได้ต่อเดือนจะเป็นพวก&nbsp;กล้วย&nbsp;มะละกอ&nbsp;ขนุน&nbsp;ส่วนรายได้รายปีก็จะมีส้มและทุเรียนเป็นหลัก&nbsp;และมีรายได้เสริมจากการผลิตพันธุ์ไม้ตามสั่งของลูกค้า&nbsp;ทำให้ปัจจุบันครอบครัวมีความสุขจากการได้อยู่กันพร้อมหน้าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคใต้	พังงา	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115135745450
108	เกษตรกรพังงารุ่นใหม่ผู้เดินตามรอยของพ่อหลวงจนประสบความสำเร็จ นำเนื้อที่ 4 ไร่ สร้างสวนเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นศูนย์เรียนรู้เชิงท่องเที่ยวและจุดเช็คอิน เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าชมสร้างรายได้ให้ครอบครัว	<p><strong>เกษตรกรพังงารุ่นใหม่ผู้เดินตามรอยของพ่อหลวงจนประสบความสำเร็จ&nbsp;</strong>นำเนื้อที่&nbsp;4&nbsp;ไร่&nbsp;สร้างสวนเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นศูนย์เรียนรู้เชิงท่องเที่ยวและจุดเช็คอิน&nbsp;เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าชมสร้างรายได้ให้ครอบครัว</p><p><strong>นายจำเริญ&nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา&nbsp;</strong>พร้อมด้วยนางวิภาดา&nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&nbsp;ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพังงา&nbsp;เกษตรอำเภอเมืองพังงาและผู้นำท้องที่&nbsp;ได้เยี่ยมชมสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ของนายวินัย&nbsp;รัตน์ไทรแก้ว&nbsp;อายุ&nbsp;40&nbsp;ปี&nbsp;ประธานกลุ่มเกษตรรุ่นใหม่&nbsp;ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์&nbsp;(Young&nbsp;Smart&nbsp;Farmer)&nbsp;ม.1&nbsp;ต.ตากแดด&nbsp;อ.เมืองพังงา&nbsp;จ.พังงา&nbsp;ที่เดินตามรอยพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่&nbsp;9&nbsp;ด้วยการนำที่ดิน&nbsp;4&nbsp;ไร่&nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำสวนยางพารามาก่อนแต่เนื่องจากราคาผันผวนขึ้นลงไม่คงที่จึงตัดสินใจโค่นต้นยางทิ้งแล้วหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานตามรอยของพ่อหลวง&nbsp;พร้อมกับเริ่มต้นศึกษาข้อมูลการทำการเกษตรสมาร์ทฟาร์มเมอร์อย่างจริงจังและแสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆในด้านเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพังงา&nbsp;และสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา&nbsp;ด้วยแนวคิดการทำเกษตรให้แตกต่างจากเกษตรกรคนอื่น&nbsp;สร้างจุดเด่นให้กับสวนของตนเองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร&nbsp;พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชาวบ้าน&nbsp;นักเรียนนักศึกษา&nbsp;เกษตรกร&nbsp;คนชุมชน&nbsp;และนักท่องเที่ยว</p><p><strong>นายจำเริญ&nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา</strong>&nbsp;ได้เดินเยี่ยมชมภายในสวนและเห็นว่าอยากให้ชาวบ้านรวมทั้งเกษตรกรทั่วไปได้นำไปเป็นแนวทางในการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง&nbsp;ปลูกพืชผักชนิดต่างๆหรือผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือนโดยที่ไม่ต้องซื้อ&nbsp;หากผลผลิตเยอะก็นำไปแบ่งปันเพื่อนบ้านหรือนำไปจำหน่าย&nbsp;ซึ่งก็ช่วยลดรายจ่ายสร้างรายได้เข้าครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง</p><p><strong>นายวินัย&nbsp;เล่าว่า&nbsp;ได้แบ่งพื้นที่เป็นออกส่วนๆ&nbsp;ทำการปลูกส้มเขียวหวานพันธ์ต่างๆกว่า&nbsp;200&nbsp;ต้น</strong>&nbsp;ปลูกแซมระหว่างต้นด้วยมะละกอ&nbsp;มะนาวแป้น&nbsp;ส้มโอ&nbsp;พริก&nbsp;มะเขือ&nbsp;ฟักทอง&nbsp;ปลูกพืชผักต่างๆหลากหลายชนิด&nbsp;โดยเน้นความสำคัญในการทำเกษตรแบบอินทรีย์&nbsp;รวมทั้งได้ขุดบ่อน้ำเลี้ยงปลา&nbsp;สูบน้ำในบ่อมาใช้ภายในสวน&nbsp;เลี้ยงไก่ไข่&nbsp;เก็บผลผลิตจำหน่ายทำให้มีรายได้เข้าสู่ครอบครัวทุกวัน&nbsp;หนึ่งในผลผลิตที่ทำให้สวนถุงแป้งเป็นที่รู้จัก&nbsp;คือ&nbsp;มะนาวแป้นพวงพังงา&nbsp;โดยตนได้นำมะนาวพันธุ์โคตรดกสุพรรณ&nbsp;ปลูกไว้รวมกับมะนาวพันธุ์พื้นเมืองของพังงา&nbsp;กระทั่งสังเกตพบว่ามีต้นแตกหน่อขึ้นมามีลูกดก&nbsp;ผลโต&nbsp;กลิ่นหอมแบบมะนาวพื้นเมือง&nbsp;เป็นช่อคล้ายพวงองุ่น&nbsp;ผลดก&nbsp;มีน้ำเยอะ&nbsp;รสชาติดี&nbsp;ออกผลตลอดทั้งปี&nbsp;จึงขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง&nbsp;ปัจจุบันสามารถขยายได้จำนวนมาก&nbsp;เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง</p><p><strong>ส่วนส้มเขียวหวานและส้มโชกุนที่ปลูกมาเป็นปีที่&nbsp;5&nbsp;มีความสมบูรณ์เป็นอย่างมาก</strong>&nbsp;การออกดอกแต่ละรุ่นที่เป็นส้มปีจะทยอยออกหลายชุด&nbsp;ทำให้ได้ผลแก่เก็บเกี่ยวได้ปีละ&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;ตั้งแต่&nbsp;ธ.ค.-&nbsp;ก.พ.&nbsp;ซึ่งในช่วงนี้ออกผลเต็มต้นและเริ่มสุกมีสีสันสวยงาม&nbsp;จึงได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม&nbsp;ประกอบสวนถุงแป้งเป็นสวนต้นแบบที่เปิดให้มีการศึกษาเรียนรู้ด้วย&nbsp;ทำให้กลายเป็นจุดเช็คอินที่ยังคงติดกระแสและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่&nbsp;สร้างรายได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p><p><strong>โดยทางสวนถุงแป้งจะเก็บค่าเข้าชมสวนส้มคนละ&nbsp;20&nbsp;บาท&nbsp;</strong>เฉพาะผู้ใหญ่&nbsp;ส่วนเด็กเข้าชมฟรี&nbsp;มีบริการหมวกกับตะกร้าไว้สำหรับถ่ายภาพกับผลส้มฟรี&nbsp;นอกจากนี้ยังมีน้ำส้มคั้นสดๆ&nbsp;ส้มสดๆจากต้น&nbsp;และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลูกภายในสวนไว้จำหน่ายในราคาย่อมเยาอีกด้วย</p><p><strong>ปัจจุบันสวนถุงแป้งมีการรับรองมาตรฐาน&nbsp;GAP</strong>&nbsp;จากกรมวิชาการเกษตร&nbsp;ภายในสวนจะปลูกพืชแบบเอื้อต่อกัน&nbsp;โดยแบ่งเป็นพืชผักสร้างรายได้ประจำวัน&nbsp;เช่น&nbsp;ถั่วฝักยาว&nbsp;บวบ&nbsp;มะเขือ&nbsp;มะนาวแป้นพวงพังงา&nbsp;ส่วนรายได้ต่อเดือนจะเป็นพวก&nbsp;กล้วย&nbsp;มะละกอ&nbsp;ขนุน&nbsp;ส่วนรายได้รายปีก็จะมีส้มและทุเรียนเป็นหลัก&nbsp;และมีรายได้เสริมจากการผลิตพันธุ์ไม้ตามสั่งของลูกค้า&nbsp;ทำให้ปัจจุบันครอบครัวมีความสุขจากการได้อยู่กันพร้อมหน้าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง</p><p>&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคใต้	พังงา	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115140418455
109	ปศุสัตว์จังหวัดแพร่ มอบใบรับรองฟาร์มปลอดโรคบรูเซลโลสิส ระดับ A และระดับ B ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ	<p><strong>สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่&nbsp;มอบใบรับรองฟาร์มปลอดโรคบรูเซลโลสิส&nbsp;</strong>ระดับ&nbsp;A&nbsp;และระดับ&nbsp;B&nbsp;ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ&nbsp;พร้อมพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง&nbsp;(Smart&nbsp;farmer)&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565</p><p><strong>นายสัตว์แพทย์&nbsp;ดร.สมพร&nbsp;พรวิเศษศิริกุล&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดแพร่</strong>&nbsp;นายภิเษก&nbsp;โรจนวิภาต&nbsp;หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์&nbsp;และนางสาวอาทิยา&nbsp;แปลงใจ&nbsp;หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่&nbsp;ดำเนินการจัดฝึกอบรมเกษตรกรตามโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง&nbsp;(Smart&nbsp;farmer)&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;การดำเนินการฝึกอบรมในครั้งนี้&nbsp;เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร&nbsp;เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง&nbsp;(Smart&nbsp;Farmer)</p><p><strong>โดยนายพนม&nbsp;มีศิริพันธุ์&nbsp;ปศุสัตว์เขต&nbsp;5&nbsp;เป็นประธานในพิธี</strong>และมอบใบรับรองฟาร์มปลอดโรคบรูเซลโลสิส&nbsp;ระดับ&nbsp;A&nbsp;และ&nbsp;ระดับ&nbsp;B&nbsp;ให้แก่เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดแพร่&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;คณะดำเนินงานจากสำนักงานปศุสัตว์เขต&nbsp;5</strong>&nbsp;ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ&nbsp;จำนวน&nbsp;2&nbsp;ฟาร์ม&nbsp;ได้แก่&nbsp;เลิศสิริฟาร์มแพะ&nbsp;ตำบลช่อแฮ&nbsp;อำเภอเมืองแพร่&nbsp;จังหวัดแพร่&nbsp;และ&nbsp;รุ่งนภาฟาร์มแพะ&nbsp;ตำบลเวียงทอง&nbsp;อำเภอสูงเม่น&nbsp;จังหวัดแพร่</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคเหนือ	แพร่	สวท.แพร่	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115140614456
110	กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนเบตงสีทอง ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด  ภาครัฐเร่งแก้ปัญหา	<p><strong>นายเอก&nbsp;ยังอภัย&nbsp;ณ&nbsp;สงขลา&nbsp;นายอำเภอเบตง</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายอารีฟ&nbsp;มหัศนียนนท์&nbsp;เกษตรอำเภอเบตง&nbsp;และนางผุสสดี&nbsp;จ๋ายเจริญ&nbsp;พาณิชย์จังหวัดยะลา&nbsp;ลงพื้นที่&nbsp;ม.4&nbsp;ตำบลยะรม&nbsp;อำเภอเบตง&nbsp;จังหวัดยะลา&nbsp;หลังมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก&nbsp;COVID&nbsp;-19&nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปลูกส้มโชกุนเบตงสีทอง&nbsp;เนื่องจากพื้นที่อำเภอเบตง&nbsp;จังหวัดยะลาในขณะนี้&nbsp;กลุ่มผู้ปลูกส้มโชกุนเบตง&nbsp;ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19&nbsp;มากว่า&nbsp;2&nbsp;ปีและยังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด&nbsp;ระบายไม่ทัน&nbsp;อีกทั้งยังเป็นช่วงส้มสายน้ำผึ่ง&nbsp;ของทางภาคเหนือออกผลผลิตเช่นกันและยังลงมาตีตลาดส้มโชกุนเบตง&nbsp;และทำให้ผู้บริโภคสับสนถึงรสชาดที่แท้จริงของส้มโชกุนสีทองเบตง&nbsp;สับสนระหว่างส้มสายน้ำผึ้งกับส้มโชกุนเบตงสีทอง&nbsp;ความจริงรสชาดของส้มโชกุนเบตงจะมีรสชาดไม่เหมือนที่ไหนเนื่องจากอำเภอเบตงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกส้มโชกุน&nbsp;ทั้งสภาพดินและสภาพอากาศ&nbsp;จุดเด่นของส้มโชกุนเบตงสีทอง&nbsp;ของแท้นั้น&nbsp;เวลารับประทานเมื่อแกะเปลือกผลส้มออก&nbsp;ส้มจะมีกลิ่นหอม&nbsp;เปลือกร่อน&nbsp;สีสันของเนื้อส้มจะมีสีส้มอมแดง&nbsp;ส่วนรสชาติก็จะออกเปรี้ยวอมหวาน&nbsp;ถือเป็นจุดเด่นของส้มโชกุนสีทองเบตงแท้&nbsp;จากพื้นที่อำเภอเบตง&nbsp;จังหวัดยะลา</p><p><strong>ส้มโชกุนเบตงของนายรพีพงษ์&nbsp;&nbsp;โรจน์กัลยาภา&nbsp;</strong>เกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนเบตง&nbsp;เล่าว่า&nbsp;สวนส้มของตน&nbsp;มีต้นส้มมีอายุประมาณ&nbsp;8&nbsp;ปี&nbsp;พื้นที่ปลูก&nbsp;17&nbsp;ไร่&nbsp;ในแต่ละปีสามารถเก็บผลผลิตได้&nbsp;175&nbsp;ตันต่อปี&nbsp;ถ้ามีการระบายส้มได้ก็คุ้มทุนแต่เมื่อเจอการระบาดของโควิด-19&nbsp;ได้สร้างความเดือดร้อนมาก&nbsp;ยิ่งช่วงนี้ส้มโชกุนได้รับผลกระทบมากไม่มีตลาดส่งออกและการสั่งออเดอร์จากพ่อค้าแม่ค้า&nbsp;ก็ลดลง&nbsp;นักท่องเที่ยวที่มาซื้อเป็นของฝากลดลง&nbsp;เดิมนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจะนิยมซื้อไปฝากครอบครัว&nbsp;ในส่วนนี้ก็ขาดหายไปเนื่องมีล็อกดาวน์ปิดประเทศ&nbsp;อีกทั้งไม่มีตลาดระบายผลผลิตเน่าคาต้น&nbsp;นอกจากนี้ยังตรงกับช่วงส้มทางภาพเหนือ&nbsp;สายน้ำผึ่งออกผลผลิตพอดี&nbsp;โดยส้มโชกุนเบตง&nbsp;เริ่มขายตั้งแต่เบอร์&nbsp;2&nbsp;0&nbsp;(สองศูนย์)&nbsp;ขายส่ง&nbsp;กิโลกรัมละ&nbsp;100&nbsp;บาท&nbsp;,&nbsp;เบอร์&nbsp;0&nbsp;ขายส่งกิโลกรัมละ&nbsp;90&nbsp;บาท&nbsp;,&nbsp;เบอร์&nbsp;1&nbsp;กิโลกรัมละ&nbsp;80&nbsp;บาท&nbsp;,&nbsp;เบอร์&nbsp;2&nbsp;กิโลกรัมละ&nbsp;65&nbsp;บาท&nbsp;และเบอร์&nbsp;3&nbsp;กิโลกรัมละ&nbsp;55&nbsp;บาท</p><p><strong>ด้านนายเอก&nbsp;ยังอภัย&nbsp;ณ&nbsp;สงขลา&nbsp;นายอำเภอเบตง&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>มาเยี่ยมให้กำลังใจ&nbsp;พี่น้องเกษตรผู้ปลูกส้มโชกุนสีทองเบตง&nbsp;ของอำเภอเบตง&nbsp;ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดส้มโชกุนของเกษตรกรผู้ปลูกส้มในพื้นที่อำเภอเบตง&nbsp;เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาตลาดการจำหน่ายส้มโชกุนในพื้นที่อำเภอเบตงเบื้องต้น&nbsp;โดยได้ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลา&nbsp;ในการหาช่องทางตลาดเพื่อจำหน่ายส้มโชกุนออกนอกเขตพื้นที่&nbsp;ไปยังตามสถานที่ท่องเที่ยวและจังหวัดอื่น&nbsp;ตลอดจนแนวทางการประชาสัมพันธ์&nbsp;อาจจะมีการจัดเทศกาลส้มโชกุนเบตง&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนนำผลผลิตออกมาจำหน่าย&nbsp;พร้อมเปิดประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้มากินส้มโชกุนใต้ต้น&nbsp;ในสวนของเกษตรกร&nbsp;เพื่อส้มโชกุนเบตงให้เป็นที่รู้จักและเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในพื้นที่อำเภอเบตง&nbsp;เกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนนำผลผลิตออกจำหน่ายต่อไป&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สวท.เบตง จ.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115150610476
111	เร่งแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ สำหรับกรณีเหตุการณ์ไม่ปกติ พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการได้อย่างทันท่วงที	<p><strong>นายขจร&nbsp;เราประเสริฐ&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;จากการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;(ครั้งที่&nbsp;3)&nbsp;ผ่านระบบการประชุมออนไลน์&nbsp;นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในฐานะประธานการประชุมได้&nbsp;ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับการผลิตและการตลาดผลไม้&nbsp;ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ&nbsp;เช่น&nbsp;ปัญหาภัยพิบัติ&nbsp;ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด&nbsp;-19&nbsp;ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน&nbsp;เป็นต้น&nbsp;</p><p><strong>ส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย</strong>&nbsp;เกิดความไม่สะดวกในการขนส่งสินค้า&nbsp;ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน&nbsp;จึงมีความจำเป็นจะต้องจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ&nbsp;โดยแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น&nbsp;2&nbsp;ด้านคือ&nbsp;ด้านการผลิตและด้านการตลาด</p><p><strong>สำหรับด้านการผลิตนั้น&nbsp;ปัจจัยสำคัญ&nbsp;ได้แก่</strong>&nbsp;ภัยพิบัติ/โรคพืช&nbsp;ที่ส่งผลทำให้ผลผลิตผลไม้เกิดความเสียหาย&nbsp;ไม่สามารถเก็บผลผลิตได้&nbsp;โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะพิจารณาช่วยเหลือตามมาตรการช่วยเหลือของรัฐ&nbsp;ส่วนผลกระทบต่อระบบโลจิติกส์&nbsp;ทำให้ระบบขนส่งไม่สามารถเข้าถึงในพื้นที่และกระจายผลผลิตข้ามจังหวัดได้&nbsp;กำหนดมาตรการสร้าง&nbsp;Platform&nbsp;ข้อมูลเก็บเกี่ยวเชิงพื้นที่แบบ&nbsp;Real&nbsp;Time&nbsp;จัดตั้งศูนย์รวบรวม/กระจาย&nbsp;ระดับหมู่บ้าน/ตำบล&nbsp;รวมถึงการสร้าง&nbsp;Plat&nbsp;Form&nbsp;เชื่อมโยงข้อมูลการขนส่งกับบริษัทไปรษณีย์ไทย/บริษัทขนส่งเอกชน&nbsp;รวมถึงปัจจัยจากโรคระบาดโควิด-19&nbsp;ที่คาดว่าจะส่งผลด้านขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยว/รวบรวม/&nbsp;กระจาย&nbsp;จึงได้กำหนดมาตรการขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องผ่อนปรนการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างภาค&nbsp;โดยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร&nbsp;(กอ.รมน.)&nbsp;ส่งกำลังพลเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวและขนย้ายผลไม้&nbsp;</p><p><strong>ส่วนด้านการตลาด&nbsp;โรคระบาดโควิด-19</strong>&nbsp;ส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ&nbsp;ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ&nbsp;ระบบขนส่งล่าช้า&nbsp;ติดขัด&nbsp;ผลผลิตไม่สามารถขนส่งได้&nbsp;ทำให้กระจุกตัว&nbsp;เสียหาย&nbsp;จนถึงราคาตกต่ำ&nbsp;ซึ่งการแก้ไขคือ&nbsp;ต้องกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตให้ได้โดยเร็ว&nbsp;โดยที่ประชุมได้กำหนดมาตรการใช้ระบบขนส่ง/จำหน่ายผ่านไปรษณีย์ไทย/บริษัทขนส่ง&nbsp;มาตรการของกระทรวงพาณิชย์&nbsp;12&nbsp;มาตรการ&nbsp;และโครงการจำหน่ายผ่านสถาบันเกษตรกร&nbsp;</p><p><strong>ส่วนของโลจิสติกส์ต่างประเทศ</strong>&nbsp;ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ&nbsp;ผลผลิตไม่สามารถส่งออกต่างประเทศได้&nbsp;ระบบขนส่งต่างประเทศมีน้อย&nbsp;ติดขัดทั้งทางเรือ/บก/อากาศ&nbsp;ซึ่งต้องกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตเช่นเดียวกัน&nbsp;โดยมีมาตรการคือ&nbsp;มาตรการของกระทรวงพาณิชย์&nbsp;&nbsp;6&nbsp;มาตรการ&nbsp;โครงการทางด่วนตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์&nbsp;ตั้งศูนย์กระจายสินค้าในต่างประเทศ&nbsp;ระบบการขนส่ง&nbsp;ในรูปแบบต่างๆ&nbsp;นอกจากนี้ยังมีในส่วนของมาตรการ/ข้อกีดกันทางการค้า&nbsp;ด่านปิด/SPS/ภาษี&nbsp;โดยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ&nbsp;ไม่สามารถส่งสินค้าออกไปยังประเทศปลายทางได้&nbsp;ต้นทุนเพิ่มขึ้น&nbsp;ทำให้เกิดข้อเสียเปรียบทางการแข่งขัน&nbsp;ที่ประชุมจึงได้กำหนดมาตรการให้ทูตพาณิชย์/ทูตเกษตร&nbsp;เร่งเจรจาเปิดด่านขอความช่วยเหลือให้สามารถส่งออกได้&nbsp;เจรจาผ่อนผันข้อกีดกันต่างๆ&nbsp;เพื่อให้ส่งออกได้&nbsp;ขอลดอัตราภาษีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้</p><p><strong>รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวอีกว่า&nbsp;</strong>ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;กรณีเหตุการณ์ไม่ปกติ&nbsp;เพื่อให้สอดคล้องตามแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบทั้ง&nbsp;2&nbsp;ด้าน&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;มาตรการด้วยกัน</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115192304514
112	เปิดยุทธการยกกำลัง X ชิงเก็บ ลดเผา ป้องกันไฟป่าภาคเหนือ ปี 2565	<p><strong>นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong>&nbsp;เปิดโครงการชิงเก็บ&nbsp;ลดเผา&nbsp;และเปิดยุทธการป้องกันไฟป่า&nbsp;เนื่องในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ&nbsp;ประจำปี&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;อ่างเก็บน้ำวังเฮือ&nbsp;ตำบลพระบาท&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดลำปาง&nbsp;โดยมีนายจตุพร&nbsp;บุรุษพัฒน์&nbsp;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ตัวแทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ&nbsp;เอกชน&nbsp;ตลอดจนเครือข่ายความร่วมมือป้องกันไฟป่าเข้าร่วมงาน&nbsp;&nbsp;มีนายสิธิชัย&nbsp;จินดาหลวง&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง&nbsp;กล่าวต้อนรับ&nbsp;และนายสุรชัย&nbsp;อจลบุญ&nbsp;อธิบดีกรมป่าไม้&nbsp;กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน</p><p><strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;(ทส.)&nbsp;กำหนดให้ปี&nbsp;2565&nbsp;เป็นปีแห่งการฟื้นฟูและการปรับตัวทุกมิติ&nbsp;สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน&nbsp;เพิ่มสมรรถนะปรับแนวคิดและระบบในการทำงานแบบใหม่&nbsp;สร้างการรับรู้ความเข้าใจและการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน&nbsp;หน่วยงานภาครัฐ&nbsp;และภาคเอกชน&nbsp;ตลอดจนทำงานแบบใหม่&nbsp;ทส.&nbsp;ยกกำลัง&nbsp;X&nbsp;โดยให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพิ่มมากขึ้น&nbsp;ซึ่งโครงการชิงเก็บ&nbsp;ลดเผา&nbsp;และการเปิดยุทธการป้องกันไฟป่าของกรมป่าไม้ในวันนี้&nbsp;ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการทำงานเชิงรุก&nbsp;ที่เน้นการประสานงานกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืน</p><p><strong>ด้านนายจตุพร&nbsp;บุรุษพัฒน์&nbsp;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ได้มอบหมายให้กรมป่าไม้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ&nbsp;รวม&nbsp;42.09&nbsp;ล้านไร่&nbsp;โดยจัดเตรียมกำลังพล&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;นปพ.&nbsp;(พิทักษ์ป่า)&nbsp;520&nbsp;คน&nbsp;และเหยี่ยวไฟ&nbsp;135&nbsp;คน&nbsp;เพื่อประจำในจุดต่างๆ&nbsp;ตามแผนที่กำหนด&nbsp;สำหรับในส่วนโครงการชิงเก็บ&nbsp;ลดเผา&nbsp;ที่กรมป่าไม้ดำเนินการในปี&nbsp;2565&nbsp;นี้&nbsp;มีเป้าหมายชิงเก็บ&nbsp;1,500&nbsp;ตัน&nbsp;และชิงเผา&nbsp;155,000&nbsp;ไร่&nbsp;อีกทั้งยังมีการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการตามโครงการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ&nbsp;ป่าชายเลนและป้องกันไฟป่า&nbsp;กรมป่าไม้&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;ในพื้นที่รับผิดชอบของกรมป่าไม้ใน&nbsp;10&nbsp;จังหวัดภาคเหนือ&nbsp;รวมพื้นที่&nbsp;289,383&nbsp;ไร่&nbsp;เป้าหมายเพื่อป้องกันไฟป่าลุกลามเข้าโครงการฯ&nbsp;และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบจิตอาสา</p><p><strong>สำหรับสถานการณ์ไฟป่า&nbsp;ปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา</strong>&nbsp;ในส่วนการดำเนินงานของกรมป่าไม้นั้นนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี&nbsp;ตามข้อมูลสถิติจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม&nbsp;Suomi&nbsp;NPP&nbsp;เซ็นเซอร์&nbsp;VIIRS&nbsp;พบว่า&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;1&nbsp;มกราคมถึง&nbsp;31&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;มีจุดความร้อนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ&nbsp;จำนวน&nbsp;30,293&nbsp;จุด&nbsp;เป็นปริมาณที่ลดลงถึง&nbsp;26,036&nbsp;จุด&nbsp;เมื่อเทียบกับปี&nbsp;2563&nbsp;และหากย้อนกลับไปเทียบกับปี&nbsp;2562&nbsp;พบว่ามีจุดความร้อนลดลงถึงร้อยละ&nbsp;46.22</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคเหนือ	ลำปาง	สวท.ลำปาง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115162258489
113	สำนักงานเกษตรเชียงใหม่สร้างต้นแบบเกษตรอัจฉริยะ? (Handy Sense)	"<p><strong>สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่??&nbsp;ส่งเสริมการใช้&nbsp;นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่?ในแปลงสตรอเบอรี่ที่อำเภอสะเมิง&nbsp;</strong></p><p><strong>นายเจริญ&nbsp;พิมพ์ขาล&nbsp;เกษตรจังหวัดเชียงใหม่?&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>?&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่?&nbsp;ได้ลงพื้นที่อำเภอสะเมิง?&nbsp;ติดตามความก้าวหน้าโครงการระบบน้ำอัจฉริยะ&nbsp;(Handy&nbsp;Sense)&nbsp;ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร&nbsp;ตำบลบ่อแก้ว&nbsp;อำเภอสะเมิง&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่?&nbsp;ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;โดยกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่?&nbsp;ในแปลงเกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รี&nbsp;ตำบลบ่อแก้ว&nbsp;อำเภอสะเมิง&nbsp;โดยจังหวัดเชียงใหม่เป็น&nbsp;1&nbsp;ใน&nbsp;6&nbsp;ศูนย์ของทั่วประเทศ&nbsp;ที่นำระบบการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบน้ำอัจฉริยะ&nbsp;(Handy&nbsp;Sense)&nbsp;โดยสร้างต้นแบบแปลงเรียนรู้การบริหารจัดการแปลง&nbsp;ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตรในแปลงสตรอว์เบอร์รี&nbsp;ที่เป็นแหล่งปลูกใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;อีกทั้งพัฒนาความรู้ให้แก่เกษตรกรต้นแบบ&nbsp;คือ&nbsp;นายวิทยา&nbsp;นาระต๊ะ&nbsp;ประธาน&nbsp;ศพก.&nbsp;ระดับจังหวัด&nbsp;และเจ้าหน้าที่&nbsp;เพื่อยกระดับเป็นวิทยากรเกษตรอัจฉริยะ&nbsp;รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของชุมชนต่อไป&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้?&nbsp;ระบบเกษตรอัจฉริยะ&nbsp;(Handy&nbsp;Sense)&nbsp;เป็นอุปกรณ์&nbsp;IoT&nbsp;และระบบปฏิบัติการ</strong>&nbsp;ในการควบคุมสภาพแวดล้อมซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;4&nbsp;เซนเซอร์&nbsp;และ&nbsp;3&nbsp;ฟังก์ชั่น&nbsp;ซึ่งใช้วัดสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูก&nbsp;และสามารถควบคุมการให้น้ำสำหรับพืชช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการใช้ทรัพยากร&nbsp;ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพส่งผลต่อรายได้ของเกษตรที่เพิ่มขึ้น&nbsp;พร้อมเป็นต้นแบบแก่คนในชุมชน&nbsp;ทั้งนี้เกษตรกรที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้นำไปปรับใช้ในแปลงของตนเองได้โดยสามารถติดต่อได้ที่&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิง&nbsp;หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;โทรศัพท์&nbsp;0-5311-2478-79&nbsp;</p><p><br></p><p>พิมลกัลย์&nbsp;เดชะชัย&nbsp;สวท.&nbsp;เชียงใหม่</p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(51,&nbsp;51,&nbsp;51);"">#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</span></p><p><br></p>"	2022-01-15T00:00:00	ภาคเหนือ	เชียงใหม่	สวท.เชียงใหม่	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115171609497
114	ศรีสะเกษ !! นายก อบต.โนนสัง ลุยปรับปรุงถนนเพื่อลำเลียงผลผลิตการเกษตร	<p><strong>จังหวัดศรีสะเกษ&nbsp;โดย&nbsp;นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสัง</strong>&nbsp;เริ่มขยับงานด้านถนนเพื่อการสัญจรลำเลียงผลผลิตการเกษตร&nbsp;ลดอุบัติเหตุ&nbsp;ที่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนสัง&nbsp;อำเภอกันทรารมย์&nbsp;จังหวัดศรีสะเกษ&nbsp;</p><p><strong>โดยท่านนายกทองวรรณ&nbsp;จิตโชติ&nbsp;นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสัง</strong>&nbsp;ภายหลังได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารหมาดๆ&nbsp;ซึ่งว่างเว้นไป&nbsp;1สมัย&nbsp;วันนี้เริ่มดำเนินงานพัฒนาถนนหนทางให้อยู่ในสภาพสัญจรไปมาได้สดวกจึงพร้อมด้วยพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้าง&nbsp;ได้ลงพื้นที่ซ่อมแซมถนน&nbsp;บ้านโนนสังและบ้านโนนผึ้ง&nbsp;เพื่อความสะดวกในการสัญจรของประชาชนอันดับแรก&nbsp;นอกจากประชาชนจะได้ประโยชน์จากการนำผลผลิตไปขายในตลาดแล้วยังลดอุบัติเหตุในยามค่ำคืนจากที่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่ออีกด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-15T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ศรีสะเกษ	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115203935566
115	ศอ.บต. ดึงภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐจับมือผลักดัน จชต. ให้เป็นเมือง  ปศุสัตว์แบบครบวงจร	<p><strong>หลังนายกรัฐมนตรี&nbsp;พลเอกประยุทธ&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;ลงพื้นที่&nbsp;จชต.</strong>เมื่อวันพุธที่&nbsp;15&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ&nbsp;สังคม&nbsp;และความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;พร้อมร่วมประชุมกับ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;เพื่อนำร่องดำเนินโครงการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;ให้เป็นเมืองปศุสัตว์&nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล&nbsp;โดยส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อเป็นโครงการนำร่องโดยดำเนินการในลักษณะโครงการขยายผลโดยนำความสำเร็จ</p><p><strong>ล่าสุด&nbsp;เลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;พลเรือตรีสมเกียรติ&nbsp;ผลประยูร&nbsp;ได้ลงพื้นที่</strong>&nbsp;ฟาร์มโคเนื้อตัวอย่างของบริษัท&nbsp;ไอบีซี&nbsp;อินดัสเตรียล&nbsp;จำกัด&nbsp;(IBCI)&nbsp;ตำบลทุ่งปรัง&nbsp;อำเภอสิชล&nbsp;จังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp;เพื่อศึกษาเรียนรู้ต้นแบบการผลิตโคเนื้อคุณภาพ&nbsp;และการบริหารจัดการและการตลาด&nbsp;เพื่อนำความรู้ที่ได้รับ&nbsp;ไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;หันมาเลี้ยงดูโคเนื้อแบบครบวงจร&nbsp;โดยมีนายชนธัญ&nbsp;แสงพุ่ม&nbsp;รองเลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;นายมะเสาวดี&nbsp;ไสสากา&nbsp;หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา&nbsp;ตลอดจนผู้แทนจากภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดยะลา&nbsp;และผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค&nbsp;4&nbsp;ส่วนหน้า&nbsp;ลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย</p><p><strong>สำหรับการลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้&nbsp;เพื่อเป็นการเสริมความรู้</strong>&nbsp;ความเข้าใจถึงการเลี้ยงโคเนื้ออย่างถูกวิธีและครบวงจร&nbsp;โดยทาง&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;ร่วมกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา&nbsp;สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;เร่งผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงโคเนื้อ&nbsp;พร้อมเสริมความรู้ถึงวิธีการเลี้ยงโคเนื้อแบบครบวงจรแก่เกษตรกรโดยสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง&nbsp;นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนและผลักดันให้มีการลงทุนในการทำฟาร์มเลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่&nbsp;เพื่อให้มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชไว้เป็นอาหารสัตว์&nbsp;การผลิตพ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์โคเนื้อ&nbsp;ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่&nbsp;รวมถึงการเชื่อมโยงภาคการตลาด&nbsp;โดยให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นเมืองปศุสัตว์แบบครบวงจร</p><p>เลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;จะผลักดันให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;ให้เป็นเมืองปศุสัตว์</p><p><strong>โดยมีกรอบแนวคิดในการส่งเสริมขยายการเลี้ยงโค</strong>&nbsp;โดยเฉพาะโคเนื้อให้มากขึ้น&nbsp;เพื่อให้เกิดการสร้างงาน&nbsp;สร้างอาชีพ&nbsp;และสร้างรายได้แก่ประชาชน&nbsp;โดยโคที่เลี้ยงไว้&nbsp;คือโคเนื้อในเชิงพาณิชย์ที่มีขนาด&nbsp;น้ำหนัก&nbsp;และมีความต้านทานที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่&nbsp;และเป็นโคท้องถิ่นไว้สำหรับบริโภคตามวิธีชีวิตของพี่น้องประชาชน&nbsp;โดยกรอบแนวคิดต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;นั้น&nbsp;เพื่อจะพัฒนาให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ&nbsp;หรือโคต้นน้ำ&nbsp;โดยพัฒนาพ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์&nbsp;ให้สมบูรณ์&nbsp;และการผลิตลูกโค&nbsp;กลางน้ำ&nbsp;คือการเลี้ยงโคแบบถูกวิธี&nbsp;โดยจะเริ่มตั้งแต่วันแรกคลอด&nbsp;จนไปถึง&nbsp;1&nbsp;ปีครึ่ง&nbsp;และปลายน้ำ&nbsp;คือการขุนโคและคุณภาพเนื้อให้ได้มาตรฐาน&nbsp;โดยใช้ระยะเวลาประมาณ&nbsp;3&nbsp;&nbsp;4&nbsp;เดือน&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งกระบวนการดังกล่าว&nbsp;จะเป็นการประเมินจากทุกภาคส่วน</strong>&nbsp;โดยเฉพาะในช่วงของการพัฒนา&nbsp;พ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์&nbsp;โดยจะร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา&nbsp;เช่น&nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;จะเข้ามาร่วมมือในการพัฒนาโคเนื้อในครั้งนี้&nbsp;และภาคเอกชนจะส่งเสริมการลงทุนการผลิตแบบครบวงจร&nbsp;ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาทุกอย่างเป็นระบบแล้ว&nbsp;จะสามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี&nbsp;นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชไว้เป็นอาหารสัตว์ในพื้นที่&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการปลูกหญ้าเนเปียร์&nbsp;ข้าวโพด&nbsp;มันสําปะหลัง&nbsp;ต้นกระทิน&nbsp;ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ซึ่งเป็นพืชไว้สำหรับการให้อาหารสัตว์&nbsp;และยังสามารถนำไปจำหน่ายตามตลาดทั่วไปได้อีกด้วย</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;เลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;ยังได้ชื่นชมฟาร์มโคเนื้อแห่งนี้&nbsp;</strong>ได้ดำเนินการเป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโค&nbsp;คือ&nbsp;มีผลผลิตที่มีคุณภาพ&nbsp;ผลงานที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า&nbsp;มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ&nbsp;สร้างรายได้ที่มั่นคง&nbsp;และ&nbsp;มีการปรับปรุงพัฒนากิจการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพฟาร์มโดยมีการขยายกิจการและขนาดฟาร์มอย่างต่อเนื่อง&nbsp;และมีการจัดแบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วนได้เป็นอย่างดี&nbsp;โดยเลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;และคณะฯ&nbsp;ยังได้ชมสาธิตการผสมอาหารและการหมักอาหารจากฟาร์ม&nbsp;การฉีดยาถ่ายพยาธิประจำปี&nbsp;และการเสริมอาหารบำรุงแก่ลูกวัว&nbsp;อีกด้วย</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ฟาร์มโคเนื้อตัวอย่างของบริษัท&nbsp;ไอบีซี&nbsp;อินดัสเตรียล&nbsp;จำกัด&nbsp;(IBCI)&nbsp;</strong>ได้เริ่มมีการเลี้ยงโคเนื้อเมื่อต้นเดือน&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2563&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;จนถึงวันนี้ฟาร์มแห่งนี้สามารถผลิตโคเนื้อได้ทั้งหมดจำนวน&nbsp;210&nbsp;ตัว</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-17T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220117084528792
116	ศอ.บต. ดึงภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐจับมือผลักดัน จชต. ให้เป็นเมือง  ปศุสัตว์แบบครบวงจร	<p><strong>หลังนายกรัฐมนตรี&nbsp;พลเอกประยุทธ&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;ลงพื้นที่&nbsp;จชต.</strong>เมื่อวันพุธที่&nbsp;15&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;&nbsp;เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ&nbsp;สังคม&nbsp;และความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;พร้อมร่วมประชุมกับ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;เพื่อนำร่องดำเนินโครงการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;ให้เป็นเมืองปศุสัตว์&nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล&nbsp;โดยส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อเป็นโครงการนำร่องโดยดำเนินการในลักษณะโครงการขยายผลโดยนำความสำเร็จ&nbsp;ต่อมา&nbsp;เลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;พลเรือตรีสมเกียรติ&nbsp;ผลประยูร&nbsp;ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการเลี้ยงโค&nbsp;ณ&nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;วิทยาเขต&nbsp;หาดใหญ่&nbsp;เพื่อศึกษาเรื่องของการเลี้ยงโคให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่&nbsp;ตลอดจน&nbsp;วันนี้&nbsp;16&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เลขาธิการศอ.บต.&nbsp;ลงพื้นที่ฟาร์มโคเนื้อตัวอย่างของบริษัท&nbsp;ไอบีซี&nbsp;อินดัสเตรียล&nbsp;จำกัด&nbsp;(IBCI)&nbsp;ตำบลทุ่งปรัง&nbsp;อำเภอสิชล&nbsp;จังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp;เพื่อศึกษาเรียนรู้ต้นแบบการผลิตโคเนื้อคุณภาพ&nbsp;และการบริหารจัดการและการตลาด&nbsp;เพื่อนำความรู้ที่ได้รับ&nbsp;ไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;หันมาเลี้ยงดูโคเนื้อแบบครบวงจร&nbsp;โดยครั้งนี้มีนายชนธัญ&nbsp;แสงพุ่ม&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>รองเลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;นายมะเสาวดี&nbsp;ไสสากา&nbsp;หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา</strong>&nbsp;ตลอดจนผู้แทนจากภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดยะลา&nbsp;และผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค&nbsp;4&nbsp;ส่วนหน้า&nbsp;ลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย&nbsp;&nbsp;สำหรับการลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้&nbsp;เพื่อเป็นการเสริมความรู้&nbsp;ความเข้าใจถึงการเลี้ยงโคเนื้ออย่างถูกวิธีและครบวงจร&nbsp;โดยทาง&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;ร่วมกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา&nbsp;สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;เร่งผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงโคเนื้อ&nbsp;พร้อมเสริมความรู้ถึงวิธีการเลี้ยงโคเนื้อแบบครบวงจรแก่เกษตรกรโดยสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ยังได้สนับสนุนและผลักดันให้มีการลงทุนในการทำฟาร์มเลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่&nbsp;</strong>เพื่อให้มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชไว้เป็นอาหารสัตว์&nbsp;การผลิตพ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์โคเนื้อ&nbsp;ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่&nbsp;รวมถึงการเชื่อมโยงภาคการตลาด&nbsp;โดยให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นเมืองปศุสัตว์แบบครบวงจร&nbsp;</p><p>ในการนี้&nbsp;เลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;ได้กล่าวว่า&nbsp;จะผลักดันให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;ให้เป็นเมืองปศุสัตว์&nbsp;</p><p><strong>โดยมีกรอบแนวคิดในการส่งเสริมขยายการเลี้ยงโค&nbsp;โดยเฉพาะโคเนื้อให้มากขึ้น</strong>&nbsp;เพื่อให้เกิดการสร้างงาน&nbsp;สร้างอาชีพ&nbsp;และสร้างรายได้แก่ประชาชน&nbsp;โดยโคที่เลี้ยงไว้&nbsp;คือโคเนื้อในเชิงพาณิชย์ที่มีขนาด&nbsp;น้ำหนัก&nbsp;และมีความต้านทานที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่&nbsp;และเป็นโคท้องถิ่นไว้สำหรับบริโภคตามวิธีชีวิตของพี่น้องประชาชน&nbsp;โดยกรอบแนวคิดต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;นั้น&nbsp;เพื่อจะพัฒนาให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ&nbsp;หรือโคต้นน้ำ&nbsp;โดยพัฒนาพ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์&nbsp;ให้สมบูรณ์&nbsp;และการผลิตลูกโค&nbsp;กลางน้ำ&nbsp;คือการเลี้ยงโคแบบถูกวิธี&nbsp;โดยจะเริ่มตั้งแต่วันแรกคลอด&nbsp;จนไปถึง&nbsp;1&nbsp;ปีครึ่ง&nbsp;</p><p><strong>และปลายน้ำ&nbsp;คือการขุนโคและคุณภาพเนื้อให้ได้มาตรฐาน</strong>&nbsp;โดยใช้ระยะเวลาประมาณ&nbsp;3&nbsp;&nbsp;4&nbsp;เดือน&nbsp;ซึ่งกระบวนการดังกล่าว&nbsp;จะเป็นการประเมินจากทุกภาคส่วน&nbsp;โดยเฉพาะในช่วงของการพัฒนา&nbsp;พ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์&nbsp;โดยจะร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา&nbsp;เช่น&nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;จะเข้ามาร่วมมือในการพัฒนาโคเนื้อในครั้งนี้&nbsp;และภาคเอกชนจะส่งเสริมการลงทุนการผลิตแบบครบวงจร&nbsp;ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาทุกอย่างเป็นระบบแล้ว&nbsp;จะสามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี&nbsp;นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชไว้เป็นอาหารสัตว์ในพื้นที่&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการปลูกหญ้าเนเปียร์&nbsp;ข้าวโพด&nbsp;มันสําปะหลัง&nbsp;ต้นกระทิน&nbsp;ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ซึ่งเป็นพืชไว้สำหรับการให้อาหารสัตว์&nbsp;และยังสามารถนำไปจำหน่ายตามตลาดทั่วไปได้อีกด้วย</p><p>นอกจากนี้&nbsp;เลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;ยังได้ชื่นชมฟาร์มโคเนื้อแห่งนี้&nbsp;ได้ดำเนินการเป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโค&nbsp;คือ&nbsp;</p><p>1.&nbsp;มีผลผลิตที่มีคุณภาพ&nbsp;ผลงานที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า&nbsp;</p><p>2.&nbsp;มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ&nbsp;สร้างรายได้ที่มั่นคง&nbsp;</p><p>3.&nbsp;มีการปรับปรุงพัฒนากิจการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพฟาร์มโดยมีการขยายกิจการและขนาดฟาร์มอย่างต่อเนื่อง&nbsp;และมีการจัดแบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วนได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p><p><strong>โดยเลขาธิการ&nbsp;ศอ.บต.&nbsp;และคณะฯ&nbsp;ยังได้ชมสาธิตการผสมอาหาร</strong>และการหมักอาหารจากฟาร์ม&nbsp;การฉีดยาถ่ายพยาธิประจำปี&nbsp;และการเสริมอาหารบำรุงแก่ลูกวัว&nbsp;อีกด้วย</p><p>&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ฟาร์มโคเนื้อตัวอย่างของบริษัท&nbsp;ไอบีซี&nbsp;อินดัสเตรียล&nbsp;จำกัด&nbsp;(IBCI)&nbsp;ได้เริ่มมีการเลี้ยงโคเนื้อเมื่อต้นเดือน&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2563&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;จนถึงวันนี้ฟาร์มแห่งนี้สามารถผลิตโคเนื้อได้ทั้งหมดจำนวน&nbsp;210&nbsp;ตัว</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-17T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สวท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220117084917794
117	การส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์หลังประกาศโรค ASF ในสุกร ไม่กระทบมากนัก 	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;กล่าวว่า</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;หลังจากที่มีการประกาศโรค&nbsp;อหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;หรือ&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรในประเทศไทยและได้รายงานไปองค์การสุขภาพสัตว์โลก&nbsp;(OIE)&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;14&nbsp;มกราคมที่ผ่านมานั้น&nbsp;เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและรับมือผลกระทบด้านการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์&nbsp;หลังการประกาศพบเชื้อ&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรในประเทศไทย&nbsp;จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ศึกษาถึงผลกระทบและเงื่อนไขในการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ของประเทศผู้นำเข้าต่างๆ&nbsp;เพื่อให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">จากการค้นคว้าข้อมูลและตามระเบียบประเทศคู่ค้า</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">และตามหลักมาตรฐานสากลพบว่า&nbsp;การส่งออกเนื้อสุกรดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร&nbsp;คาดการณ์ว่าจะไม่มีผลกระทบมากนัก&nbsp;เนื่องจากประเทศไทยมีตลาดส่งออกหลักทั้งเนื้อสุกรดิบและสุก&nbsp;ที่ยอมรับในการปฏิบัติตามคำแนะนำของ&nbsp;OIE&nbsp;และเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าที่กำหนด&nbsp;โดยตลาดส่งออกหลักของเนื้อสุกรดิบคือฮ่องกง&nbsp;ส่วนเนื้อสุกรสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร&nbsp;ตลาดหลักคือ&nbsp;ญี่ปุ่นและฮ่องกง&nbsp;ซึ่งการส่งออกในกรณีที่ประเทศมีการระบาดของโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกร&nbsp;นั้นจะพิจารณาตามข้อแนะนำ&nbsp;OIE&nbsp;และเงื่อนไขประเทศผู้นำเข้าที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ&nbsp;เช่น&nbsp;เป็นการห้ามทั้งประเทศ&nbsp;หรือห้ามเป็นพื้นที่&nbsp;หรือห้ามเป็นฟาร์ม&nbsp;โดยมีข้อกำหนดอาทิ&nbsp;การส่งออกเนื้อสุกรดิบ&nbsp;สำหรับบางประเทศที่ไม่ได้ห้ามนำเข้า&nbsp;กรมศุสัตว์จะอนุญาตให้ส่งออกต่อเนื่อง&nbsp;โดยมีการควบคุมการผลิตเนื้อสุกร&nbsp;ไม่ให้มีเชื้อ&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรปนเปื้อนในกระบวนการผลิต&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรปรุงสุก</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;OIE&nbsp;ได้กำหนดเงื่อนไขการทำลายเชื้อไวรัส&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกร&nbsp;ดังนี้&nbsp;การทำลายเชื้อไวรัส&nbsp;ASF&nbsp;ในเนื้อสุกรต้องผ่านความร้อน&nbsp;70&nbsp;องศาเซลเซียส&nbsp;ระยะเวลาอย่างน้อย&nbsp;30&nbsp;นาที&nbsp;และในกรณีที่บางประเทศมีการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าเป็นการเฉพาะ&nbsp;กรมปศุสัตว์จะเร่งเจรจากับหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศนั้นๆ&nbsp;เพื่อขอส่งสินค้าเนื้อสุกรปรุงสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร&nbsp;ให้ได้อย่างต่อเนื่อง</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">สำหรับการส่งออกเนื้อสุกรดิบ</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;และสินค้าเนื้อสุกรปรุงสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร&nbsp;ในปี&nbsp;2565&nbsp;จะพิจารณาจากท่าทีและเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าที่จะมีการกำหนดเพิ่มเติมอย่างไร&nbsp;และปัจจัยอื่นๆ&nbsp;เช่น&nbsp;สถานการณ์โควิด&nbsp;-19&nbsp;โดยคาดการณ์ว่าในปี&nbsp;2565&nbsp;การส่งออกน่าจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาโดยส่งออกประมาณ&nbsp;23,000&nbsp;ตัน&nbsp;มูลค่า&nbsp;3,646&nbsp;ล้านบาทอย่างไรก็ตามการส่งออกสุกรมีชีวิตนั้น&nbsp;เพื่อเป็นการแก้ปัญหาราคาเนื้อหมูแพง&nbsp;ภาครัฐได้มีการแก้ปัญหาโดยมาตรการระยะเร่งด่วนกระทรวงพาณิชย์&nbsp;โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้ประกาศห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตไปนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา&nbsp;3&nbsp;เดือน</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-01-17T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220117102634828
118	"หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ ร่วมกันเตรียมพื้นที่สำหรับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการ ""โคกหนองนา โมเดล"""	"<p><strong>เมื่อวานนี้&nbsp;16&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.&nbsp;กองพันทหารราบ&nbsp;หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด&nbsp;</strong>โดย&nbsp;พันจ่าเอก&nbsp;ณัฐพัฒน์&nbsp;ทองนวน&nbsp;หัวหน้าชุดกิจการพลเรือน&nbsp;กองพันทหารราบ&nbsp;หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;กำลังพล&nbsp;จำนวน&nbsp;9&nbsp;นาย&nbsp;ร่วมกับ&nbsp;ชุดปฏิบัติการพิเศษ&nbsp;617&nbsp;,&nbsp;นายวชิระ&nbsp;กระต่ายจันทร์&nbsp;รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากุ่ม&nbsp;,&nbsp;นาย&nbsp;ฤชา&nbsp;ถีระเจริญ&nbsp;ผู้ใหญ่บ้านเนินดินแดง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;9&nbsp;,&nbsp;ผู้นำท้องถิ่น&nbsp;และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่&nbsp;ร่วมกันเตรียมพื้นที่สำหรับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;โครงการ&nbsp;""โคกหนองนา&nbsp;โมเดล""&nbsp;เกษตรตามศาสตร์พระราชา&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านเนินดินแดง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;9&nbsp;ตำบลเนินทราย&nbsp;อำเภอเมืองตราด&nbsp;จังหวัดตราด</p><p><strong>สำหรับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;โครงการ&nbsp;""โคกหนองนา&nbsp;โมเดล""</strong>&nbsp;เกษตรตามศาสตร์พระราชา&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านเนินดินแดง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;9&nbsp;ตำบลเนินทราย&nbsp;อำเภอเมืองตราด&nbsp;จังหวัดตราด&nbsp;จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแปลงสาธิตให้กับประชาชนในพื้นที่&nbsp;นำไปเป็นแบบอย่างในการปรับใช้กับแปลงเกษตรของตนเองต่อไป&nbsp;เนื่องด้วยในพื้นที่มีประชาชนประกอบอาชีพเกษตรเป็นส่วนใหญ่&nbsp;โดยพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด&nbsp;จะจัดพิธีเปิดโครงการดังกล่าวในวันที่&nbsp;29&nbsp;มกราคม&nbsp;2565</p><p><br></p><p>&nbsp;#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-17T00:00:00	ภาคตะวันออก	ตราด	สวท.ตราด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220117111744867
119	กยท.ตรัง อนุมัติงบประมาณกว่า 72 ล้านบาท เร่งช่วยเหลือชาวสวนยาง ในการเก็บสต๊อกน้ำยางสดไว้ชะลอขาย สร้างอำนาจต่อรองนายทุนใหญ่ หลังราคายางพาราตกต่ำ เหลือกิโลกรัมละ  46 - 48 บาท  ขณะที่ค่าครองชีพ หมู ไก่ อาหารทะเลราคาพุ่งรายวัน ทำให้ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำสวนยางเดือดร้อน	<p><strong>ที่ศูนย์รวบรวมน้ำยางสด&nbsp;แปลงใหญ่ยางพารา&nbsp;กยท.ย่านตาขาว&nbsp;ต.หนองบ่อ&nbsp;อ.ย่านตาขาว</strong>&nbsp;และโรงรวบรวมน้ำยางสดมาตรฐาน&nbsp;GMP&nbsp;สหกรณ์การเกษตรทุ่งยาว&nbsp;อ.ปะเหลียน&nbsp;&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;นายภิรม&nbsp;หนูรอด&nbsp;ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;พร้อมด้วยผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;ทั้ง&nbsp;6&nbsp;สาขา/10&nbsp;อำเภอของจ.ตรัง&nbsp;ซึ่งการยางแห่งประเทศไทยได้อนุมัติงบประมาณจำนวนกว่า&nbsp;72&nbsp;ล้านบาท&nbsp;และงบพัฒนาจังหวัดตรังจำนวน&nbsp;800,000&nbsp;บาท&nbsp;เพื่อจัดซื้อถังเก็บน้ำยา&nbsp;เร่งทำโครงการชะลอการขายยาง&nbsp;ของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;เพื่อเก็บสต๊อกน้ำยางสดเอาไว้เพื่อชะลอขาย&nbsp;ลดปริมาณน้ำยางสดออกสู่ตลาด&nbsp;เพื่อหวังช่วยพยุงราคายางให้สูงขึ้น&nbsp;ไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากราคาที่ลดลงโดยไม่เป็นธรรมและไม่มีสาเหตุ&nbsp;โดยขณะนี้พบว่าราคายางพารายังตกต่ำต่อเนื่อง&nbsp;โดยน้ำยางสดเหลือกิโลกรัมละ&nbsp;46&nbsp;&nbsp;48&nbsp;บาท&nbsp;ทั้ง&nbsp;ๆ&nbsp;ที่ปริมาณผลผลิตเหลือน้อย&nbsp;แต่ราคากลับขึ้น&nbsp;ๆ&nbsp;ลง&nbsp;ๆ&nbsp;ในระดับที่ตกต่ำต่อเนื่อง&nbsp;ยิ่งเป็นการซ้ำเติมเกษตรกร</p><p><strong>ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของภาคใต้ให้เดือดร้อนมากยิ่งขึ้น</strong>&nbsp;จากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอยู่แล้ว&nbsp;จากการที่ราคาหมู&nbsp;ไก่&nbsp;กุ้ง&nbsp;ไข่ไก่&nbsp;รวมทั้งอาหารทะเลทุกชนิดที่ปรับตัวสูงขึ้น&nbsp;ทำรายได้ไม่พอรายจ่าย&nbsp;ยิ่งเดือดร้อนหนัก&nbsp;จึงเร่งใช้โครงการชะลอการขายยางเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน&nbsp;โดยการเก็บสต๊อกน้ำยางสดไว้&nbsp;เพื่อชะลอการขายให้โรงงาน&nbsp;โดยจะรอจังหวะที่ราคาดีขึ้น&nbsp;นำเสนอขายผ่านตลาดกลางยางพาราทั้ง&nbsp;4&nbsp;แห่งในภาคใต้&nbsp;ลดปริมาณน้ำยางสดออกสู่ตลาด&nbsp;หวังจะช่วยพยุงราคายางพาราให้สูงขึ้น&nbsp;โดยการสร้างอำนาจต่อรองให้อยู่ในมือของเกษตรกร&nbsp;ไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากการรวมหัวกดราคา&nbsp;ทำเกษตรกรเดือดร้อนต่อเนื่อง&nbsp;เป็นการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ด้วย&nbsp;ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรชาวสวนยาง&nbsp;และเม็ดเงินที่สะพัดในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็มาจากยางพารา&nbsp;</p><p><strong>โดยขณะนี้พบว่าจากปัญหาราคาน้ำยางสดที่ตกต่ำ</strong>เหลือกิโลกรัมละ&nbsp;46&nbsp;&nbsp;48&nbsp;บาท&nbsp;ดังกล่าว&nbsp;ชาวสวนต้องขายน้ำยางสดมากถึง&nbsp;4-5&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;จึงจะซื้อเนื้อหมูได้เพียง&nbsp;1&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;และต้องขายน้ำยางสดให้มากขึ้น&nbsp;จึงจะซื้อสินค้าอื่น&nbsp;ๆ&nbsp;เข้าครัวเรือนได้&nbsp;ทำประชาชนเดือดร้อนหนักในขณะนี้&nbsp;กยท.จึงเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชน&nbsp;ที่กำลังประสบปัญหาจากราคายางพาราตกต่ำ&nbsp;และเรื่องค่าครองชีพของประชาชน&nbsp;ผ่านโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;รวมทั้งการยางแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้น&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;จุดรวบรวมน้ำยางสดทั้ง&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;คือ&nbsp;ที่&nbsp;ต.หนองบ่อ&nbsp;เก็บน้ำยางสดได้&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ตันต่อรอบ&nbsp;แต่ตั้งเป้าไว้&nbsp;ที่&nbsp;25&nbsp;ตันต่อรอบ&nbsp;ส่วนที่สหกรณ์การเกษตรทุ่งยาว&nbsp;สามารถเก็บน้ำยางสดได้รอบละ&nbsp;50&nbsp;ตัน&nbsp;แต่ถ้าน้ำยางมากก็เพิ่มได้</p><p><strong>นายภิรม&nbsp;ทองรอด&nbsp;ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;การยางแห่งประเทศไทยช่วยเหลือเกษตรกรในการชะลอขายรวม&nbsp;4&nbsp;ผลิตภัณฑ์&nbsp;คือ&nbsp;น้ำยางสด&nbsp;ยางแผ่นรมควัน&nbsp;ยางแผ่นดิบ&nbsp;และยางก้อนถ้วย&nbsp;ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่&nbsp;ในส่วนของจังหวัดตรัง&nbsp;ทำการชะลอการขายน้ำยางสด&nbsp;งบประมาณจำนวน&nbsp;72&nbsp;ล้านบาท&nbsp;และจากงบพัฒนาจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;โดยนายขจรศักดิ์&nbsp;เจริญโสภา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังอีกจำนวน&nbsp;800,000&nbsp;บาท&nbsp;เป้าหมายชะลอการขายให้ได้ประมาณ&nbsp;350&nbsp;ตัน&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;จังหวัดตรังเริ่มทำ&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;และจะขยายไป&nbsp;กยท.ทุกสาขา&nbsp;ถือเป็นโครงการที่เหมาะสม&nbsp;เมื่อผลผลิตเข้าสู่ตลาดมาก&nbsp;ราคายางตกต่ำ&nbsp;โครงการก็ช้อนซื้อเก็บไว้&nbsp;เมื่อราคาสูงขึ้นเหมาะสม&nbsp;ก็นำออกมาทยอยขายเก็งกำไร&nbsp;ถ้าจุดไหนน้ำยางของสมาชิกเข้ามามาก&nbsp;ก็จะเพิ่มปริมาณการสต๊อกน้ำยางสดในจุดนั้นเพิ่มขึ้น&nbsp;</p><p><strong>สิ่งที่การยางแห่งประเทศไทยต้องการคือ&nbsp;เมื่อสมาชิกนำน้ำยางมาฝากไว้</strong>&nbsp;ซึ่งเก็บได้นานถึง&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;โดยที่คุณภาพน้ำยางและเปอร์เซ็นต์ยางไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;สมาชิกที่ขายน้ำยางอยู่ประจำจะไม่ถูกกดราคา&nbsp;เพราะสหกรณ์มีการชะลอ&nbsp;เลือกเวลาขายที่ได้กำไร&nbsp;และในระดับประเทศหากทุก&nbsp;ๆ&nbsp;ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของเกษตรกรสามารถชะลอการขายได้จะเกิดประโยชน์ในภาพรวม&nbsp;อำนาจต่อรองจะอยู่ในเมืองเกษตรกร&nbsp;ผ่าน&nbsp;กยท.พ่อค้าจะเป็นฝ่ายวิ่งมาหา&nbsp;กยท.และวิ่งหาชาวสวน&nbsp;อำนาจต่อรองจะอยู่ในมือเกษตรกร</p><p><strong>ทางด้านนายสมพล&nbsp;เก้าเอี้ยน&nbsp;ประธานสหกรณ์การเกษตรทุ่งยาว</strong>&nbsp;อ.ปะเหลียน&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ตอนนี้สหกรณ์ทุ่งยาวสามารถเก็บสต๊อกน้ำยางสด&nbsp;เพื่อชะลอขายได้รอบละ&nbsp;20&nbsp;ตัน&nbsp;แต่ศักยภาพจะรับได้รอบละ&nbsp;60&nbsp;ตัน&nbsp;ขณะนี้ทำมาแล้ว&nbsp;2&nbsp;รอบ&nbsp;โดยรอบนี้ถ้าขายในวันนี้จะได้ส่วนต่างกิโลกรัมละ&nbsp;3&nbsp;บาท&nbsp;ซึ่งในการชะลอจะดูราคาส่วนต่างให้ได้กำไร&nbsp;หลักๆต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในการขายน้ำยาง&nbsp;หากช่วงราคาไม่ดีสามารถหมุนมาฝากไว้ก่อน&nbsp;สหกรณ์ก็ดึงราคาไว้&nbsp;และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมไม่ขาดทุน&nbsp;ก็นำออกขายได้&nbsp;โดยกยท.จะเสนอขายในตลาดกลาง&nbsp;เจรจากับคู่ค้าโดยตรง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-17T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220117120958891
120	แจงมาตรการสนับสนุนทางการเงิน ส่งเสริมการทำนาวิถีใหม่ ลดต้นทุนการผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม	<p><strong>นายณัฏฐกิตติ์&nbsp;ของทิพย์&nbsp;รองอธิบดีกรมการข้าว</strong>&nbsp;ประชุมชี้แจงมาตรการสนับสนุนทางการเงิน&nbsp;&nbsp;ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อน&nbsp;จากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp;ผ่านระบบประชุมทางไกลออนไลน์ด้วยโปรแกรม&nbsp;Zoom&nbsp;Meeting&nbsp;โดยมีผู้อำนวยการโครงการ&nbsp;Rice&nbsp;NAMA&nbsp;องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน&nbsp;(GIZ)&nbsp;กล่าวแนะนำโครงการ&nbsp;&nbsp;การประชุมในครั้งนี้เป็นการชี้แจงหลักเกณฑ์และแผนการดําเนินงานมาตรการสนับสนุนทางการเงินของโครงการ&nbsp;รวมทั้งมาตรการเงินอุดหนุนเพิ่มเติม&nbsp;โดยโครงการได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก&nbsp;NAMA&nbsp;Facility&nbsp;จํานวน&nbsp;8.4&nbsp;ล้านยูโร&nbsp;โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร&nbsp;(ธ.ก.ส.)&nbsp;เป็นผู้จัดการเงินทุนสนับสนุน&nbsp;เพื่อส่งเสริมให้ชาวนาสามารถเข้าถึงการปรับใช้เทคโนโลยีในการทํานาได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;เกิดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทํานาและไม่เพิ่มภาระทางการเงินให้แก่ชาวนา&nbsp;</p><p><strong>โดยดําเนินการในพื้นที่เขตชลประทานภาคกลาง&nbsp;6&nbsp;จังหวัดคือ</strong>&nbsp;จังหวัดชัยนาท&nbsp;จังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;จังหวัดอ่างทอง&nbsp;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;จังหวัดปทุมธานีและจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;ในช่วงนำร่องของโครงการฯ&nbsp;ได้มีการใช้เงินทุนสนับสนุนในรูปแบบของการสนับสนุนเงินทุนล่วงหน้าแก่ชาวนา&nbsp;เพื่อการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์&nbsp;แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;จึงได้มีการปรับเปลี่ยนข้อเสนอโครงการเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนทางการเงินและได้รับอนุมัติในการดําเนินงานมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ชาวนาและผู้ให้บริการ&nbsp;ได้แก่&nbsp;มาตรการควบคู่สําหรับชาวนา(เงินทุนหมุนเวียนพร้อมเงินอุดหนุน)&nbsp;เพื่อการเตรียมดินและการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์และมาตรการเงินอุดหนุนผู้ให้บริการเพื่อการลงทุนในชุดอุปกรณ์ปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์&nbsp;เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวนาและผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-17T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220117181517150
121	เดินหน้าโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร รณรงค์เข้มข้นพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี	<p><strong>นางอัญชลี&nbsp;สุวจิตตานนท์&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;เดินหน้าโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรและปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรมาทำการเกษตรแบบปลอดการเผา&nbsp;โดยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา&nbsp;เพื่อเร่งรัด&nbsp;จัดการและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;และเนื่องจากจังหวัดสุพรรณบุรีมีจุดความร้อน&nbsp;(hotspot)&nbsp;ในพื้นที่การเกษตร&nbsp;โดยการสำรวจในปี&nbsp;2564&nbsp;จำนวนมากถึง&nbsp;96&nbsp;จุด&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;จึงดำเนินการจัดงานรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;เน้นการถ่ายทอดความรู้และสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา&nbsp;ช่วงการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ทำการเกษตร&nbsp;</p><p><strong>ภายในงานมีการสาธิตการใช้เครื่องตัดตอซัง</strong>&nbsp;การไถกลบและการหว่านปอเทือง&nbsp;พร้อมสถานีการเรียนรู้&nbsp;จำนวน&nbsp;4&nbsp;สถานี&nbsp;สำหรับ&nbsp;ในปี&nbsp;2565&nbsp;จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;ได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถเป็นวิทยากรได้&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;กลุ่มๆ&nbsp;ละ&nbsp;60&nbsp;ราย&nbsp;ดำเนินการรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่น&nbsp;ณ&nbsp;อำเภอดอนเจดีย์&nbsp;เกษตรกรเข้าร่วม&nbsp;200&nbsp;ราย&nbsp;</p><p><strong>โดยมีกิจกรรมสร้างการรับรู้และกิจกรรม</strong>&nbsp;เสนอทางเลือกลดการเผาอย่างรอบด้าน&nbsp;ซึ่งจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าจำนวนจุดความร้อน&nbsp;(hotspot)&nbsp;ในพื้นที่การเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;มีแนวโน้มลดลง&nbsp;ตั้งแต่ปี&nbsp;2562&nbsp;-&nbsp;2564&nbsp;และในปี&nbsp;2565&nbsp;นี้&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายให้พื้นที่เผาไหม้และจุดความร้อน&nbsp;(hotspot)&nbsp;ในพื้นที่การเกษตร&nbsp;ของจังหวัดสุพรรณบุรีลดลง&nbsp;ฝุ่นละอองขนาดเล็ก&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;ลดลง&nbsp;พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์&nbsp;สภาพอากาศดีขึ้น&nbsp;และสุขภาพของประชาชนที่ดีขึ้นกว่าเดิม&nbsp;หากเกษตรกรท่านใดสนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร&nbsp;สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118095945271
122	กรมปศุสัตว์ ยกระดับการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและรายย่อย พร้อมมาตรการส่งเสริมฟื้นฟูผู้เลี้ยงสุกร	<p><strong>นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;เผยว่า</strong>&nbsp;ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้มีการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทุกภาคด้าน&nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยทางด้านอาหารของผู้บริโภคภายในประเทศ&nbsp;รวมถึงความมั่นคงทางด้านอาชีพของเกษตรกรด้านปศุสัตว์&nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย&nbsp;ยังประสบปัญหาต่างๆ&nbsp;เช่น&nbsp;ปัญหาโรคระบาด&nbsp;ทำให้เพิ่มต้นทุนของฟาร์ม&nbsp;เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาสัตว์ป่วยและทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ&nbsp;เนื่องจากผลผลิตลดลง&nbsp;</p><p><strong>กรมปศุสัตว์&nbsp;จึงมีนโยบายให้มีการขับเคลื่อนฟาร์ม</strong>ที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร&nbsp;(GFM)&nbsp;เพื่อยกระดับการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย&nbsp;ให้มีการจัดการที่มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ&nbsp;ซึ่งเป็นการลดปัญหาจากโรคระบาดและส่งเสริมให้สินค้าปศุสัตว์มีความปลอดภัย&nbsp;โดยระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;(GFM)&nbsp;ซึ่งเกษตรกรสามารถปฏิบัติตามได้ง่าย&nbsp;ไม่ซับซ้อนและใช้ต้นทุนต่ำ&nbsp;สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด&nbsp;ที่อาจทำให้เกิดความสูญเสียที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดโรคระบาดได้&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;กรมปศุสัตว์&nbsp;ได้วางมาตรการการส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกร</strong>&nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(ASF)&nbsp;โดยในเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในเกษตรกรรายเล็กและรายย่อยนั้น&nbsp;ในระยะแรก&nbsp;กรมปศุสัตว์สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศให้คำแนะนำและสำรวจความต้องการการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรภายใต้ตามมาตรการประเมินความเสี่ยงและเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยจะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ดี&nbsp;ที่ถูกต้องและความพร้อมในการเลี้ยงสุกรใหม่ภายใต้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ&nbsp;</p><p><strong>กรมปศุสัตว์&nbsp;มีมาตรการส่งเสริม&nbsp;สนับสนุน&nbsp;ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น</strong>&nbsp;เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร&nbsp;พร้อมเร่งผลักดันและส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้&nbsp;ความเข้าใจในการเลี้ยงสัตว์และการจัดการที่ถูกต้อง&nbsp;ปัจจุบันกรมปศุสัตว์มีการรับรองฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในปศุสัตว์&nbsp;10&nbsp;ชนิด&nbsp;ได้แก่&nbsp;สัตว์ปีกพื้นเมือง&nbsp;ไก่ไข่&nbsp;เป็ดเนื้อ&nbsp;เป็ดไข่&nbsp;โคนม&nbsp;โคเนื้อ&nbsp;กระบือ&nbsp;แพะ&nbsp;แกะ&nbsp;และสุกร</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118100323278
123	ผู้ว่าฯ ตรัง มอบปัจจัยการผลิตโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน	<p><strong>วันนี้&nbsp;(18&nbsp;ม.ค.2565)&nbsp;นายขจรศักดิ์&nbsp;เจริญโสภา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง</strong>&nbsp;เป็นประธานในพิธีมอบปัจจัยการผลิตโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนให้เกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;(COVID-19)&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดตรัง&nbsp;จำนวน&nbsp;3,000&nbsp;ราย&nbsp;และส่งมอบปัจจัยการผลิตให้แก่ตัวแทนเกษตรกร&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;อำเภอ&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;(COVID-19)&nbsp;</strong>ซึ่งแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นทั่วโลก&nbsp;รวมทั้งประเทศและในจังหวัดตรังเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว&nbsp;และจากข้อมูลระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาแบบชี้เป้า&nbsp;(Thai&nbsp;people&nbsp;Map)&nbsp;จังหวัดตรังมีคนจน&nbsp;12,105&nbsp;คน&nbsp;คิดเป็น&nbsp;3.10%&nbsp;ของทั้งหมดโดยมีปัญหาด้านรายได้&nbsp;5,137&nbsp;คน&nbsp;ปัญหาด้านความเป็นอยู่&nbsp;4,092&nbsp;คน&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งเป้าหมายเป็นกลุ่มคนเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน&nbsp;</strong>เพื่อให้มีรายได้เพิ่มลดค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาตามวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&nbsp;และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างงาน&nbsp;สร้างรายได้&nbsp;ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดไวรัสโคโรนาและกลุ่มคนเปราะบางตามเป้าหมาย&nbsp;เพื่อการส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหารเป็นคลังอาหารภายในครัวเรือน&nbsp;ในระหว่างที่เกษตรหรือประชาชนต้องอยู่ประจำบ้านไม่สะดวกในการเดินทางออกนอกบ้านหรืออาจเกิดสภาวะการแพร่ระบาดของโรค&nbsp;COVID-19&nbsp;ที่รุนแรงขึ้น&nbsp;</p><p><strong>เกษตรกรสามารถมีแหล่งอาหารที่เพียงพอสมบูรณ์&nbsp;และเป็นแหล่งอาหารที่ทุกคนบริโภคได้ตลอดทั้งปี&nbsp;</strong>และสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี&nbsp;ตลอดจนสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพหลักต่อไปได้&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อตอบสนองความปกติใหม่&nbsp;(New&nbsp;Normal)&nbsp;ที่รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา&nbsp;ได้มีแหล่งอาหารโปรตีนไว้บริโภคในครัวเรือน&nbsp;เพื่อลดรายจ่าย&nbsp;เพิ่มรายได้และสามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ&nbsp;สู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน&nbsp;</p><p><strong>โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีแหล่งอาหาร</strong>โปรตีนบริโภคในครัวเรือน&nbsp;และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการลดรายจ่ายในครัวเรือนตลอดจนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้&nbsp;ทักษะในการเลี้ยงไก่ไข่และสามารถจำหน่ายเพิ่มรายได้&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118101216290
124	ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง  ร่วมกับอำเภอรัษฎาและองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไพร อำเภอรัษฎา  จังหวัดตรัง  ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรทุ่งซาฟารี ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่นับพันไร่  และแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ  ในช่วงเช้าจะพบทะเลหมอกส่วนช่วงเย็นจะพบกับพระอาทิตย์ตกระหว่างหุบเขา  ลงทุนหลักร้อยชมวิวหลักล้าน	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ที่สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;อำเภอรัษฎา&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</strong>นายมนต์ชัย&nbsp;หนูสาย&nbsp;ปลัดอำเภอ&nbsp;(เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองชำนาญการพิเศษ)&nbsp;รักษาราชการแทนนายอำเภอรัษฎา&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นางจรุณี&nbsp;ดำช่วย&nbsp;รักษาราชการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;,&nbsp;นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไพร,&nbsp;เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอรัษฎา,&nbsp;เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;ลงพื้นที่สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;อำเภอรัษฎา&nbsp;หรือทุ่งหญ้าซาฟารี&nbsp;ทั้งนี้สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;อำเภอรัษฎา&nbsp;ได้ปลูกหญ้าหลากหลายสายพันธุ์&nbsp;บนเนื้อที่กว่าพันไร่&nbsp;เพื่อเป็นแหล่งอาหารสัตว์&nbsp;ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ทางด้าน&nbsp;นายมนต์ชัย&nbsp;หนูสาย&nbsp;ปลัดอำเภอ&nbsp;</strong>(เจ้าพนักงานงานฝ่ายปกครองชำนาญการพิเศษ)&nbsp;รักษาราชการแทนนายอำเภอรัษฎา&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;อำเภอรัษฎา&nbsp;มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม&nbsp;เป็นที่รู้จักของประชาชนในพื้นที่&nbsp;รวมถึงประชาชนนักท่องเที่ยวทั่วไป&nbsp;เดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก&nbsp;และแหล่งที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของอำเภอรัษฎา&nbsp;คือที่ที่สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;อำเภอรัษฎา&nbsp;นั้นทางที่สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;ได้ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด&nbsp;เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ&nbsp;โดยใช้พื้นที่กว่าพันไร่ในการปลูกหญ้า&nbsp;มีทุ่งหญ้าเขียวขจี&nbsp;พร้อมด้วยต้นไม้อีกหลากหลายชนิดที่ร่วมกันอนุรักษ์&nbsp;โดยไม่มีการตัดต้นไม้แต่อย่างใด&nbsp;ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ&nbsp;สัมผัสอากาศบริสุทธิ์&nbsp;ท่ามกลางหุบเขาและทุ่งหญ้า&nbsp;พร้อมด้วยแหล่งน้ำสองฟากฝั่งของตำบลหนองบังและตำบลเขาไพร&nbsp;เนื้อที่แหล่งน้ำกว่า&nbsp;4&nbsp;ร้อยไร่&nbsp;การเดินทางมาท่องเที่ยวที่ทุ่งหญ้าซาฟารี&nbsp;ที่อำเภอรัษฎานั้นเป็นการลงทุนหลักร้อยชมวิวหลักล้าน&nbsp;&nbsp;อีกทั้งยังจะได้รับความรู้เกี่ยวกับหญ้าสายพันธุ์ต่างๆที่ปลูกในพื้นที่</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ในขณะที่&nbsp;นางจรุณี&nbsp;ดำช่วย&nbsp;รักษาราชการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ในช่วงเช้าจะพบทะเลหมอกส่วนช่วงเย็นจะพบกับพระอาทิตย์ตกระหว่างหุบเขา&nbsp;เป็นภาพที่สวยงามอย่างมาก&nbsp;จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว&nbsp;เดินทางมาท่องเที่ยวที่ทุ่งซาฟารี&nbsp;ที่บริเวณสถานีพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง&nbsp;อำเภอรัษฎา&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;ได้ทุกวัน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-18T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118105427338
125	ปศุสัตว์จังหวัดตรัง จัดพิธีมอบปัจจัยการผลิตโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน	<p><strong>วันนี้&nbsp;(18&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;นายขจรศักดิ์&nbsp;เจริญโสภา</strong>&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง&nbsp;เป็นประธานในพิธีมอบปัจจัยการผลิตโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนให้เกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;(COVID-19)&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดตรัง&nbsp;จำนวน&nbsp;3,000&nbsp;ราย&nbsp;และส่งมอบปัจจัยการผลิตให้แก่ตัวแทนเกษตรกร&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;อำเภอ&nbsp;</p><p><strong>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;(COVID-19)</strong>&nbsp;ซึ่งแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นทั่วโลก&nbsp;รวมทั้งประเทศไทย&nbsp;จังหวัดตรังเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว&nbsp;และจากข้อมูลระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาแบบชี้เป้า&nbsp;(Thai&nbsp;people&nbsp;Map)&nbsp;จังหวัดตรังมีคนจน&nbsp;12,105&nbsp;คน&nbsp;คิดเป็น&nbsp;3.10%&nbsp;ของทั้งหมด&nbsp;โดยมีปัญหาด้านรายได้&nbsp;5,137&nbsp;คน&nbsp;ปัญหาด้านความเป็นอยู่&nbsp;4,092&nbsp;คน&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งเป้าหมายเป็นกลุ่มคนเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน&nbsp;</strong>เพื่อให้มีรายได้เพิ่มลดค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาตามวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&nbsp;และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างงาน&nbsp;สร้างรายได้&nbsp;ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดไวรัสโคโรนาและกลุ่มคนเปราะบางตามเป้าหมาย&nbsp;&nbsp;เพื่อการส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหารเป็นคลังอาหารภายในครัวเรือน&nbsp;ในระหว่างที่เกษตรหรือประชาชนต้องอยู่ประจำบ้านไม่สะดวกในการเดินทางออกนอกบ้านหรืออาจเกิดสภาวะการแพร่ระบาดของโรค&nbsp;COVID-19&nbsp;ที่รุนแรงขึ้น&nbsp;เกษตรกรสามารถมีแหล่งอาหารที่เพียงพอสมบูรณ์&nbsp;และเป็นแหล่งอาหารที่ทุกคนบริโภคได้ตลอดทั้งปี&nbsp;และสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี&nbsp;ตลอดจนสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพหลักต่อไปได้&nbsp;</p><p><strong>สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่</strong>เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อตอบสนองความปกติใหม่&nbsp;&nbsp;(New&nbsp;Normal)&nbsp;ที่รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา&nbsp;ได้มีแหล่งอาหารโปรตีนไว้บริโภคในครัวเรือน&nbsp;เพื่อลดรายจ่าย&nbsp;เพิ่มรายได้และสามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ&nbsp;สู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน&nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีแหล่งอาหารโปรตีนบริโภคในครัวเรือน&nbsp;และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการลดรายจ่ายในครัวเรือนตลอดจนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้&nbsp;ทักษะในการเลี้ยงไก่ไข่และสามารถจำหน่ายเพิ่มรายได้</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118105812340
126	จ.จันทบุรีประชุมเตรียมความพร้อมในการส่งออกผลไม้จังหวัดจันทบุรีโดยมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดในโรงคัดบรรจุรวมถึงสวนขณะเก็บเกี่ยวผลผลิต	<p><strong>วันนี้&nbsp;(&nbsp;18&nbsp;ม.ค.65&nbsp;)&nbsp;ที่&nbsp;ห้องประชุมไพลิน&nbsp;องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี</strong>&nbsp;นายสุธี&nbsp;ทองแย้ม&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี&nbsp;ประธานการประชุมเตรียมความพร้อมในการส่งออกผลไม้จังหวัดจันทบุรี&nbsp;โดยมี&nbsp;นายชลธี&nbsp;นุ่มหนู&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่&nbsp;6&nbsp;&nbsp;เกษตรจังหวัดจันทบุรี&nbsp;&nbsp;เกษตรจังหวัดระยอง&nbsp;&nbsp;เกษตรจังหวัดตราด&nbsp;&nbsp;นายกสมาคมทุเรียนไทย&nbsp;TDA&nbsp;และนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย&nbsp;ภาคตะวันออก&nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการการส่งออกผลไม้เข้าร่วมประชุม&nbsp;โดยมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดในโรงคัดบรรจุรวมถึงสวนขณะเก็บเกี่ยวผลผลิต&nbsp;ต้องมีมาตรการควบคุมการเข้าออก&nbsp;&nbsp;แยกพื้นที่การผลิตออกจากส่วนสำนักงาน&nbsp;บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าพื้นที่ผลิต&nbsp;งดกิจกรรมต่างๆ&nbsp;ที่ไม่จำเป็น&nbsp;&nbsp;จัดให้มีบุคลากรสำหรับคัดกรองคนเข้าโรงงานคัดบรรจุนอกจากตรวจวัดอุณหภูมิแล้วต้องซักถามอาการไอ&nbsp;จาม&nbsp;การเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง&nbsp;หากมีอาการ&nbsp;ห้ามเข้า&nbsp;ทำความสะอาดยานพาหนะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมเป็นที่ยอมรับของ&nbsp;FAO/WHO&nbsp;ก่อนเข้าโรงงาน&nbsp;&nbsp;จัดให้มีเจ้าหน้าที่ควบคุมสุขอนามัยของพนักงานภายในโรงคัดบรรจุ&nbsp;&nbsp;โรงคัดบรรจุจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆ&nbsp;ที่มีการผลิตให้เพียงพอ&nbsp;พนักงานล้างมือบ่อยๆ&nbsp;หรือทุกครั้งที่สัมผัส&nbsp;&nbsp;เว้นระยะห่างในการทำงานอย่างน้อย&nbsp;1-2&nbsp;เมตร&nbsp;ไม่หันหน้าเข้าหากัน&nbsp;&nbsp;เปลี่ยนถุงมือ&nbsp;หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่&nbsp;ชำรุด&nbsp;เปียก&nbsp;สกปรก&nbsp;เมื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของวัตถุดิบ&nbsp;ล็อตการผลิต&nbsp;หรือทุก&nbsp;4&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;&nbsp;ทำความสะอาดโรงงาน&nbsp;พื้น&nbsp;วัสดุและอุปกรณ์ก่อนและหลังเลิกการผลิตและทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมทั้งภายนอกและภายใน</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;จากการประชุมคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก&nbsp;</strong>ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;9&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;พบว่าในปีนี้จังหวัดจันทบุรีมีผลผลิตไม้ผลรวมทั้ง&nbsp;4&nbsp;ชนิด&nbsp;ได้แก่&nbsp;ทุเรียน&nbsp;เงาะ&nbsp;มังคุด&nbsp;และ&nbsp;ลองกอง&nbsp;ของจังหวัดจันทบุรี&nbsp;มีเนื้อที่ยืนต้นรวม&nbsp;448,241&nbsp;ไร่&nbsp;เพิ่มขึ้น&nbsp;17,377&nbsp;ไร่&nbsp;คิดเป็นร้อยละ&nbsp;3.69&nbsp;มีเนื้อที่ให้ผลรวม&nbsp;410,524&nbsp;ไร่&nbsp;เพิ่มขึ้น&nbsp;1,531&nbsp;ไร่&nbsp;คิดเป็นร้อยละ&nbsp;0.37&nbsp;มีปริมาณผลผลิตโดยรวม&nbsp;722,037&nbsp;ตัน&nbsp;เพิ่มขึ้น&nbsp;137,282&nbsp;ตัน&nbsp;คิดเป็นร้อยละ&nbsp;23.48&nbsp;ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย&nbsp;1,759&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;เพิ่มขึ้น&nbsp;329&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;&nbsp;สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด&nbsp;เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนกันยายน&nbsp;2564&nbsp;โดยจะออกกระจุกตัวสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม&nbsp;2565&nbsp;</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคตะวันออก	จันทบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118113532366
127	เตรียมปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยเพิ่มอีก 12 ตัว  13 กุมภาพันธ์นี้	<p><strong>นายอรรถพร&nbsp;ศรีเหรัญ&nbsp;ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย&nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร&nbsp;จะปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย&nbsp;รอบที่&nbsp;11&nbsp;ในปีนี้กลับคืนสู่ธรรมชาติในวันที่&nbsp;13&nbsp;กุมภาพันธ์นี้&nbsp;ภายในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก&nbsp;จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;หลังองค์การสวนสัตว์ฯประสบความสำเร็จการเพาะขยายพันธุ์และปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติมาตั้งแต่ปี&nbsp;2554&nbsp;จนถึงปัจจุบัน&nbsp;พบนกกระเรียนพันธุ์ไทยสามารถมีชีวิตรอดอยู่ในธรรมชาติได้แล้ว&nbsp;133&nbsp;ตัว&nbsp;</p><p><strong>ปีนี้นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติมี&nbsp;12&nbsp;ตัว</strong>&nbsp;แบ่งเป็น&nbsp;เพศผู้&nbsp;8&nbsp;ตัว&nbsp;และเพศเมีย&nbsp;4&nbsp;ตัว&nbsp;โดยเลือกปล่อยในช่วงวันแห่งความรัก&nbsp;เนื่องจากเป็นนกกระเรียนมีความโดดเด่นเรื่องของรักแท้และเป็นนกที่จับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต&nbsp;ที่สำคัญจะเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งเดียวที่มีความสำคัญและโดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีความเชื่อมโยงกับวิถีชุมชนและองค์ความรู้ท้องถิ่นสอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมของประเทศ</p><p><strong>สำหรับนกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็น&nbsp;1&nbsp;ในสัตว์สงวน&nbsp;19&nbsp;ชนิดของไทย</strong>&nbsp;เป็นนกขนาดใหญ่&nbsp;คอยาว&nbsp;หัวและคอเป็นหนังเปลือยสีแดงสด&nbsp;กระหม่อมเป็นแผ่นกระดูกแข็งสีเทา&nbsp;ขนลำตัวสีเทา&nbsp;ขายาวสีแดงสด&nbsp;พบตามท้องนาและพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆของไทย&nbsp;ปัจจุบันองค์การสวนสัตว์ฯ&nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติ&nbsp;สัตว์ป่า&nbsp;และพันธุ์พืช&nbsp;และคณะวนศาสตร์&nbsp;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&nbsp;ได้เพาะพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยในกรงเลี้ยง&nbsp;ทำการศึกษาแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติไปหลายครั้งแล้วในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก&nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด&nbsp;และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน&nbsp;จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;และพื้นที่โดยรอบ&nbsp;โดยทั้ง&nbsp;3&nbsp;แห่งถือเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่เหมาะกับการอยู่อาศัยของนกหลายชนิดและเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติ&nbsp;มีความสำคัญด้านทรัพยากรธรรมชาติ&nbsp;&nbsp;นันทนาการ&nbsp;การท่องเที่ยวและสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชน</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118192856667
128	ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี เปิดศูนย์ปฏิบัติการ(War room) เฝ้าระวัง ควบคุมป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF)	<p><strong>วานนี้&nbsp;(17&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นายสัตวแพทย์กรรัตน์&nbsp;คุ้มกระ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;</strong>เปิดศูนย์ปฏิบัติการ(War&nbsp;room)&nbsp;เฝ้าระวัง&nbsp;ควบคุมป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;&nbsp;(African&nbsp;Swine&nbsp;Fever&nbsp;:&nbsp;ASF)&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;และ&nbsp;ผ่านระบบ&nbsp;Zoom&nbsp;โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีเข้าร่วมประชุม&nbsp;ที่ประชุมชี้แจงแผนปฏิบัติการในการเตรียมพร้อมเผชิญเหตุกรณีตรวจพบโรคระบาดในพื้นที่&nbsp;และชี้แจงมาตรการ&nbsp;การควบคุม&nbsp;ป้องกัน&nbsp;แก้ไขสถานการณ์&nbsp;เตรียมข้อมูลจำนวนเกษตรกร&nbsp;จำนวนสุกร&nbsp;โรงฆ่าสุกร&nbsp;เขียงจำหน่าย&nbsp;ร้านขายอาหารสัตว์&nbsp;และข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย&nbsp;กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน&nbsp;การเฝ้าระวัง&nbsp;ป้องกันและกำจัดโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกร&nbsp;ให้ปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา&nbsp;โดยไม่มีการสร้างเงื่อนไขต่างๆ&nbsp;เพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากเกษตรกร&nbsp;และผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;</p><p><strong>โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสุกรหรือซากสุกร</strong>&nbsp;ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยหลักเกณฑ์&nbsp;และเงื่อนไขการอนุญาตเคลื่อนย้ายสุกร&nbsp;หมูป่า&nbsp;หรือซากสุกร&nbsp;ซากหมูป่า&nbsp;เข้า&nbsp;ออก&nbsp;ผ่าน&nbsp;หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;พ.ศ.2564&nbsp;โดยเคร่งครัด&nbsp;ชี้แจงแนวทางการส่งเสริมยกระดับฟาร์มมาตรฐาน&nbsp;GFM&nbsp;และ&nbsp;&nbsp;GAP&nbsp;&nbsp;ตลอดจนจัดทำคำสั่งมอบหมายในการปฏิบัติหน้าที่&nbsp;และการรับเรื่องจากเกษตรกร&nbsp;ตลอด&nbsp;24&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;ตามข้อสั่งการของนายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>สวท.เพชรบุรี/18&nbsp;ม.ค.65</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สวท.เพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118153949518
129	กรมชลประทาน ย้ำทุกภาคส่วนร่วมใจประหยัดน้ำต้านภัยแล้ง	"<p><strong>นายทวีศักดิ์&nbsp;ธนเดโชพล&nbsp;รองอธิบดีกรมชลประทาน</strong>&nbsp;ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ&nbsp;ผ่านระบบ&nbsp;Video&nbsp;Conference&nbsp;ไปยังสำนักงานชลประทานที่&nbsp;1-17&nbsp;ว่า&nbsp;ปัจจุบัน&nbsp;(18&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ&nbsp;มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น&nbsp;55,998&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;74&nbsp;ของความจุอ่างฯรวมกัน&nbsp;มีน้ำใช้การได้&nbsp;32,068&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ&nbsp;8,987&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;คิดเป็นร้อยละ&nbsp;40&nbsp;ของปริมาณน้ำใช้การได้&nbsp;</p><p><strong>สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง&nbsp;ปี&nbsp;2564/65</strong>&nbsp;ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้วกว่า&nbsp;4&nbsp;ล้านไร่&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;72&nbsp;ของแผนฯ&nbsp;เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา&nbsp;เพาะปลูกไปแล้ว&nbsp;ประมาณ&nbsp;3&nbsp;ล้านไร่&nbsp;เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ&nbsp;16&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่&nbsp;ดำเนินการสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้&nbsp;และดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ&nbsp;ปี&nbsp;2564/65&nbsp;ทั้ง&nbsp;8&nbsp;มาตรการ&nbsp;อย่างเคร่งครัด&nbsp;</p><p><strong>พร้อมเน้นย้ำให้ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้&nbsp;""ประหยัดน้ำ&nbsp;เท่ากับ&nbsp;บริจาค""</strong>&nbsp;ภายใต้โครงการ&nbsp;""ประหยัดน้ำ&nbsp;ทางรอดต้านแล้ง""&nbsp;เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำก่อนที่วิกฤติภัยแล้งจะมาถึงและร่วมแรงร่วมใจใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>"	2022-01-18T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118193051675
130	ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ พิจารณาคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น (สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์)	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สพ.ญ.ศรีสมัย&nbsp;โชติวนิช&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ&nbsp;</strong>พร้อมด้วย&nbsp;นายลิขิต&nbsp;อุปมา&nbsp;ผอ.ส่วนส่งเสริมฯ&nbsp;สนง.ปศข.&nbsp;3,&nbsp;และเจ้าหน้าที่&nbsp;สนง.ปศจ.ชัยภูมิ&nbsp;ร่วมต้อนรับคณะอนุกรรมการโครงการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ&nbsp;กรมปศุสัตว์&nbsp;ประจำปี&nbsp;พ.ศ.2565&nbsp;ลงพื้นที่เชิงประจักษ์&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ&nbsp;โดยมี&nbsp;นายวิวัฒน์&nbsp;ไชยชะอุ่ม&nbsp;ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์เป็นประธาน&nbsp;พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ&nbsp;เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น&nbsp;(สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์)</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>โดยเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นระดับเขตภาคอีสานตอนล่าง&nbsp;</strong>เป็น&nbsp;1&nbsp;ใน&nbsp;9&nbsp;ราย&nbsp;ที่จะเข้ารับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ&nbsp;คือ&nbsp;นายวาสนา&nbsp;นาคดิลก&nbsp;สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์&nbsp;ไก่เนื้อ&nbsp;จำนวน&nbsp;100,000&nbsp;ตัว&nbsp;และ&nbsp;โคเนื้อ&nbsp;จำนวน&nbsp;7&nbsp;ตัว&nbsp;มีจุดเด่นด้าน&nbsp;1.ความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์&nbsp;หมั่นศึกษาหาความรู้&nbsp;มีการคิดวิเคราะห์&nbsp;สังเคราะห์ข้อมูล&nbsp;ค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา&nbsp;พัฒนางานที่ทำอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ย่อท้อ&nbsp;2.การวางแผนจัดการด้านการเงิน&nbsp;3.มีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในฟาร์ม&nbsp;นำระบบ&nbsp;IOT&nbsp;มาช่วยบริหารจัดการ&nbsp;(นำเซ็นเซอร์และกล้องวงจรปิดมาช่วยจัดการข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ&nbsp;)&nbsp;เพื่อช่วยจัดการด้านการควบคุมอุณหภูมิ&nbsp;ความชื้น&nbsp;การทำงานของระบบคูลลิ่งแพด&nbsp;และแรงลม&nbsp;ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า&nbsp;ลดการใช้คน&nbsp;ลดความเสี่ยงในการควบคุมโรคระบาดต่างๆ&nbsp;4.มีการนำสมุนไพร&nbsp;ฟ้าทะลายโจร&nbsp;สะเดา&nbsp;เข้ามาใช้ในฟาร์มไก่เนื้อ&nbsp;ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น&nbsp;ต้นทุนลดลง&nbsp;5.ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร&nbsp;ในการนำปุ๋ยมูลไก่มาใช้ประโยชน์สามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังจากไร่ละ&nbsp;2-3&nbsp;ตัน&nbsp;เป็นไร่ละ&nbsp;6-8&nbsp;ตัน&nbsp;รวมทั้งมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าสามารถนำไปใช้ในการเพิ่มผลผลิตในพืชหรือผักอื่นๆ&nbsp;เป็นผู้มีใจโอบอ้อมอารี&nbsp;ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับเพื่อนเกษตรกร&nbsp;ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้ประสบผลสำเร็จในอาชีพ&nbsp;สามารถรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง&nbsp;จดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรไก่เนื้อชัยภูมิ&nbsp;จำกัด</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สามารถเพิ่มผลกำไรในการเลี้ยงไก่เนื้อ&nbsp;</strong>สร้างความยั่งยืนในอาชีพ&nbsp;รวมทั้งสามารถเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น&nbsp;หรือกลุ่มอื่นให้มีศักยภาพในการแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไป</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-18T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ชัยภูมิ	สวท.ชัยภูมิ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118182735642
131	สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ประทานสิ่งของพระราชทานเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกรที่จังหวัดอุดรธานี	"<p><strong>สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;ประทานสิ่งของพระราชทานเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกรที่จังหวัดอุดรธานี&nbsp;</strong></p><p><br></p><p><strong>ศาสตราจารย์&nbsp;ดร.</strong><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี</strong><strong>&nbsp;</strong>ประทานความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี&nbsp;วันที่&nbsp;18&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ที่&nbsp;อประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองอุดรธานี&nbsp;จังหวัดอุดรธานี&nbsp;ศาสตราจารย์&nbsp;ดร.<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;</span>โปรดให้&nbsp;นายวิเชียร&nbsp;จันทรโณทัย&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา&nbsp;เป็นผู้เชิญสิ่งของพระราชทาน&nbsp;(กล่องสิ่งของพระราชทาน&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;ข้าวสาร&nbsp;อาหารแห้ง&nbsp;ปลากระป๋อง&nbsp;ขนมแห้ง&nbsp;และอื่นๆ)&nbsp;มอบแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี&nbsp;โดยมี&nbsp;นายจำรัส&nbsp;กังน้อย&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี&nbsp;และนายอำเภอ&nbsp;จาก&nbsp;11&nbsp;อำเภอ&nbsp;เข้ารับมอบสิ่งของพระราชทาน&nbsp;เพื่อนำไปมอบให้การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;12&nbsp;อำเภอ&nbsp;ของจังหวัดอุดรธานี&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;จำนวน&nbsp;100&nbsp;ราย&nbsp;</p><p><strong>นายจำรัส&nbsp;กังน้อย&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี&nbsp;เป็นตัวแทนเกษตรกร</strong>ในพื้นที่&nbsp;12&nbsp;อำเภอที่ได้รับผลกระทบ&nbsp;กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี</span></p><p>&nbsp;ทรงมีพระเมตตาต่อเกษตรกร&nbsp;และทรงพระกรุณาพระราชทานสิ่งของให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบในครั้งนี้&nbsp;ยังความปลาบปลื้มปิติและสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น&nbsp;จังหวัดอุดรธานีมีผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;12&nbsp;อำเภอ&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;อำเภอเมืองอุดรธานี&nbsp;18&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอกุดจับ&nbsp;19&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอพิบูลรักษ์&nbsp;3&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอน้ำโสม&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอบ้านดุง&nbsp;18&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอกู่แก้ว&nbsp;2&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอเพ็ญ&nbsp;2&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอกุมภวาปี&nbsp;7&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอศรีธาตุ&nbsp;2&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอนายูง&nbsp;1&nbsp;ราย&nbsp;อำเภอโนนสะอาด&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;และอำเภอประจักษ์ศิลปาคม&nbsp;8&nbsp;ราย&nbsp;จำนวนสุกรที่สงสัยว่าติดเชื้อและถูกกำจัดจำนวนกว่า&nbsp;4,000&nbsp;ตัว</p><p><br></p><p>ทีมข่าว&nbsp;ส.ปชส.อด.&nbsp;ศรีภูมิ&nbsp;ทองใหญ่&nbsp;ณ&nbsp;อยุธยา&nbsp;ข่าว/ภาพ</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-18T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อุดรธานี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118194614696
132	สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ จัดกิจกรรมเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5	<p><strong>วันที่&nbsp;18&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายอนุพงศ์&nbsp;สุขสมนิตย์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;</strong>เป็นประธานเปิดงานรณรงค์ไถกลบตอซังข้าว&nbsp;ที่แปลงนากลุ่มแปลงใหญ่ข้าว&nbsp;ตำบลสะแกโพรง&nbsp;อำเภอเมืองบุรีรัมย์&nbsp;โดยมี&nbsp;นายดำรง&nbsp;ปลั่งกลาง&nbsp;เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;,&nbsp;เกษตรอำเภอเมืองบุรีรัมย์&nbsp;ประธานและสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวตำบลสะแกโพรง&nbsp;และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองบุรีรัมย์เข้าร่วมกิจกรรม</p><p><strong>โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;</strong>และบริษัท&nbsp;คูโบต้า&nbsp;บุรีรัมย์&nbsp;จำกัด&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้รู้ถึงประโยชน์จากการไถกลบตอซัง&nbsp;ให้เกษตรกรนำวัสดุเหลือใช้ในไร่นากลับมาเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน&nbsp;เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน&nbsp;เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตข้าว&nbsp;และลดพื้นที่การเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นการลดปัญหาฝุ่นพิษ&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;และส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรปลอดการเผา&nbsp;โดยนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและองค์ความรู้ด้านการเกษตร&nbsp;มาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p><p><strong>ซึ่งภายในงานเกษตรกรในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมาร่วมและเยี่ยมชมกิจกรรม</strong>การสาธิตการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรนำมาจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;นิทรรศการให้ความรู้&nbsp;และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแบบครบวงจร</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-18T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	บุรีรัมย์	สวท.บุรีรัมย์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118200131704
133	ร้อยเอ็ด สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร	"<p><strong>วันที่&nbsp;18&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;13.00&nbsp;น.</strong>&nbsp;<span&nbsp;style=""font-weight:&nbsp;bolder;&nbsp;color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;</span>โปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้&nbsp;นายวิเชียร&nbsp;จันทรโณทัย&nbsp;&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา&nbsp;เป็นผู้แทนพระองค์&nbsp;เชิญสิ่งของพระราชทาน&nbsp;มอบแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;ที่หอประชุมอำเภอเมืองร้อยเอ็ด&nbsp;จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;โดยมี&nbsp;นายภูสิต&nbsp;สมจิตต์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,นายปัญญา&nbsp;มูลคำกาเจริญ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,นายสมจิตร์&nbsp;คำสี&nbsp;เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,นายแพทย์ปิติ&nbsp;ทั้งไพศาล&nbsp;นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,นายเริงวิทย์&nbsp;ถนอมแสง&nbsp;นายอำเภอเมืองร้อยเอ็ด&nbsp;,พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าร่วมพิธี</p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี</strong>&nbsp;มีพระเมตตาต่อราษฎร&nbsp;จึงได้พระราชทานสิ่งของอุปโภค&nbsp;บริโภค&nbsp;แก่เกษตรกรในจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;ทั้งหมด&nbsp;4&nbsp;อำเภอ&nbsp;คือ&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;อำเภอโพนทอง&nbsp;อำเภอจังหาร&nbsp;และอำเภอธวัชบุรี&nbsp;เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวน&nbsp;100&nbsp;ราย&nbsp;โดยมี&nbsp;นายภูสิต&nbsp;สมจิตต์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดและนายอำเภอทั้ง&nbsp;4&nbsp;อำเภอ&nbsp;เข้ารับมอบสิ่งของพระราชทานเพื่อนำไปแจกจ่าย&nbsp;ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดแก่ประชาชนต่อไป</p><p>ทั้งนี้&nbsp;เกษตรกรชาวจังหวัดร้อยเอ็ดรู้สึกทราบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ&nbsp;ที่<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;</span>ทรงมีพระเมตตาต่อเกษตรกร&nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;และทรงพระกรุณาพระราชทานสิ่งของให้เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบในครั้งนี้&nbsp;จักขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดี&nbsp;เพื่อร่วมกันพัฒนาสังคมไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าสืบไป</p><p><br></p><p>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-18T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ร้อยเอ็ด	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220118210325722
134	ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขตตรวจราชการที่ 10 (นายโสภณ สุวรรณรัตน์) ติดตาม โคก หนอง นา โมเดล จ.เลย	"<p><strong>นายโสภณ&nbsp;สุวรรณรัตน์&nbsp;ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;เขตตรวจราชการที่&nbsp;10</strong>&nbsp;ลงพื้นที่ติดตามตรวจราชการตามโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่&nbsp;ประยุกต์สู่&nbsp;โคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;โมเดล&nbsp;โดยมี&nbsp;นายดำรงค์&nbsp;สิริวิชย&nbsp;อิ่มวิเศษ&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย,&nbsp;พันเอก&nbsp;ภานุรัตน์&nbsp;ดีเสมอ&nbsp;ผู้บังคับหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่&nbsp;23,&nbsp;นายคมสิทธิ์&nbsp;สุริยวรรณ&nbsp;พัฒนาการจังหวัดเลย&nbsp;ส่วนราชการ&nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานในประเด็นการตรวจราชการ&nbsp;</p><p><strong>นายคมสิทธิ์&nbsp;สุริยวรรณ&nbsp;พัฒนาการจังหวัดเลย&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;จังหวัดเลยได้รับจัดสรรแปลงครัวเรือนต้นแบบโครงการฯ&nbsp;ในพื้นที่รับผิดชอบ&nbsp;14&nbsp;อำเภอ&nbsp;58&nbsp;ตำบล&nbsp;จำนวนทั้งสิ้น&nbsp;267&nbsp;แปลง&nbsp;พื้นที่&nbsp;749&nbsp;ไร่&nbsp;&nbsp;แปลงพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ&nbsp;การพัฒนาคุณภาพชีวิต&nbsp;ระดับตำบล&nbsp;Community&nbsp;Lab&nbsp;Model&nbsp;for&nbsp;quality&nbsp;of&nbsp;Life&nbsp;(CLM)&nbsp;เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่&nbsp;""โคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;โมเดล""&nbsp;ให้กับชาวอำเภอภูเรือและพื้นที่ใกล้เคียง&nbsp;โดยแปลงศูนย์เรียนรู้ตันแบบ&nbsp;ระดับตำบล&nbsp;ไร่มาลีรักษ์&nbsp;ของ&nbsp;นางมาลี&nbsp;ประกิจฤทธานนท์&nbsp;เป็นแปลงเรียนรู้ตันแบบ&nbsp;และส่งเสริมทุกภาคส่วนทั้งภาคราชการ&nbsp;เอกชน&nbsp;ประชาสังคม&nbsp;ผู้นำชุมชน&nbsp;และประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการ&nbsp;ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ&nbsp;ร่วมใจเสียสละ&nbsp;แบ่งปั่น&nbsp;เกื้อกูลในชุมชน&nbsp;และเป็นการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการลงมือปฏิบัติจริง&nbsp;มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่&nbsp;ประยุกต์สู่&nbsp;""โคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;โมเดล""&nbsp;ที่ได้นำความสุข&nbsp;ความพอเพียง&nbsp;และส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงความรู้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้&nbsp;และการต่อยอดขยายผลการพัฒนาคุณภาพชีวิต&nbsp;ระดับ&nbsp;CLM&nbsp;สนับสนุนสร้างฐานเรียนรู้ทั้ง&nbsp;9&nbsp;ฐาน&nbsp;สนับสนุนวัสดุประจำฐานการเรียนรู้&nbsp;และสนับสนุนครุภัณฑ์&nbsp;ได้แก่&nbsp;1.เครื่องสกัดไขมันพืช&nbsp;2.เครื่องผสมอาหารสัตว์&nbsp;3.เครื่องย่อยอาหารสัตว์&nbsp;และกิ่งไม้&nbsp;4.เครื่องบรรจุกระป๋อง&nbsp;5.เครื่องขึ้นรูปภาชนะจากวัสดุธรรมชาติ&nbsp;และ&nbsp;6.เครื่องบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ&nbsp;ซึ่งได้ดำเนินการถูกต้องตามคุณสมบัติครุภัณฑ์&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>จังหวัดเลยมีพื้นที่เป็นลักษณะเขาลาดชัน&nbsp;มีความสูงต่ำสลับกัน</strong>&nbsp;เริ่มทำการพัฒนาปลูกข้าวไร่&nbsp;ข้าวโพด&nbsp;สวนผลไม้&nbsp;เช่น&nbsp;ลิ้นจี่&nbsp;ลำไย&nbsp;และไม้ตัดดอก&nbsp;เช่น&nbsp;กุหลาบ&nbsp;คัตเตอร์&nbsp;และ&nbsp;ไฮเดรนเยีย&nbsp;ด้านพืช&nbsp;ได้แก่&nbsp;แฝก&nbsp;พันธุ์ข้าวพื้นถิ่น&nbsp;สมุนไพรพื้นถิ่น&nbsp;ด้านสัตว์&nbsp;ได้แก่&nbsp;ไก่&nbsp;เป็ด&nbsp;และปลา&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ด้านอื่น&nbsp;ๆ&nbsp;ได้แก่.องค์ความรู้ด้านเกษตรผสมผสาน&nbsp;การนำนวัตกรรมประยุกต์ใช้ในงานเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต&nbsp;เป็นต้น&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นายโสภณ&nbsp;สุวรรณรัตน์&nbsp;ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;เขตตรวจราชการที่&nbsp;10&nbsp;</strong>&nbsp;ได้ให้คำแนะนำ&nbsp;ดังนี้&nbsp;1.สร้างศูนย์เรียนรู้ให้มีชีวิต&nbsp;ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือครุภัณฑ์เพื่อพัฒนาอาชีพสร้างรายได้&nbsp;โดยให้จัดทำระเบียบแนวทางการใช้&nbsp;การเก็บบำรุงรักษา&nbsp;2.ขับเคลื่อนกิจกรรมในศูนย์ฯ&nbsp;อย่างต่อเนื่องให้มีความยั่งยืน&nbsp;โดยประสานส่วนราชการและภาคีในการพัฒนาศูนย์ฯ&nbsp;เพื่อขยายผลการดำเนินงานสู่ชุมชนในวงกว้าง&nbsp;และ&nbsp;3.&nbsp;สื่อสารสร้างการรับรู้และใช้ประโยชน์จากศูนย์ฯ&nbsp;ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและประกอบอาชีพตามหลักเกษตรกรรม</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเลย</strong>&nbsp;ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค&nbsp;COVID-19&nbsp;และมาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;2019&nbsp;(โควิด&nbsp;-19)&nbsp;ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด&nbsp;-19&nbsp;(COVID-19)&nbsp;อย่างเคร่งครัด</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>"	2022-01-18T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	เลย	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119000842738
135	ลงพื้นที่ตรวจรับงาน โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ปีงบประมาณ 2565	<p><strong>เมื่อวันที่&nbsp;18&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายสรรเสริญ&nbsp;เจริญศิริ&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ</strong>&nbsp;พร้อมด้วยคณะกรรมการ&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจรับงาน&nbsp;โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน&nbsp;ปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;ในพื้นที่เขต&nbsp;ตำบลนาแต้&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;</p><p><strong>โดยการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นาจะขุดบ่อขนาด&nbsp;1,260&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;</strong>เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกร&nbsp;และถูกต้องตามรูปแบบมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน&nbsp;และใช้ประโยชน์ในการเก็บกักน้ำในแปลงนาเกษตรกร&nbsp;ให้ใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#สถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ</p><p>ภาพ&nbsp;:&nbsp;นายชูวิทย์&nbsp;พึ่งพรหม</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119092202762
136	สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสตูล มอบเงินอุดหนุนชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรด้านหนี้สินที่มีหนี้เงินกู้เพื่อการเกษตร	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ที่ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดสตูล&nbsp;</strong>นายถาวรศักดิ์&nbsp;รัตนชูศรี&nbsp;สหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;พร้อมด้วยบุคลากรกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการจัดการสหกรณ์&nbsp;มอบเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ตามโครงการช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;โดยมีผู้แทนสหกรณ์เข้าร่วมรับมอบ</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ตามที่มติคณะรัฐมนตรี&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;24&nbsp;เมษายน&nbsp;2562&nbsp;เห็นชอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร&nbsp;เพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีหนี้เงินกู้เพื่อการเกษตร&nbsp;ณ&nbsp;31&nbsp;กรกฎาคม&nbsp;2561&nbsp;ต้นเงินกู้คงเหลือจำนวนไม่เกิน&nbsp;300,000&nbsp;บาทแรก&nbsp;ในอัตราร้อยละ&nbsp;3&nbsp;ต่อปี&nbsp;ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณไม่เต็มจำนวน&nbsp;โดยได้ดำเนินโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2562&nbsp;&nbsp;2564&nbsp;และในปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;ได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการ&nbsp;ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม&nbsp;กิจกรรมหลักช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร&nbsp;โครงการช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>โดยในปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.2565&nbsp;สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;</strong>ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้สมาชิกสถาบันเกษตรกร&nbsp;จำนวน&nbsp;7&nbsp;สหกรณ์&nbsp;จำนวน&nbsp;1,954&nbsp;ราย&nbsp;เป็นเงิน&nbsp;1,011,752.60&nbsp;บาท&nbsp;โดยแบ่งจ่าย&nbsp;จำนวน&nbsp;2&nbsp;งวดๆ&nbsp;ละ&nbsp;505,876.30&nbsp;บาท&nbsp;สำหรับในครั้งนี้&nbsp;เป็นการจ่ายงวดที่&nbsp;1&nbsp;มีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;จำนวน&nbsp;7&nbsp;สหกรณ์&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;1)&nbsp;สหกรณ์การเกษตรควนโดน&nbsp;จำกัด&nbsp;จำนวนสมาชิก&nbsp;323&nbsp;ราย&nbsp;จำนวน&nbsp;59,400.38&nbsp;บาท&nbsp;2)&nbsp;สหกรณ์การเกษตรเมืองสตูล&nbsp;จำกัด&nbsp;จำนวนสมาชิก&nbsp;31&nbsp;ราย&nbsp;จำนวน&nbsp;5,459.59&nbsp;บาท&nbsp;3)&nbsp;สหกรณ์การเกษตร&nbsp;กรป.กลาง&nbsp;นพค.สตูล&nbsp;จำกัด&nbsp;จำนวนสมาชิก&nbsp;37&nbsp;ราย&nbsp;จำนวน&nbsp;4,493.83&nbsp;บาท&nbsp;4)&nbsp;สหกรณ์การเกษตรทุ่งหว้า&nbsp;จำกัด&nbsp;จำนวนสมาชิก&nbsp;393&nbsp;ราย&nbsp;จำนวน&nbsp;66,537.34&nbsp;บาท&nbsp;5)&nbsp;สหกรณ์การเกษตรควนกาหลง&nbsp;จำกัด&nbsp;จำนวนสมาชิก&nbsp;515&nbsp;ราย&nbsp;จำนวน&nbsp;102,189.11&nbsp;บาท&nbsp;6)&nbsp;สหกรณ์การเกษตรท่าแพ&nbsp;จำกัด&nbsp;จำนวนสมาชิก&nbsp;218&nbsp;ราย&nbsp;จำนวน&nbsp;63,724.61&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;7)&nbsp;สหกรณ์การเกษตรละงู&nbsp;จำกัด&nbsp;จำนวนสมาชิก&nbsp;437&nbsp;ราย&nbsp;จำนวน&nbsp;168,071.44&nbsp;บาท&nbsp;ซึ่งสมาชิกสหกรณ์จะได้รับประโยชน์เพื่อนำเงินส่วนที่ได้รับการช่วยเหลือชดเชยดอกเบี้ยไปบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนในการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p><p&nbsp;class=""ql-align-center""><br></p>"	2022-01-19T00:00:00	ภาคใต้	สตูล	สวท.สตูล	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119093409765
137	ติดตามแปลงเกษตรแบบผสมผสานโครงการระบบการให้น้ำแปลงผักเกษตรกรบุดี ยะลา	<p><strong>เกษตรเมืองยะลา&nbsp;ติดตามแปลงเกษตรแบบผสมผสานหมู่ที่&nbsp;6&nbsp;</strong>ตำบลบุดี&nbsp;ตามโครงการระบบการให้น้ำแปลงผักและแปลงเกษตรผสมผสาน</p><p><strong>นางวีระ&nbsp;สมศิริ&nbsp;เกษตรอำเภอเมืองยะลา&nbsp;มอบหมายให้นายวิทยา&nbsp;สายกีเส็ง&nbsp;</strong>นางรัตนาภรณ์&nbsp;พิบูลย์&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร&nbsp;และนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยทักษิณ&nbsp;ลงพื้นที่หมู่ที่&nbsp;6&nbsp;ตำบลบุดี&nbsp;อำเภอเมืองยะลา&nbsp;เพื่อติดตามแปลงเกษตรแบบผสมผสาน&nbsp;ตามโครงการระบบการให้น้ำแปลงผักและแปลงเกษตรผสมผสาน&nbsp;ให้เกษตรกรทำการเกษตรโดยผลิตพืชผักและเกษตรแบบผสมผสานตลอดทั้งปี&nbsp;โดยไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง&nbsp;สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี&nbsp;และส่งเสริมให้เป็นเกษตรกรต้นแบบต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119102759779
138	ขับเคลื่อนมาตรฐานไหมไทย หนุนกลุ่มเกษตรกรผลิตไหมคุณภาพ	<p><strong>นางสาวทัศนีย์&nbsp;เมืองแก้ว&nbsp;</strong>รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร&nbsp;(สศก.)&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เปิดเผยถึงผลการติดตามประเมินผลโครงการส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน&nbsp;ซึ่งเป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บทย่อยเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น&nbsp;ในปี&nbsp;2564&nbsp;โดยมีกรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบส่งเสริมและพัฒนากลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน&nbsp;มีการจัดอบรมความรู้&nbsp;ด้านการผลิตและการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานแก่กลุ่มเกษตรกร&nbsp;</p><p><strong>จากการติดตามประเมินผลโครงการพบว่า&nbsp;</strong>ปีงบประมาณ&nbsp;2564&nbsp;สามารถส่งเสริมเกษตรกรได้จำนวน&nbsp;626&nbsp;ราย&nbsp;ผลจากการสนับสนุนการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิกกลุ่ม&nbsp;ในปีงบประมาณ&nbsp;2564&nbsp;กลุ่มทอผ้าบ้านขี้กา&nbsp;สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับปรุงและพัฒนาวิธีการฟอกย้อมสีเคมี/สีธรรมชาติได้อย่างถูกวิธี&nbsp;สามารถพัฒนาลายของผ้าไหมให้มีลวดลายสวยงามมากยิ่งขึ้น&nbsp;เช่น&nbsp;ผ้าไหมมัดหมี่สีมะดัน&nbsp;ซึ่งเป็นสีประจำจังหวัดศรีสะเกษ&nbsp;ผ้าไหมมัดหมี่เฉลียงลายดอกไม้&nbsp;ผ้ามัดหมี่ลายแมงมุม&nbsp;ปัจจุบันมีสมาชิก&nbsp;2&nbsp;ราย&nbsp;ได้ใบรับรองมาตรฐานการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเรียบร้อยแล้ว&nbsp;ส่วนเกษตรกรสมาชิกราย&nbsp;อื่นๆ&nbsp;สามารถจำหน่ายผ้าไหมได้ในราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นผืนละประมาณ&nbsp;1,500&nbsp;&nbsp;2,000&nbsp;บาทผลให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผ้าไหมเฉลี่ยรายละ&nbsp;34,400&nbsp;บาท/ปี&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ราคามีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลวดลายและวิธีการทอผ้าไหม&nbsp;</p><p><strong>ด้านการตลาด&nbsp;นอกจากจะจำหน่ายภายในหมู่บ้าน</strong>&nbsp;ยังมีการขยายช่องทางการตลาดในรูปแบบออนไลน์&nbsp;เช่น&nbsp;Line&nbsp;และ&nbsp;Facebook&nbsp;ของสมาชิกเกษตรกร&nbsp;ซึ่งปัจจุบันถือว่าได้รับความนิยม&nbsp;มีการสั่งจองเข้ามาอย่างต่อเนื่องและในอนาคต&nbsp;มีแผนพัฒนาสู่การเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;(GI)&nbsp;หรือสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นอีกทั้งผู้ใช้หรือผู้ซื้อผ้าไหม&nbsp;ยังมั่นใจในคุณภาพจากการรับรองมาตรฐานผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน&nbsp;ซึ่งจะทำให้ผ้าไหมของไทยเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในอนาคต</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119131647883
139	กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี ลงพื้นที่สวนชมพู่เพชรสายรุ้ง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ลดการระบาดของแมลงวัน	<p><strong>(19&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;นางอุไร&nbsp;กาลปักษ์&nbsp;หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>คณะกลุ่มอารักขาพืช&nbsp;ร่วมด้วย&nbsp;นางรัฐยา&nbsp;ชายศรี&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;นางศิริรัตน์&nbsp;วีระเชื้อ&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;และนางสาวจันทิมา&nbsp;เอี่ยมสะอาด&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;กลุ่มอารักขาพืช&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;ลงพื้นที่ดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการอารักขาพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;ติดตามสถานการณ์การระบาดพร้อมทั้งให้คำแนะนำการจัดการแมลงวันผลไม้และแมลงศัตรูพืชในพื้นที่ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้ง&nbsp;ณ&nbsp;ตำบลหนองโสน&nbsp;อำเภอเมืองเพชรบุรี&nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;จากการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง&nbsp;ลดจำนวนแมลงวันผลไม้ในพื้นที่</strong>&nbsp;และปล่อยแมลงวันผลไม้ฉายรังสี&nbsp;(แมลงวันผลไม้เป็นหมัน)&nbsp;จำนวน&nbsp;11&nbsp;ครั้ง&nbsp;ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;ทำให้ลดการระบาดของแมลงวันผลไม้ลงได้อย่างมากแม้จะไม่มีการห่อผลก็ตาม&nbsp;ส่งผลให้ผลผลิตของชมพู่เพชรสายรุ้งในพื้นที่&nbsp;ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรีเข้าไปดำเนินการ&nbsp;มีผลผลิตคุณภาพดี&nbsp;เกษตรกรมีความพอใจอย่างมาก</p><p><br></p><p>สวท.เพชรบุรี</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สวท.เพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119113022827
140	ผู้เลี้ยงสุกร  ยะลา แนะรัฐ เร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์หมู หลังพบการระบาดในหลายพื้นที่	<p><strong>ผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;ยะลา&nbsp;แนะรัฐ&nbsp;เร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์หมู&nbsp;</strong>หลังพบการระบาดในหลายพื้นที่&nbsp;พร้อมเสนอ&nbsp;ในแต่ละพื้นที่ส่งเสริมการเลี้ยงสุกร&nbsp;ให้กับเกษตรกรรายย่อย&nbsp;ลดการเคลื่อนย้ายสัตว์&nbsp;</p><p><strong>นายเกรียงศักดิ์&nbsp;เสรีรัตน์ยืนยง&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดยะลา&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;สำหรับปัญหาการแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกันหมู&nbsp;หรือโรค&nbsp;ASF&nbsp;ที่ทางปศุสัตว์&nbsp;ได้ออกมายอมรับแล้วว่า&nbsp;พบการระบาดในหลายพื้นที่จริง&nbsp;ซึ่งโรค&nbsp;ASF&nbsp;ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบ&nbsp;เป็นวงกว้าง&nbsp;ในหลายพื้นที่&nbsp;รวมทั้งบรรดาพ่อค้าหมู&nbsp;ตามตลาดสดต่างๆ&nbsp;เนื่องจาก&nbsp;ในปัจจุบันนี้&nbsp;ราคาเนื้อหมูสูงขึ้น&nbsp;ซึ่งจริงๆแล้วที่ราคาหมูสูงขึ้น&nbsp;ก็เกิดจากสภาวะของแม่สุกรที่เจอโรคนี้&nbsp;มันจะทำลายแม่สุกรทั้งระบบเลย&nbsp;จะตายหมดเลยเกือบ&nbsp;100&nbsp;เปอร์เซ็นต์&nbsp;เมื่อโรงงานผลิตลูกสุกรไม่มี&nbsp;เกษตรกรก็ไม่สามารถเอาลูกสุกรมาเลี้ยงได้&nbsp;พอเลี้ยงไม่ได้ก็ไม่มีหมูเข้าสู่ตลาด&nbsp;เหมือนดีมานด์ซัพพลาย&nbsp;ทำให้ราคาหมูในตลาดแพงขึ้น&nbsp;</p><p><strong>ก่อนหน้าที่จะเกิดโรคนี้&nbsp;เรามีโรคโควิดอยู่&nbsp;ตลาดต่างๆ&nbsp;ร้านค้า&nbsp;</strong>ร้านอาหาร&nbsp;ก็ไม่ได้ดำเนินการ&nbsp;มีการแจกของแจกข้าว&nbsp;ความต้องการหมูก็ลดลง&nbsp;แต่หลังจากปีใหม่ที่ผ่านมา&nbsp;ร้านค้า&nbsp;ร้านอาหารเริ่มเปิด&nbsp;เริ่มกลับมาปกติ&nbsp;การใช้เนื้อหมู&nbsp;ก็มีเพิ่มขึ้น&nbsp;สุดท้ายก็สะท้อนความเป็นจริงว่า&nbsp;หมูขาดตลาดจริงๆ&nbsp;ภาคกลางเป็นภาคที่มีการเลี้ยงสุกร&nbsp;นครปฐมเป็นเมืองหลวงของการป้อนสุกรให้กรุงเทพ&nbsp;หมูไม่มีป้อนเข้ากรุงเทพ&nbsp;แต่ช่วงระยะหนึ่งก็ใช้หมูห้องเย็นที่เก็บสะสมเอาไว้ตอนราคาถูก&nbsp;ป้อนเข้าไปก่อน&nbsp;สุดท้ายหมูในห้องเย็นหมด&nbsp;แต่ตลาดยังต้องการอยู่&nbsp;ราคาก็เลยปรับขึ้นตามกลไกลตลาด&nbsp;ซึ่งถือว่าราคาเนื้อหมูในขณะนี้ถือเป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการ&nbsp;ที่ไม่เคยเจอมาก่อนในรอบ&nbsp;100&nbsp;ปี&nbsp;ก็ว่าไว้</p><p><strong>ถ้ารัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้องในตอนนี้&nbsp;เชื่อว่าราคาหมูหน้าฟาร์มอาจจะสูงขึ้น&nbsp;กก.ละ&nbsp;120&nbsp;บาท&nbsp;</strong>แต่ตนเองเชื่อว่าหากทางภาครัฐยังไม่ให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการพัฒนาวัคซีนขึ้นมา&nbsp;หลังจากนี้ไปเลี้ยงไปก็ไม่รอด&nbsp;ซึ่งตนมองว่าในการเลี้ยงหมูในอนาคตถ้ายังอยู่แบบนี้&nbsp;ก็จะต้องใช้วิธีเลี้ยงแบบระบบปิด&nbsp;ซึ่งทางเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถดำเนินการได้เลย&nbsp;ส่วนเกษตรกรรายใหญ่จะสามารถดำเนินการได้&nbsp;เนื่องจากมีความรู้&nbsp;มีเทคโนโลยี&nbsp;และมีทุนทรัพย์&nbsp;ซึ่งถ้าจะให้เกษตรกรรายย่อยไปทำก็จะต้องให้ทุน&nbsp;สนับสนุนเทคโนโลยี&nbsp;นายเกรียงศักดิ์&nbsp;กล่าว</p><p><strong>หลังจากนี้&nbsp;ไปหากมีการทำวัคซีนได้แล้ว&nbsp;อยากให้ทางกรมปศุสัตว์&nbsp;หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong>&nbsp;และทางรัฐบาล&nbsp;ได้รับรู้ว่า&nbsp;การเคลื่อนย้ายสัตว์&nbsp;คือการเคลื่อนย้ายโรค&nbsp;วิธีการแก้คือ&nbsp;จังหวัดใดที่มีความต้องการสุกรมากน้อยขนาดไหน&nbsp;ก็ให้เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยง&nbsp;โดยรัฐส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง&nbsp;แล้วส่งให้ชาวบ้านในพื้นที่กิน&nbsp;เน้นส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงหมูให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด&nbsp;ในแต่ละจังหวัด&nbsp;ลดการเคลื่อนย้ายสุกรจากต่างพื้นที่ให้น้อยที่สุด&nbsp;ที่ตนเชื่อว่าถ้าต้องการให้อาชีพนี้อยู่ได้&nbsp;ก็จะต้องมีการวางแผนเตรียมการเอาไว้&nbsp;ถ้าไม่เช่นนั้นเกษตรกรรายย่อยก็จะอยู่ไม่ได้&nbsp;ก็จะส่งปัญหาเรื่องอาชีพ&nbsp;&nbsp;กระทบกันไปหมด&nbsp;จึงอยากให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องรีบวางแผนดำเนินการส่งเสริมให้เลี้ยงกันภายในจังหวัด&nbsp;แล้วกินภายในจังหวัด&nbsp;ในเขตของตัวเอง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119123129873
141	สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตรัง   รายงานสถานการณ์น้ำและคาดการณ์สภาพอากาศ พร้อมเตือนเกษตรกรเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดศัตรูพืช	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายธวัชชัย&nbsp;ฤกษ์เกลี้ยง&nbsp;หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;&nbsp;</strong>สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ได้รายงานสถานการณ์น้ำและคาดการณ์สภาพอากาศ&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;19-21&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;&nbsp;โดยจังหวัดตรัง&nbsp;มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ&nbsp;10-20&nbsp;ของพื้นที่&nbsp;&nbsp;&nbsp;มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตลอดช่วง&nbsp;ทำให้มีฝนเล็กน้อยบางแห่ง&nbsp;ส่วนมากทางตอนล่างของภาค</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ดังนั้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดศัตรูพืชจำพวกหนอนในไม้ผล</strong>และพืชผักต่างๆ&nbsp;เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยง&nbsp;&nbsp;ไม่ควรปล่อยให้น้ำฝนที่ตกบนดินไหลลงบ่อ&nbsp;เพราะจะทำให้สภาพน้ำเปลี่ยน&nbsp;&nbsp;&nbsp;สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน&nbsp;อ่อนแอ&nbsp;และเป็นโรคได้ง่าย&nbsp;หลังจากฝนตก&nbsp;&nbsp;ควรเปิดเครื่องตีน้ำ&nbsp;เพื่อป้องกันน้ำแยกชั้นและเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำ&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;&nbsp;ควรระวังเพลี้ยไฟในพริก&nbsp;ควรคลุมดินบริเวณแปลงปลูกและ&nbsp;บริเวณโคนต้นพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;เช่น&nbsp;ใบไม้&nbsp;ฟางข้าว&nbsp;และหญ้าแห้ง&nbsp;และเกษตรกรควรระวังและป้องกันการเกิดอัคคีภัย&nbsp;โดยทําแนวกันไฟรอบพื้นที่การเกษตรด้วย</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-19T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119132341889
142	สถานีพัฒนาที่ดินตราด ดำเนินโครงการอบรมหมอดินอาสา 4.0 ประจำปีงบประมาณ 2565 หลักสูตร 3 เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืน	"<p><strong>(19&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นายสมาน&nbsp;ก้อนศรีษะ&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินตราด</strong>&nbsp;ดำเนินการจัดอบรม&nbsp;""โครงการอบรมหมอดินอาสา&nbsp;4.0""&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;(หลักสูตร&nbsp;3)&nbsp;ณ&nbsp;สถานีพัฒนาที่ดินตราด&nbsp;ตำบลทุ่งนนทรี&nbsp;อำเภอเขาสมิง&nbsp;จังหวัดตราด</p><p>สำหรับการอบรมครั้งนี้&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาด้านการเกษตร&nbsp;ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลฐานความรู้หมอดินอาสา&nbsp;ในรูปแบบดิจิทัลและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ&nbsp;เพื่อพัฒนาต่อยอดความรู้&nbsp;การจัดระบบข้อมูลให้มีความทันสมัย&nbsp;เข้าถึงง่าย&nbsp;ใช้งานสะดวก&nbsp;รวดเร็ว&nbsp;รวมถึงเน้นการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งสำหรับกลุ่มหมอดินอาสา&nbsp;ในการต่อยอดการอนุรักษ์ดินและน้ำให้ใช้ได้อย่างยั่งยืน</p><p><strong>การจัดฝึกอบรมครั้งนี้มีหมอดินอาสาเข้าร่วมจำนวน&nbsp;70&nbsp;คน&nbsp;</strong>แบ่งเป็นอำเภอเมืองตราด&nbsp;34&nbsp;คน&nbsp;อำเภอเขาสมิง&nbsp;14&nbsp;คน&nbsp;อำเภอบ่อไร่&nbsp;14&nbsp;คน&nbsp;และอำเภอแหลมงอบ&nbsp;8&nbsp;คน</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-19T00:00:00	ภาคตะวันออก	ตราด	สวท.ตราด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119133629899
143	ตราด พัฒนาหมอดินอาสาสร้างนวัตกรรมเกษตรก้าวสู่เทคโนโลยี 4.0	<p><strong>วันนี้&nbsp;(19&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่สถานีพัฒนาที่ดินตราด&nbsp;ตำบลทุ่งนนทรี&nbsp;อำเภอเขาสมิง&nbsp;จังหวัดตราด&nbsp;</strong>นายสุชล&nbsp;แก้วเกาะสะบ้า&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต&nbsp;2&nbsp;ได้เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการอบรมหมอดินอาสา&nbsp;4.0&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;หลักสูตร&nbsp;3&nbsp;การพัฒนาศักยภาพหมอดินอาสาด้านการเกษตรตามบริบทของท้องถิ่น&nbsp;โดยมีหมอดินอาสาเป้าหมาย&nbsp;จำนวน&nbsp;70&nbsp;คน&nbsp;แบ่งเป็น&nbsp;อำเภอเมืองตราด&nbsp;34&nbsp;คน&nbsp;อำเภอเขาสมิง&nbsp;14&nbsp;คน&nbsp;อำเภอบ่อไร่&nbsp;14&nbsp;คน&nbsp;และอำเภอแหลมงอบ&nbsp;8&nbsp;คน&nbsp;แต่เนื่องสถานการณ์การเผยระบายของโควิด-19&nbsp;ทำให้มารับการอบรมประมาณ&nbsp;50&nbsp;คน&nbsp;ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19&nbsp;อย่างเคร่งครัด</p><p><strong>โดย&nbsp;นายสมาน&nbsp;ก้อนศรีษะ&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินตราด&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>กรมพัฒนาที่ดิน&nbsp;มีนโยบายจัดตั้งเครือข่ายหมอดินอาสา&nbsp;ตั้งแต่ปี&nbsp;2538&nbsp;ปัจจุบัน&nbsp;มีหมอดินอาสาระดับจังหวัด&nbsp;อำเภอ&nbsp;ตำบล&nbsp;และหมู่บ้าน&nbsp;ปฏิบัติงานอยู่ทั่วประเทศ&nbsp;จำนวนกว่า&nbsp;75,000&nbsp;คน&nbsp;บทบาทของหมอดินอาสา&nbsp;นอกจากเป็นผู้ประสานงานของเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินกับเกษตรกรในหมู่บ้านแล้ว&nbsp;ยังให้ความช่วยเหลือดูแลเกษตรกร&nbsp;ให้สามารถจัดการดินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม&nbsp;พร้อมทั้งเป็นผู้กระจายข้อมูลการพัฒนาที่ดิน/&nbsp;ไปยังหมู่บ้านต่างๆ&nbsp;การถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ที่ดินให้เหมาะสม&nbsp;ผ่านศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน/&nbsp;และสาธิตทดสอบผลิตภัณฑ์&nbsp;นวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน&nbsp;การอบรมหมอดินอาสามีมากกว่า&nbsp;20&nbsp;ปี&nbsp;เริ่มตั้งแต่การสร้างความเข้าใจ&nbsp;บทบาทการทำงานร่วมกัน&nbsp;ของเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินกับหมอดินอาสา&nbsp;สร้างวิทยากรหมอดินอาสาพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดิน&nbsp;&nbsp;การอบรมเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ&nbsp;&nbsp;การใช้เครื่องมือตรวจสอบดิน&nbsp;การใช้แผนที่ดินเพื่อจัดการที่ดินของเกษตรกร/รวมทั้งการเพิ่มประสบการณ์&nbsp;โดยศึกษาดูงานในและนอกพื้นที่&nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์&nbsp;เพื่อพัฒนาศักยภาพหมอดินอาสาด้านการเกษตรให้สามารถเข้าถึงข้อมูลถังความรู้หมอดินอาสารูปแบบดิจิทัล&nbsp;และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในพัฒนาพื้นที่การเกษตรของตนเอง&nbsp;เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับหมอดินอาสาอาชีพที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน&nbsp;เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลหมอดินอาสาในรูปแบบดิจิทัลเพื่อพัฒนาเป็น&nbsp;Big&nbsp;data&nbsp;รองรับองค์กร&nbsp;กิจกรรมประกอบด้วย&nbsp;การมอบใบประกาศผู้ได้รับเลือกเป็นหมอดินอาสาจำนวน&nbsp;5&nbsp;ราย&nbsp;การบรรยายเรื่อง&nbsp;การพัฒนาทุเรียนไทยสู่ตลาดโลก&nbsp;การเก็บตัวอย่างดินพร้อมส่งตัวอย่างดิน&nbsp;การประเมินความสมบูรณ์ของดิน&nbsp;การแบ่งปันความรู้หมอดินอาสาจากถังความรู้&nbsp;การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศการพัฒนาที่ดิน&nbsp;โดยหมอดินอาสาที่ประสบความสำเร็จการทำการเกษตร&nbsp;เป็นต้น</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;มีการปรึกษาการรับสมัครหมอดินอาสารุ่นใหม่&nbsp;</strong>โดยรุ่นเก่าอายุมากสุด&nbsp;80&nbsp;ปี&nbsp;และอายุน้อยสุด&nbsp;44&nbsp;ปี&nbsp;ให้ปรับปรุงฐานข้อมูลอาสาสมัครให้เป็นปัจจุบัน&nbsp;ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต&nbsp;2&nbsp;จะได้นำไปแก้ไขในระบบให้ต่อไป&nbsp;</p><p><br></p><p>สนธยา/ข่าว</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคตะวันออก	สระแก้ว	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระแก้ว	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119155200995
144	สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ร่วมกับแขวงทางหลวงชนบทตราด จัดโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร อบรมเกษตรกรหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่น	<p><strong>วันที่&nbsp;19&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;บริเวณอาคารแขวงทางหลวงชนบท&nbsp;ต.หนองเสม็ด</strong>&nbsp;อ.เมือง&nbsp;จ.ตราด&nbsp;ได้มีการจัดโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร&nbsp;อบรมเกษตรกรหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่น&nbsp;สำหรับเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่&nbsp;จ.ตราด&nbsp;โดยมีเจ้าหน้าที่ทางหลวงชนบทตราด&nbsp;เป็นวิทยากรให้ความรู้และเทคนิคการซ่อมอุปกรณ์&nbsp;เครื่องจักรกลทางการเกษตร&nbsp;และมีเกษตรกรชาวสวนจังหวัดตราด&nbsp;เข้าร่วม&nbsp;จำนวน&nbsp;50&nbsp;คน</p><p><strong>สำหรับโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร&nbsp;อบรมเกษตรกรหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่น&nbsp;</strong>จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถซ่อมเครื่องจักรกลทางการเกษตร&nbsp;และสามารนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการทำการเกษตร&nbsp;ให้เกษตรกรมีความรู้ด้านพื้นฐาน&nbsp;ที่จะสามารถซ่อมเครื่องยนต์ใช้เองได้เอง&nbsp;ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมอุปกรณ์เครื่องจักรกลทางการเกษตร&nbsp;ที่เกษตรกรใช้ภายในสวน&nbsp;เช่น&nbsp;เครื่องตัดหญ้าสะพายหลัง&nbsp;เครื่องพ่นยา&nbsp;เครื่องพ่นสารเคมี&nbsp;เครื่องพ่นปุ๋ย&nbsp;โดยให้เกษตรกรนำอุปกรณ์เครื่องจักรกลทางการเกษตร&nbsp;ที่เสียไม่สามารถใช้งานได้&nbsp;ของเกษตรกรชาวสวน&nbsp;นำมาซ่อมให้รู้การถอด&nbsp;การประกอบ&nbsp;และวิเคราะห์ได้ว่า&nbsp;เสียจากจุดใด&nbsp;โดยทาง&nbsp;ผู้จัดการอบรม&nbsp;จะมีเครื่องมือและอะไหล่&nbsp;เปลี่ยนให้&nbsp;รวมถึงมีการแนะนำการเลือกใช้น้ำมันเครื่อง&nbsp;พื้นฐานของการทำงานเครื่องยนต์&nbsp;4&nbsp;จังหวะ&nbsp;และ&nbsp;2&nbsp;จังหวะ&nbsp;อีกด้วย</p><p><br></p><p>สุนิสา&nbsp;สังข์ทอง&nbsp;สวท.ตราด</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคตะวันออก	ตราด	สวท.ตราด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119154154985
145	จังหวัดยโสธร เตรียมพร้อมป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร พร้อมเร่งสำรวจความต้องการผู้เลี้ยงที่ต้องทำลายสุกร เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ	<p><strong>เมื่อเวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.&nbsp;วันนี้&nbsp;(19&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;นายชลธี&nbsp;ยังตรง&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;</strong>เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ&nbsp;ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(War&nbsp;room)&nbsp;โดยมี&nbsp;นายชัยวัฒน์&nbsp;แสงศรี&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดยโสธร&nbsp;นายอำเภอและปศุสัตจ์อำเภอทุกอำเภอ&nbsp;พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมหมอนขิด&nbsp;ชั้น&nbsp;2&nbsp;ศาลากลางจังหวัดยโสธร</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;เนื่องจากมีการพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(Africa&nbsp;Swine&nbsp;Fever&nbsp;:&nbsp;ASF)&nbsp;ในประเทศ&nbsp;</strong>ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคอย่างรัดกุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดหรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด&nbsp;โดยในพื้นที่จังหวัดยโสธร&nbsp;มีเกษตรกรเลี้ยงสุกร&nbsp;จำนวน&nbsp;271&nbsp;ฟาร์ม&nbsp;มีสุกร&nbsp;47,984&nbsp;ตัว&nbsp;มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า&nbsp;300&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ที่อาจได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายจากการระบาดของโรค</p><p><strong>จังหวัดยโสธร&nbsp;พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร</strong>&nbsp;ระหว่างเดือนพฤษภาคม&nbsp;&nbsp;15&nbsp;ตุลาคม&nbsp;2564&nbsp;ใน&nbsp;6&nbsp;อำเภอ&nbsp;ได้แก่&nbsp;อำเภอมหาชนะชัย&nbsp;เมืองยโสธร&nbsp;คำเขื่อนแก้ว&nbsp;ค้อวัง&nbsp;ไทยเจริญและกุดชุม&nbsp;มีสุกรที่ถูกทำลาย&nbsp;จำนวน&nbsp;2,491&nbsp;ตัว&nbsp;คิดเป็นมูลค่า&nbsp;9,254,982&nbsp;บาท&nbsp;และมีสุกรที่เกิดโรคและถูกทำลายหลังวันที่&nbsp;15&nbsp;ตุลาคม&nbsp;2564&nbsp;ใน&nbsp;5&nbsp;อำเภอ&nbsp;ได้แก่&nbsp;มหาชนะชัย&nbsp;คำเขื่อนแก้ว&nbsp;ค้อวัง&nbsp;ไทยเจริญและป่าติ้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;269&nbsp;ตัว&nbsp;มูลค่า&nbsp;1,100,272&nbsp;บาท&nbsp;รวมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง&nbsp;2&nbsp;ครั้ง&nbsp;จำนวน&nbsp;125&nbsp;ราย</p><p><strong>สำหรับการช่วยเหลือ&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;</strong>ให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธร&nbsp;เร่งสำรวจความต้องการของเกษตรกรทั้ง&nbsp;125&nbsp;ราย&nbsp;ที่จะขอรับความช่วยเหลือด้านการเกษตร&nbsp;โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการให้ความช่วยเหลือ&nbsp;ในระยะเร่งด่วน&nbsp;ส่วนการให้ความช่วยเหลือในระยะต่อไป&nbsp;เช่น&nbsp;การฟื้นฟูเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย&nbsp;การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค&nbsp;อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการอีกทั้งการเร่งสำรวจจำนวนสุกรพ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์และลูกสุกร&nbsp;เพื่อวางแผนรับมือปัญหาการขาดแคลนสุกร&nbsp;ต่อไป</p><p><strong>และในการเฝ้าระวังควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดยโสธร</strong>&nbsp;ซึ่งสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธร&nbsp;&nbsp;มีอาสาปศุสัตว์ในทุกพื้นที่&nbsp;คอยเฝ้าระวังและแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสุกรป่วย&nbsp;ตาย&nbsp;เพื่อเร่งตรวจสอบและดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาด&nbsp;พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้&nbsp;เรื่องโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและประชาชน&nbsp;ทั่วไปมีความรู้&nbsp;ความเข้าใจที่ถูกต้อง&nbsp;เพื่อช่วยเฝ้าระวัง&nbsp;ป้องกันการระบาด&nbsp;โรคอีกด้วย</p><p><br></p><p>ส.ปชส.ยโสธร&nbsp;&nbsp;ข่าว</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ยโสธร	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119163543040
146	เทศบาลตำบลควนโพธิ์  จังหวัดตรัง  ปลูกต้นตะลิงปลิงสองข้างทางร่มรื่นสวยงาม ยามออกผลทำให้คนขับรถผ่านถึงกับเปรี้ยวปาก ตาสว่างน้ำลายสอ แถมชาวบ้านเก็บกินฟรีได้หลากหลายเมนู	<p><strong>เทศบาลตำบลควนโพธิ์&nbsp;ต.ย่านตาขาว&nbsp;อ.ย่านตาขาว&nbsp;จ.ตรัง</strong>&nbsp;ได้ปลูกต้นตะลิงปลิงสองข้างทางทั้ง&nbsp;5&nbsp;หมู้บ้าน&nbsp;โดยเฉพาะถนนสายย่านตาขาว-พิกุลทอง&nbsp;ม.4&nbsp;และ&nbsp;ม.5&nbsp;ต.ย่านตาขาว&nbsp;&nbsp;อ.ย่านตาขาว&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;มีผลตะลิงปลิงกำลังออกดอกออกผล&nbsp;ตลอดเส้นทางเป็นระยะทางยาวกว่า&nbsp;4&nbsp;กม.&nbsp;</p><p><strong>โดยวันนี้&nbsp;(19&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;ต้นตะลิงปลิงออกลูกดกเต็มต้น&nbsp;</strong>ซึ่งดกกว่าทุกปี&nbsp;ติดผลจากกิ่งลำต้นลงถึงโคนต้น&nbsp;ชาวบ้านในพื้นที่และผู้ใช้รถใช้ถนนที่สัญจรผ่านไปมาถึงกับตาตื่น&nbsp;&nbsp;เปรี้ยวปากน้ำลายสอ&nbsp;แวะเก็บกิน&nbsp;บ้างก็ไปปรุงอาหารหลากหลายเมน&nbsp;เช่นต้มส้มปลาทูตะลิงปลิง&nbsp;แกงส้ม&nbsp;หรือแกงเหลืองใส่ตะลิงปลิง&nbsp;น้ำพริกตะลิงปลิง&nbsp;ยำปลากรอบตะลิงปลิง&nbsp;และนำผลสดมากินกับน้ำปลาหวาน&nbsp;พริกเกลือ&nbsp;และกะปิ&nbsp;ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่งด้วย&nbsp;หากต้องไปซื้อตะลิงปลิงในตลาด&nbsp;กิโลกรัมละ&nbsp;40-50&nbsp;บาท&nbsp;เลยทีเดียว&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;สาเหตุที่ทางเทศบาลตำบลควนโพธิ์&nbsp;&nbsp;ได้เลือกต้นตะลิงปลิงมาปลูก</strong>&nbsp;เนื่องจากเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก&nbsp;ทรงต้นไม่ใหญ่&nbsp;สูงสุดไม่เกิน&nbsp;3&nbsp;เมตร&nbsp;มีลักษณะเป็นพุ่ม&nbsp;ง่ายต่อการตกแต่งดูแลรักษา&nbsp;ต้นทุนในการดูแลก็ไม่เยอะ&nbsp;และยังทำให้ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์ทั้งให้รมเงา&nbsp;และนำผลสดไปรับประทานประกอบอาหารได้อีกด้วย&nbsp;โดยเทศบาลตำบลควนโพธิ์&nbsp;ได้ปลูกต้นตะลิงปลิงไปแล้วกว่า&nbsp;1,000&nbsp;ต้น&nbsp;โดยปลูกปีหนึ่ง&nbsp;250&nbsp;ต้น&nbsp;สร้างความร่มรื่น&nbsp;สวยงาม&nbsp;แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก&nbsp;</p><p><strong>นางสมจิตร&nbsp;ตรัง&nbsp;อายุ&nbsp;&nbsp;53&nbsp;ปี&nbsp;&nbsp;ชาวบ้านในเขตเทศบาลตำบลควนโพธิ์&nbsp;</strong>อยู่บ้านเลขที่&nbsp;72/6&nbsp;หมู่&nbsp;4&nbsp;ต.ย่านตาขาว&nbsp;อ.ย่านตาขาว&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;กล่าวว่าตนเอง&nbsp;ได้กลับจากตลาดและได้แวะเก็บผลตะลิงปลิงเพื่อนำไปประกอบอาหารโดยจะนำไปทำแกงส้ม&nbsp;และต้อกับปลา&nbsp;และถือว่าการปลูกต้นตะลิงปลิงข้างถนนเป็นเรื่องที่ดีมากประชาชนได้ประโยชน์&nbsp;</p><p><strong>ด้านนายทรงชัย&nbsp;สวนอินทร์&nbsp;อายุ&nbsp;62&nbsp;ปี&nbsp;นายกเทศมนตรี&nbsp;3&nbsp;สมัย&nbsp;</strong>เทศบาลตำบลควนโพธิ์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ตนเองมีความตั้งใจที่จะปลูกต้นตะลิงปลิง&nbsp;ซึ่งปลูกมาประมาณ&nbsp;10&nbsp;ปีแล้ว&nbsp;และตอนนี้ก็ได้ปลูกเพิ่มเรื่อยๆ&nbsp;&nbsp;จนตอนนี้มีต้นตะลิงปลิงทั้งต้นเล็กต้นใหญ่&nbsp;1,000&nbsp;กว่าต้น&nbsp;คลอบคลุมทั้ง&nbsp;5&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;โดยกำหนดว้าว่า&nbsp;1&nbsp;ปี&nbsp;ต้องปลูกให้ได้&nbsp;250&nbsp;ต้น&nbsp;และคิดว่าจะปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;&nbsp;เนื่องจากต้นตะลิงปลิง&nbsp;ดูแลง่ายเป็นพุ่มเล็กๆและชาวบ้านยังสามารถเก็บผลไปทำอาหารได้หลายอย่าง&nbsp;ทั้งแกงส้ม&nbsp;ต้ม&nbsp;ยำ&nbsp;และกินสดๆกับกะปิ&nbsp;ซึ่งดีกว่าปลูกไม้ประดับอื่นที่ได้แค่ความสวยงามแต่ชาวบ้านนำมาใช้สอยหรือบริโภคไม่ได้</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119164127048
147	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด พร้อมสร้างอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ 	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นางสาวมนัญญา&nbsp;ไทยเศรษฐ์&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;กล่าวในโอกาสเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด&nbsp;ว่า&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่ดินที่ได้จัดสรรให้เกษตรกรไปทำกิน&nbsp;โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรเหล่านั้นได้ใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดและประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพทำการเกษตร&nbsp;มีรายได้เลี้ยงครอบครัว&nbsp;พึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&nbsp;เพื่อช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ศึกษาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด&nbsp;โดยที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดในปี&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;ซึ่งในภาพรวมพื้นที่&nbsp;คทช.&nbsp;มีเป้าหมายทั้งหมด&nbsp;1,442&nbsp;พื้นที่&nbsp;ใน&nbsp;70&nbsp;จังหวัด&nbsp;เนื้อที่กว่า&nbsp;5.7&nbsp;ล้านไร่&nbsp;และได้คัดเลือกพื้นที่เป้าหมายสำหรับการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด&nbsp;จำนวน&nbsp;185&nbsp;พื้นที่&nbsp;62&nbsp;จังหวัด&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">โดยมีหน่วยงานในคณะอนุกรรมการฯ</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;บูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่&nbsp;เพื่อดำเนินการตามกรอบภารกิจ&nbsp;6&nbsp;ด้าน&nbsp;ได้แก่&nbsp;ด้านการพัฒนาที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานข้อมูล&nbsp;Zoning&nbsp;ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ&nbsp;ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ&nbsp;ด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่ม&nbsp;ด้านสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน&nbsp;และด้านการส่งเสริมและการจัดทำบัญชีครัวเรือน</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">สำหรับแผนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด&nbsp;ในปี&nbsp;2565</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ได้คัดเลือกพื้นที่&nbsp;คทช.ที่เป็นเป้าหมาย&nbsp;จำนวน&nbsp;30&nbsp;แห่ง&nbsp;เพื่อถ่ายทอดความรู้และพัฒนาการผลิตสินค้าการเกษตรให้มีคุณภาพ&nbsp;จัดทำระบบดินและน้ำให้มีคุณภาพ&nbsp;สนับสนุนปัจจัยการผลิต&nbsp;ก่อสร้างแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทาน&nbsp;การแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า&nbsp;สนับสนุนวัสดุการเกษตรและส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อเป็นสถาบันเกษตรกร&nbsp;โดยนำระบบสหกรณ์เข้ามาเป็นกลไกในการบริหารจัดการผลผลิตและการดำเนินธุรกิจร่วมกันของคนในชุมชน</span></p><p><br></p><p><br></p>"	2022-01-19T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119184951128
148	พ่อเมืองอำนาจเจริญลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มแปลงใหญ่โคขุนพื้นเมือง หมู่ 4 บ้านสว่างเหนือ ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ	<p><strong>วันที่&nbsp;19&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;11.00&nbsp;น.&nbsp;นายทวีป&nbsp;บุตรโพธิ์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ</strong>&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายธานินทร์&nbsp;จุฑาทิพย์ชาติกุล&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;นายอำเภอปทุมราชฯ&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอปทุมราชฯ&nbsp;ได้เข้าเยี่ยมกลุ่มแปลงใหญ่โคขุนพื้นเมือง&nbsp;หมู่&nbsp;4&nbsp;บ้านสว่างเหนือ&nbsp;ตำบลห้วย&nbsp;อำเภอปทุมราชวงศา&nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;พร้อมรับฟังบรรยายการดำเนินงาน&nbsp;ปัญหาอุปสรรค&nbsp;ความต้องการของกลุ่มฯ&nbsp;ที่ต้องการให้&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยเหลือในการดำเนินการของกลุ่มฯ&nbsp;และเยี่ยมชมกิจกรรมของกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด&nbsp;ตามนโยบายรัฐบาล&nbsp;ได้แก่&nbsp;เครื่องผสมอาหาร&nbsp;TMR&nbsp;รถแทรกเตอร์&nbsp;และอุปกรณ์การแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อโค&nbsp;เยี่ยมชมการเลี้ยงโคขุนของกลุ่ม&nbsp;พร้อมทั้งปศุสัตว์จังหวัดได้ประชาสัมพันธ์โครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร&nbsp;ในส่วนที่&nbsp;กรมปศุสัตว์ส่งเสริม</p><p><br></p><p>Cr#&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-19T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119214008183
149	ผวจ.ยโสธร เปิดจวน ทำ ที่ว่างสร้างอาหาร รอบ 2 ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง	<p><strong>เมื่อเวลา&nbsp;13.00&nbsp;น.วันที่&nbsp;(19&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;นายชลธี&nbsp;ยังตรง&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;</strong>เป็นประธานเปิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ&nbsp;และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกิจกรรม&nbsp;ที่ว่างสร้างอาหาร&nbsp;และกิจกรรมการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า&nbsp;กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ&nbsp;สยามบรมราชกุมารี&nbsp;สร้างความมั่นคง&nbsp;ทางอาหารสู่ปฏิบัติการ&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคง&nbsp;ทางอาหาร&nbsp;รอบ&nbsp;2&nbsp;ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;โดยมีนายสุวัฒน์&nbsp;เข็มเพชร&nbsp;นายชัยวัฒน์&nbsp;แสงศรี&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;นายชัยวัฒน์&nbsp;ชัยเวชพิสิฐ&nbsp;ปลัดจังหวัดยโสธร&nbsp;พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;นายอำเภอ&nbsp;พัฒนการอำเภอทั้ง&nbsp;9&nbsp;อำเภอ&nbsp;เข้าร่วมกิจกรรม</p><p><strong>โดย&nbsp;จังหวัดยโสธรร่วมกับชมรมแม่บ้านมหาดไทย&nbsp;ดำเนินโครงการ</strong>อันเนื่องมาจากพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;กิจกรรม&nbsp;ที่ว่างสร้างอาหาร&nbsp;และกิจกรรมการน้อมนำแนวพระราชดำริ&nbsp;ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า&nbsp;กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ&nbsp;สยามบรมราชกุมารี&nbsp;สร้างความมั่นคงทางอาหารสู่ปฏิบัติการ&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารรอบ&nbsp;2&nbsp;ด้วยการปลูก&nbsp;พืชผัก&nbsp;ภายในครัวเรือน&nbsp;โดยนำปุ๋ย&nbsp;ที่ได้จากการทำขยะอินทรีย์ตามหลัก&nbsp;๓&nbsp;R&nbsp;มาใช้บำรุงต้นไม้&nbsp;โดยจัดทำภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัด&nbsp;&nbsp;เป็นต้นแบบ&nbsp;พร้อมทั้งน้อมนำแนวพระราชดำริของ&nbsp;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า&nbsp;&nbsp;กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ&nbsp;สยามบรมราชกุมารี&nbsp;สู่แผนปฏิบัติการ&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>โดยจังหวัดยโสธร&nbsp;ได้เชิญชวนประชาชน&nbsp;ปลูกผักสวนครัวทุกครัวเรือน</strong>&nbsp;เพื่อพึ่งตนเอง&nbsp;สร้างความสามัคคีของคนในชุมชน&nbsp;อีกทั้งเป็นการต่อยอดและขยายผลการดำเนินงานโครงการปลูกผักสวนครัว&nbsp;เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับหมู่บ้านและชุมชน</p><p><strong>จังหวัดยโสธร&nbsp;ได้ขยายผลให้ประชาชนปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร&nbsp;</strong>จำนวน&nbsp;133,347&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;มีศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์ผัก/พันธุ์พืชชุมชน&nbsp;จำนวน&nbsp;78&nbsp;แห่ง&nbsp;ทำให้มีความมั่นคงทางอาหารมีพืชผักที่ปลูกเองไว้บริโภคตลอดปีและขยายผลสู่หมู่บ้าน/ชุมชน&nbsp;ด้วยกระบวนการ&nbsp;ผู้นำต้นแบบตัวอย่างที่เห็นจริง&nbsp;ผู้นำต้องทำก่อน&nbsp;นักพัฒนา&nbsp;3&nbsp;ประสานขับเคลื่อนปฏิบัติการ&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;สร้างความมั่นคงทางอาหาร&nbsp;ทุกครัวเรือนคือคลังอาหาร&nbsp;ทุกหมู่บ้านคือศูนย์แบ่งปัน&nbsp;ทักษะชีวิตวิถีใหม่เยาวชนไทยสร้างอาหารเป็นและชุมชนท้องถิ่นสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน&nbsp;ในรูปแบบ&nbsp;ใช้ที่ว่างสร้างอาหารและสร้างชุมชนสู่&nbsp;ถนนกินได้</p><p><strong>พร้อมนี้&nbsp;นายอำเภอทุกอำเภอ&nbsp;ได้มอบเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว&nbsp;</strong>ที่ได้จากศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์ผัก/พันธุ์พืชชุมชนของแต่ละอำเภอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;และพัฒนาการจังหวัด&nbsp;พัฒนาการอำเภอทุกอำเภอ&nbsp;มอบเมล็ดพันธุ์ผัก/พันธุ์ผักสวนครัว&nbsp;ให้ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย&nbsp;เพื่อนำไปแจกจ่ายขยายผล&nbsp;จากนั้นผู้ร่วมกิจกรรมได้ร่วมปลูกผักสวนครัวภายในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร&nbsp;อีกด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ส.ปชส.ยโสธร/ข่าว/&nbsp;19&nbsp;ม.ค.65</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ยโสธร	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120095203231
150	เดินหน้าจ้างแรงงานช่วยเหลือเกษตรกรปี 2565 ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง	<p><strong>นายประพิศ&nbsp;จันทร์มา&nbsp;อธิบดีกรมชลประทาน&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;กรมชลประทาน&nbsp;ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;เพื่อซ่อมแซม&nbsp;บำรุงรักษา&nbsp;ขุดลอก&nbsp;ปรับปรุงงานชลประทาน&nbsp;โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ&nbsp;ก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท&nbsp;แก้มลิง&nbsp;การจัดการคุณภาพน้ำและโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ&nbsp;ด้วยการจัดจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ&nbsp;</p><p><strong>ในปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น&nbsp;75,000&nbsp;คน</strong>&nbsp;วงเงินงบประมาณ&nbsp;4,465&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง&nbsp;1&nbsp;-&nbsp;10&nbsp;เดือน&nbsp;วงเงินจ้างแรงงาน/คน&nbsp;จะอยู่ที่ประมาณ&nbsp;8,700&nbsp;&nbsp;87,000&nbsp;บาท&nbsp;ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว&nbsp;&nbsp;22,120&nbsp;คน&nbsp;จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด&nbsp;3&nbsp;ลำดับคือ&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;2,303&nbsp;&nbsp;คน&nbsp;&nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp;1,872&nbsp;คน&nbsp;และจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;1,730&nbsp;คน&nbsp;</p><p><strong>สำหรับโครงการจ้างแรงงานชลประทาน</strong>&nbsp;ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร&nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง&nbsp;ขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป&nbsp;เข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร&nbsp;</p><p><strong>หากเกษตรกร&nbsp;หรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ</strong>&nbsp;สามารถติดต่อสอบถาม&nbsp;หรือสมัครได้ที่&nbsp;โครงการชลประทานใกล้บ้าน&nbsp;หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน&nbsp;1460&nbsp;&nbsp;ชลประทานบริการประชาชน</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120095919238
151	กษ.เพชรบุรี และคณะทำงานร่วมกันพิจารณาการจัดงานทำขวัญเกลือ และงาน Field day โครงการสืบสานพิธีทำขวัญเกลือ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือทะเลเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่	<p><strong>นางสาวศิริวรรณ&nbsp;เครือเล็ก&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;</strong>พร้อมด้วย&nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ร่วมประชุมคณะทำงานโครงการสืบสานพิธีทำขวัญเกลือ&nbsp;และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือ&nbsp;เพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่&nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;ผ่านระบบ&nbsp;Zoom&nbsp;Meeting&nbsp;จัดประชุมโดย&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;เพื่อทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานและพิธีทำขวัญเกลือ&nbsp;โดยมี&nbsp;เกษตรจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;เป็นหัวหน้าคณะทำงาน&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานดังกล่าว&nbsp;รวมทั้งร่วมกันพิจารณารายละเอียดการจัดงานทำขวัญเกลือ&nbsp;และงาน&nbsp;Field&nbsp;day&nbsp;เกลือทะเล&nbsp;ณ&nbsp;สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี&nbsp;จำกัด&nbsp;และแปลงนาเกลือ/ยุ้งเกลือของ&nbsp;นายวีระศักดิ์&nbsp;แผนประไพ&nbsp;ตำบลบ้านแหลม&nbsp;อำเภอบ้านแหลม&nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;ในวันที่&nbsp;28&nbsp;ม.ค.&nbsp;65&nbsp;โดยหารือในเรื่องของกำหนดการ&nbsp;แผนผังการจัดงาน&nbsp;และรายละเอียดกิจกรรม&nbsp;ผู้รับผิดชอบ&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ที่ประชุมมีมติการแต่งกายในวันงานเป็น&nbsp;เสื้อสีขาว&nbsp;กระโปรง/กางเกง&nbsp;สีสุภาพ&nbsp;</strong>วัตถุประสงค์การจัดงาน&nbsp;เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้เกษตรกรชาวนาเกลือ&nbsp;และรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการทำนาเกลือ&nbsp;เพื่อสร้างการรับรู้&nbsp;ประชาสัมพันธ์การผลิตเกลือทะเลของประเทศไทย&nbsp;เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาการทำนาเกลือ&nbsp;โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่&nbsp;เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน&nbsp;เกษตรกร&nbsp;ที่มีศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยว&nbsp;มีองค์ความรู้และนวัตกรรมที่โดดเด่น&nbsp;ต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวหลัก&nbsp;ของชุมชนเพื่อสร้างรายได้</p><p><br></p><p>สวท.เพชรบุรี</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สวท.เพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120095936242
152	ยกระดับความปลอดภัยชีวภาพสูงสุด ขอให้รายย่อยเลี้ยงหมูแบบ GFM ป้องกันควบคุมโรคโดยเร็ว	<p><strong>นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ตามที่ประเทศไทยได้รายงานการเกิดโรค&nbsp;ASF&nbsp;ในสุกรโดยได้แจ้งไปองค์การสุขภาพสัตว์โลก&nbsp;(OIE)&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;14&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นั้น&nbsp;เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคได้ในระยะยาวและยั่งยืน&nbsp;และตามหลักสากลโดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ&nbsp;การผลักดันยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ&nbsp;เพื่อป้องกันโรคระบาดซึ่งไม่เฉพาะสามารถป้องกันโรค&nbsp;ASF&nbsp;&nbsp;ในสุกรเท่านั้น&nbsp;ยังสามารถป้องกันโรคระบาดอื่นๆ&nbsp;ในสุกรได้อีกด้วย&nbsp;การส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มมีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;หรือ&nbsp;GFM&nbsp;ซึ่งรายย่อยสามารถดำเนินการได้และมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการทำมาตรฐานฟาร์ม&nbsp;GAP&nbsp;และเป็นการเตรียมความพร้อมในการยกระดับเป็นฟาร์มมาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;ต่อไปในอนาคต</p><p><strong>สำหรับในการเลี้ยงสุกรที่มีจำนวนน้อยกว่า&nbsp;500&nbsp;ตัว</strong>&nbsp;สามารถทำฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;หลักการสำคัญมี&nbsp;3&nbsp;ด้าน&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;การป้องกันโรค&nbsp;การตรวจสอบย้อนกลับและด้านผลผลิต&nbsp;มีข้อกำหนดในการรับรอง&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;พื้นที่และโครงสร้าง&nbsp;การจัดการโรงเรือนและอุปกรณ์&nbsp;การจัดการยานพาหนะ&nbsp;การจัดการบุคลากร&nbsp;การจัดการด้านสุขภาพสัตว์&nbsp;การจัดการอาหารสัตว์และยาสัตว์&nbsp;การจัดการด้านข้อมูลและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม&nbsp;</p><p><strong>การทำ&nbsp;GFM&nbsp;เป็นการทำระบบความปลอดภัยทางชีวภาพสำหรับฟาร์ม</strong>&nbsp;เป็นมาตรการหนึ่งของมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์&nbsp;เพื่อควบคุมป้องกันเชื้อโรคที่ติดมากับคน&nbsp;สัตว์และสิ่งของ&nbsp;เสื้อผ้า&nbsp;รองเท้า&nbsp;เครื่องมือ&nbsp;เครื่องใช้และยานพาหนะ&nbsp;มีพื้นที่พักสัตว์&nbsp;พื้นที่เลี้ยง&nbsp;และพื้นที่ขายหมู&nbsp;แยกออกจากกัน&nbsp;บุคคลหากไม่จำเป็นไม่ควรให้เข้าในพื้นที่เลี้ยงสุกรโดยเด็ดขาด&nbsp;ถ้าจำเป็นต้องมีการอาบน้ำ&nbsp;เปลี่ยนชุดก่อนเข้า-ออก&nbsp;และจุ่มรองเท้าบู้ทฆ่าเชื้อทุกครั้งและผู้ที่เข้าพื้นที่เลี้ยงสุกรต้องพักโรคอย่างน้อย&nbsp;5&nbsp;วัน&nbsp;การเลี้ยงสัตว์&nbsp;เลือกแหล่งอาหารที่น่าเชื่อถือ&nbsp;ไม่นำอาหารเหลือที่มีส่วนประกอบของเนื้อหมูมาใช้ในการเลี้ยง&nbsp;การปฏิบัติดังกล่าวสามารถป้องกันโรคได้อย่างดี</p><p><strong>อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า&nbsp;ผลที่ได้จากการทำฟาร์ม&nbsp;GFM</strong>&nbsp;สามารถลดปัญหาโรคระบาด&nbsp;ลดความเสียหาย&nbsp;ลดปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะและสามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต&nbsp;ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีอาชีพที่มีความมั่นคงและยั่งยืน&nbsp;และประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีความปลอดภัย&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังทำให้สามารถป้องกันและควบคุมโรคได้โดยเร็ว</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120104551263
153	รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 1 และคณะฯ ตรวจเยี่ยมตำบลต้นแบบ และการปฏิบัติงานและการฝึกจัดตั้งหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง(อพป.) ที่สุพรรณบุรี	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ที่ห้องประชุมขุนแผน&nbsp;ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;</strong>พล.ต.วิทยา&nbsp;สุวรรณดี&nbsp;รอง&nbsp;ผอ.รมน.&nbsp;ภาค&nbsp;1&nbsp;พร้อมคณะ&nbsp;เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานและการฝึกจัดตั้งหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง&nbsp;(อพป.)&nbsp;ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;โดยมี&nbsp;พ.อ.พีรฉัตร&nbsp;พานทอง&nbsp;รอง&nbsp;ผอ.รมน.จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุป&nbsp;ตำบลต้นแบบ&nbsp;ตามโครงการกำกับ&nbsp;ติดตาม&nbsp;และประเมินผล&nbsp;โดย&nbsp;กอ.รมน.&nbsp;ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อน&nbsp;แผนงานตำบล&nbsp;มั่นคง&nbsp;มั่งคั่ง&nbsp;ยั่งยืนฯ</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ในช่วงบ่าย&nbsp;พันเอก&nbsp;ณัฐภูมิ&nbsp;เหลาทอง&nbsp;พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการธนาคารโค-กระบือ</strong>ตามพระราชดำริตำบลพลับพลาไชย&nbsp;ตำบลพลับพลาไชย&nbsp;อำเภออู่ทอง&nbsp;จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;พร้อมพบปะพูดคุยกับเกษตรกรและเยี่ยมชมธนาคารโค-กระบือ</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สำหรับกลุ่มธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ</strong>&nbsp;ต.พลับพลาไชย&nbsp;อ.อู่ทอง&nbsp;จ.สุพรรณบุรี&nbsp;จัดตั้งกลุ่มขึ้นในปี&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2552&nbsp;โดยองค์การบริหารส่วนตำบลพลับพลาไชยได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภออู่ทอง&nbsp;ในการดำเนินโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ&nbsp;ในการที่จะให้สนับสนุนความร่วมมือกันในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ&nbsp;และให้การสนับสนุนวัสดุ&nbsp;อุปกรณ์&nbsp;เทคนิค&nbsp;และความรู้ต่างๆ&nbsp;แก่เกษตรกรในการเลี้ยงดูโค&nbsp;-&nbsp;กระบือให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ&nbsp;เพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตร&nbsp;โดยได้รับการสนับสนุนโค&nbsp;-&nbsp;กระบือจากโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ&nbsp;ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม&nbsp;จำนวน&nbsp;255&nbsp;คน&nbsp;มีสัตว์ในกลุ่มรวมทั้งสิ้น&nbsp;396&nbsp;ตัว&nbsp;แยกเป็น&nbsp;โค&nbsp;จำนวน&nbsp;128&nbsp;ตัว&nbsp;และกระบือ&nbsp;จำนวน&nbsp;268&nbsp;ตัว</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>จากนั้นเวลา&nbsp;14.30&nbsp;น.&nbsp;เดินทางต่อไปยังสถานที่ฝึกจัดตั้งหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง&nbsp;(อพป.)&nbsp;บ้านหนองอีนาค&nbsp;</strong>หมู่ที่&nbsp;12&nbsp;ตำบลด่านช้าง&nbsp;อำเภอด่านช้าง&nbsp;เพื่อมอบชุดเครื่องแบบชุด&nbsp;ชรบ.&nbsp;โดยผู้นำหมู่บ้านกล่าวประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน&nbsp;พร้อมรับชมการแสดงพื้นบ้าน&nbsp;การร้องเพลง&nbsp;อพป.&nbsp;/การฝึกใช้อาวุธ&nbsp;ปลช.ของผู้เข้ารับการฝึก&nbsp;</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สุพรรณบุรี	สวท.สุพรรณบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120105020266
154	อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดตรัง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดตรัง  มอบพันธุ์สัตว์น้ำจืด ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลา ที่ได้ผลกระทบอุทกภัย บ้านโพรงจระเข้	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายสมนึก&nbsp;ธูปหอม&nbsp;&nbsp;นายอำเภอย่านตาขาว&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</strong>พร้อมด้วย&nbsp;นายโกวิทย์&nbsp;เก้าเอี้ยน&nbsp;ประมงจังหวัดตรัง&nbsp;สุวรรณดี&nbsp;ขวัญเมือง&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดตรังและเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดตรัง&nbsp;ร่วมแจกพันธุ์สัตว์น้ำจืด&nbsp;เช่น&nbsp;ปลาดุก&nbsp;ปลาไน&nbsp;ปลาสุลต่าน&nbsp;แก่ผู้ประสบอุทกภัย&nbsp;จำนวน&nbsp;20&nbsp;ราย&nbsp;ณ&nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบลโพรงจระเข้&nbsp;ตำบลโพรงจระเข้&nbsp;อำเภอย่านตาขาว&nbsp;จังหวัดตรัง</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;จากฝนที่ตกต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดตรัง&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ตำบลโพรงจระเข้และตำบลนาชุมเห็ด&nbsp;อำเภอย่านตาขาว&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;2&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;&nbsp;ส่งผลให้จังหวัดตรังได้รับผลกระทบใน&nbsp;2&nbsp;อำเภอ&nbsp;3&nbsp;ตำบล&nbsp;8&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;289&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;1446&nbsp;คน&nbsp;มีผู้เสียชีวิต&nbsp;1&nbsp;คน&nbsp;โค/กระบือ&nbsp;8&nbsp;ตัว&nbsp;รถยนต์ส่วนบุคคล&nbsp;15&nbsp;คัน&nbsp;และรถจักรยานยนต์&nbsp;150&nbsp;คัน&nbsp;อพยพ&nbsp;1&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;ถนนในหมู่บ้าน&nbsp;1&nbsp;สาย&nbsp;&nbsp;ฝายน้ำล้น&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;&nbsp;โดยอำเภอย่านตาขาว&nbsp;มีพื้นที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่หมู่ที่&nbsp;4&nbsp;บ้านโคกทราย&nbsp;,&nbsp;หมู่ที่&nbsp;7&nbsp;บ้านโหล๊ะคล้า&nbsp;ตำบลโพรงจระเข้&nbsp;พื้นที่หมู่ที่&nbsp;1&nbsp;บ้านไทรงาม&nbsp;,&nbsp;หมู่ที่&nbsp;4&nbsp;บ้านลำพิกุล&nbsp;,&nbsp;หมู่ที่&nbsp;7&nbsp;บ้านทอนพลา&nbsp;,&nbsp;หมู่ที่&nbsp;8&nbsp;บ้านลำขนุน&nbsp;ตำบลนาชุมเห็ด&nbsp;</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120113832303
155	กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรเตรียมพร้อมรับมือ น้ำเค็มรุกสวนกล้วยไม้	<p><strong>นายเข้มแข็ง&nbsp;ยุติธรรมดำรง&nbsp;อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ในช่วง&nbsp;4&nbsp;&nbsp;5&nbsp;ปีที่ผ่านมาสภาพอากาศมีความแปรปรวนค่อนข้างเร็ว&nbsp;ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างกว้างขวาง&nbsp;ทำให้เกิดวิกฤตภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูง&nbsp;ส่งผลให้น้ำเค็มรุกเข้าสวนกล้วยไม้&nbsp;โดยในต้นปี&nbsp;2565&nbsp;กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ&nbsp;ได้คาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุนที่ขึ้นสูงสุดไว้&nbsp;2&nbsp;ช่วง&nbsp;ได้แก่&nbsp;ในช่วงวันที่&nbsp;20&nbsp;&nbsp;23&nbsp;มกราคมนี้&nbsp;และวันที่&nbsp;31&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ซึ่งอาจจะเกิดน้ำเค็มรุกพื้นที่ที่เป็นปากแม่น้ำซึ่งเชื่อมติดกับทะเลเป็นระยะเวลาสั้นๆ&nbsp;และจะกลับคืนสู่สภาพปกติ&nbsp;</p><p><strong>กรมส่งเสริมการเกษตร</strong>&nbsp;ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำ&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม&nbsp;สมุทรสาคร&nbsp;นนทบุรี&nbsp;กรุงเทพมหานคร&nbsp;ปทุมธานี&nbsp;สมุทรปราการ&nbsp;สมุทรสงคราม&nbsp;ราชบุรี&nbsp;และจังหวัดฉะเชิงเทรา&nbsp;ควรเฝ้าระวังค่าความเค็มของน้ำไม่ควรเกินกว่า&nbsp;0.75&nbsp;กรัมต่อลิตร&nbsp;หรือค่าการนำไฟฟ้า&nbsp;(EC)&nbsp;สูงเกินกว่า&nbsp;750&nbsp;ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร&nbsp;หากสวนกล้วยไม้ได้รับน้ำเค็มติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน&nbsp;จะทำให้ต้นกล้วยไม้มีอาการปลายรากกุด&nbsp;ใบเริ่มลู่ลง&nbsp;นิ่ม&nbsp;และเหลืองก่อนที่จะหลุด&nbsp;เนื้อเยื่อแห้งไม่เจริญเติบโต&nbsp;และอาจรุนแรงถึงตายได้ในที่สุดกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;เล็งเห็นผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้นกับสวนกล้วยไม้</p><p><strong>ขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้</strong>&nbsp;ควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์&nbsp;&nbsp;อาทิ&nbsp;ตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่จะใช้รดกล้วยไม้หรือนำมาผสมปุ๋ย&nbsp;และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยใช้เครื่องวัด&nbsp;EC&nbsp;ด้วยตนเอง&nbsp;หากแหล่งน้ำที่นำมารดกล้วยไม้ยังมีคุณภาพดี&nbsp;ให้สูบน้ำเข้ามาเก็บกักในบ่อพักให้เต็ม&nbsp;เพื่อสำรองไว้กรณีเกิดน้ำทะเลหนุน&nbsp;ควรรักษาระดับน้ำในบ่อพักน้ำในสวนกล้วยไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำข้างนอก&nbsp;เพื่อดันไม่ให้น้ำจากข้างนอกซึ่งอาจจะเป็นน้ำเค็มไหลซึมเข้าบ่อ&nbsp;/&nbsp;ปรับเปลี่ยนวิธีการให้น้ำอย่างประหยัด&nbsp;ด้วยการนำหัวสปริงเกอร์แบบประหยัดน้ำที่มีอัตราการใช้น้ำ&nbsp;100&nbsp;&nbsp;120&nbsp;ลิตร&nbsp;ต่อ&nbsp;1&nbsp;หัว&nbsp;ในเวลา&nbsp;1&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;มาใช้แทน&nbsp;</p><p><strong>หากน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้น&nbsp;ควรลดอัตราการผสมปุ๋ยลงจากเดิม</strong>&nbsp;เนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความเค็มของน้ำ&nbsp;และหากน้ำที่ผสมปุ๋ยแล้วมีค่าความเค็มสูงเกินไป&nbsp;ปุ๋ยจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่รากหรือต้นกล้วยไม้หากเกษตรกรผลิตกล้วยไม้ที่มีราคาสูงและต้องการกล้วยไม้ที่มีคุณภาพดี&nbsp;อาจจะพิจารณาใช้เครื่องกรองน้ำแบบ&nbsp;Reverse&nbsp;Osmosis&nbsp;&nbsp;ซึ่งสามารถกรองเกลือที่ละลายในน้ำอย่างได้ผล</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120135807399
156	สำนักงานประมงจังหวัดตรัง เดินหน้าพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้านประมง ให้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ	<p><strong>นายโกวิทย์&nbsp;เก้าเอี้ยน&nbsp;ประมงจังหวัดตรัง&nbsp;พร้อมกับ&nbsp;นายประภาส&nbsp;แก้วโยชน์</strong>&nbsp;ประมงอำเภอปะเหลียน&nbsp;จ่าเอกประวิทย์&nbsp;ทองเขียว&nbsp;รักษาราชการประมงอำเภอเมืองตรัง&nbsp;มอบปัจจัยการผลิตให้แก่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้านประมง&nbsp;เพื่อพัฒนาศูนย์ฯ&nbsp;เครือข่าย&nbsp;ให้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรผู้ที่สนใจ&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ศูนย์&nbsp;(อำเภอละ&nbsp;1&nbsp;ศูนย์)&nbsp;ณ&nbsp;สระน้ำเพิ่มสุข&nbsp;ตำบลทับเที่ยง&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร</strong>&nbsp;ดำเนินการโดยมุ่งเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในระดับชุมชน&nbsp;&nbsp;เพื่อเป็นจุดถ่ายทอดความรู้&nbsp;&nbsp;ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตรของชุมชน&nbsp;ซึ่งสำนักงานประมงจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;เดินหน้าพัฒนาและยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;เครือข่ายด้านการประมงต้นแบบ&nbsp;&nbsp;ที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการประมงในรูปแบบต่างๆ&nbsp;&nbsp;เป็นกลไกในการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ&nbsp;ที่ร่วมกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในเชิงวิชาการให้แก่เกษตรกรในชุมชน&nbsp;&nbsp;ส่งเสริม&nbsp;สนับสนุน&nbsp;&nbsp;พัฒนาอาชีพและช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาด้านการประมงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120125207329
157	สำนักงานเกษตรอำเภอนาโยง  จังหวัดตรัง จัดอบรมเกษตรกรโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่? (พริกไทย แปลงใหญ่ปี 2565) ครั้งที่ 2	<p><strong>นายอำนาจ&nbsp;เซ่งเซี่ยง&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ&nbsp;</strong>รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอนาโยง&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายฤทธิเดช&nbsp;สุขคง&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;นางสุมาลี&nbsp;เสมอเชื้อ&nbsp;และนางจรัสศรี&nbsp;แก้วนิลประเสริฐ&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอนาโยง&nbsp;จัดอบรมเกษตรกรโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่&nbsp;(พริกไทย)&nbsp;กิจกรรม&nbsp;บริหารจัดการถ่ายทอดความรู้&nbsp;ครั้งที่&nbsp;2&nbsp;(แปลงปี&nbsp;2565)&nbsp;เน้นวิเคราะห์ข้อมูลจัดทำแผนการผลิตรายแปลงรายบุคคล&nbsp;และแนวทางการบริหารจัดการรูปแบบแปลงใหญ่ใน&nbsp;5&nbsp;ด้าน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การลดต้นทุนการผลิต&nbsp;การเพิ่มผลผลิต&nbsp;การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการผลิต&nbsp;การตลาด&nbsp;และการบริหารจัดการ&nbsp;แก่สมาชิกแปลงใหญ่พริกไทยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกพริกไทยบ้านละมอ&nbsp;&nbsp;ณ&nbsp;อาคารอเนกประสงค์&nbsp;ม.6&nbsp;ต.ละมอ&nbsp;อ.นาโยง&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;</p><p><strong>สำหรับโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่</strong>&nbsp;&nbsp;เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกัน&nbsp;&nbsp;ทำให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย&nbsp;โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน&nbsp;&nbsp;ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น&nbsp;&nbsp;รวมทั้งผลผลิตที่ได้ก็มีคุณภาพได้มาตรฐาน&nbsp;&nbsp;ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งระบบการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่&nbsp;&nbsp;จะทำให้เกิดความร่วมมือในการผลิต</strong>โดยเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรในพื้นที่ที่ติดต่อกันเป็นแปลงใหญ่&nbsp;&nbsp;ทำให้เกิดขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่&nbsp;เพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกรตลอดกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การจัดการปัจจัยการผลิต&nbsp;การผลิต&nbsp;เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว&nbsp;การจัดการหลังการผลิต&nbsp;การแปรรูปเบื้องต้นและการตลาด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120142317423
158	เกษตรกรรุ่นใหม่อำเภอปะเหลียน(ไร่สมประสงค์) จังหวัดตรัง  ทำการเกษตรแบบผสมผสาน พร้อม ปลูกพืชผักปลอดสารพิษต่างๆ ตามฤดูกาล จำหน่ายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์	<p><strong>สำนักงานเกษตรอำเภอปะเหลียน&nbsp;โดยนางนิตยา&nbsp;จันทร์ประทีป&nbsp;</strong>เกษตรอำเภอปะเหลียน&nbsp;พร้อมด้วยนางสาวปราณี&nbsp;แข็งแรง&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;และนางสาวศัลยา&nbsp;มานะกล้า&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;เยี่ยมเยียนและติดตามการดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสานของนายสมประสงค์&nbsp;หยงสตาร์&nbsp;เกษตรกรรุ่นใหม่อำเภอปะเหลียน&nbsp;ณ&nbsp;ไร่สมประสงค์&nbsp;หมู่ที่&nbsp;5&nbsp;ตำบลปะเหลียน&nbsp;อำเภอปะเหลียน&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</p><p><strong>เกษตรกรรายดังกล่าว&nbsp;&nbsp;ได้แบ่งพื้นที่&nbsp;2&nbsp;ไร่&nbsp;ปลูกพืชผักปลอดสารพิษต่างๆ</strong>&nbsp;ตามฤดูกาล&nbsp;ได้แก่&nbsp;ข้าวไร่&nbsp;ข้าวโพดหวาน&nbsp;มันหวาน&nbsp;ถั่วลิสง&nbsp;มะเขือเปราะ&nbsp;มะเขือยาว&nbsp;และเน้นปลูกผักสลัด&nbsp;เช่น&nbsp;กรีนโอ๊ค&nbsp;เรดโอ๊ค&nbsp;ลงดินทั้งในและนอกโรงเรือน&nbsp;โดยจำหน่ายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์&nbsp;หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์&nbsp;095-2722532&nbsp;หรือเพจเฟสบุ๊คชื่อ&nbsp;ไร่สมประสงค์</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120142409424
159	เกษตรอำเภอปะเหลียน  จังหวัดตรัง จัดอบรมโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร กิจกรรมจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรผู้นำ ครั้งที่ 1	<p><strong>สำนักงานเกษตรอำเภอปะเหลียน&nbsp;โดยนางนิตยา&nbsp;จันทร์ประทีป</strong>&nbsp;เกษตรอำเภอปะเหลียน&nbsp;พร้อมด้วยนางสาวปราณี&nbsp;แข็งแรง&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;และนางสาวศัลยา&nbsp;มานะกล้า&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;จัดอบรมโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;(ศพก.)&nbsp;กิจกรรมจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรผู้นำ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1&nbsp;ณ&nbsp;ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอปะเหลียน&nbsp;หมู่ที่&nbsp;5&nbsp;ตำบลปะเหลียน&nbsp;อำเภอปะเหลียน&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป้าหมายหลัก&nbsp;ได้แก่&nbsp;เกษตรกรผู้ปลูกผักในพื้นที่ตำบลปะเหลียน&nbsp;จำนวน&nbsp;30&nbsp;ราย</strong>&nbsp;โดยกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวฯ&nbsp;มีวัตถุประสงค์&nbsp;เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรไปสู่การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่&nbsp;ซึ่งในวันนี้&nbsp;มีวิทยากรจากสำนักงานเกษตรอำเภอปะเหลียน&nbsp;มาให้ความรู้เรื่อง&nbsp;แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;เศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;และเกษตรผสมผสาน&nbsp;&nbsp;วิทยากรจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตรัง&nbsp;มาให้ความรู้เรื่องการรวมกลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่ม&nbsp;และวิทยากรจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ตรัง&nbsp;มาให้ความรู้เรื่อง&nbsp;การจัดทำบัญชีครัวเรือน</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120142523425
160	เกษตรอำเภอกันตัง  จังหวัดตรัง ลงพื้นที่ติดตามการพ่นสารเคมีด้วยโดรนในแปลงยางพาราที่ประสบปัญหาโรคใบร่วงยางพารา พื้นที่ตำบลวังวน	<p><strong>นายสรวง&nbsp;พรหมบุญทอง&nbsp;เกษตรอำเภอกันตัง&nbsp;พร้อมด้วยนางสาวกรภัทร&nbsp;แซ่ฟู้&nbsp;</strong>และนางสาวบุณยานุช&nbsp;หาดสุด&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;ลงพื้นที่ติดตามการพ่นสารเคมีด้วยโดรนในแปลงยางพารา&nbsp;นายไภษัชย์&nbsp;พานิชย์&nbsp;เกษตรกร&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ตำบลวังวน&nbsp;อำเภอกันตัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;เกษตรกรปลูกยางพาราพื้นที่ประมาณ&nbsp;100ไร่&nbsp;โดยการพ่นสารเคมีครั้งนี้เป็นการพ่นสารเคมีครั้งที่&nbsp;3&nbsp;แล้ว&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;เพื่อกำจัดเชื้อที่ทำให้เกิดโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ได้มีการแนะนำการใส่ปุ๋ยยางพาราและแนะนำให้เกษตรกร</strong>ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าในแปลงเพื่อป้องกันและกำจัดโรคใบร่วงยางพาราและเพื่อบำรุงต้นยางร่วมด้วย&nbsp;สำหรับโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่&nbsp;เกิดจากเชื้อรา&nbsp;Pestalotiopsis&nbsp;sp.&nbsp;หรือ&nbsp;Colletotrichum&nbsp;sp.&nbsp;ในอาการเริ่มแรก&nbsp;จะเกิดจุดช้ำบริเวณใต้ใบ&nbsp;และด้านบนของใบบริเวณเดียวกันจะเป็นสีเหลืองลักษณะกลม&nbsp;ต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นสีคล้ำ&nbsp;ขอบแผลดำ&nbsp;และกลายเป็นเนื้อเยื่อแห้งสีน้ำตาลจนถึงขีดขาวซีด&nbsp;รูปร่างจุดแผลค่อนข้างกลม&nbsp;รอบแผลไม่มีสีเหลืองล้อมรอบ&nbsp;จำนวนมากกว่า&nbsp;1&nbsp;จุด&nbsp;อาจซ้อนกันเป็นแผลขนาดใหญ่&nbsp;เมื่ออาการรุนแรงจะเกิดใบเหลืองและร่วง&nbsp;การป้องกันกำจัด&nbsp;</p><p><strong>กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;ได้แนะนำดังนี้</strong></p><p>1)&nbsp;ใส่ปุ๋ยบำรุงสม่ำเสมอ&nbsp;เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับต้นยางพารา&nbsp;เมื่อเกิดอาการใบเหลืองและร่วง&nbsp;ต้นยางจะสามารถสร้างใบใหม่ออกมาทดแทนใบยางที่ร่วงเนื่องจากโรคได้อย่างรวดเร็ว</p><p>2)&nbsp;ใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์&nbsp;ได้แก่&nbsp;เชื้อราไตรโครเดอร์มา&nbsp;ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคที่ติดมากับใบที่ร่วงลงดิน&nbsp;และจะช่วยส่งเสริมให้ต้นยางแข็งแรง</p><p>3)&nbsp;พ่นสารเคมีควบคุมโรค&nbsp;โดยฉีดพ่นบริเวณทรงพุ่มและพื้นดินให้ทั่วแปลงเมื่อพบการระบาดที่รุนแรง&nbsp;โดยฉีดพ่นพุ่มใบอย่างน้อย&nbsp;2&nbsp;ครั้ง&nbsp;ทำซ้ำทุก&nbsp;7-15&nbsp;วัน&nbsp;และฉีดพ่นพื้นสวนที่มีใบที่เป็นโรคร่วงหล่นด้วย&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120142654426
161	กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง ติดตามเยี่ยมเยียนการดำเนินกิจกรรมกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านทุ่งศาลา อำเภอย่านตาขาว	<p><strong>สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;โดยนายวสันต์&nbsp;สุขสุวรรณ&nbsp;เกษตรจังหวัดตรัง</strong>&nbsp;มอบหมายให้นางสาวกำไลทิพย์&nbsp;เศรษฐ์วิชัย&nbsp;หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่&nbsp;ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอย่านตาขาว&nbsp;เยี่ยมเยียนการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านทุ่งศาลา&nbsp;ตำบลในควน&nbsp;อำเภอย่านตาขาว&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</p><p><strong>สำหรับการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มยุวเกษตรกร&nbsp;ดังกล่าว&nbsp;</strong>มีกิจกรรมที่หลากหลาย&nbsp;อาทิ&nbsp;การปลูกผักสวนครัว&nbsp;การปลูกเมล่อน&nbsp;การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์&nbsp;การปลูกผักยกแคร่&nbsp;ปลูกกล้วยหอม&nbsp;แก้วมังกร&nbsp;และกิจกรรมอื่นๆ&nbsp;โดยมีสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรร่วมกับครูที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร&nbsp;ช่วยกันดำเนินกิจกรรมดังกล่าว&nbsp;มีการแบ่งหน้าที่ในการรับผิดชอบกิจกรรม&nbsp;&nbsp;ผลผลิตที่ได้จากกิจกรรมจะนำเข้าสู่กิจกรรมเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของนักเรียนภายในโรงเรียน&nbsp;</p><p>และหากมีเหลือจะจำหน่ายให้แก่ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจ&nbsp;ผ่านทางออนไลน์&nbsp;ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี&nbsp;เป็นการสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มยุวเกษตรกรเพื่อนำมาหมุนเวียนในการดำเนินกิจกรรม&nbsp;ทั้งยังได้บริโภคอาหารที่สดและปลอดภัย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120142805428
162	สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง  ร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายวสันต์&nbsp;สุขสุวรรณ&nbsp;เกษตรจังหวัดตรัง</strong>&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;นางสาวกำไลทิพย์&nbsp;เศรษฐ์วิชัย&nbsp;หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่&nbsp;ลงพื้นที่ตำบลในควน&nbsp;อำเภอย่านตาขาว&nbsp;เพื่อร่วมการดำเนินกิจกรรมพัฒนากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจครัวเรือน&nbsp;ครั้งที่&nbsp;2&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนบ้านในควน&nbsp;มีเป้าหมายเข้าร่วมทั้งสิ้นจำนวน&nbsp;15&nbsp;ราย&nbsp;โดยร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอย่านตาขาว</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สำหรับการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวประกอบไปด้วย&nbsp;</strong>การบรรยายและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์&nbsp;และการพัฒนาทักษะการเป็นวิทยากรประจำแหล่งเรียนรู้&nbsp;เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต้นแบบ&nbsp;ให้สามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ต้นแบบดังกล่าว&nbsp;แก่ผู้ที่สนใจ&nbsp;และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอื่นๆ&nbsp;ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างบุคลิกภาพในการเป็นผู้นำให้แก่สมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอีกด้วย</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120142732427
163	เกษตรตรัง ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสงขลา พัฒนา ศจช.ต้นแบบด้านการจัดการศัตรูพืชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน	<p><strong>สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;โดยนายวสันต์&nbsp;สุขสุวรรณ&nbsp;</strong>เกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืช&nbsp;ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช&nbsp;&nbsp;จังหวัดสงขลา&nbsp;และสำนักงานเกษตรอำเภอย่านตาขาว&nbsp;ถ่ายทอดความรู้เรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในสละ&nbsp;แนะนำแมลงศัตรูที่สำคัญในสละ&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้วงแรดมะพร้าว&nbsp;ด้วงงวงจิ๋ว&nbsp;การให้ธาตุอาหารโพแทสเซียม&nbsp;แคลเซียม&nbsp;โบรอน&nbsp;การยืดช่อดอกโดยการฉีดโบรอน&nbsp;และบำรุงต้นโดยใช้โบรอนครั้งละ&nbsp;1ช้อนโต๊ะต่อต้น&nbsp;ใช้ปุ๋ยสูตร&nbsp;15-5-25&nbsp;เพื่อพัฒนา&nbsp;ศจช.ต้นแบบด้านการจัดการศัตรูพืชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;มึผู้เข้าร่วมจำนวน&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการแปลงใหญ่สละสุมาลี&nbsp;ตำบลทุ่งค่าย&nbsp;อำเภอย่านตาขาว&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน&nbsp;เป็นเครื่องมือที่กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;</strong>ใช้ในการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้การจัดการศัตรูพืชให้กับเกษตรกรในชุมชนให้สามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน&nbsp;นับตั้งแต่การบริหารจัดการศัตรูพืช&nbsp;การวินิจฉัยศัตรูพืช&nbsp;การติดตามสถานการณ์และพยากรณ์ศัตรูพืช&nbsp;การป้องกันการระบาดและการผลิตขยายสารชีวภัณฑ์หรือแมลงศัตรูธรรมชาติเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;จึงต้องเดินหน้าขับเคลื่อนศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนของจังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;ให้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ&nbsp;ให้ตอบสนองความต้องการต่อเป้าหมายที่กำหนด&nbsp;และที่สำคัญตอบสนองต่อบริบทของพื้นที่และชุมชนที่นำสู่การแก้ปัญหาด้านศัตรูพืชอย่างยั่งยืน&nbsp;เพื่อเป็นสร้างต้นแบบที่ดีของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120152040462
164	เกษตรอำเภอกันตัง  จังหวัดตรัง ติดตามเยี่ยมเยียน กลุ่มแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน หมู่ที่ 4 ตำบลย่านซื่อ พร้อมให้คำแนะนำโครงการที่สามารถเสริมสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและกลุ่มแปลงใหญ่ฯ	<p><strong>วันนี้&nbsp;(&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;)&nbsp;นายสรวง&nbsp;พรหมบุญทอง&nbsp;เกษตรอำเภอกันตัง&nbsp;</strong>มอบหมายให้นางบุญญาพร&nbsp;กายเพ็ชร&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;ติดตามเยี่ยมเยียน&nbsp;กลุ่มแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน&nbsp;หมู่ที่4&nbsp;ตำบลย่านซื่อ&nbsp;อำเภอกันตัง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;การดำเนินกิจการของกลุ่มฯ&nbsp;สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง&nbsp;ทุกกิจกรรม&nbsp;ได้แก่&nbsp;</p><p><strong>การรับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมัน&nbsp;มีการรับซื้อได้ปริมาณ&nbsp;11&nbsp;ตัน/วัน&nbsp;</strong>เนื่องจากช่วงนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง&nbsp;และราคาค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องแข่งขันกับลานเทใกล้เคียง&nbsp;แต่ก็สามารถดำเนินการได้&nbsp;</p><p><strong>กิจกรรมที่&nbsp;2&nbsp;การผลิตปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;และปุ๋ยเคมีผสม&nbsp;</strong>รอบการผลิตรอบใหม่จะเริ่มเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;ปัญหาที่เกิดขึ้นพบว่าราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้นมาก&nbsp;และแม่ปุ๋ยขาดตลาด&nbsp;ส่งผลกระทบต่อสมาชิกเพราะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;กลุ่มได้มีการเพิ่มกิจกรรมขึ้นอีกหนึ่งอย่าง&nbsp;</strong>คือการขยายต้นพันธุ์ปาล์มน้ำมัน&nbsp;โดยใช้สายพันธุ์ยูนิวานิช&nbsp;เพื่อจำหน่ายแก่สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่&nbsp;โดยเริ่มเปิดให้จองต้นพันธุ์ช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปกิจกรรมนี้ได้เกิดจากการแก้ไขปัญหาให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้&nbsp;ด้วยการบริหารจัดการกิจการโดยคณะกรรมการกลุ่มฯ&nbsp;เจ้าหน้าที่เกษตรได้ให้คำแนะนำในเรื่องการจัดการเอกสารให้เป็นระบบ&nbsp;การหาแหล่งเงินทุน&nbsp;การเพิ่มช่องทางการตลาด&nbsp;และโครงการส่งเสริมที่เกี่ยวข้องเพื่อที่สามารถเสริมสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและกลุ่มแปลงใหญ่ฯ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120153830478
165	รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามงานเกษตรแปลงใหญ่	<p><strong>นายอำพันธุ์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เวฬุตันติ&nbsp;รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;</strong>กล่าวถึง&nbsp;เกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่หมู่&nbsp;3&nbsp;ตำบลเขาคราม&nbsp;อำเภอเมืองกระบี่&nbsp;จังหวัดกระบี่&nbsp;ว่า&nbsp;เกษตรกรในพื้นที่บ้านไหนหนัง&nbsp;ตำบลเขาคราม&nbsp;อำเภอเมืองกระบี่&nbsp;จังหวัดกระบี่&nbsp;ได้รวมกลุ่มกัน&nbsp;เริ่มตั้งแต่ปี&nbsp;2535&nbsp;เพื่อทำกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง&nbsp;กิจกรรมหลักของกลุ่มคือ&nbsp;อนุรักษ์ป่าชายเลน&nbsp;ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าชายเลนที่ต้องดูแลประมาณ&nbsp;3,500&nbsp;ไร่&nbsp;และเป็นกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับการเลี้ยงผึ้งโพรงที่ต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารของผึ้งโพรง&nbsp;นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก&nbsp;MAP&nbsp;ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่ดูแลสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนสามารถให้การสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ&nbsp;ของกลุ่มได้ด้วยต่อมาในปี&nbsp;2557&nbsp;ทางกลุ่มได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในชื่อ&nbsp;วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งบ้านไหนหนัง&nbsp;เนื่องจากกลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น&nbsp;ประกอบกับสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้งโดยรายได้&nbsp;10%&nbsp;จะหักไว้เข้ากองทุนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกลุ่มเพื่อความยั่งยืน&nbsp;ในปี&nbsp;2562&nbsp;</p><p><strong>สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกระบี่&nbsp;ได้ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร</strong>ตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่&nbsp;โดยมุ่งเน้นการพัฒนา&nbsp;5&nbsp;ด้าน&nbsp;คือ&nbsp;การลดต้นทุนการผลิต&nbsp;การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต&nbsp;การพัฒนาคุณภาพ&nbsp;การตลาด&nbsp;และการบริหารจัดการ&nbsp;ซึ่งตรงกับความต้องการในการพัฒนาที่ยั่งยืนทางกลุ่มจึงได้ขอจัดตั้งเป็น&nbsp;แปลงใหญ่ผึ้งโพรงบ้านไหนหนัง&nbsp;ปัจจุบัน&nbsp;นายสุธีร์&nbsp;ปานขวัญ&nbsp;ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานแปลงใหญ่ผึ้งโพรงบ้านไหนหนัง&nbsp;โดยมีการบริหารจัดการกลุ่มภายใต้แนวคิด&nbsp;พัฒนาอาชีพ&nbsp;เสริมสร้างรายได้&nbsp;กระจายพันธุ์ป่า&nbsp;พัฒนาแหล่งเรียนรู้&nbsp;เชิดชูวิถีพอเพียงเพื่อสร้างอาชีพ&nbsp;สร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน&nbsp;และร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง</p><p><strong>การเลี้ยงผึ้งของชาวบ้านไหนหนังนั้น&nbsp;เริ่มจากการทำกล่องไม้</strong>เพื่อให้ผึ้งเข้ามาทำรังและเก็บสะสมน้ำหวาน&nbsp;ใช้ไม้ในท้องถิ่น&nbsp;เช่น&nbsp;ต้นทัง&nbsp;ต้นกระท้อน&nbsp;ต้นทุเรียน&nbsp;กลุ่มเลี้ยงผึ้งหาไม้จากในสวนของตนเองหรือหากใครมีเยอะก็แบ่งให้สมาชิกคนอื่น&nbsp;ๆ&nbsp;ตัวกล่องเลี้ยงผึ้งลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านบนทำเป็นฝาที่สามารถยกออกจากกล่องได้&nbsp;ด้านหน้าเป็นช่องประตูที่ให้ผึ้งบินเข้าออกได้&nbsp;ลักษณะเป็นผนังทึบและมีช่องเล็ก&nbsp;ๆ&nbsp;เพื่อให้ผึ้งบินเข้าไปได้ขนาดยาว&nbsp;5&nbsp;ซม.&nbsp;กว้าง&nbsp;1&nbsp;ซม.&nbsp;ด้านข้างด้านหนึ่งสามารถแง้มเพื่อดูด้านในและเอื้อมมือเข้าไปทำความสะอาดได้อีกด้านปิดสนิท&nbsp;กล่องเลี้ยงผึ้งมีขนาดกว้าง&nbsp;35&nbsp;ซม.&nbsp;ยาว&nbsp;50&nbsp;ซม.&nbsp;และสูง&nbsp;30&nbsp;ซม.&nbsp;เสาทำจากปูนหรือไม้ก็ได้มีความสูง&nbsp;1.2&nbsp;เมตร&nbsp;เส้นผ่าศูนย์กลาง&nbsp;10&nbsp;ซม.&nbsp;ตำแหน่งของเสาที่สูงจากพื้นประมาณ&nbsp;1&nbsp;เมตร&nbsp;จะทำร่องใส่น้ำรอบเสา&nbsp;เพื่อป้องกันมดและยังเป็นแหล่งน้ำให้ผึ้งได้ด้วย&nbsp;</p><p><strong>หากไม่ใช้เสาปูนสามารถใช้เสาไม้ตามเรือกสวนที่มีขนาดเดียวกัน</strong>&nbsp;ไม่มีร่องใส่น้ำต้องใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องยนต์เก่า&nbsp;พันที่โคนเสาป้องกันมด&nbsp;เสาปูนนี้ทางแกนนำกลุ่มจะจัดทำให้แก่สมาชิก&nbsp;สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มีการผลิตได้แก่&nbsp;กล่องเลี้ยงผึ้ง&nbsp;และพันธุ์ผึ้ง/ชันโรง&nbsp;&nbsp;&nbsp;น้ำผึ้งบรรจุขวด&nbsp;&nbsp;ลิปสติก&nbsp;(ลิปมัน)&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขี้ผึ้ง&nbsp;&nbsp;สบู่&nbsp;&nbsp;&nbsp;โลชั่นทาผิว&nbsp;และการเข้าร่วมเป็นจุดเรียนรู้การท่องเที่ยวชุมชนร่วมกับเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดกระบี่</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	กระบี่	สวท.กระบี่	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120164055524
166	จังหวัดสุรินทร์พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถเป็นวิทยากรด้านการทำการเกษตรปลอดการเผา	<p><strong>วันที่&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายวันชัย&nbsp;ประยงค์หอม&nbsp;เกษตรจังหวัดสุรินทร์&nbsp;</strong>มอบหมายให้นายกุลชาติ&nbsp;บูรณะ&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;กลุ่มอารักขาพืช&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์&nbsp;จัดถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถเป็นวิทยากร&nbsp;ด้านการทำการเกษตรปลอดการเผา&nbsp;พื้นที่นำร่องกลุ่มเดิมของตำบลจอมพระ&nbsp;อำเภอจอมพระ&nbsp;จำนวน&nbsp;60&nbsp;ราย&nbsp;ณ&nbsp;ศาลาหมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ต.จอมพระ&nbsp;อ.จอมพระ&nbsp;โดยมีกิจกรรมให้ความรู้และแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการวิทยากรการทำเกษตรปลอดการเผา&nbsp;โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรตำบลจอมพระ&nbsp;และสำนักงานเกษตรอำเภอจอมพระ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สวท.สุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120173027555
167	จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่เพาะปลูกข้าว 3,097,382 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 1,152,089 ตัน ราคารับซื้อตันละ 11,000-11,800 บาท  ราคาทรงตัวเมื่อเทียบกับวันก่อน	<p><strong>นางพิรุณวรรณน์&nbsp;จงใจภักดิ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์&nbsp;ร</strong>ายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าวเปลือกนาปี&nbsp;ปีการผลิต&nbsp;2564/65&nbsp;จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่เพาะปลูก&nbsp;3,097,382&nbsp;ไร่&nbsp;ผลผลิตเฉลี่ย&nbsp;372&nbsp;กิโลกรัมต่อไร่&nbsp;ปริมาณผลผลิตรวม&nbsp;1,152,089&nbsp;ตัน&nbsp;ราคารับซื้อตันละ&nbsp;11,000-11,800&nbsp;บาท&nbsp;ราคาทรงตัวเมื่อเทียบกับวันก่อน&nbsp;และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว&nbsp;ลดลงตันละ&nbsp;500&nbsp;บาท&nbsp;</p><p><strong>สำหรับผลการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล</strong>และมาตรการคู่ขนานปีการผลิต&nbsp;2564/2565&nbsp;&nbsp;เป็นดังนี้</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว&nbsp;จังหวัดสุรินทร์มีเกษตรกรขึ้น</p><p>ทะเบียนทั้งสิ้น&nbsp;216746&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;ณ&nbsp;ปัจจุบันเกษตรกรได้รับการโอนเงินส่วนต่างประกันรายได้&nbsp;งวดที่&nbsp;1-14&nbsp;จำนวน&nbsp;210,300&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;คิดเป็นร้อยละ&nbsp;97.03&nbsp;ของครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน&nbsp;จำนวนเงินทั้งสิ้น&nbsp;4,361,273,847&nbsp;บาท&nbsp;(สี่พันสามร้อยหกสิบเอ็ดล้าน&nbsp;สองแสนเจ็ดหมื่นสามพันแปดร้อยสี่สิบเจ็ดบาท)&nbsp;</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี&nbsp;สำนักงาน&nbsp;ธกส.&nbsp;จังหวัด</p><p>สุรินทร์&nbsp;ได้จ่ายเงินกู้ให้เกษตรกรแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;34,092&nbsp;ราย&nbsp;ปริมาณข้าวเปลือก&nbsp;183842&nbsp;ตัน&nbsp;จำนวนเงิน&nbsp;1,990,450,640&nbsp;บาท</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร</p><p>มีสถาบันเกษตรกร&nbsp;3&nbsp;ราย&nbsp;วงเงิน&nbsp;250&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เบิกเงินกู้&nbsp;30&nbsp;ล้านบาท</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี&nbsp;มีสถาบันเกษตรกร&nbsp;3&nbsp;ราย</p><p>ปริมาณข้าวเปลือกที่ได้รับจัดสรร&nbsp;5,700&nbsp;ตัน</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพพัฒนาขยายผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูก</p><p>ข้าวไร่ละ&nbsp;1,000&nbsp;บาท&nbsp;เกษตรกร&nbsp;210270&nbsp;ราย&nbsp;จำนวนเงิน&nbsp;2,663,674,745&nbsp;บาท</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกมี</p><p>ผู้ประกอบการเข้าร่วม&nbsp;9&nbsp;ราย&nbsp;วงเงินที่ได้รับอนุมัติ&nbsp;2,418&nbsp;ล้านบาท</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สวท.สุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120173349558
168	จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง รวมทั้งสิ้น 133,408 ไร่ พื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิตรวม 476,611 ตัน ราคาจำหน่ายหัวมันสด 2.70 บาทต่อกิโลกรัม	<p><strong>นางพิรุณวรรณน์&nbsp;จงใจภักดิ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์</strong>&nbsp;รายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดมันสำปะหลังปีการผลิต&nbsp;2564/65&nbsp;ว่า&nbsp;จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง&nbsp;ทั้ง&nbsp;17&nbsp;อำเภอ&nbsp;รวมทั้งสิ้น&nbsp;&nbsp;133,408&nbsp;ไร่&nbsp;พื้นที่เพาะปลูกลดลงจากปีการผลิต&nbsp;2563/64&nbsp;คิดเป็นร้อยละ&nbsp;12&nbsp;ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย&nbsp;3.5&nbsp;ตันต่อไร่&nbsp;ปริมาณผลิตเฉลี่ย&nbsp;3,469&nbsp;ตัน&nbsp;ปริมาณผลผลิตรวม&nbsp;476,611&nbsp;ตัน&nbsp;เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย&nbsp;การขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดี&nbsp;ซึ่งส่งผลให้ราคาต้นพันธุ์มีราคาสูงขึ้น&nbsp;ประกอบกับปัจจัยการผลิตที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p><p><strong>สำหรับสถานการณ์การตลาดราคาซื้อขายหัวมันสด&nbsp;ณ&nbsp;ลานมัน&nbsp;2.40&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม</strong>&nbsp;หัวมันสด&nbsp;เชื้อแป้ง&nbsp;25%&nbsp;ณ&nbsp;โรงแป้ง&nbsp;2.70&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;มันเส้น&nbsp;6.80&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ราคาหัวมันสดและมันเส้นทรงตัวเมื่อเทียบกับวันก่อน&nbsp;และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน&nbsp;พบว่าหัวมันสดคละ&nbsp;ณ&nbsp;ลานมัน&nbsp;ปรับราคาสูงขึ้น&nbsp;0.55&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม</p><p><strong>ส่วนเส้นปรับราคาสูงขึ้น&nbsp;1&nbsp;บาท&nbsp;/&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;</strong>ผลผลิตส่วนใหญ่เกษตรกรจะนำมันสำปะหลังสดไปขายให้กับลานมันของเอกชนและสหกรณ์การเกษตรในแหล่งเพาะปลูก&nbsp;โดยผู้รวบรวมจะรวบรวมผลผลิตจำหน่ายให้กับโรงงานแป้งมันในเขตจังหวัดสุรินทร์&nbsp;จังหวัดนครราชสีมา&nbsp;จังหวัดสระบุรี&nbsp;และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สวท.สุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120173447559
169	จังหวัดเพชรบุรี ติดตาม ปัญหา อุปสรรค ผลผลิตทางด้านพืชผลการเกษตร เร่งหาแนวทาง พัฒนาคุณภาพผลผลิต ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้าน สู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง	<p><strong>เมื่อเวลา&nbsp;15.30&nbsp;น.&nbsp;วันนี้&nbsp;(20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นางวันเพ็ญ&nbsp;มังศรี&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;</strong>หัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;คณะทำงานฯ&nbsp;และเจ้าหน้าที่&nbsp;ร่วมประชุมคณะทำงานติดตามภารกิจของหน่วยงานด้านพืชและที่เกี่ยวข้องกับด้านพืช&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุม&nbsp;ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;</p><p><strong>นางวันเพ็ญ&nbsp;มังศรี&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;เพชรบุรีเป็นเมืองผลผลิตพืชผลทางด้านการเกษตรแทบทุกชนิด&nbsp;มีทั้งจำหน่ายในพื้นที่&nbsp;และส่งไปขายทั่วประเทศ&nbsp;รวมถึงสินค้าบางชนิดส่งออกไปขายต่างประเทศ&nbsp;เรื่องการพัฒนาคุณภาพผลผลิต&nbsp;จึงเป็นเรื่องสำคัญ&nbsp;สานต่อยุทธศาสตร์จังหวัดเพชรบุรีที่เป็นเมืองเศรษฐกิจต้นแบบ&nbsp;เมืองน่าอยู่&nbsp;น่ากิน&nbsp;น่าเที่ยว&nbsp;เร่งส่งเสริมฐานการผลิตตั้งแต่ระดับชาวบ้าน&nbsp;ชุมชน&nbsp;ขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้าน&nbsp;ให้ไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง&nbsp;ทั้งด้านพืช&nbsp;ด้านประมง&nbsp;ด้านปศุสัตว์&nbsp;พร้อมทั้งติดตามว่ามีปัญหา&nbsp;อุปสรรคด้านใดบ้าง&nbsp;เพื่อจักได้ยกระดับการสร้างผลิตผลของตนเอง&nbsp;โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ทำงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมทั้งในระดับหมู่บ้าน&nbsp;ชุมชน&nbsp;และระดับอำเภอ&nbsp;รวมถึงให้พิจารณาแต่ละหมู่บ้าน&nbsp;ว่าชุมชนไหนบ้างที่มีความพร้อมในการเรียนรู้&nbsp;เพื่อการเพิ่มผลผลิตอย่างมีคุณภาพ&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนั้น&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า</strong>การสร้างสินค้าคุณภาพ&nbsp;ผลผลิตที่ได้มาตรฐานและตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภคว่า&nbsp;จะเป็นการช่วยสร้างโอกาส&nbsp;สามารถเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย&nbsp;และป้องกันผลผลิตราคาตกต่ำ&nbsp;และสานนโยบายรัฐบาลที่ให้หน่วยงานต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ได้ขับเคลื่อน&nbsp;BCG&nbsp;(Bio-Circular-Green&nbsp;Economy)&nbsp;ที่มีเป้าหมายผลักดัน&nbsp;การเกษตรและอาหาร&nbsp;รวมถึงด้านสุขภาพและการแพทย์&nbsp;พลังงาน&nbsp;วัสดุ&nbsp;,เคมีชีวภาพ&nbsp;การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์&nbsp;ที่ถือเป็นเศรษฐกิจแนวใหม่&nbsp;ซึ่งการนำแนวคิดเรื่อง&nbsp;BCG&nbsp;มาใช้&nbsp;จะช่วยทำให้คนตกงาน&nbsp;เริ่มหันกลับมาสนใจการทำงานในภาคการเกษตร&nbsp;ช่วยลดภาวะการว่างงาน&nbsp;และทำให้เกิดความก้าวหน้าด้านเกษตรอาหาร&nbsp;และยังส่งผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดการต่อยอดให้ชาวบ้านสามารถสอนคนอื่นๆในชุมชนต่อไปได้อย่างทั่วถึง&nbsp;</p><p><br></p><p>จามรี&nbsp;อนุรัตน์&nbsp;ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;รายงาน</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120195034615
170	จังหวัดภูเก็ต โดย พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจการจำหน่ายราคาสินค้า ภายใต้โครงการพาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน และเช็กสต๊อกหมู เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน	<p><strong>จังหวัดภูเก็ต&nbsp;โดย&nbsp;พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต&nbsp;ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดภูเก็ต&nbsp;</strong>ลงพื้นที่ตรวจการจำหน่ายราคาสินค้า&nbsp;ภายใต้โครงการพาณิชย์ลดราคา&nbsp;ช่วยประชาชน&nbsp;และเช็กสต๊อกหมู&nbsp;เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน</p><p><strong>นายพิเชษฐ์&nbsp;ปาณะพงศ์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;</strong>นางสาววรนิษย์&nbsp;อภิรัฐจิรวงษ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต&nbsp;นายเทวิน&nbsp;แสวงสิน&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดภูเก็ต&nbsp;นำคณะลงพื้นที่ตรวจการจำหน่ายเนื้อหมู&nbsp;ภายใต้โครงการพาณิชย์ลดราคา&nbsp;ช่วยประชาชน&nbsp;และเช็กสต๊อกหมู&nbsp;เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน&nbsp;ณ&nbsp;จุดจำหน่ายที่ร่วมโครงการฯ&nbsp;ทั้งที่ห้างโกเซอรี่ภูเก็ต&nbsp;ที่ได้รับโควต้าหมูเนื้อแดง&nbsp;80&nbsp;กิโลกรัมต่อวัน&nbsp;จำหน่ายให้กับประชาชนในราคากิโลกรัมละ&nbsp;150&nbsp;บาท&nbsp;จากนั้นไปตรวจสอบที่ห้างซุปเปอร์ชิป&nbsp;สาขาใหญ่&nbsp;และตรวจสต๊อกหมูยังห้างแม็คโคร&nbsp;สาขาภูเก็ต&nbsp;รวมทั้ง&nbsp;การตรวจสอบในเรื่องของไข่ไก่และอาหารสดอื่นๆ&nbsp;ตลอดจนสินค้าอื่นที่จำเป็น&nbsp;เพื่อให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;จังหวัดภูเก็ตมีการนำเข้าเนื้อหมูชำแหละอยู่ที่&nbsp;30&nbsp;ตันต่อวัน</strong>&nbsp;หมูเป็น&nbsp;ประมาณ&nbsp;200&nbsp;ตัว&nbsp;รวมแล้วปริมาณการบริโภคเนื้อหมูในจังหวัดภูเก็ตอยู่ที่ประมาณวันละ&nbsp;32,000&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;ซึ่งจังหวัดภูเก็ตมีฟาร์มหมูประมาณ&nbsp;15&nbsp;ราย&nbsp;มีหมูอยู่ที่ประมาณ&nbsp;1,040&nbsp;ตัว&nbsp;ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบริโภคในพื้นที่จึงต้องมีการนำเข้า&nbsp;ส่วนการตรวจตลาดในครั้งนี้&nbsp;เป็นการตรวจสอบราคาสินค้าในช่วงที่มีการปรับขึ้นราคา&nbsp;เพื่อลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน&nbsp;รวมทั้งเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน&nbsp;ช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการเลือกซื้อเนื้อหมู&nbsp;เนื้อไก่&nbsp;ไข่ไก่&nbsp;และสินค้าที่มีราคาถูกกว่าท้องตลาด</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ในส่วนของสต๊อกเนื้อหมูในช่วงนี้ต้องเป็นไปตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด</strong>&nbsp;หากตรวจพบว่าไม่มีการแจ้งปริมาณสต๊อกที่ชัดเจน&nbsp;จะมีโทษจำคุกไม่เกิน&nbsp;1&nbsp;ปี&nbsp;ปรับไม่เกิน&nbsp;20,000&nbsp;บาท&nbsp;และปรับอีกวันละ&nbsp;2,000&nbsp;บาท&nbsp;ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะมีการแจ้ง&nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;และหากพบเห็นว่ามีการกักตุนสินค้า&nbsp;จะมีโทษตามมาตรา&nbsp;29&nbsp;แห่ง&nbsp;พ.ร.บ.&nbsp;ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ&nbsp;ซึ่งมีโทษจำคุก&nbsp;7&nbsp;ปี&nbsp;ปรับ&nbsp;140,000&nbsp;บาท&nbsp;หรือทั้งจำและปรับ&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;หากประชาชนพบเห็นการกักตุนหรือจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม&nbsp;สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต&nbsp;หรือสายด่วนกรมการค้าภายใน&nbsp;1569&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคใต้	ภูเก็ต	สวท.ภูเก็ต	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120180636582
171	โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรอบรมการจัดทำบัญชีรายบุคคล ปีงบประมาณ 2565 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่	<p><strong>วันที่&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์อำนาจเจริญ</strong>&nbsp;มอบหมายให้นายสมศักดิ์&nbsp;เถาว์รินทร์&nbsp;นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ&nbsp;พร้อมด้วยบุคลากรสายสอบบัญชีที่&nbsp;4&nbsp;เข้าอบรมและสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ&nbsp;ให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่&nbsp;ณ&nbsp;ที่ทำการกลุ่มฯ&nbsp;อำเภอหัวตะพาน&nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์อำนาจเจริญ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120201008638
172	ประชุมขับเคลื่อนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขต 14 ผ่านระบบ Zoom Conference	<p><strong>วันพุธ&nbsp;19&nbsp;มกราคม&nbsp;2564&nbsp;เวลา&nbsp;09.30&nbsp;น.&nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักงานประมงจังหวัดอำนาจเจริญ</strong>&nbsp;นางจิรันธนิน&nbsp;ปะกิรณะ&nbsp;หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นางสาวนิรมล&nbsp;ดำพะธิก&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอำนาจเจริญ&nbsp;ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าร่วมประชุมขับเคลื่อนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เขต&nbsp;14&nbsp;(นายคมสัน&nbsp;จำรูญพงษ์)&nbsp;ถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบ&nbsp;Zoom&nbsp;&nbsp;Conference&nbsp;&nbsp;จากห้องประชุม&nbsp;1403&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสำนักงานประมงจังหวัดอำนาจเจริญ</p><p>ผู้ตรวจฯ&nbsp;เขต&nbsp;14&nbsp;ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบในเรื่อง</p><p>(1)สถานการณ์ประเทศไทย&nbsp;ด้านเศรษฐกิจ&nbsp;ชะลอลงทั้งภาคการส่งออกต่อเนื่องถึงภาคอุตสาหกรรม&nbsp;และภาคบริการ&nbsp;ด้านสังคม&nbsp;สถานการณ์ความยากจน&nbsp;ปี&nbsp;61&nbsp;สัดส่วนคนจนร้อยละ&nbsp;9.85&nbsp;หรือคนจน&nbsp;6.7&nbsp;ล้านคน&nbsp;เพิ่มขึ้น&nbsp;1.4&nbsp;ล้านคนจากปีก่อน&nbsp;ด้านสิ่งแวดล้อม&nbsp;ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มดีขึ้น&nbsp;ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ&nbsp;(GDP)&nbsp;ไตรมาสที่&nbsp;2&nbsp;ปี&nbsp;2563&nbsp;สาขาเกษตรติดลบ&nbsp;3.2&nbsp;หนี้ครัวเรือนของไทย&nbsp;13,479,197&nbsp;ล้านบาท&nbsp;80.1&nbsp;เปอร์เซ็นต์&nbsp;ของ&nbsp;GDP&nbsp;บริบทโลก-บริบทไทย&nbsp;แนวทางพัฒนาประเทศในระยะต่อไป&nbsp;ประเทศไทยต้องชนะ&nbsp;ปรับจุดอ่อนเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส&nbsp;เสริมจุดแข็งเดิม&nbsp;สร้างจุดแข็งใหม่</p><p>(2)&nbsp;สถานการณ์โควิท-19</p><p>(3)สถานการณ์ภัยแล้ง</p><p>(4)สถานการณ์เผาตอซัง</p><p>(5)&nbsp;แนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ตามแนวทาง&nbsp;ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ&nbsp;นโยบายรัฐบาล&nbsp;นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมาย&nbsp;การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร&nbsp;วางรากฐานการทำงานของกระทรวงรองรับความปกติใหม่&nbsp;และสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ผู้ตรวจฯ&nbsp;เขต&nbsp;14&nbsp;ได้มอบแนวทางการตรวจราชการ</strong>ตามแผนการตรวจราชการและขับเคลื่อนบูรณาการในระดับพื้นที่ประจำปีงบประมาณ&nbsp;2564&nbsp;&nbsp;อาทิเช่น&nbsp;&nbsp;นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;โครงการเพื่อขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนพื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิท-19&nbsp;ด้านการเกษตร&nbsp;จากนั้นเป็นเรื่องการพัฒนาการเกษตรฐานรากเพื่อสร้างเกษตรกรนักธุรกิจด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;และฝากประชาสัมพันธ์&nbsp;กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร&nbsp;ในครั้งนี้อีกด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120201142643
173	จังหวัดสตูล จัดประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ Application Zoom	"<p><strong>วันที่&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายเอกรัฐ&nbsp;หลีเส็น&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;โดยมีนางปิยรัตน์&nbsp;ลัภกิตโร&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ&nbsp;พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ&nbsp;และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ร่วมการประชุมผ่านระบบ&nbsp;Application&nbsp;Zoom&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;ศาลากลางจังหวัดสตูล&nbsp;ชั้น&nbsp;3</p><p><strong>สำหรับการประชุมเพื่อพิจารณาในประเด็นสำคัญ</strong>&nbsp;ดังนี้&nbsp;1.&nbsp;เห็นชอบ&nbsp;มอบสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;เร่งรัดการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณตามแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด&nbsp;ปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;ให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด&nbsp;และ&nbsp;2.&nbsp;เห็นชอบปฏิทินการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;(พ.ศ.2566-2570)&nbsp;ฉบับทบทวน&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.2565</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล&nbsp;ได้เน้นย้ำให้ส่วนราชการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร</strong>&nbsp;และให้ดำเนินงานตาม&nbsp;""วาระ&nbsp;5&nbsp;ส.&nbsp;สตูล...สบาย&nbsp;&nbsp;คือ&nbsp;คุณภาพชีวิตดี&nbsp;มีความสบายสไตล์สตูล&nbsp;ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก&nbsp;การจัดระเบียบสังคมและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>"	2022-01-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120204848666
174	เกษตรนครพนม ถ่ายทอดความรู้และพัฒนาเกษตรกรเป็นวิทยากรทำเกษตรปลอดการเผา ยกระดับ ศพก. เป็นต้นแบบจุดเรียนรู้	<p><strong>วันนี้&nbsp;(20&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่หมู่ที่&nbsp;5&nbsp;ตำบลวังตามัว&nbsp;อำเภอเมืองนครพนม&nbsp;จังหวัดนครพนม</strong>&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองนครพนม&nbsp;จัดกิจกรรม&nbsp;อบรมถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เป็นวิทยากรด้านการทำเกษตรปลอดการเผา&nbsp;ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;(พื้นทีนำร่องกลุ่มเดิม)&nbsp;เพื่อเป็นการถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกร&nbsp;ให้สามารถเป็นวิทยากรเกษตรปลอดการเผาเพื่อลดปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศ&nbsp;ซึ่งมีเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม&nbsp;จำนวน&nbsp;60&nbsp;ราย</p><p><strong>นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม</strong>&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;นายอุดร&nbsp;ไพศาล&nbsp;หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;ติดตามและให้คำแนะนำกับเกษตรกรในพื้นที่ในการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร&nbsp;ซึ่งได้เปิดเผยว่า&nbsp;สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้เป็นการนำความรู้และการใช้เทคโนโลยีมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกร&nbsp;เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการกำจัดเศษวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;และสามารถเป็นวิทยากรเกษตรปลอดการเผา&nbsp;ตามโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรได้&nbsp;โดยมุ่งเน้นลดการเผาในพื้นที่เกษตรและที่โล่งแจ้งป้องกันปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยตรง&nbsp;โดยยึดการใช้พื้นที่และองค์ความรู้จาก&nbsp;ศพก.&nbsp;เป็นจุดต้นแบบในการเรียนรู้การหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรและใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่</p><p>สำหรับสถานการณ์การทำการเกษตรในปัจจุบันเกษตรกรมีการเผาในพื้นที่การเกษตร&nbsp;หรือการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม&nbsp;และสุขภาพของประชาชน&nbsp;ก่อให้เกิดฝุ่นมลพิษในอากาศเพิ่มขึ้น&nbsp;อีกทั้งการเผาก่อให้เกิดอันตรายต่อทรัพย์สินผู้อื่น&nbsp;ตามมาตรา&nbsp;220&nbsp;คือ&nbsp;ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงให้แก่วัตถุใดๆ&nbsp;แม้เป็นของตนเอง&nbsp;จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น&nbsp;ต้องระวางโทษ&nbsp;จำคุกไม่เกิน&nbsp;7&nbsp;ปี&nbsp;และปรับไม่เกิน&nbsp;14,000&nbsp;บาท&nbsp;(ประมวลกฎหมายอาญา&nbsp;พ.ศ.2499)&nbsp;และหากยังมีการเผาต่อเนื่องจะทำให้ผิดกฎหมาย&nbsp;ตามมาตรา&nbsp;74&nbsp;คือ&nbsp;ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา&nbsp;21&nbsp;มาตรา&nbsp;22&nbsp;มาตรา&nbsp;27&nbsp;วรรคหนึ่ง&nbsp;หรือมาตรา&nbsp;28&nbsp;วรรคหนึ่ง&nbsp;หรือวรรคสาม&nbsp;หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ&nbsp;ที่ออกตามมาตรา&nbsp;28/1&nbsp;วรรคสอง&nbsp;โดยไม่มีเหตุหรือขัดข้อแก้ตัวอันสมควร&nbsp;หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา&nbsp;23&nbsp;มาตรา&nbsp;27&nbsp;วรรคสอง&nbsp;หรือมาตรา&nbsp;28&nbsp;วรรคสองต้องระวางโทษ&nbsp;จำคุกไม่เกิน&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;หรือปรับไม่เกิน&nbsp;25000&nbsp;บาท&nbsp;หรือ&nbsp;ทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;(แก้ไขเพิ่มเติมโดย&nbsp;พ.ร.บ.การสาธารณสุข&nbsp;(ฉบับที่&nbsp;3)&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2560)</p><p><strong>สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;ได้ดำเนินการรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่การเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง</strong>&nbsp;โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้พร้อมแนะนำการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;ที่ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร&nbsp;เช่น&nbsp;การเพเห็ดฟาง&nbsp;การทำอาหารสัตว์&nbsp;และการทำประมง&nbsp;ซึ่งเน้นในการลดต้นทุนการผลิตเป็นหลัก&nbsp;และสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรนในพื้นที่&nbsp;ทั้งนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้ถึงผลกระทบจากการเผาในพื้นที่การเกษตรเพิ่มมากขึ้น&nbsp;ก่อให้เกิดการสำนึกและรับผิดชอบต่อส่วนรวม&nbsp;เกิดการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;โดยการสร้างมูลค่าเพิ่ม&nbsp;ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง&nbsp;อีกทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรให้ลดลงในอนาคต</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120210620680
175	"จ.นครพนม ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมพืชกระท่อมเป็นพืช เศรษฐกิจทางการเกษตรและสมุนไพรไทย"""	"<p><strong>วันนี้&nbsp;(20&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่บริเวณสหกรณ์การเกษตรรวมใจชาวอำเภอนาหว้า&nbsp;จำกัด</strong>&nbsp;เลขที่&nbsp;13&nbsp;หมู่&nbsp;3&nbsp;บ้านนาซ่อม&nbsp;ตำบลท่าเรือ&nbsp;อำเภอนาหว้า&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;นายชาธิป&nbsp;รุจนเสรี&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;เป็นประธานเปิดโครงการ&nbsp;""ปลูกพืชเศรษฐกิจทางการเกษตรและสมุนไพรไทย""&nbsp;(พืชกระท่อมโมเดล)&nbsp;ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;คณะที่ปรึกษาพืชกระท่อมจังหวัดนครพนม&nbsp;เข้าร่วมปลูกพืชกระท่อม&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>กระท่อม&nbsp;เป็นสมุนไพรไทย&nbsp;ที่สามารถส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกได้ในอนาคตจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ร่วมมือกันศึกษาวิจัยสรรพคุณทางยาเพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าและส่งเสริมการตลาดนำการผลิต&nbsp;ให้เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกหรือพืชเศรษฐกิจทางการเกษตรและสมุนไพรไทย&nbsp;ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรจังหวัดนครพนม&nbsp;ต่อไป</p><p><strong>สำหรับกระท่อม&nbsp;เดิมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทที่&nbsp;5&nbsp;ตาม&nbsp;พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ&nbsp;พ.ศ.2522</strong>&nbsp;แต่ในหลายประเทศ&nbsp;มิได้กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประกอบกับอนุสัญญาเดี่ยว&nbsp;ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ&nbsp;ค.ศ.1961&nbsp;และพิธีสารแก้ไขอนุสัญญาเดี่ยว&nbsp;ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ&nbsp;ค.ศ.1972&nbsp;ก็มิได้กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ&nbsp;เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล&nbsp;และบริบทของสังคมไทยในบางพื้นที่&nbsp;ที่มีการบริโภคพืชกระท่อมตามวิถีชาวบ้าน&nbsp;รัฐบาลจึงได้ยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่&nbsp;5&nbsp;ตามเจตนารมแห่ง&nbsp;พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ&nbsp;(ฉบับที่&nbsp;8)&nbsp;พ.ศ.2564&nbsp;ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;26&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;2564&nbsp;มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา&nbsp;คือหลังวันที่&nbsp;24&nbsp;สิงหาคม&nbsp;2564&nbsp;เป็นต้นไป</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม&nbsp;กระท่อม&nbsp;</strong>เศรษฐกิจทางการเกษตรและสมุนไพรไทย""&nbsp;(พืชกระท่อมโมเดล)&nbsp;ที่เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ให้กับเกษตร&nbsp;โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันส่งเสริมการปลูกในพื้นที่&nbsp;โดยมีการจัดทำ&nbsp;MOU&nbsp;ระหว่างภาคเอกชนและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;โดยมีการส่งเสริมการปลูก&nbsp;การรับซื้อผลผลิตคืน&nbsp;และมีจุดรับซื้อผลผลิตให้กับเกษตร&nbsp;ซึ่งเป็นการเน้นการตลาดนำผลิต&nbsp;วิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่า&nbsp;ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรจังหวัดนครพนมได้ในอนาคต</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>"	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120210249679
176	ร้อยเอ็ดประชุมคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด	<p><strong>วันที่&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;13.30&nbsp;น.&nbsp;นายภูสิต&nbsp;สมจิตต์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1&nbsp;/&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมพระเวสสันดร&nbsp;ชั้น&nbsp;3&nbsp;ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;โดยมี&nbsp;ดร.รณวริทธิ์&nbsp;ปริยฉัตรตระกูล&nbsp;ผู้แทนศูนย์ข้าวชุมชน&nbsp;,&nbsp;นายพงษ์ศักดิ์&nbsp;วรวงศ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าร่วม</p><p><strong>โดยที่ประชุม&nbsp;มีเรื่องพิจารณาที่สำคัญ</strong>&nbsp;คือ&nbsp;ตามหลักเกณฑ์โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อกปีการผลิต&nbsp;2564/65&nbsp;กำหนดให้เมื่อคณะอนุกรรมการพิจารณาชดเชยดอกเบี้ย&nbsp;ได้เห็นชอบวงเงินกู้ของผู้ประกอบการค้าข้าวที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;ต้องมีการตรวจสอบสต็อกข้าวของผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการครั้งแรก&nbsp;ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;รวมทั้งสิ้น&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;โดยมีการอนุมัติ&nbsp;2&nbsp;ครั้ง&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;1.มติที่ประชุมเมื่อวันที่&nbsp;11&nbsp;พฤศจิกายน&nbsp;2564&nbsp;อนุมัติจำนวน&nbsp;7&nbsp;ราย&nbsp;โดยคณะทำงานฯได้ตรวจสอบสต็อกครั้งแรกประจำเดือนพฤศจิกายน&nbsp;2564&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;30&nbsp;พฤศจิกายน&nbsp;-&nbsp;1&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ผลการตรวจทุกรายมีปริมาณสต็อกข้าวในครอบครองครอบคลุมมูลค่าตามตั๋วสัญญาใช้เงิน&nbsp;2.มติที่ประชุมเมื่อวันที่&nbsp;20&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;อนุมัติเพิ่มเติม&nbsp;จำนวน&nbsp;3&nbsp;ราย&nbsp;คณะอนุกรรมการพิจารณาชดเชยดอกเบี้ยฯ&nbsp;จึงขอให้คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับ&nbsp;จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;พิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการและผลการตรวจสอบสต็อกข้าวครั้งแรก&nbsp;และขอความเห็นชอบคณะอนุกรรมการพิจารณาให้การรับรองผลการตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์โครงการฯ&nbsp;ต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ร้อยเอ็ด	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120224438696
177	ร้อยเอ็ด ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ระดับจังหวัด	<p><strong>วันที่&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;15.30&nbsp;น.&nbsp;นายภูสิต&nbsp;สมจิตต์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด</strong>&nbsp;มอบหมายให้นาย&nbsp;นายสนอง&nbsp;ดลประสิทธิ์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการบริหารจัดการมันสำปะหลัง&nbsp;ระดับจังหวัด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;ที่&nbsp;ห้องประชุมพระเวสสันดรชั้น&nbsp;3&nbsp;ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายพงษ์ศักดิ์&nbsp;วรวงศ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,นายสมจิตร์&nbsp;คำสี&nbsp;เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าร่วมประชุม</p><p><strong>โดย&nbsp;อนุกรรมการอนุมัติในหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกร</strong>ผู้ปลูกมันสำปะหลัง&nbsp;และมาตรการคู่ขนาน&nbsp;โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี&nbsp;2564/2565&nbsp;ซึ่งประกอบด้วย&nbsp;โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง&nbsp;,โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร&nbsp;,&nbsp;อีกทั้งโครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง&nbsp;และโครงการเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง&nbsp;เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน&nbsp;ช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง&nbsp;ให้มีมูลค่าเพิ่มและมีรายได้ที่มั่นคง</p><p><strong>ซึ่งจากข้อมูลพบว่าราคาหัวมันสำปะหลังในปี&nbsp;2564&nbsp;และ&nbsp;2565&nbsp;</strong>ราคารับซื้อใกล้เคียงกัน&nbsp;ราคาหัวมันสำปะหลัง&nbsp;ที่เกษตรกรขายได้มีราคาดีต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี&nbsp;2563&nbsp;เนื่องจากตลาดส่งออกคือประเทศจีนมีความต้องการมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น&nbsp;สำหรับราคารับซื้อมันคละ&nbsp;ที่&nbsp;ลานมันปี&nbsp;2565&nbsp;มีราคาสูงกว่าปี&nbsp;2565&nbsp;&nbsp;เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ&nbsp;15.6&nbsp;เนื่องจากเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งในหัวมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น&nbsp;รวมถึงกำหนดมาตรการควบคุมการขนย้ายต้นพันธุ์ท่อน&nbsp;พันธุ์มันสำปะหลัง&nbsp;ควบคุมการขนย้ายต้นพันธุ์ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง&nbsp;ส่วนผู้ที่จะทำการขนย้ายต้นพันธุ์ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง&nbsp;เข้าหรือออก&nbsp;จากท้องที่จังหวัดร้อยเอ็ดจะต้องขออนุญาตการขนย้ายก่อนทุกครั้ง</p><p>&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ร้อยเอ็ด	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220120235452704
178	สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถเป็นวิทยากร ด้านการทำเกษตรปลอดการเผา	<p><strong>วันนี้&nbsp;(20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;ที่ศาลาหมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ต.จอมพระ&nbsp;อ.จอมพระ</strong>&nbsp;จ.สุรินทร์&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์&nbsp;โดย&nbsp;นายวันชัย&nbsp;ประยงค์หอม&nbsp;เกษตรจังหวัดสุรินทร์&nbsp;มอบหมายให้นายกุลชาติ&nbsp;บูรณะ&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;กลุ่มอารักขาพืช&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์&nbsp;จัดถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถเป็นวิทยากร&nbsp;ด้านการทำเกษตรปลอดการเผา&nbsp;ในพื้นที่นำร่องกลุ่มเดิม&nbsp;ของตำบลจอมพระ&nbsp;อำเภอจอมพระ&nbsp;จำนวน&nbsp;&nbsp;60&nbsp;ราย&nbsp;&nbsp;โดยมีกิจกรรมให้ความรู้และแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการวิทยากรการทำเกษตรปลอดการเผา&nbsp;ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรตำบลจอมพระ&nbsp;และสำนักงานเกษตรอำเภอจอมพระอย่างดีเยี่ยม</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-20T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	สุรินทร์	สวท.สุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121000825708
179	เกษตรยะลา จัดอบรมกิจกรรมส่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรสูงวัย	<p><strong>นายกัสมัน?&nbsp;ยะมาแล&nbsp;เกษตรจังหวัดยะลา?&nbsp;มอบหมายให้?นางสาว?ณพัทร์?&nbsp;อาจหาญณรงค์</strong>&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ&nbsp;พร้อมด้วยนางสาวจุฑาทิพย์?&nbsp;โพชนุกูล?&nbsp;นักวิชาการ?ส่งเสริม?การเกษตร?ปฏิบัติการ?&nbsp;เจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา&nbsp;จัดเวที?ครั้งที่?&nbsp;2&nbsp;เพื่อประเมินสถานการณ์?&nbsp;วิเคราะห์ศักยภาพตนเองเพื่อจัดทำแผนการจัดการบ้านเกษตรสมบูรณ์ในครัวเรือนเกษตรสูงวัยแบบมีส่วนร่วมโดยมีการประเมินสถานการณ์พร้อมทั้งวางแผนการพัฒนา?ตนเอง?&nbsp;และแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกผัก?&nbsp;ในรูปแบบผักยกแคร่?&nbsp;และผักโฮโดรโปนิกส์?&nbsp;ณ?&nbsp;นูริชฟาร์ม?&nbsp;ตำบลลำใหม่?&nbsp;อำเภอเมืองยะลา?&nbsp;จังหวัดยะลา</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121082834716
180	การเลี้ยงแพะขุน หนึ่งอาชีพปศุสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ทนทาน ตลาดต้องการ	<p><strong>นางสุจารีย์&nbsp;พิชา&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่&nbsp;5&nbsp;นครราชสีมา</strong>&nbsp;&nbsp;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้ยั่งยืน&nbsp;มีผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการบริโภค&nbsp;การตลาดและการแปรรูป&nbsp;รวมถึงส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ&nbsp;ซึ่ง&nbsp;แพะขุน&nbsp;นับเป็นสินค้าปศุสัตว์ทางเลือกที่น่าสนใจ&nbsp;สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร&nbsp;ปัจจุบันได้รับความนิยมเลี้ยงในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ&nbsp;สำหรับการค้าและบริโภค&nbsp;เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย&nbsp;ทนทานต่อทุกสภาพภูมิอากาศใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อยและให้ผลตอบแทนเร็ว&nbsp;</p><p><strong>ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</strong>&nbsp;เป็นแหล่งผลิตแพะที่สำคัญรองจากภาคใต้และภาคกลาง&nbsp;โดยพบการเลี้ยงมากในพื้นที่&nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง&nbsp;1&nbsp;ได้แก่&nbsp;&nbsp;นครราชสีมา&nbsp;ชัยภูมิ&nbsp;บุรีรัมย์&nbsp;และสุรินทร์&nbsp;โดยปี&nbsp;2564&nbsp;มีการเลี้ยงแพะเนื้อ&nbsp;รวม&nbsp;4&nbsp;จังหวัด&nbsp;&nbsp;160,146&nbsp;ตัว&nbsp;เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ&nbsp;86&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยง&nbsp;6,583&nbsp;ราย&nbsp;</p><p><strong>จากการศึกษาวิจัยการผลิตและการตลาดแพะขุน</strong>ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา&nbsp;ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงแพะเนื้อมากที่สุด&nbsp;ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง&nbsp;1&nbsp;พบเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแพะพ่อพันธุ์&nbsp;แม่พันธุ์&nbsp;เพื่อผลิตลูกแพะสำหรับขุนเอง&nbsp;โดยน้ำหนักแพะขุนที่เกษตรกรนิยมจำหน่ายคือ&nbsp;ไม่เกิน&nbsp;20&nbsp;กิโลกรัม/ตัว&nbsp;เนื่องจากได้รับราคาสูง&nbsp;และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น&nbsp;ทั้งนี้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย&nbsp;1,416&nbsp;บาท/ตัว&nbsp;โดยแม่พันธุ์&nbsp;1&nbsp;ตัว&nbsp;โดยใน&nbsp;1&nbsp;ปี&nbsp;แม่พันธุ์สามารถให้ลูกได้&nbsp;1-2&nbsp;รุ่น&nbsp;(รุ่นละ&nbsp;1-2&nbsp;ตัว)&nbsp;สำหรับแพะเพศเมีย&nbsp;จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ&nbsp;8&nbsp;เดือน&nbsp;และให้ลูกประมาณ&nbsp;5&nbsp;ปี&nbsp;จึงปลดระวาง&nbsp;ซึ่งเกษตรกรเลี้ยงแพะขุนได้ประมาณ&nbsp;4&nbsp;เดือน&nbsp;ก็สามารถจำหน่ายให้กับพ่อค้าได้&nbsp;ในราคาเฉลี่ย&nbsp;2,151&nbsp;บาท/ตัว&nbsp;หรือ&nbsp;98&nbsp;บาท/กิโลกรัม&nbsp;ได้กำไร&nbsp;735&nbsp;บาท/ตัว&nbsp;หรือ&nbsp;33&nbsp;บาท/กิโลกรัม&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;เกษตรกรยังมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะ&nbsp;เฉลี่ย&nbsp;10&nbsp;บาท/ตัว&nbsp;</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19</strong>&nbsp;ส่งผลให้ราคาจำหน่าย&nbsp;&nbsp;แพะขุนต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแต่ปริมาณการผลิตแพะขุนของเกษตรกรยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด&nbsp;อีกทั้งความต้องการของตลาดแพะขุนยังมีมาก&nbsp;ที่สำคัญแพะขุนเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย&nbsp;โตไว&nbsp;ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย&nbsp;ไม่ต้องจ้างแรงงานภายนอก&nbsp;เกษตรกรสามารถดำเนินการได้เองในครัวเรือน&nbsp;รวมถึงมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่&nbsp;จึงนับว่าการเลี้ยงแพะขุน&nbsp;เป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน&nbsp;สามารถทำได้เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมได้</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121105039759
181	ประชุมเพื่อปรับกระบวนการทางความคิด (mindset) ของบุคลากรกรมพัฒนาที่ดิน ผ่านระบบ Video Conference และระบบ Zoom meeting	<p><strong>&nbsp;วันพฤหัสบดีที่&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นางสาวเบญจพร&nbsp;ชาครานนท์&nbsp;อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน</strong>&nbsp;ประชุมเพื่อปรับกระบวนการทางความคิด&nbsp;(mindset)&nbsp;ของบุคลากรกรมพัฒนาที่ดิน&nbsp;โดยมีนายสรรเสริญ&nbsp;เจริญศิริ&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ&nbsp;พร้อมด้วยข้าราชการ&nbsp;เข้าร่วมรับฟังการประชุมเพื่อปรับกระบวนการทางความคิด&nbsp;(mindset)&nbsp;ของบุคลากรกรมพัฒนาที่ดิน&nbsp;เพื่อหาโอกาสในการปรับปรุงองค์กรและนำไปสู่การยกระดับระบบราชการ&nbsp;4.0&nbsp;และมุ่งเน้นการทำงานในเชิงรุกและสร้างมูลค่าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน&nbsp;และหน่วยงาน&nbsp;ผ่านระบบ&nbsp;Video&nbsp;Conference&nbsp;และระบบ&nbsp;Zoom&nbsp;meeting&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#&nbsp;พัฒนาที่ดิน</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121084157721
182	ต่อยอดอาชีพให้เกษตรกรกับโครงการฝึกอบรมศิลปาชีพ มุ่งหวังให้เกษตรกรมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น	<p><strong>นายวิณะโรจน์&nbsp;ทรัพย์ส่งสุข</strong>&nbsp;เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม&nbsp;กล่าวว่าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม&nbsp;ให้การสนับสนุนภารกิจการฝึกอบรม&nbsp;การให้ความรู้&nbsp;รวมทั้งฝึกฝนทักษะงานช่างฝีมือและมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดทุกแห่ง&nbsp;ใน&nbsp;72&nbsp;จังหวัด&nbsp;เปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกร/บุตรหลานเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน&nbsp;ได้เข้ารับการฝึกอบรม&nbsp;ณ&nbsp;ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมศิลปาชีพ&nbsp;ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร&nbsp;อำเภอบางไทร&nbsp;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ&nbsp;</p><p><strong>โดยผลการดำเนินงานในปี&nbsp;2564&nbsp;พบว่า</strong>&nbsp;กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจจำนวนมากมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้นจำนวน&nbsp;1,041&nbsp;ราย&nbsp;แบ่งเป็น&nbsp;หลักสูตรฝึกอบรมศิลปาชีพเพื่อเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน&nbsp;จำนวน&nbsp;884&nbsp;ราย&nbsp;และหลักสูตรศิลปาชีพเพื่อผู้สนใจ&nbsp;&nbsp;จำนวน&nbsp;157&nbsp;ราย&nbsp;และกลุ่มเป้าหมายที่เข้ารับการฝึกอบรม&nbsp;พบว่า&nbsp;จำนวน&nbsp;632&nbsp;ราย&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;60.17&nbsp;ของเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินได้รับการส่งเสริมพัฒนามีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ&nbsp;3&nbsp;</p><p><strong>ในปี&nbsp;2565&nbsp;นี้&nbsp;แนวทางยังคงเป็นการช่วยให้เกษตรกร</strong>และบุตรหลานเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีทักษะด้านงานศิลปหัตถกรรมสามารถนำความรู้นำไปประกอบอาชีพหลัก&nbsp;หรืออาชีพเสริมนอกเหนือจากทำการเกษตร&nbsp;เป็นการสร้างความเท่าเทียมในด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร&nbsp;และพัฒนาทักษะอาชีพให้เกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน&nbsp;ให้เกิดองค์ความรู้ที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น&nbsp;ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น&nbsp;ก่อให้เกิดรายได้เสริมนอกภาคการเกษตร&nbsp;ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น</p><p><br></p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121150923898
183	กรมการข้าว ปูทางให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องและเหมาะสม	<p><strong>นายณัฏฐกิตติ์&nbsp;ของทิพย์&nbsp;รองอธิบดีกรมการข้าว</strong>&nbsp;เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดการอบรมการใช้โดรนทางการเกษตรเพื่อการผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย&nbsp;รุ่นที่&nbsp;1&nbsp;ว่า&nbsp;การใช้โดรนทางการเกษตรในประเทศไทยมีความนิยมแพร่หลายมากยิ่งขึ้นซึ่งมีการนำไปใช้ในการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเป็นหลัก&nbsp;ช่วยให้มีการใช้แรงงานและเวลาที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการดั้งเดิมของเกษตรกร&nbsp;ซึ่งการที่นำโดรนมาใช้ในแปลงนา&nbsp;ผู้รับจ้างฉีดพ่นและเกษตรกรต้องมีความรู้&nbsp;ความเข้าใจในการใช้โดรนสำหรับการเกษตร&nbsp;เพื่อให้การฉีดพ่นสารมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำ&nbsp;</p><p><strong>กรมการข้าว&nbsp;โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี</strong>&nbsp;ร่วมกับบริษัทอะโกรโรโบติกส์&nbsp;จำกัด&nbsp;จัดการอบรมในครั้งนี้เพื่อช่วยให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว&nbsp;เข้าใจและตระหนักถึงการใช้โดรนทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์&nbsp;ปลอดภัยต่อตนเอง&nbsp;สิ่งแวดล้อม&nbsp;และอำนวยความสะดวกในภาคการเกษตรมากยิ่งขึ้น</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121150738894
184	ปศุสัตว์อำเภอเบตงร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดยะลาเฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีก เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังไข้หวัดนกหลังพบการระบาดในประเทศจีน ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เบตงเผยไก่เบตงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะมาถึง	<p><strong>ปศุสัตว์อำเภอเบตงร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดยะลาเฝ้าระวังโรคสัตว์&nbsp;</strong>ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด&nbsp;พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีก&nbsp;เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังไข้หวัดนกหลังพบการระบาดในประเทศจีน&nbsp;ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เบตงเผยไก่เบตงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะมาถึง</p><p><strong>วันนี้&nbsp;21&nbsp;ม.ค.65&nbsp;นายเกริกฤทธิ์&nbsp;โรจนรวีวงศ์&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอเบตง&nbsp;</strong>นำเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเบตง&nbsp;และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยะลา&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เบตง&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;ต.เนาะแมเราะ&nbsp;อ.เบตง&nbsp;จ.ยะลา&nbsp;พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีก&nbsp;ดำเนินการเจาะเลือดไก่&nbsp;ทำสวอปไก่หรือการเก็บตัวอย่างขี้ไก่ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่&nbsp;รวมไปถึงการศึกษาระดับภูมิคุ้มกันโรคนิวคาสเซิลในไก่เบตงภายหลังได้รับวัคซีน&nbsp;พร้อมเฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด&nbsp;เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคช่วงเทศกาลตรุษจีนว่าเนื้อไก่เบตงและไก่เนื้อในพื้นที่มีคุณภาพ&nbsp;มีความปลอดภัยห่างไกลจากโรคไข้หวัดนกอย่างแน่นอน&nbsp;</p><p><strong>นายเกริกฤทธิ์&nbsp;โรจนรวีวงศ์&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอเบตง&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>องค์การอนามัยโลก&nbsp;(WHO)&nbsp;พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิด&nbsp;H5N6&nbsp;ในประเทศจีน&nbsp;ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อ&nbsp;5&nbsp;คน&nbsp;ในจำนวนนี้&nbsp;เสียชีวิตแล้ว&nbsp;2&nbsp;คน&nbsp;ซึ่งในประเทศไทยไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกมาแล้วเป็นระยะเวลา&nbsp;12&nbsp;ปี&nbsp;ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มีการเตรียมความพร้อมและป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทย&nbsp;ขอให้ประชาชนและผู้บริโภคในพื้นที่อย่าได้วิตกกังวลว่าเนื้อไก่ที่จะนำไปไหว้ช่วงเทศกาลตรุษจีนจะไม่ปลอดภัย&nbsp;เพราะปศุสัตว์อำเภอเบตงได้มีการคุมเข้ม&nbsp;พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังปัญหาโรคไข้หวัดนกไว้อย่างเต็มที่ตลอด&nbsp;24&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;มั่นใจได้ว่าเนื้อไก่ในพื้นที่อำเภอเบตงปลอดภัยแน่นอน&nbsp;และที่สำคัญฟาร์มไก่ในพื้นที่ได้ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;ตามมาตรฐาน&nbsp;GFM&nbsp;(Good&nbsp;Farming&nbsp;Management&nbsp;)&nbsp;และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก&nbsp;สังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด&nbsp;หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ&nbsp;อย่านำไปจำหน่ายจ่ายแจกหรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด&nbsp;ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ&nbsp;อาสาปศุสัตว์&nbsp;อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในพื้นที่ทันที&nbsp;เพื่อทำการตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรค&nbsp;หากมีข้อสงสัยติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเบตง&nbsp;โทร.073-230575&nbsp;หรือแจ้งผ่าน&nbsp;Application&nbsp;:&nbsp;DLD&nbsp;4.0&nbsp;ได้ตลอด&nbsp;24&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;</p><p><strong>ด้านนางขนิษฐา&nbsp;ศรีภักดี&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เบตง&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;จากกระแสของโรคไข้หวัดนกที่พบการระบาดในประเทศจีน&nbsp;ตนมีความกังวลอยู่บ้าง&nbsp;แต่ก็อุ่นใจที่มีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจเยี่ยมและให้ความรู้การเฝ้าระวังไข้หวัดนก&nbsp;โดยฟาร์มไก่เบตงของตนมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ&nbsp;1&nbsp;ครั้ง&nbsp;มีระบบการป้องกันโรคและเข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด&nbsp;ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม&nbsp;พร้อมฉีดพ่นยานพาหนะทุกคันที่มารับไก่ไปจำหน่ายตามมาตรฐาน&nbsp;GFM&nbsp;และช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะมาถึง&nbsp;ซึ่งปีนี้วันไหว้ตรงกับวันที่&nbsp;31&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;มียอดจองไก่ล่วงหน้าแล้ว&nbsp;ซึ่งขนาดที่พร้อมจำหน่ายมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค&nbsp;โดยต้องมีขนาดและน้ำหนักอยู่ที่&nbsp;1.8&nbsp;-&nbsp;2&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;ส่วนราคาไก่หน้าฟาร์ม&nbsp;จำหน่ายกิโลกรัมละ&nbsp;240&nbsp;บาท&nbsp;นอกจากนี้ทางฟาร์มมีบริการฟรีซแช่แข็งพร้อมรับประทาน&nbsp;จำหน่ายกิโลกรัมละ&nbsp;280&nbsp;บาท</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สวท.เบตง จ.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121133912853
185	ห่วงใยผู้บริโภค ตรุษจีนปีนี้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ ที่มีตรา ปศุสัตว์ OK มั่นใจสะอาด ปลอดสารตกค้าง 	<p><strong>นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;กรมปศุสัตว์มีความห่วงใยประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ออกมาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ในช่วงเทศกาลตรุษจีน&nbsp;เพื่อเตรียมจัดพิธีไหว้ขอพรเทพเจ้าและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในวันปีใหม่ของจีน&nbsp;โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตของกรมปศุสัตว์&nbsp;รวมถึงการสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ&nbsp;เพื่อตรวจหาสารตกค้างต่างๆ&nbsp;ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค&nbsp;เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์นั้น&nbsp;มีคุณภาพและปลอดภัย&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการปศุสัตว์&nbsp;OK</strong>&nbsp;เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ&nbsp;โดยมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น&nbsp;ปัจจุบันมีสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองทั้งหมด&nbsp;7&nbsp;ชนิด&nbsp;ได้แก่&nbsp;เนื้อไก่&nbsp;เนื้อหมู&nbsp;เนื้อเป็ด&nbsp;เนื้อโค&nbsp;ไข่ไก่สด&nbsp;ไข่เป็ดสด&nbsp;และไข่นกกระทาสด&nbsp;ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ&nbsp;และตลาดสด&nbsp;เข้าร่วมโครงการรวมทั้งหมดกว่า&nbsp;7,000&nbsp;แห่งทั่วประเทศ&nbsp;ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสถานที่จำหน่าย&nbsp;</p><p>ที่เข้าร่วมโครงการได้ทั้งประเทศ&nbsp;</p><p><strong>สำหรับปี&nbsp;2565&nbsp;นี้&nbsp;ได้มีการ&nbsp;Kick&nbsp;Off&nbsp;พร้อมกันทั่วประเทศ&nbsp;</strong>ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเขต&nbsp;1-&nbsp;9&nbsp;กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกันพัฒนาและผลักดันมาตรฐานปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;มาตั้งแต่ปี&nbsp;2559&nbsp;โดยสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองโครงการปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;จะต้องจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มีความปลอดภัยต่อการบริโภค&nbsp;มาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต&nbsp;ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์&nbsp;GAP&nbsp;โรงฆ่าสัตว์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย</p><p><strong>อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า&nbsp;</strong>กรมปศุสัตว์ได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์&nbsp;เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนเชื้อโควิด&nbsp;-19&nbsp;ในเนื้อสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;จำนวนกว่า&nbsp;1,000&nbsp;ตัวอย่าง&nbsp;โดยผลการตรวจทั้งหมดยังตรวจไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส&nbsp;COVID-19&nbsp;จึงขอให้ประชาชนผู้บริโภคมั่นใจว่า&nbsp;สินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองนั้น&nbsp;มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาด&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;เหมาะสมแก่การบริโภค&nbsp;ปลอดจากสารตกค้าง&nbsp;ไม่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19&nbsp;และที่สำคัญสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต&nbsp;ดังนั้น&nbsp;ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้&nbsp;มั่นใจซื้อสินค้าปศุสัตว์&nbsp;ให้สังเกตตราสัญลักษณ์&nbsp;ปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121150324890
186	ตรัง เกษตรกรเลี้ยงหมูทั้งปลอดโรคและลดต้นทุนเพิ่มรายได้	<p><strong>ที่ศูนย์วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงหมูหลุมบ้านหนองสองพี่น้อง&nbsp;หมู่&nbsp;&nbsp;5&nbsp;ต.หนองช้างแล่น</strong>&nbsp;อ.ห้วยยอด&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;นายประพันธ์&nbsp;วิมลเมือง&nbsp;ผู้ใหญ่บ้านหมู่&nbsp;5&nbsp;ต.หนองช้างแล่น&nbsp;&nbsp;อ.ห้วยยอด&nbsp;&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;ซึ่งเป็นประธานกลุ่ม&nbsp;ฯ&nbsp;นำผู้สื่อข่าวดูวิธีการเลี้ยงหมูหลุมแบบประยุกต์&nbsp;เพื่อให้ปลอดภัยจากโรค&nbsp;ลดต้นทุน&nbsp;และเพิ่มรายได้&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>โดยนายประพันธ์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงหมูหลุม&nbsp;ฯ&nbsp;</strong>มีสมาชิกทั้งหมด&nbsp;20&nbsp;คน&nbsp;เดิมกระจายกันเลี้ยง&nbsp;แต่พอได้ข่าวว่ามีโรคระบาดเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ&nbsp;หลายคนก็เลิกเลี้ยง&nbsp;กลัวจะเกิดโรค&nbsp;&nbsp;แต่ของตนเองยังเลี้ยงต่อ&nbsp;ส่วนตัวจากการติดตามข่าวสาร&nbsp;คิดว่าโรคระบาดที่ฟาร์มหลายแห่ง&nbsp;เชื้อน่าจะมาจากเจ้าของหมูไปซื้อหมูติดเชื้อมากิน&nbsp;จากนั้นเมื่อเหลือเป็นเศษอาหาร&nbsp;ก็คงนำไปให้หมูกินต่อ&nbsp;ทำให้เชื้อระบาดขึ้นในฟาร์ม&nbsp;ส่วนตัวจะไม่เอาเศษอาหารที่เหลือมาให้หมูกินอย่างเด็ดขาด&nbsp;เพื่อป้องกันการติดเชื้อ&nbsp;&nbsp;&nbsp;และเป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ&nbsp;จะเอาต้นไม้&nbsp;พืช&nbsp;ผัก&nbsp;ข้างบ้าน&nbsp;โดยเฉพาะต้นกล้วยจะตัดมาใส่ให้หมูกัดกินทั้งต้น&nbsp;&nbsp;ได้ทั้งความชื้นหากหมูอยากได้น้ำด้วย&nbsp;และส่วนตัวคิดว่าต้นกล้วยมีจุลินทรีย์&nbsp;มีความฝาด&nbsp;จะทำให้โรคท้องร่วง&nbsp;โรคอหิวาห์ไม่ค่อยมี&nbsp;และในต้นกล้วยก็จะมีใยอาหาร&nbsp;มีไฟเบอร์มาก&nbsp;ทำให้ระบบขับถ่ายของหมูดี&nbsp;ไม่เป็นการถ่ายเหลว&nbsp;จึงเป็นการเลี้ยงตามแบบของตนเอง&nbsp;ทำให้ตั้งแต่ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบนี้&nbsp;ผ่านมา&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;หมูไม่เคยป่วย&nbsp;และไม่เคยเสียเงินฉีดวัคซีน</p><p><strong>ส่วนการประหยัดต้นทุน&nbsp;และเพิ่มรายนั้น&nbsp;ตนเองจะใช้วิธีการผสมอาหารเอง</strong>&nbsp;โดยการซื้อวัตถุดิบมาผสมเอง&nbsp;ซึ่งวัตถุดิบก็มีราคาแพง&nbsp;จากเดิมกระสอบ&nbsp;430&nbsp;&nbsp;บาท&nbsp;แต่ขณะนี้กระสอบละ&nbsp;570&nbsp;&nbsp;บาท&nbsp;ซึ่งหมูแต่ละตัวต้องกินอาหารประมาณ&nbsp;7-8&nbsp;กระสอบ&nbsp;แต่เมื่อตนเองซื้อวัตถุดิบมาเลี้ยงเอง&nbsp;สามารถประหยัดต้นทุนได้ประมาณกระสอบละ&nbsp;70&nbsp;&nbsp;80&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;โดยหมูที่ตนเลี้ยงไว้ครั้งละประมาณ&nbsp;20&nbsp;&nbsp;30&nbsp;ตัว&nbsp;เดิมตนเองเลี้ยงหมูหลุมเหมือนเกษตรกรทั่วไป&nbsp;เอามูลมาทำปุ๋ยหมัก&nbsp;&nbsp;แต่หมูมักประสบปัญหาป่วยบ่อย&nbsp;เป็นหวัด&nbsp;เป็นโรคปอด&nbsp;และตาย&nbsp;หรือไม่ทนต่อโรค&nbsp;&nbsp;ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน&nbsp;</p><p><strong>จากการที่ต้องอาบน้ำ&nbsp;ล้างคอกบ่อย&nbsp;ทำให้คอกชื้น&nbsp;ทำให้หมูป่วย&nbsp;</strong>แต่ตั้งแต่ปี&nbsp;2562&nbsp;เป็นต้นมา&nbsp;หรือประมาณ&nbsp;3&nbsp;ปีมาแล้ว&nbsp;ตนได้ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบหมูหลุมประยุกต์&nbsp;ประกอบกับได้รับคำแนะนำจากปศุสัตว์จังหวัด&nbsp;และปศุสัตว์อำเภอห้วยยอด&nbsp;จึงนำเปลือกมะพร้าวมาสับ&nbsp;เพื่อนำมาทำเป็นวัสดุรองพื้น&nbsp;โดยเปลี่ยนทุกๆ&nbsp;2&nbsp;เดือน&nbsp;โกยมูลเก่าขึ้นก็เปลี่ยนวัสดุใหม่ลงไป&nbsp;ซึ่งเปลือกมะพร้าวดูดความชื้นภายในคอก&nbsp;ไม่ต้องให้น้ำกับหมู&nbsp;ประหยัดต้นทุนค่าน้ำ&nbsp;ค่าไฟ&nbsp;ส่วนมูลที่โกยมาก็เอามาทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ&nbsp;เพื่อจำหน่าย&nbsp;เดิมฉีดมูลหมูทิ้งขณะล้างคอก&nbsp;แต่เอามาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;&nbsp;ใส่แกลบ&nbsp;ผสมโดโลไมค์&nbsp;และน้ำหมักชีวภาพ&nbsp;</p><p><strong>จากนั้นหมักต่ออีก&nbsp;1&nbsp;เดือน&nbsp;ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ&nbsp;นำมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ๆ</strong>&nbsp;ต้องการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ปุ๋ยเคมี&nbsp;บางคนใช้ปุ๋ยเคมีมาตลอด&nbsp;ก็ควรเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพบ้าง&nbsp;เพื่อปรับปรุงและบำรุงดิน&nbsp;ทำให้ดินโปร่ง&nbsp;พืชก็เจริญงอกงาม&nbsp;โดยใช้ชื่อว่า&nbsp;&nbsp;ปุ๋ยกำนัลดิน&nbsp;คือ&nbsp;คืนความสมบูรณ์ให้กับดิน&nbsp;&nbsp;โดยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ&nbsp;จากหมู&nbsp;20-30&nbsp;ตัว&nbsp;สามารถนำมูลมาผลิตปุ๋ยได้เดือนละประมาณ&nbsp;1,000&nbsp;&nbsp;2,000&nbsp;กระสอบ&nbsp;ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ&nbsp;2&nbsp;บาท&nbsp;โดยบรรจุ&nbsp;6&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;ราคาถุงละ&nbsp;15&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;บรรจุ&nbsp;&nbsp;25&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;กระสอบละ&nbsp;50&nbsp;บาท&nbsp;เมื่อคิดคำนวณแล้วหมู&nbsp;1&nbsp;ตัวที่เลี้ยงไว้&nbsp;จะสามารถเอามูลมาทำปุ๋ยขายได้ตัวละขายได้ตัวละเกือบ&nbsp;2,000&nbsp;บาทต่อตัว&nbsp;ทำให้สามารถเพิ่มรายได้&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121134633862
187	สุพรรณบุรี เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร	<p><strong>วันนี้&nbsp;(21&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่วัดไผ่ขวาง&nbsp;ตำบลไผ่ขวาง&nbsp;อำเภอเมืองสุพรรณบุรี&nbsp;จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;</strong>นายชูชีพ&nbsp;พงษ์ไชย&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์&nbsp;สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช&nbsp;ฯ&nbsp;สยามมกุฎราชกุมาร&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;พร้อมกล่าวว่า&nbsp;โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่&nbsp;สามารถแก้ไขปัญหา&nbsp;และถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่&nbsp;ได้ในคราวเดียวกัน&nbsp;ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง&nbsp;เพราะเกษตรกรจะได้รับบริการแบบครบวงจร&nbsp;ในทุก&nbsp;ๆ&nbsp;ด้าน&nbsp;ทั้ง&nbsp;บุคลากร&nbsp;อุปกรณ์&nbsp;เครื่องมือ&nbsp;และองค์ความรู้ด้านการเกษตรมาให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกร&nbsp;นอกจากการให้บริการของหน่วยงานแล้วยังมีการร่วมบูรณาการกิจกรรมการช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด&nbsp;โดยการมอบถุงยังชีพด้านปศุสัตว์ให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย</p><p><strong>ด้าน&nbsp;นายวีรศักดิ์&nbsp;บุญเชิญ&nbsp;เกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า&nbsp;</strong>กิจกรรมภายในงาน&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;คลินิกดิน&nbsp;คลินิกพืช&nbsp;คลินิกปศุสัตว์&nbsp;คลินิกประมง&nbsp;คลินิกชลประทาน&nbsp;คลินิกสหกรณ์&nbsp;คลินิกบัญชี&nbsp;คลินิกกฎหมาย&nbsp;คลินิกข้าวและคลินิกอื่น&nbsp;ๆ&nbsp;โดยแบ่งออกเป็น&nbsp;3&nbsp;กลุ่ม&nbsp;คือ&nbsp;1.&nbsp;คลินิกแก้ปัญหาในพื้นที่&nbsp;&nbsp;2.คลินิกด้านวิชาการเกษตร&nbsp;และ3.&nbsp;คลินิกการให้บริการ&nbsp;อาทิ&nbsp;การจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มแม่บ้าน&nbsp;และวิสาหกิจชุมชน&nbsp;ร้านธงฟ้าราคาประหยัด&nbsp;จากกระทรวงพาณิชย์&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ผู้เข้าร่วมงาน&nbsp;ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด&nbsp;-19&nbsp;อย่างเคร่งครัด</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคตะวันตก	กาญจนบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุพรรณบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121185829093
188	จิตอาสาสระแก้วร่วมพัฒนาแปลงต้นแบบ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพื้นที่อำเภอวังสมบูรณ์	<p><strong>(21&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;นายปริญญา&nbsp;โพธิสัตย์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว</strong>&nbsp;เปิดกิจกรรมโครงการจิตอาสาจังหวัดสระแก้วร่วมพัฒนาแปลงต้นแบบ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่อำเภอวังสมบูรณ์&nbsp;ที่บริเวณแปลงต้นแบบ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;นายทองพูล&nbsp;มะสูงเนิน&nbsp;หมู่ที่&nbsp;13&nbsp;บ้านวังเจริญ&nbsp;ตำบลวังใหม่&nbsp;อำเภอวังสมบูรณ์&nbsp;จังหวัดสระแก้ว&nbsp;</p><p>โดยกิจกรรมในวันนี้มีการปลูกไม้ป่า&nbsp;การปลูกไม้ผล&nbsp;การปล่อยพันธุ์ปลา&nbsp;มอบพันธุ์ไก่&nbsp;สำหรับแปลงต้นแบบของอำเภอวังสมบูรณ์&nbsp;พื้นที่ดำเนินการทั้งหมด&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;คือ&nbsp;ตำบลวังใหม่&nbsp;จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;11&nbsp;ราย&nbsp;สำหรับพื้นที่&nbsp;หมู่&nbsp;13&nbsp;บ้านวังเจริญ&nbsp;ตำบลวังใหม่&nbsp;อำเภอวังสมบูรณ์&nbsp;จังหวัดสระแก้ว&nbsp;มีจำนวนเกษตรกร&nbsp;2&nbsp;รายที่เข้าร่วมโครงการฯ</p><p><strong>โครงการ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มีจุดมุ่งหมาย</strong>นำรูปแบบของเกษตรทฤษฎีใหม่ขับเคลื่อนภาคการเกษตรของจังหวัดในระดับชุมชนสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนที่มั่นคงพึ่งพาตนเองได้ความเข้มแข็งของชุมชนโดยเฉพาะความมั่นคงทางด้านอาหารต่อยอดเป็นทางเลือกอาชีพและการรวมกลุ่มดำเนินธุรกิจที่ตกเกิดขึ้นภายใต้ฐานรากของเกษตรกรอย่างยั่งยืน&nbsp;โดยโครงการ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;เกษตรทฤษฎีใหม่จังหวัดสระแก้วดำเนินการครอบคลุมพื้นที่&nbsp;9&nbsp;อำเภอ&nbsp;37&nbsp;ตำบลมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน&nbsp;818&nbsp;ราย&nbsp;เป็นพื้นที่เข้าร่วมโครงการจำนวน&nbsp;3,356.5&nbsp;ไร่</p><p><br></p><p>ประจัก-สุชีวิน&nbsp;ภาพ/ข่าว</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคตะวันออก	สระแก้ว	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระแก้ว	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121191213106
189	กรมประมง มอบใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ.7436-2563 ประเดิมเกษตรกร 2 รายแรก เสริมความมั่นใจสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค	"<p><strong>นายประพันธ์&nbsp;ลีปายะคุณ&nbsp;รองอธิบดีกรมประมงและคณะ</strong>&nbsp;ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี&nbsp;เพื่อมอบใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร&nbsp;มาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี&nbsp;สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค&nbsp;(มกษ.&nbsp;7436&nbsp;-&nbsp;2563)&nbsp;ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำจากจังหวัดราชบุรี&nbsp;จำนวน&nbsp;2&nbsp;รายแรกที่ผ่านการรับรองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภคหลังกรมประมงเปิดให้การรับรองมาตรฐานดังกล่าว&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;30&nbsp;กันยายน&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;<strong>มาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตสัตว์น้ำ&nbsp;</strong>เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารจัดการระบบการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ&nbsp;เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภค&nbsp;สอดคล้องกับนโยบายด้านการผลิตสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;กรมประมงจึงมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและครอบคลุมมิติอื่นๆ&nbsp;ในระดับสากล&nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์ด้านส่งเสริมความยั่งยืนให้สินค้าประมงไทยเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก&nbsp;ตลอดจนพัฒนาอาชีพ&nbsp;สร้างรายได้ที่มั่นคง&nbsp;และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรไทย&nbsp;</p><p><strong>การลงพื้นที่ในครั้งนี้&nbsp;</strong>กรมประมงได้มอบใบรับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ&nbsp;(กุ้งทะเล)&nbsp;จากจังหวัดราชบุรีที่ยื่นความประสงค์ขอรับการตรวจประเมินใบรับรองและผ่านการรับการรับรองในมาตรฐาน&nbsp;มกษ.&nbsp;7436&nbsp;-&nbsp;2563&nbsp;จำนวน&nbsp;2&nbsp;ราย&nbsp;ได้แก่&nbsp;<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นางบุญช่วย&nbsp;ชัยตระกูล&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลตำบลบ้านสิงห์&nbsp;อำเภอโพธาราม&nbsp;จังหวัดราชบุรี&nbsp;นางมาลี&nbsp;สาคร&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล&nbsp;ตำบลดอนใหญ่&nbsp;อำเภอบางแพ&nbsp;จังหวัดราชบุรี&nbsp;เนื่องจากมาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานสมัครใจ&nbsp;โดยมีจุดเด่นคือเกษตรกรสามารถขอการรับรองสัตว์น้ำหลายชนิดพร้อมกันได้ภายใต้มาตรฐานฉบับเดียว&nbsp;กรมประมงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจ&nbsp;ยื่นคำขอรับการตรวจรับรองมาตรฐาน&nbsp;มกษ.&nbsp;7436-2563&nbsp;สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานประมงจังหวัดหรือศูนย์ฯ&nbsp;ทุกแห่งในพื้นที่ที่ฟาร์มตั้งอยู่</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-01-21T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121200151147
190	สสก.5 สงขลา เตือนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายฯ ภาคใต้ รีบต่อทะเบียน ภายใน 30 ม.ค.65 ก่อนถูกถอนชื่อ	<p><strong>นายอนุชา&nbsp;ยาอีด</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;5&nbsp;จังหวัดสงขลา&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;วิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน&nbsp;เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีในชุมชนให้เกิดประโยชน์&nbsp;&nbsp;เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มและชุมชน&nbsp;โดยมีคนในชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ&nbsp;และมีสำนักงานเกษตรอำเภอ&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;5&nbsp;จังหวัดสงขลา&nbsp;คอยให้คำแนะนำ&nbsp;สนับสนุนให้การดำเนินกิจการของวิสาหกิจชุมชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง&nbsp;ปัจจุบันภาคใต้&nbsp;มีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;&nbsp;9,702&nbsp;แห่ง&nbsp;สมาชิกจำนวน&nbsp;194,926&nbsp;ราย&nbsp;มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการจดทะเบียน&nbsp;จำนวน&nbsp;&nbsp;94&nbsp;แห่ง&nbsp;สมาชิกจำนวน&nbsp;2,131&nbsp;ราย&nbsp;โดยวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วต้องมายื่นต่อทะเบียนทุกปี&nbsp;ในระหว่างวันที่&nbsp;1-&nbsp;30&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอที่ยื่นจดทะเบียนฯไว้&nbsp;เพื่อรักษาสิทธิในการได้รับการสนับสนุนและบริการจากภาครัฐตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง&nbsp;สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;5&nbsp;จังหวัดสงขลา&nbsp;ขอเชิญชวนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน&nbsp;เข้ามาต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนประจำปี&nbsp;2565&nbsp;ช่วงระหว่างวันที่&nbsp;1-30&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอที่ยื่นจดทะเบียนฯ&nbsp;เพื่อให้นายทะเบียน&nbsp;(เกษตรอำเภอ)&nbsp;พิจารณาอนุมัติต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนประจำปี&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้ต้องเป็นกิจการของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่มีการดำเนินการจริงอย่างต่อเนื่อง</strong>&nbsp;และเป็นกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน&nbsp;พร้อมยื่นแบบคำขอดำเนินกิจการต่อ&nbsp;(แบบ&nbsp;สวช.&nbsp;03)&nbsp;และเอกสารหลักฐานประกอบการต่อทะเบียน&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;รายการ&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;หนังสือสำคัญการจดทะเบียน&nbsp;(ท.ว.ช.2)&nbsp;เอกสารสำคัญแสดงการดำเนินกิจการ&nbsp;(ท.ว.ช.3)&nbsp;บัตรประชาชนของผู้ยื่นแบบ&nbsp;หนังสือมอบอำนาจให้ทำการแทน&nbsp;บันทึกแจ้งความ&nbsp;(กรณี&nbsp;ท.ว.ช.2/&nbsp;ท.ว.ช.3&nbsp;สูญหาย)&nbsp;ข้อบังคับหรือข้อตกลงร่วมกันของสมาชิก&nbsp;แผนประกอบการ&nbsp;ผลการดำเนินงาน&nbsp;แบบจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน&nbsp;และแบบจัดเก็บเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร/เลขทะเบียนนิติบุคคล&nbsp;(ถ้ามี)&nbsp;หากวิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไม่ดำเนินการมาต่อทะเบียน&nbsp;กรณีไม่มายื่นต่อทะเบียน&nbsp;2&nbsp;ปีติดต่อกัน&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตรจะออกหนังสือแจ้งเตือนการต่อทะเบียน&nbsp;และหากไม่มาดำเนินการตามหนังสือแจ้งเตือน&nbsp;จะถูกเพิกถอนทะเบียนและถูกถอนชื่อออกจากทะเบียน&nbsp;ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2548&nbsp;ที่กำหนดให้วิสาหกิจชุมชนยื่นขอต่อทะเบียนประกอบกิจการเป็นประจำทุกปี&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอ&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;หรือ&nbsp;กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร&nbsp;สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;5&nbsp;จังหวัดสงขลา&nbsp;โทร&nbsp;0-7433-0262</p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-21T00:00:00	ภาคใต้	สงขลา	สทท.สงขลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121180533049
191	นายกรัฐมนตรี สั่งเข้ม ชุดเฉพาะกิจปศุสัตว์สนธิกำลังร่วม ตรวจสอบกันกักตุนซากสุกรของห้องเย็นและคุมเข้มการเคลื่อนย้ายไม่ทราบแหล่งที่มา	<p><strong>นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการตรวจสอบห้องเย็น&nbsp;กรณีที่อาจมีการกักตุนสินค้าประเภทเนื้อสุกรเพื่อผลประโยชน์ทางการค้านั้น&nbsp;กรมปศุสัตว์พร้อมหน่วยงานในพื้นที่เครือข่ายกองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค&nbsp;(ปคบ.)&nbsp;จึงได้สนธิกำลังเร่งตรวจสอบห้องเย็นเพื่อกันการกักตุนซากสุกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;แห่ง&nbsp;อายัดสินค้ารอตรวจสอบแล้วรวมกว่า&nbsp;500&nbsp;ตัน&nbsp;วันที่&nbsp;21&nbsp;มกราคมที่ผ่านมา&nbsp;เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท&nbsp;เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์&nbsp;กองสารวัตรและกักกัน&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;กรมปศุสัตว์&nbsp;ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค&nbsp;(ปคบ.)&nbsp;สถานีตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร&nbsp;เข้าตรวจสอบการกักตุนซากสุกรในห้องเย็น&nbsp;ผลการตรวจสอบพบว่า&nbsp;ห้องเย็นแห่งหนึ่งมีเนื้อสุกรแช่แข็งจัดเก็บ&nbsp;แจ้งกรมการค้าภายใน&nbsp;จำนวน&nbsp;929&nbsp;ตัน&nbsp;แต่ไม่พบการออกเอกสารเคลื่อนย้ายเนื้อสุกรออกจากห้องเย็น&nbsp;ปลายทางนครปฐมและราชบุรี&nbsp;จำนวนกว่า&nbsp;400&nbsp;ตัน&nbsp;&nbsp;ซึ่งได้มีการเคลื่อนย้ายเนื้อสุกรไปแล้ว&nbsp;โดยเป็นเนื้อสุกรที่รับฝากมาจากบริษัทแห่งหนึ่งย่านราชบุรี&nbsp;นครปฐม&nbsp;ปทุมธานี&nbsp;กรุงเทพฯ&nbsp;และจากแหล่งอื่นๆ&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ยังพบว่าในส่วนที่ยังไม่ได้เเจ้งกับกรมการค้าภายใน</strong>&nbsp;ตรวจสอบพบอีกจำนวน&nbsp;&nbsp;234&nbsp;ตัน&nbsp;เป็นของบริษัท&nbsp;A&nbsp;แห่งหนึ่งจากราชบุรีที่นำมาฝากเมื่อเดือนกันยายน&nbsp;-พฤศจิกายน&nbsp;2564&nbsp;&nbsp;โดยบริษัทดังกล่าวยังไม่เคยเบิกสินค้าออกแต่อย่างใด&nbsp;สินค้าที่ฝากเก็บมีการระบุชื่อสินค้าเป็นสันนอกติดปีก&nbsp;ทำให้ห้องเย็นจัดเก็บเป็นสินค้าไก่ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเนื้อสุกร&nbsp;ซึ่งไม่สามารถแสดงเอกสารเคลื่อนย้ายจำนวนประมาณ&nbsp;71&nbsp;ตันได้&nbsp;พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดสินค้าไว้ก่อนทั้งหมด&nbsp;71&nbsp;ตัน&nbsp;หากสามารถนำมาแสดงได้จะเข้ามาดำเนินการถอนอายัด&nbsp;โดยให้บริษัท&nbsp;A&nbsp;&nbsp;นำเอกสารมาแสดงและชี้แจงภายในวันนี้</p><p><strong>ในวันเดียวกันนี้&nbsp;เข้าตรวจสอบห้องเย็นอีกแห่งหนึ่ง&nbsp;</strong>พบเอกสารเคลื่อนย้ายซากสัตว์แต่ไม่พบเนื้อสัตว์เข้าฝากในห้องเย็นนั้น&nbsp;โดยจำนวนที่ระบุในเอกสาร&nbsp;283&nbsp;ตัน&nbsp;จึงได้สอบถามถึงสถานที่จัดเก็บเนื้อสัตว์ดังกล่าว&nbsp;จากนั้นจึงได้ตามสอบไปยังห้องเย็นอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บเพิ่มเติมของห้องเย็นที่พบเอกสารแต่ไม่มีสินค้าจัดเก็บ&nbsp;พบว่ามีการนำซากสุกรจากบริษัท&nbsp;B&nbsp;และบริษัท&nbsp;A&nbsp;ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ตรวจพบจากห้องเย็นข้างต้น&nbsp;จำนวนกว่า&nbsp;441&nbsp;ตัน&nbsp;มาจัดเก็บไว้ที่ห้องเย็นนี้&nbsp;โดยไม่พบเอกสารเคลื่อนย้าย&nbsp;และไม่ได้แจ้งการกักตุนสินค้าให้กรมการค้าภายในทราบ&nbsp;จากการตรวจสอบพบมีซากสุกร&nbsp;พบว่าเป็นของบริษัท&nbsp;A&nbsp;มาจัดเก็บที่ห้องเย็นนี้จำนวน&nbsp;158&nbsp;ตัน&nbsp;และบริษัท&nbsp;B&nbsp;ไปจัดเก็บจำนวน&nbsp;283&nbsp;ตัน&nbsp;ตรวจสอบไม่พบเอกสารการเคลื่อนย้ายไปห้องเย็นดังกล่าว&nbsp;พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้อายัดซากสุกร&nbsp;จำนวน&nbsp;441&nbsp;ตันทั้งหมด&nbsp;และแจ้งให้บริษัท&nbsp;A&nbsp;และ&nbsp;B&nbsp;นำเอกสารการเคลื่อนย้ายและหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาแสดงภายในวันนี้เช่นกัน&nbsp;หากไม่สามารถนำมาแสดงได้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-22T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220122141347315
192	ปีนี้ 3 จังหวัดแหล่งผลิตหอมหัวใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ผลผลิตรวมกว่า 3.5 หมื่นตัน	<p><strong>นางอังคณา&nbsp;พุทธศรี&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่&nbsp;1&nbsp;เชียงใหม่</strong>&nbsp;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร&nbsp;เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตหอมหัวใหญ่&nbsp;ปีเพาะปลูก&nbsp;2564/65&nbsp;ในพื้นที่รับผิดชอบของ&nbsp;ได้แก่&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;เชียงราย&nbsp;และแม่ฮ่องสอน&nbsp;ซึ่งมีพื้นที่ปลูกหอมหัวใหญ่คิดเป็นร้อยละ&nbsp;95&nbsp;ของเนื้อที่เพาะปลูกหอมหัวใหญ่ทั้งประเทศ&nbsp;โดยปีเพาะปลูก&nbsp;2564/65&nbsp;คาดว่ามีเนื้อเพาะปลูกรวม&nbsp;3&nbsp;จังหวัด&nbsp;8,606&nbsp;ไร่&nbsp;เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา&nbsp;เนื่องจากไม่ได้รับความเสียหายจากพายุฝน&nbsp;ทำให้เกษตรกรเพาะต้นกล้าพันธุ์ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา&nbsp;สามารถขยายเนื้อที่เพาะปลูกได้มากขึ้น&nbsp;ด้านผลผลิต&nbsp;คาดว่าจะมีปริมาณรวม&nbsp;35,044&nbsp;ตัน&nbsp;</p><p><strong>จากการติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตหอมหัวใหญ่</strong>&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;กลุ่มผู้ปลูกหอมหัวใหญ่&nbsp;จะเห็นได้ว่าภาพรวมผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ดีและบางกลุ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว&nbsp;กลุ่มผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ผาตั้ง&nbsp;จังหวัดเชียงราย&nbsp;ได้เก็บเกี่ยวผลิตเสร็จสิ้นแล้ว&nbsp;อยู่ในช่วงที่เกษตรกรกำลังทยอยระบายผลผลิตออกสู่ตลาด&nbsp;โดยราคาขายอยู่ที่&nbsp;11-15&nbsp;บาท/กิโลกรัม&nbsp;ส่วนกลุ่มผู้ปลูกหอมหัวใหญ่อำเภอแม่วาง&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;หอมหัวใหญ่อยู่ในระยะการเจริญเติบโต&nbsp;และประมาณร้อยละ&nbsp;5&nbsp;เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว&nbsp;คาดว่า&nbsp;ปริมาณผลผลิตปีนี้จะอยู่ในเกณฑ์ดี&nbsp;ขณะที่&nbsp;กลุ่มผู้ปลูกหอมหัวใหญ่อำเภอฝาง&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;หอมหัวใหญ่อยู่ในระยะการเจริญเติบโต&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;เริ่มพบปัญหาหอมเป็นเชื้อรา&nbsp;ซึ่งมีสาเหตุจากสภาพอากาศหนาว&nbsp;และมีหมอกลง&nbsp;กลุ่มผู้ปลูกหอมหัวใหญ่บ้านกาดพัฒนา&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;หอมหัวใหญ่อยู่ในระยะการเจริญเติบโต&nbsp;&nbsp;ผลผลิตที่ได้คาดว่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา&nbsp;และกลุ่มผู้ปลูกหอมหัวใหญ่อำเภอพร้าว&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;หอมหัวใหญ่อยู่ในระยะการเจริญเติบโตโดยคาดว่าจะได้ผลผลิตดีเช่นกัน&nbsp;ทั้งนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม&nbsp;ซึ่งจะเริ่มมีผลผลิตหอมหัวใหญ่ในภาคเหนือออกมาจำนวนมาก</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-22T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220122135706299
193	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือทูตลาว ขยายความร่วมมือขนส่งผลไม้รถไฟสายจีน-ลาว	<p><strong>นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ&nbsp;เปิดเผยวันนี้&nbsp;&nbsp;(22&nbsp;ม.ค.)&nbsp;ว่า&nbsp;ในวันที่&nbsp;26&nbsp;มกราคมนี้&nbsp;ขบวนรถขนส่งสินค้าจากสถานีเวียงจันทน์ใต้จะออกเดินบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาว&nbsp;เข้าจีนที่ด่านรถไฟโมฮ่านในตอนใต้ของมณฑลยูนนาน&nbsp;สู่มหานครฉงชิ่งในภาคตะวันตกของจีน&nbsp;โดยใช้เวลาประมาณ&nbsp;3&nbsp;-&nbsp;4&nbsp;วัน&nbsp;เร็วกว่าการขนส่งทางเรือถึง&nbsp;4&nbsp;เท่าตัว&nbsp;</p><p><strong>นับเป็นขบวนรถสินค้าปฐมฤกษ์ที่ขนส่งสินค้าเกษตรของไทย</strong>&nbsp;ไปยังประเทศจีนผ่าน&nbsp;สปป.ลาวเป็นครั้งแรก&nbsp;ตั้งแต่เปิดเส้นทางรถไฟสายจีน-ลาวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่&nbsp;3&nbsp;ธันวาคมที่ผ่านมา&nbsp;โดยสินค้าเกษตรล็อตแรกเป็นข้าวเหนียวหัก&nbsp;20&nbsp;ตู้น้ำหนัก&nbsp;500&nbsp;ตัน&nbsp;จากบริษัทกล้าทิพย์ที่จังหวัดหนองบัวลำภู&nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานจากหน่วยงานต่างประเทศคลาดเคลื่อนว่า&nbsp;ได้มีการขนส่งไปฉงชิ่งแล้วเมื่อวันที่&nbsp;20&nbsp;มกราคม&nbsp;แต่เมื่อตนตรวจสอบย้อนกลับในวันเดียวกันทราบว่า&nbsp;ข้าวล็อตดังกล่าวได้ส่งออกจากประเทศไทยผ่านด่านหนองคายไปฝั่ง&nbsp;สปป.ลาวที่ท่าบก&nbsp;ท่านาแล้งแล้ว&nbsp;แต่ยังไม่ได้ส่งไปถึงมหานครฉงชิ่ง&nbsp;เพราะต้องรอเคลียร์พิธีการทางศุลกากรและไฟเขียวจากกระทรวงกสิกรรมที่นครเวียงจันทน์&nbsp;จึงได้ประสานกับนายด่านตรวจพืชหนองคาย&nbsp;ผู้ส่งออก&nbsp;บริษัทชิ้ปปิ้งและบริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยและจีน&nbsp;จนทราบปัญหาจึงติดต่อให้คุณจันทร&nbsp;สิทธิชัย&nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเวียงจันทน์โลจิสติกส์ปาร์ค&nbsp;และท่าบกท่านาแล้งช่วยสนับสนุนจนเรียบร้อย&nbsp;และได้รับแจ้งว่าจะเคลื่อนย้ายตู้สินค้าไปสถานีเวียงจันทน์ใต้ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้&nbsp;ก่อนจะยกขึ้นแคร่รถไฟเพื่อพร้อมในการเดินทางในวันพุธที่&nbsp;26&nbsp;มกราคมนี้&nbsp;</p><p><strong>พร้อมหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย</strong>&nbsp;เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างไทย-ลาว&nbsp;เรื่องการขนส่งสินค้าผ่านแดนจากไทยไปจีนบนเส้นทางรถไฟสายจีน-ลาว&nbsp;เพื่อความพร้อมสำหรับการขนส่งสินค้าเกษตรอื่นๆ&nbsp;โดยเฉพาะผลไม้ที่ใกล้จะถึงฤดูกาลผลิตปี&nbsp;2565&nbsp;เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้นอกจากนี้&nbsp;จะมีการประชุมทางไกลกับสมาคมผลไม้และสมาคมล้งกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออก&nbsp;อีกด้วย</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-22T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220122195855429
194	ผู้ว่าฯ ลำพูน และแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน ลงพื้นที่เยี่ยมชมสวนผัก ตามโครงการ Lamphun Go Green  พร้อมโชว์สกิลการทำอาหารเมนูผักจากสวน เสริฟแก่ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมได้รับประทาน	<p><strong>วันนี้&nbsp;(22&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;นายวรยุทธ&nbsp;เนาวรัตน์</strong>&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นางปนัดดา&nbsp;เนาวรัตน์&nbsp;ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน&nbsp;นายบุญส่ง&nbsp;ไชยมณี&nbsp;หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน&nbsp;นางบำเพ็ญ&nbsp;เมืองมูล&nbsp;พัฒนาการจังหวัดลำพูน&nbsp;และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;จังหวัดลำพูน&nbsp;ลงพื้นที่เยี่ยมชมสวนและร่วมกิจกรรมปลูกผัก&nbsp;ทำอาหาร&nbsp;ณ&nbsp;พอเพียง&nbsp;บ้านไร่น้อย&nbsp;ตำบลม่วงน้อย&nbsp;อำเภอป่าซาง&nbsp;จังหวัดลำพูน&nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่แปลงผักของคนในหมู่บ้าน&nbsp;ชุมชน&nbsp;ตามโครงการ&nbsp;Lamphun&nbsp;Go&nbsp;Green&nbsp;ที่ว่างสร้างอาหาร&nbsp;ของแม่บ้านมหาดไทย&nbsp;โดยการนำพืชผักสวนครัว&nbsp;อาทิ&nbsp;ผักสลัด&nbsp;ผักกาด&nbsp;ต้นมะเขือ&nbsp;และผักต่างๆ&nbsp;มาปลูกยังพื้นที่แปลงเกษตร&nbsp;เป็นการเริ่มต้นในการใช้ที่ว่างสร้างอาหาร&nbsp;และเพิ่มพื้นที่สีเขียว&nbsp;ทั้งยังเป็นการหนุนการปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเอง&nbsp;ลดรายจ่าย&nbsp;เพิ่มรายได้ในครัวเรือน&nbsp;สร้างความมั่นคงทางอาหาร&nbsp;ในช่วงสถานการณ์โควิด-19&nbsp;แก่คนในชุมชน&nbsp;โดยมีนางภัทราพร&nbsp;ลายจุด&nbsp;&nbsp;นายอำเภอป่าซาง&nbsp;นายกเทศมนตรีตำบลม่วงน้อย&nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน&nbsp;และประชาชนชาวบ้านไร่&nbsp;ให้การต้อนรับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นางปนัดดา&nbsp;เนาวรัตน์&nbsp;ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน</strong>&nbsp;&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นให้คนในหมู่บ้าน&nbsp;ชุมชน&nbsp;ได้มีส่วนร่วม&nbsp;พร้อมการขับเคลื่อนตามนโยบายที่สำคัญ&nbsp;ซึ่งการใช้พื้นที่ว่างสร้างอาหารตามโครงการปลูกผัก&nbsp;ถือเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม</p><p><strong>โอกาสนี้&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน</strong>&nbsp;พร้อมประธานแม่บ้านมหาดไทย&nbsp;ได้ร่วมกันปลูกพืชผัก&nbsp;เพื่อคนในหมู่บ้าน&nbsp;ชุมชน&nbsp;ได้เก็บไว้บริโภค&nbsp;ลดรายจ่ายในครัวเรือน&nbsp;ในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อช่วงโควิด-19&nbsp;พร้อมทั้งได้โชว์การทำอาหาร&nbsp;เมนู&nbsp;แกงผักหวานใส่ปลาแห้ง&nbsp;เมนู&nbsp;ไข่ทอดชะอม&nbsp;และเมนูผัดผักคะน้า&nbsp;หมูกรอบ&nbsp;ซึ่งเป็นผลผลิตที่เก็บจากสวนแห่งนี้&nbsp;นำมาทำอาหาร&nbsp;ให้ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมได้รับประทานในครั้งนี้อีกด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-22T00:00:00	ภาคเหนือ	ลำพูน	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220122174427393
195	รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบเงินเยียวยาโรคลัมปิสกิน15 ล้านบาท ที่จังหวัดนครพนม	<p><strong>วันนี้&nbsp;(22&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;นายประภัตร&nbsp;โพธสุธน</strong>&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาโรคลัมปี&nbsp;สกิน&nbsp;พร้อมกับชี้แจงทำความเข้าใจความล่าช้าการอนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ&nbsp;ที่เสียชีวิตจากโรคลัมปีสกิน&nbsp;และโครงการสานฝันสร้างอาชีพ&nbsp;ยกระดับรายได้&nbsp;ที่หอประชุมมรุกขนคร&nbsp;โรงเรียนนครพนมวิทยาคม&nbsp;อำเภอเมืองนครพนม&nbsp;โดยมีนายศุภชัย&nbsp;โพธิ์สุ&nbsp;รองประธานรัฐสภาคนที่&nbsp;2&nbsp;นายไพจิตร&nbsp;ศรีวรขาน&nbsp;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&nbsp;นายชาญชัย&nbsp;คงทัน&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม&nbsp;เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือร่วมรับฟังและรับมอบเงินเยียวยา</p><p><strong>โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ได้ชี้แจงว่า&nbsp;แม้คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติเงินงบกลางมานานแล้วก็ตาม&nbsp;แต่เอกสารที่ใช้ทั้งหมดต้องผ่านจังหวัดและผ่านเขตก่อนจึงจะอนุมัติได้&nbsp;ซึ่งล่าช้าถึง&nbsp;5&nbsp;เดือน&nbsp;แต่ต้องยึดระเบียบและความถูกต้องเป็นหลัก</p><p><strong>โอกาสนี้&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ได้มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยผู้เลี้ยงโคกระบือที่เสียชีวิตจากโรคลัมปีสกินจังหวัดนครพนม&nbsp;625&nbsp;ราย&nbsp;เป็นโคจำนวน&nbsp;677&nbsp;ตัว&nbsp;รวมเป็นเงิน&nbsp;15,785,000&nbsp;บาท&nbsp;และจังหวัดอุดรธานี&nbsp;จำนวน&nbsp;8,438,500&nbsp;บาท&nbsp;โดยจะโอนผ่านทาง&nbsp;ธกส.&nbsp;ซึ่งอายุโคกระบือไม่เกิน&nbsp;6&nbsp;เดือน&nbsp;รับเงินเยียวยา&nbsp;13,000&nbsp;บาท,&nbsp;อายุ&nbsp;6&nbsp;เดือนขึ้นไปไม่เกิน&nbsp;1&nbsp;ปี&nbsp;รับเงินเยียวยา&nbsp;22,000&nbsp;บาท,&nbsp;อายุ&nbsp;1-2&nbsp;ปี&nbsp;รับเงินเยียวยา&nbsp;29,000&nbsp;บาท&nbsp;หากอายุตั้งแต่&nbsp;2&nbsp;ปีขึ้นไป&nbsp;รับเงินเยียวยา&nbsp;35,000&nbsp;บาท</p><p><strong>ขณะเดียวกันก็ได้เชิญชวนเกษตรกร</strong>ร่วมโครงการสานฝันสร้างอาชีพ&nbsp;ยกระดับรายได้&nbsp;ด้วยการขอสินเชื่อจาก&nbsp;ธกส.ได้รายละ&nbsp;100,000&nbsp;บาท&nbsp;เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่สามารถจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มให้กับครอบครัว</p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-22T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220122191142421
196	กรมประมง ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 1.5 ล้านตัว เพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำสร้างรายได้ให้ประชาชนคลองนาคราช จังหวัดชุมพร	<p><strong>นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำภายใต้&nbsp;โครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในคลองนาคราช&nbsp;&nbsp;จังหวัดชุมพร&nbsp;และโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่คลองผันน้ำลุ่มน้ำคลองชุมพร&nbsp;เพื่อเพิ่มแหล่งอาหารโปรตีนและเพิ่มรายได้แก่ชาวประมงและประชาชน&nbsp;</p><p><strong>นายเฉลิมชัย&nbsp;สุวรรณรักษ์&nbsp;รองอธิบดีกรมประมง&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด&nbsp;-19&nbsp;ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน&nbsp;ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนทั่วประเทศ&nbsp;ตลอดจนส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ&nbsp;การค้าและการผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอย่างมาก&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงและประชาชนที่ไม่สามารถหารายได้สำหรับจุนเจือครอบครัวได้เหมือนสถานการณ์ปกติ&nbsp;</p><p><strong>กรมประมง&nbsp;ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสร้างอาชีพ</strong>&nbsp;สร้างรายได้จากสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร&nbsp;จึงได้ดำเนินการจัดทำ&nbsp;โครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในคลองนาคราชจังหวัดชุมพร&nbsp;และโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่คลองผันน้ำลุ่มน้ำคลองชุมพร&nbsp;เพื่อเพิ่มแหล่งอาหารโปรตีนและเพิ่มรายได้แก่ชาวประมงและประชาชน&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;ขึ้น&nbsp;เพื่อเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์&nbsp;ประชาชนสามารถเข้าถึงทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างทั่วถึง&nbsp;สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร&nbsp;ตลอดจนสามารถจับสัตว์น้ำไปบริโภคและจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น&nbsp;เกิดการสร้างรายได้&nbsp;และก่อให้เกิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชนจังหวัดชุมพร&nbsp;ตลอดลุ่มน้ำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป</p><p><strong>สำหรับการจัดกิจกรรมวันนี้&nbsp;กรมประมง</strong>&nbsp;ได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน&nbsp;1,500,000&nbsp;ตัว&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;กุ้งก้ามกราม&nbsp;ปลาตะเพียนขาว&nbsp;ปลาสุลต่านหรือปลาบ้า&nbsp;และปลากระแห&nbsp;เป็นต้น&nbsp;กรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ&nbsp;คืนความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำในคลองนาคราช&nbsp;ทำให้ชาวประมงและประชาชนมีทรัพยากรสัตว์น้ำและแหล่งโปรตีนจากสัตว์น้ำสำหรับการบริโภคและจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว&nbsp;ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด&nbsp;-19&nbsp;อันจะเป็นการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-23T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220123210815659
197	วราวุธ จัดโครงการเพิ่มพื้นที่ป่า เพิ่มคุณค่าคุณภาพชีวิต ลดโลกร้อน ที่ จ.สุพรรณบุรี	<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>วันนี้&nbsp;(23&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;เวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.</strong>&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;(ทส.)&nbsp;เป็นประธานในกิจกรรมปลูกป่าโครงการเพิ่มพื้นที่ป่า&nbsp;เพิ่มคุณค่าคุณภาพชีวิต&nbsp;ที่วัดสองเขต&nbsp;ตำบลสนามคลี&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;โดยมีนายสรชัด&nbsp;สุจิตต์&nbsp;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&nbsp;จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;เขต&nbsp;1&nbsp;ดร.อุดม&nbsp;โปร่งฟ้า&nbsp;ที่ปรึกษา&nbsp;รมว.ทส.&nbsp;นายณัฐภัทร&nbsp;สุวรรณประทีป&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;นายปรีชา&nbsp;ทองคำ&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;นายนพฤทธิ์&nbsp;ศิริโกศล&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;นายวัฒนา&nbsp;ยั่งยืน&nbsp;ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;นายศรีธรรม&nbsp;ราชแก้ว&nbsp;นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี&nbsp;และหัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;ร่วมพิธี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>โดยร่วมกันปลูกต้นไม้บนพื้นที่&nbsp;23&nbsp;ไร่&nbsp;จำนวนกว่า&nbsp;1,000&nbsp;ต้น</strong>&nbsp;อาทิ&nbsp;ต้นประตู่&nbsp;ต้นยางนา&nbsp;ต้นมะเกลือ&nbsp;ฯลฯ&nbsp;เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์&nbsp;และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน&nbsp;สำหรับพื้นที่ปลูกป่าดังกล่าวได้รับความอนุเคราะห์จากพระอธิการวีระ&nbsp;ภัทโก&nbsp;เจ้าอาวาสวัดสองเขต&nbsp;ที่มอบพื้นที่ให้ปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูและสร้างความสมดุลของสภาพแวดล้อม&nbsp;และลดโลกร้อน</p>	2022-01-23T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สุพรรณบุรี	สวท.สุพรรณบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220123195733657
198	ปศุสัตว์ จ.ประจวบฯ เร่งตรวจสอบฟาร์มสุกรในพื้นที่ หลังพบการระบาดโรค ASF ในฟาร์มสุกร 3 แห่งใน 2 อำเภอ พร้อมแนะผู้เลี้ยงสุกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยเฝ้าระวังเข้มงวด	<p><strong>ปศุสัตว์&nbsp;จ.ประจวบฯ&nbsp;เร่งตรวจสอบฟาร์มสุกรในพื้นที่&nbsp;หลังพบการระบาดโรค&nbsp;ASF</strong>&nbsp;ในฟาร์มสุกร&nbsp;3&nbsp;แห่งใน&nbsp;2&nbsp;อำเภอ&nbsp;พร้อมแนะผู้เลี้ยงสุกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยเฝ้าระวังเข้มงวด</p><p><strong>นายยุษฐิระ&nbsp;บัณฑุกุล&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;จากกรณีตรวจพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;หรือ&nbsp;ASF&nbsp;ในฟาร์มสุกร&nbsp;3&nbsp;แห่งในพื้นที่&nbsp;อ.เมืองประจวบฯ&nbsp;และ&nbsp;อ.ทับสะแก&nbsp;ได้มีการทำลายสุกรรวม&nbsp;117&nbsp;ตัว&nbsp;และฝังกลบในฟาร์มที่เกิดโรคตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคระบาดในสัตว์&nbsp;พร้อมเร่งจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร&nbsp;โดยขณะนี้มีการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกรในรัศมี&nbsp;5&nbsp;กม.รอบจุดเกิดโรค&nbsp;และส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ออกตรวจฟาร์มสุกรในรัศมี&nbsp;1&nbsp;กม.&nbsp;เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ&nbsp;</p><p><strong>จากการสำรวจข้อมูลการเลี้ยงสุกรในจังหวัด&nbsp;พบว่ามีเกษตรกรประมาณ&nbsp;1,000&nbsp;ราย</strong>&nbsp;จำนวนสุกรกว่า&nbsp;80,000&nbsp;ตัว&nbsp;ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่เป็นฟาร์มขนาดเล็กซึ่งค่อนข้างมีความเสี่ยง&nbsp;เพราะมีระบบการป้องกันในฟาร์มไม่ดีเท่าฟาร์มขนาดกลางถึงใหญ่ที่เลี้ยงในระบบปิด&nbsp;จึงแนะนำให้เกษตรกรเฝ้าระวังป้องกันอย่างเข้มงวด&nbsp;เช่น&nbsp;<strong>หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสุกรด้วยเศษอาหาร&nbsp;</strong>จัดหาสุกรจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและผ่านการรับรอง&nbsp;ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อยานพาหนะที่เข้าออกฟาร์ม&nbsp;เป็นต้น&nbsp;และแจ้งสัตวแพทย์ทันทีเมื่อสังเกตเห็นสัญญาณของโรคเพื่อนำสุกรเข้ารับการตรวจหาเชื้อ</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันตก	ประจวบคีรีขันธ์	สวท.ประจวบคีรีขันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124085211689
199	ป.ปั๊บ เด็กรุ่นใหม่บนพื้นที่สูง สร้างเกษตรยั่งยืนควบคู่การท่องเที่ยว สร้างรายได้ตลอดทั้งปี	"<p><strong>นายบรมัตถ์&nbsp;ทิพกนก&nbsp;ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์&nbsp;7&nbsp;อำเภอสบเมย</strong>&nbsp;จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;บอกเล่าเรื่องราวแนวคิดของคนรุ่นใหม่บนพื้นที่สูงกับเกษตรวิถีใหม่&nbsp;หนึ่งในสมาชิกสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูง&nbsp;แบบโครงการหลวงสบเมย&nbsp;จำกัด&nbsp;ซึ่งปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนสหกรณ์ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการสหกรณ์ฯ&nbsp;นายวรชิต&nbsp;ศรีพนาลัย&nbsp;หรือ&nbsp;""ป.ปั๊บ""</p><p><strong>นายวรชิต&nbsp;ศรีพนาลัย&nbsp;หรือ&nbsp;""ป.ปั๊บ""&nbsp;อายุเพียง&nbsp;27&nbsp;ปี&nbsp;</strong>เป็นคนรุ่นใหม่บนพื้นที่สูง&nbsp;บ้านห้วยน้ำใส&nbsp;อำเภอสบเมย&nbsp;จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;เมื่อจบการศึกษาจึงเริ่มหางานทำในเมือง&nbsp;แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตโควิด&nbsp;-&nbsp;19&nbsp;นำพาให้ฉุกคิด&nbsp;กลับสู่อ้อมกอดถิ่นบ้านเกิด&nbsp;ด้วยที่ว่าครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู่เดิม&nbsp;จึงหันเหชีวิตมาทำการเกษตร&nbsp;โดยมีทีมงานสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง&nbsp;(องค์การมหาชน)&nbsp;เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาแนะนำ&nbsp;สนับสนุนแนวคิดการเกษตรที่ปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&nbsp;วางระบบการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;วางรูปแบบพื้นที่ปลูกอย่างเป็นระบบ&nbsp;ทำให้ตอนนี้สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้ทั้งปี&nbsp;ทั้งการเพาะปลูกพืชผัก&nbsp;ผลไม้&nbsp;เลี้ยงปศุสัตว์และประมง</p><p><strong>แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น&nbsp;แต่น่าภาคภูมิใจ</strong>&nbsp;เพราะตอนนี้เมล็ดพันธุ์ต่างๆ&nbsp;กำลังเจริญงอกงามพร้อมผลิดอกออกผลในอนาคต&nbsp;ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม&nbsp;มีทะเลหมอก&nbsp;ชมธรรมชาติ&nbsp;เพราะอัดอั้นกันมานานตามสถานการณ์&nbsp;โควิด&nbsp;-&nbsp;19&nbsp;ในฐานะคนรุ่นใหม่ไม่หยุดนิ่ง&nbsp;ด้วยพื้นที่ที่มีทิวทัศน์สวยงาม&nbsp;<strong>""ป.ปั๊บ""&nbsp;ลงมือปรับปรุงสถานที่</strong>&nbsp;โดยคาดหวังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของแหล่งท่องเที่ยว&nbsp;ไม่เพียงแค่ชมทิวทัศน์&nbsp;ทะเลหมอกเท่านั้น&nbsp;ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&nbsp;การวางระบบการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ชมพืชผัก&nbsp;ผลไม้&nbsp;การเลี้ยงปศุสัตว์และประมง&nbsp;การปรับปรุงบำรุงดิน&nbsp;ที่สำคัญการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิถีชีวิตของคนอยู่กับป่า&nbsp;ผู้มาเยี่ยมชมจะได้มากกว่าทะเลหมอก&nbsp;คือ&nbsp;""สิ่งที่คนในเมืองไม่เคยเจอ</p><p><strong>หากสนใจท่องเที่ยวธรรมชาติเรียนรู้&nbsp;วิถีคนอยู่กับป่า</strong>&nbsp;ติดต่อได้ที่&nbsp;สวน&nbsp;ป.ปั๊บ&nbsp;บ้านห้วยน้ำใส&nbsp;เฟซบุ๊ก&nbsp;Worachit&nbsp;Siphanalai&nbsp;แนวคิดดีๆ&nbsp;จากคนดีๆ&nbsp;บนพื้นที่สูงอำเภอสบเมย&nbsp;จังหวัดแม่ฮ่องสอน</p><p><br></p><p><br></p>"	2022-01-24T00:00:00	ภาคเหนือ	แม่ฮ่องสอน	สวท.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124103059726
200	ร้อยเอ็ด  มอบโค- กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>24&nbsp;มกราคม&nbsp;2564&nbsp;นายภูสิต&nbsp;สมจิตต์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด</strong>&nbsp;เป็นประธานพิธีมอบโค-กระบือ&nbsp;ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ&nbsp;เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ&nbsp;และการออกหน่วยบริการ&nbsp;สัตว์ปลอดโรค&nbsp;คนปลอดภัย&nbsp;ที่เทศบาลตำบลศรีแก้ว&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;โดยมี&nbsp;นายปัญญา&nbsp;มูลคำกาเจริญ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,นายอนุรักษ์&nbsp;จุรีมาศ&nbsp;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;,นางเกื้อจิตต์&nbsp;จุรีมาศ&nbsp;นายกเทศมนตรีตำบลศรีแก้ว&nbsp;,หัวหน้าส่วนราชการและพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียง&nbsp;เข้าร่วม</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>โดยได้มีการมอบโค-กระบือ&nbsp;จำนวนรวม&nbsp;147&nbsp;ตัว&nbsp;</strong>และมอบเวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน&nbsp;มีโคเป็นของตนเองและขยายผลให้กับเกษตรกรข้างเคียง&nbsp;เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม&nbsp;อีกทั้งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;ทำให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&nbsp;นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม&nbsp;สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน&nbsp;และเป็นการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>โอกาสนี้&nbsp;ยังมีการออกหน่วยบริการ&nbsp;สัตว์ปลอดโรค&nbsp;คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า&nbsp;</strong>ได้มีการทำหมันสุนัข&nbsp;แมว&nbsp;และการฉีดวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้า&nbsp;โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&nbsp;ซึ่งมีชาวบ้านให้ความสนใจจำนวนมาก</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ร้อยเอ็ด	สวท.ร้อยเอ็ด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124111021748
201	ผู้ว่าฯ นครพนม ลงพื้นที่เยี่ยมเกษตรกรต้นแบบปลูกผักปลอดภัย สร้างรายได้จำหน่ายทั้งปี อำเภอวังยาง	<p><strong>วันนี้&nbsp;(24&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;ณ&nbsp;บริเวณแปลงผักปลอดภัย&nbsp;หมู่ที่&nbsp;9&nbsp;บ้านใหม่ไทยเจริญ</strong>&nbsp;ตำบลวังยาง&nbsp;อำเภอวังยาง&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;นายชาธิป&nbsp;รุจนเสรี&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม&nbsp;พร้อมด้วยเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;เกษตรแลสหกรณ์จังหวัดนครพนม&nbsp;และหัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมและติดตามการปลูกผักปลอดภัยของนายไชยยงค์&nbsp;พ่อชมพู&nbsp;และนางวนาวรรณ&nbsp;พ่อชมพู&nbsp;เกษตรกรต้นแบบปลูกผักปลอดภัย&nbsp;ที่สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตได้ตลอดทั้งปี</p><p><strong>ในการปลูกผักที่ปลอดภัยและสามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี&nbsp;</strong>ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของที่นี่&nbsp;ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือการบริหารจัดการแปลงที่ดี&nbsp;มีการปลูกพืชผักที่หลากหลายหมุนเวียนไปตามความต้องการของตลาด&nbsp;และมีการจัดการและวางระบบการปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการ&nbsp;จนทำให้ผลผลิตของที่นี่มีจำหน่ายตลอดทั้งปี&nbsp;สำหรับผักเป็นพืชอาหารที่คนไทยนิยมนำมาใช้รับประทานกันมากเนื่องจากมีคุณค่าทางอาการทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ&nbsp;ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างการสูง&nbsp;แต่ค่านิยมในการบริโภคผักนั้น&nbsp;มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงามไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช&nbsp;</p><p><strong>จึงทำให้เกษตรกรที่ปลูกผักจะต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง&nbsp;</strong>ฉีดพ่นในปริมาณที่มาก&nbsp;เพื่อให้ได้ผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด&nbsp;เมื่อผู้ซื้อนำมาบริโภคแล้วอาจได้รับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยู่ในพืชผักนั้นได้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว&nbsp;เกษตรกรจึงควรหันมาทำการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ&nbsp;โดยนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเป็นการทดแทนหรือลดปริมาณการใช้สารเคมีให้น้อยลง&nbsp;เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร&nbsp;ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม</p><p><strong>ข้อดีของการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ</strong></p><p>1.&nbsp;ทำให้ได้พืชผักที่มีคุณภาพ&nbsp;ไม่มีสารพิษตกค้าง&nbsp;เกิดความปลอดภัยแกผู้บริโภค</p><p>2.&nbsp;ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผักมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นเนื่องจากไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน</p><p>และกำจัดศัตรูพืช&nbsp;ทำให้เกษตรกรปลอดภัยจากสารพิษเหล่านี้ด้วย</p><p>3.&nbsp;ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรดด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช</p><p>4.&nbsp;ลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช</p><p>5.&nbsp;เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น&nbsp;เนื่องจากผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ&nbsp;ทำให้สามารถขายผลผลิต</p><p>ได้ในราคาสูงขึ้น</p><p>6.&nbsp;ลดปริมาณสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่จะปนเปื้อนเข้าไปในอากาศและน้ำ&nbsp;ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและลดมลพิษของสิ่งแวดล้อมได้ทางหนึ่ง</p><p><strong>สำหรับวิธีการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ&nbsp;ในการปลูกผักจะมีหลักการที่สำคัญ&nbsp;</strong>คือ&nbsp;จะต้องมีการใช้สารเคมีในการผลิตให้น้อยที่สุดที่สุด&nbsp;หรือใช้ตามความจำเป็นและจะใช้หลัก&nbsp;&nbsp;การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน&nbsp;หรือ&nbsp;ไอพีเอ็ม&nbsp;แทนแต่การที่จะป้องกันและกำจัดศัตรูพืชให้ได้ผลนั้นจะต้องเลือกวิธีที่ประหยัดเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ&nbsp;ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต&nbsp;มีสุขภาพที่ดี&nbsp;ผู้บริโภคปลอดภัย&nbsp;ทำให้การทำการเกษตรของเกษตรมีความยั่งยืนและมั่นคง&nbsp;ซึ่งนับว่าเป็นจุดเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี&nbsp;ซึ่งหากท่านใดสนใจก็สามารถ&nbsp;ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่&nbsp;093-1528775</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124191322924
202	ชวนเกษตรกร วางแผนปลูกพืชหลากหลายใช้น้ำน้อยแทนข้าวในฤดูนาปรังปีนี้ ประหยัดน้ำ สร้างรายได้	<p><strong>นายเข้มแข็ง&nbsp;ยุติธรรมดำรง&nbsp;อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ในช่วงเดือนพฤศจิกายน&nbsp;&nbsp;เมษายนของทุกปีจะเป็นช่วงหน้าแล้ง&nbsp;ซึ่งปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ&nbsp;มักจะมีปริมาณจำกัด&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;เชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่สนใจหันมาปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทนข้าวในฤดูนาปรัง&nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน&nbsp;เช่น&nbsp;ถั่วเขียว&nbsp;ถั่วเหลือง&nbsp;พริก&nbsp;แตงโม&nbsp;ข้าวโพดหวาน&nbsp;เป็นต้น&nbsp;</p><p><strong>พืชเหล่านี้จะมีอายุการเก็บเกี่ยวไม่เกิน&nbsp;120&nbsp;วัน</strong>&nbsp;โดยเฉลี่ยการปลูกข้าวพื้นที่&nbsp;1&nbsp;ไร่&nbsp;จะใช้น้ำประมาณ&nbsp;1,200&nbsp;-&nbsp;1,500&nbsp;ลูกบาศก์เมตร/ฤดูกาลผลิต&nbsp;ในขณะที่พืชใช้น้ำน้อยจะใช้น้ำเพียงประมาณไร่ละ&nbsp;300&nbsp;-&nbsp;800&nbsp;ลูกบาศก์เมตร/ฤดูกาลผลิตเท่านั้น&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ผลการเก็บข้อมูลของเกษตรกร&nbsp;</strong>เข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;มีรายได้จากการปลูกข้าวนาปรัง&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;เปรียบเทียบกับรายได้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยชนิดต่างๆ&nbsp;ในพื้นที่ที่มีการวางแผนการผลิตและการตลาด&nbsp;พบว่า&nbsp;เกษตรกรผู้ปลูกข้าว&nbsp;มีรายได้&nbsp;1,185&nbsp;บาท/ไร่&nbsp;(ไม่รวมค่าเช่านา)&nbsp;ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกแตงกวาจะมีรายได้&nbsp;24,760&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;พริกซอส&nbsp;37,600&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;ถั่วเขียว&nbsp;4,040&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;ข้าวโพดหวาน&nbsp;1,450บาท/ไร่,&nbsp;ถั่วเหลือง&nbsp;1,490&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;แตงโม&nbsp;12,220&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;มะเขือเทศ&nbsp;36,800&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;มันฝรั่ง&nbsp;60,075&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;ถั่วสิสง&nbsp;5,800&nbsp;บาท/ไร่,&nbsp;หอมแบ่ง&nbsp;17,030&nbsp;บาท/ไร่&nbsp;และบวบ&nbsp;32,900&nbsp;บาท/ไร่&nbsp;ซึ่งจะเห็นได้ว่า&nbsp;พืชใช้น้ำน้อยสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นจำนวนมาก&nbsp;</p><p><strong>ก่อนการเลือกปลูกพืชแต่ละชนิด</strong>&nbsp;เกษตรกรควรจะมีการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการตลาดก่อนเริ่มปลูกเสมอ&nbsp;ตลอดจนประเมินความพร้อมของสภาพพื้นที่&nbsp;และศักยภาพในการผลิตของเกษตรกร&nbsp;เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณตามทีเหมาะสมและมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอนด้วย&nbsp;</p><p><strong>สำหรับโครงการส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง</strong>&nbsp;เป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;โดยเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นทดแทนข้าวในฤดูนาปรัง&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร&nbsp;ตั้งแต่การผลิต&nbsp;การจัดการคุณภาพผลผลิต&nbsp;และการตลาด&nbsp;ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124142138785
203	จังหวัดตรัง เดินหน้าพัฒนาตลาดเกษตรกรและตลาดสินค้าเกษตร โครงการพัฒนาตลาดเกษตร ระดับอำเภอ จังหวัดตรัง	<p><strong>นายขจรศักดิ์&nbsp;เจริญโสภา&nbsp;&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง</strong>&nbsp;&nbsp;<strong>ลงพื้นที่เยี่ยมชมตลาด</strong>เกษตรปลอดภัย&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;(Green&nbsp;field&nbsp;Market&nbsp;)&nbsp;กิจกรรมพัฒนาตลาดเกษตรกรและตลาดสินค้าเกษตร&nbsp;โครงการพัฒนาตลาดเกษตร&nbsp;ระดับอำเภอ&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;ณ&nbsp;Red&nbsp;House&nbsp;Farm&nbsp;หมู่ที่&nbsp;๓&nbsp;ตำบลโคกหล่อ&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;</p><p><strong>โดยวัตถุประสงค์ของโครงการฯ&nbsp;เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;</strong>ผลิตภัณฑ์&nbsp;สินค้าแปรรูป&nbsp;สินค้าหัตถกรรม&nbsp;ที่มีคุณภาพ&nbsp;และพัฒนาตลาดเกษตรระดับอำเภอ&nbsp;ให้เป็นแหล่งจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรหลักของเกษตรกรในพื้นที่&nbsp;โดยดำเนินการในพื้นที่&nbsp;10&nbsp;อำเภออำเภอละ&nbsp;1&nbsp;จุด&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดตรังดำเนินงานโครงการพัฒนาตลาดเกษตรกร</strong>ระดับอำเภอจังหวัดตรัง&nbsp;ดำเนินการในพื้นที่&nbsp;10&nbsp;อำเภอ&nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัย&nbsp;ผลิตภัณฑ์&nbsp;สินค้าแปรรูป&nbsp;และสินค้าหัตถกรรมที่ดีมีคุณภาพ&nbsp;และเพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกร&nbsp;&nbsp;และเพื่อพัฒนาตลาดเกษตรกรระดับอำเภอให้เป็นแหล่งจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรหลักของเกษตรกรในพื้นที่&nbsp;และรวมถึงให้ภาคเอกชนได้มีโอกาสเข้ามาร่วมมือในการจัดตลาดเกษตรกร&nbsp;โดยให้เกษตรกรสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตมาจำหน่ายด้วยตนเอง&nbsp;มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจำหน่ายอย่างทั่วถึง&nbsp;ตามสโลแกนเกษตรกรจริง&nbsp;ๆ&nbsp;ทุกสิ่งปลอดภัย&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong>&nbsp;</p>	2022-01-24T00:00:00	NULL	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124150509812
204	ผู้เลี้ยงสุกร จ.ประจวบฯ วางมาตรการป้องกันโรค ASF เข้มงวด ขณะที่ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด	<p><strong>24&nbsp;ม.ค.65&nbsp;นายทรงวุฒิ&nbsp;โพธิ์ระย้า&nbsp;อายุ&nbsp;48&nbsp;ปี&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย&nbsp;</strong>หมู่&nbsp;1&nbsp;ต.ห้วยทราย&nbsp;อ.เมือง&nbsp;จ.ประจวบคีรีขันธ์&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;จากกรณีตรวจพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;หรือ&nbsp;ASF&nbsp;ในฟาร์มสุกร&nbsp;3&nbsp;แห่งใน&nbsp;2&nbsp;อำเภอของ&nbsp;จ.ประจวบฯ&nbsp;คือ&nbsp;อ.เมืองประจวบฯ&nbsp;และ&nbsp;อ.ทับสะแก&nbsp;ในส่วนของฟาร์มเลี้ยงสุกรของตนเองยังไม่ได้รับผลกระทบจากเชื้อโรคดังกล่าวเพราะเลี้ยงในระบบปิดมานานกว่า&nbsp;6&nbsp;ปี&nbsp;มีมาตรการป้องกันภายในฟาร์มที่เข้มงวด&nbsp;ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาโดยพลการ&nbsp;รถยนต์ที่เข้ามาในฟาร์มทุกคัน&nbsp;ล้อรถต้องแล่นผ่านปูนขาวและฉีดยาฆ่าเชื้อรอบคัน&nbsp;สำหรับรถบรรทุกสุกรที่มาจากต่างจังหวัด&nbsp;ซึ่งเป็นลูกค้าที่ซื้อขายเป็นประจำต้องนำรถยนต์ไปผ่านการฆ่าเชื้อที่&nbsp;อ.สามร้อยยอด&nbsp;1&nbsp;ครั้ง&nbsp;เมื่อรถมาถึงหน้าฟาร์มให้พักรถก่อน&nbsp;1&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;และก่อนนำรถเข้ามาในฟาร์มต้องฉีดยาฆ่าเชื้ออีก&nbsp;1&nbsp;ครั้ง&nbsp;</p><p><strong>สำหรับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ที่จะเข้ามาตรวจฟาร์มต้องขอให้อยู่ห่างจากฟาร์มเลี้ยงพอสมควร</strong>&nbsp;เนื่องจากแต่ละวันเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบหลายฟาร์ม&nbsp;จึงไม่มั่นใจว่าจะนำเชื้อเข้ามาหรือไม่&nbsp;ขณะนี้มีสุกรในฟาร์มรอจำหน่ายในครั้งต่อไปอีกกว่า&nbsp;400&nbsp;ตัว&nbsp;หลังจากที่ผ่านมาก่อนถึงเทศกาลตรุษจีนได้จำหน่ายสุกร&nbsp;180&nbsp;ตัว&nbsp;ให้พ่อค้าชาว&nbsp;จ.นครปฐม&nbsp;ราคาหน้าฟาร์ม&nbsp;กก.ละไม่เกิน&nbsp;110&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันฟาร์มรายย่อยทุกแห่งมีสุกรไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-24T00:00:00	NULL	ประจวบคีรีขันธ์	สวท.ประจวบคีรีขันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124165056844
205	เกษตรอำเภอเมืองแพร่ ศึกษาดูงานการสร้างอาชีพแก่กลุ่มแม่บ้านเกษตร	<p><strong>สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแพร่&nbsp;นำทีมแม่บ้านเกษตรกรศึกษาดูงาน</strong>การสร้างอาชีพแก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรเพื่อให้สมาชิกได้ศึกษาต่อยอดสร้างอาชีพเสริม&nbsp;ที่ตำบลเหมืองหม้อ&nbsp;อำเภอเมืองแพร่&nbsp;จังหวัดแพร่</p><p><strong>วันนี้&nbsp;(24&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแพร่</strong>&nbsp;นำทีมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านต้นห้า&nbsp;หมู่&nbsp;8&nbsp;ตำบลป่าแมต&nbsp;อำเภอเมืองแพร่&nbsp;ศึกษาดูงาน&nbsp;ณ&nbsp;ตำบลเหมืองหม้อ&nbsp;อำเภอเมืองแพร่&nbsp;จังหวัดแพร่&nbsp;เพื่อให้สมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านต้นห้าสามารถต่อยอดจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้สร้างกิจกรรมใหม่ของกลุ่ม&nbsp;หรือสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิกกลุ่มได้&nbsp;</p><p><strong>โดยจุดแรกของการศึกษาดูงานคือการปลูกผักปลอดสาร&nbsp;ณ&nbsp;แปลงเกษตรกร</strong>&nbsp;นายคณาวุฒิ&nbsp;คำสุข&nbsp;หมู่&nbsp;4&nbsp;ตำบลเหมืองหม้อ&nbsp;อำเภอเมืองแพร่&nbsp;เกษตรกรจะทำการเพาะปลูกตลอดทั้งปี&nbsp;เน้นการปลูกสะระแหน่&nbsp;และผักไผ่&nbsp;(ผักแพว)&nbsp;มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด&nbsp;(ปอเทือง)&nbsp;ได้มีการบรรยายความรู้เกี่ยวกับการปลูก&nbsp;การบำรุงรักษาให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี&nbsp;โดยปลูกแค่ครั้งเดียว&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ยังได้เยี่ยมชมการดำเนินกิจกรรมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะบู</strong>&nbsp;หมู่&nbsp;5&nbsp;ตำบลเหมืองหม้อ&nbsp;อำเภอเมืองแพร่&nbsp;ซึ่งมีกิจกรรมการแปรรูปกล้วยที่หลากหลาย&nbsp;เช่น&nbsp;การทำกล้วยฉาบ&nbsp;กล้วยอบม้วน&nbsp;กล้วยอบ&nbsp;กล้วยเบรค&nbsp;กล้วยสอดใส้มะขาม&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ซึ่งในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะบูได้รับมาตรฐาน&nbsp;อย.&nbsp;แล้ว&nbsp;ถึง&nbsp;12&nbsp;ชนิด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคเหนือ	แพร่	สวท.แพร่	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124185411898
206	ประชุมการติดตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ผ่านระบบการประชุม Video Conference (Zoom Meeting) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ	<p><strong>วันนี้&nbsp;(24&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;</strong>ศาลากลาง&nbsp;ชั้น&nbsp;3&nbsp;นายชาญวิทย์&nbsp;ธานี&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ/ผู้แทน&nbsp;ข้าราชการ&nbsp;และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าร่วมประชุมการติดตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด&nbsp;ผ่านระบบการประชุม&nbsp;Video&nbsp;Conference&nbsp;(Zoom&nbsp;Meeting)&nbsp;โดยมีนายอำพันธุ์&nbsp;เวฬุตันติ&nbsp;รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เป็นประธานการประชุมฯ</p><p><strong>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;โดยคณะกรรมการบริหารโครงการยกระดับแปลงใหญ่</strong>ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงการตลาด&nbsp;มีความประสงค์ติดตาม&nbsp;เร่งรัด&nbsp;ขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงการตลาด&nbsp;ประเด็นการติดตามตรวจสอบเอกสารบัญชีของกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;ที่พบข้อสังเกตในการจัดทำเอกสารบัญชี&nbsp;จำนวน&nbsp;56&nbsp;จังหวัด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#สนง.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124191739929
207	ผู้ว่าฯ นครพนม ลงพื้นที่เยี่ยมเกษตรกรต้นแบบปลูกผักปลอดภัย สร้างรายได้จำหน่ายทั้งปี อำเภอวังยาง	<p><strong>วันนี้&nbsp;(24&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ณ&nbsp;บริเวณแปลงผักปลอดภัย&nbsp;หมู่ที่&nbsp;9&nbsp;บ้านใหม่ไทยเจริญ&nbsp;</strong>ตำบลวังยาง&nbsp;อำเภอวังยาง&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;นายชาธิป&nbsp;รุจนเสรี&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม&nbsp;พร้อมด้วยเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;เกษตรแลสหกรณ์จังหวัดนครพนม&nbsp;และหัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมและติดตามการปลูกผักปลอดภัยของ&nbsp;นายไชยยงค์&nbsp;พ่อชมพู&nbsp;และ&nbsp;นางวนาวรรณ&nbsp;พ่อชมพู&nbsp;เกษตรกรต้นแบบปลูกผักปลอดภัย&nbsp;ที่สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตได้ตลอดทั้งปี</p><p><strong>ในการปลูกผักที่ปลอดภัยและสามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี&nbsp;</strong>ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของที่นี่&nbsp;ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือการบริหารจัดการแปลงที่ดี&nbsp;มีการปลูกพืชผักที่หลากหลายหมุนเวียนไปตามความต้องการของตลาด&nbsp;และมีการจัดการและวางระบบการปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการ&nbsp;จนทำให้ผลผลิตของที่นี่มีจำหน่ายตลอดทั้งปี&nbsp;สำหรับผักเป็นพืชอาหารที่คนไทยนิยมนำมาใช้รับประทานกันมากเนื่องจากมีคุณค่าทางอาการทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ&nbsp;ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง&nbsp;แต่ค่านิยมในการบริโภคผักนั้น&nbsp;มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงามไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช&nbsp;จึงทำให้เกษตรกรที่ปลูกผักจะต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงแมลงฉีดพ่นในปริมาณที่มาก&nbsp;เพื่อให้ได้ผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด&nbsp;เมื่อผู้ซื้อนำมาบริโภคแล้วอาจได้รับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยู่ในพืชผักนั้นได้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว&nbsp;เกษตรกรจึงควรหันมาทำการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ&nbsp;โดยนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเป็นการทดแทนหรือลดปริมาณการใช้สารเคมีให้น้อยลง&nbsp;เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร&nbsp;ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม</p><p><strong>ข้อดีของการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ</strong></p><p>1.&nbsp;ทำให้ได้พืชผักที่มีคุณภาพ&nbsp;ไม่มีสารพิษตกค้าง&nbsp;เกิดความปลอดภัยแกผู้บริโภค</p><p>2.&nbsp;ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผักมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นเนื่องจากไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน</p><p>และกำจัดศัตรูพืช&nbsp;ทำให้เกษตรกรปลอดภัยจากสารพิษเหล่านี้ด้วย</p><p>3.&nbsp;ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรดด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช</p><p>4.&nbsp;ลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช</p><p>5.&nbsp;เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น&nbsp;เนื่องจากผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ&nbsp;ทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้น</p><p>6.&nbsp;ลดปริมาณสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่จะปนเปื้อนเข้าไปในอากาศและน้ำ&nbsp;ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและลดมลพิษของสิ่งแวดล้อมได้ทางหนึ่ง</p><p><strong>สำหรับวิธีการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ&nbsp;</strong>ในการปลูกผักจะมีหลักการที่สำคัญ&nbsp;คือ&nbsp;จะต้องมีการใช้สารเคมีในการผลิตให้น้อยที่สุดที่สุด&nbsp;หรือใช้ตามความจำเป็นและจะใช้หลัก&nbsp;การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน&nbsp;หรือ&nbsp;ไอพีเอ็ม&nbsp;แทนแต่การที่จะป้องกันและกำจัดศัตรูพืชให้ได้ผลนั้นจะต้องเลือกวิธีที่ประหยัดเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ&nbsp;ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต&nbsp;มีสุขภาพที่ดี&nbsp;ผู้บริโภคปลอดภัย&nbsp;ทำให้การทำการเกษตรของเกษตรมีความยั่งยืนและมั่นคง&nbsp;ซึ่งนับว่าเป็นจุดเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี&nbsp;ซึ่งหากท่านใดสนใจก็สามารถ&nbsp;ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่&nbsp;093-1528775</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124191746930
208	ผู้ว่าฯ นครพนม ลงพื้นที่เยี่ยมเกษตรกรที่อำเภอวังยาง	<p><strong>วันนี้&nbsp;(24&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;ที่อำเภอวังยาง&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;นายชาธิป&nbsp;รุจนเสรี&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม</strong>&nbsp;พร้อมด้วยเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม&nbsp;และหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ประสานการปฏิบัติงานร่วมลงพื้นที่เยี่ยมและติดตามการปลูกผักปลอดภัยของ&nbsp;นายไชยยงค์&nbsp;และ&nbsp;นางวนาวรรณ&nbsp;พ่อชมพู&nbsp;เกษตรกรต้นแบบปลูกผักปลอดภัย&nbsp;ที่สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตได้ตลอดทั้งปี&nbsp;ณ&nbsp;บริเวณแปลงผักปลอดภัย&nbsp;หมู่ที่&nbsp;9&nbsp;บ้านใหม่ไทยเจริญ&nbsp;ตำบลวังยาง&nbsp;และเยี่ยมกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งอำเภอวังยาง&nbsp;รวมกลุ่มผลิต&nbsp;เชื่อมโยงการตลาด&nbsp;สร้างรายได้ให้กับชุมชน&nbsp;ณ&nbsp;บริเวณแปลงใหญ่มันฝรั่ง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ตำบลยอดชาด&nbsp;ที่มีการปลูกมันฝรั่งบนพื้นที่กว่า&nbsp;313&nbsp;ไร่&nbsp;ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่&nbsp;จำนวน&nbsp;42&nbsp;รายในพื้นที่&nbsp;ที่มีอาชีพการทำนาเป็นส่วนใหญ่&nbsp;และปลูกมันฝรั่งเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้เสริมในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในทุกปี</p><p><strong>การปลูกผักที่ปลอดภัย</strong>และสามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี&nbsp;ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของที่นี่&nbsp;ซึ่งสิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการแปลงที่ดี&nbsp;มีการปลูกพืชผักที่หลากหลายหมุนเวียนไปตามความต้องการของตลาด&nbsp;มีการจัดการและวางระบบการปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการ&nbsp;จนทำให้ผลผลิตของที่นี่มีจำหน่ายตลอดทั้งปี&nbsp;สำหรับผักเป็นพืชอาหารที่คนไทยนิยมนำมาใช้รับประทานกันมากเนื่องจากมีคุณค่าทางอาการทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ&nbsp;ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง&nbsp;แต่ค่านิยมในการบริโภคผักนั้น&nbsp;มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงามไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช&nbsp;จึงทำให้เกษตรกรที่ปลูกผักจะต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงแมลงฉีดพ่นในปริมาณที่มาก&nbsp;เพื่อให้ได้ผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด&nbsp;เมื่อผู้ซื้อนำมาบริโภคแล้วอาจได้รับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยู่ในพืชผักนั้นได้&nbsp;เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว&nbsp;เกษตรกรจึงควรหันมาทำการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ&nbsp;โดยนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเป็นการทดแทนหรือลดปริมาณการใช้สารเคมีให้น้อยลง&nbsp;เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร&nbsp;ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ข้อดีของการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ</strong></p><p>1.&nbsp;ทำให้ได้พืชผักที่มีคุณภาพ&nbsp;ไม่มีสารพิษตกค้าง&nbsp;เกิดความปลอดภัยแกผู้บริโภค</p><p>2.&nbsp;ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผักมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นเนื่องจากไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช&nbsp;ทำให้เกษตรกรปลอดภัยจากสารพิษเหล่านี้ด้วย</p><p>3.&nbsp;ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรดด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช</p><p>4.&nbsp;ลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช</p><p>5.&nbsp;เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น&nbsp;เนื่องจากผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ&nbsp;ทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้น</p><p>6.&nbsp;ลดปริมาณสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่จะปนเปื้อนเข้าไปในอากาศและน้ำ&nbsp;ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและลดมลพิษของสิ่งแวดล้อมได้ทางหนึ่ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งวิธีการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ&nbsp;</strong>ในการปลูกผักจะมีหลักการที่สำคัญคือ&nbsp;จะต้องมีการใช้สารเคมีในการผลิตให้น้อยที่สุดที่สุด&nbsp;หรือใช้ตามความจำเป็นและใช้หลัก&nbsp;การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน&nbsp;หรือ&nbsp;ไอพีเอ็ม&nbsp;แทน&nbsp;แต่การที่จะป้องกันและกำจัดศัตรูพืชให้ได้ผลนั้นจะต้องเลือกวิธีที่ประหยัดเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ&nbsp;ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต&nbsp;มีสุขภาพที่ดี&nbsp;ผู้บริโภคปลอดภัย&nbsp;ทำให้การทำการเกษตรของเกษตรมีความยั่งยืนและมั่นคง&nbsp;ซึ่งนับว่าเป็นจุดเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี&nbsp;ซึ่งหากท่านใดสนใจสามารถ&nbsp;ติดต่อโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเกษตรกรต้นแบบได้ที่&nbsp;093-1528775</p><p><strong>สำหรับมันฝรั่งจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ</strong>&nbsp;ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพืชอื่นๆ&nbsp;หลายชนิด&nbsp;มีผลกำไรอยู่ระหว่าง&nbsp;6,000&nbsp;-&nbsp;9,000&nbsp;บาทต่อไร่&nbsp;แหล่งปลูกมันฝรั่งที่สำคัญอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;ลำพูน&nbsp;และตาก&nbsp;ซึ่งมีผลผลิตรวมกันประมาณร้อยละ&nbsp;90&nbsp;ของผลผลิตทั้งประเทศ&nbsp;ส่วนการบริโภคหัวมันสดคิดเป็นร้อยละ&nbsp;10&nbsp;และหัวพันธุ์มันฝรั่งที่ใช้ปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ&nbsp;จากประเทศในแถบยุโรป&nbsp;เช่น&nbsp;เนเธอร์แลนด์&nbsp;สก๊อตแลนด์&nbsp;เยอรมัน&nbsp;สำหรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหัวมันฝรั่งจะต้องมีลักษณะของดินที่มีการระบายน้ำดี&nbsp;เป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย&nbsp;ระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน&nbsp;(pH)&nbsp;ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง&nbsp;5.5&nbsp;-&nbsp;6.5&nbsp;และในสภาพดินเหนียวจัดจะไม่เหมาะกับการปลูกมันฝรั่ง&nbsp;เพราะการระบายน้ำและอากาศไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการสร้างหัว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ส่วนสายพันธุ์มันฝรั่งที่เกษตรกรในพื้นที่เลือกปลูก&nbsp;คือ&nbsp;พันธุ์แอตแลนติค</strong>&nbsp;(Atlantic)&nbsp;ซึ่งเป็นพันธุ์สำหรับแปรรูปเป็นมันทอดแผ่นบาง&nbsp;(Potato&nbsp;Chip)&nbsp;มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ&nbsp;100&nbsp;-&nbsp;120&nbsp;วัน&nbsp;มีลักษณะทรงต้นตั้งตรง&nbsp;พุ่มหนา&nbsp;ใบใหญ่สีเขียวเข้ม&nbsp;หัวกลมขนาดปานกลางถึงเล็ก&nbsp;ผิวสีเหลืองอ่อนเป็นร่างแหเล็กน้อย&nbsp;เนื้อสีขาวครีม&nbsp;และให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูง&nbsp;จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่นิยมที่เลือกสายพันธุ์นี้&nbsp;สำหรับการปลูกเพื่อจำหน่าย&nbsp;โดยภายใต้การนำของนายสุพรรณ&nbsp;ชานุชิต&nbsp;ประธานกลุ่ม&nbsp;ที่พยายามรวมกลุ่มเกษตรกรและขับเคลื่อนในการเชื่อมโยงการตลาด&nbsp;ซึ่งต่อมาในปี&nbsp;2564&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอวังยางได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้แนะนำพร้อมจัดประชุมรับฟังปัญหาของกลุ่มเกษตรกร&nbsp;และได้ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งตำบลยอดชาด&nbsp;และต่อมาได้ยกระดับกลุ่มให้เป็นแปลงใหญ่มันฝรั่ง&nbsp;ตำบลยอดชาด&nbsp;ในปี&nbsp;2565&nbsp;เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้กลุ่มมีความเข้มแข็งมีการบริหารจัดการกลุ่มที่ดี&nbsp;และมีการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดของกลุ่มอย่างมั่นคง</p><p><strong>สำหรับปัญหาที่กลุ่มเกษตรกรต้องเจอในปัจจุบัน&nbsp;</strong>คือ&nbsp;ต้นทุนการผลิตสูง&nbsp;เช่น&nbsp;ค่าหัวพันธุ์&nbsp;ค่าจ้างเหมารถเพื่อไปจำหน่ายผลผลิต&nbsp;ราคาปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช&nbsp;เป็นต้น&nbsp;รวมทั้งเกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;และดิน&nbsp;ที่มีประสิทธิภาพ&nbsp;ทั้งนี้ในการลงพื้นที่เยี่ยมและติดตามกลุ่มในครั้งนี้&nbsp;หน่วยงายราชการที่เกี่ยวข้องได้แนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาส่งเสริมกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งให้สามารถขับเคลื่อนกลุ่มได้อย่างยั่งยืน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การขุดบ่อบาดาลระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์&nbsp;(solar&nbsp;cell)&nbsp;เครื่องชั่งรถบรรทุก&nbsp;พร้อมอาคาร&nbsp;ปัจจัยการผลิต&nbsp;เช่น&nbsp;ปุ๋ยเคมี&nbsp;น้ำมันเชื้อเพลิง&nbsp;สารเคมีกำจัดศัตรูพืช&nbsp;เป็นต้น&nbsp;เครื่องจักรกลการเกษตร&nbsp;ได้แก่&nbsp;รถไถกลบหัวพันธุ์&nbsp;รถแทรกเตอร์&nbsp;ห้องเย็นเก็บหัวพันธุ์&nbsp;การปรับปรุงดิน&nbsp;เช่น&nbsp;สารปรับปรุงดิน&nbsp;และการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน&nbsp;ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาและการส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มันฝรั่ง&nbsp;จะทำกลุ่มเกิดความเข้าแข็ง&nbsp;มีโอกาสและศักยภาพในการแข่งขันด้านการผลิต&nbsp;การตลาดมากยิ่งขึ้น&nbsp;ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124184637887
209	ผู้ว่าฯ นครพนม ลงพื้นที่เยี่ยมแปลงใหญ่มันฝรั่งอำเภอวังยาง รวมกลุ่มผลิต เชื่อมโยงการตลาด สร้างรายได้ให้กับชุมชน	<p><strong>วันนี้&nbsp;(24&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;ณ&nbsp;บริเวณแปลงใหญ่มันฝรั่ง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ตำบลยอดชาด</strong>&nbsp;อำเภอวังยาง&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;นายชาธิป&nbsp;รุจนเสรี&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม&nbsp;พร้อมด้วยเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม&nbsp;และหัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมและติดตามการดำเนินงานกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่ง&nbsp;ที่มีการปลูกมันฝรั่งบนพื้นที่กว่า&nbsp;313&nbsp;ไร่&nbsp;ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรในพื้นที่&nbsp;จำนวน&nbsp;42&nbsp;ราย&nbsp;โดยเกษตรกรในพื้นที่ตำบลยอดชาด&nbsp;อำเภอวังยางจะมีอาชีพการทำนาและมีการปลูกมันฝรั่งเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้เสริมในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในทุกปี</p><p><strong>มันฝรั่งจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ&nbsp;ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพืชอื่นๆ</strong>&nbsp;หลายชนิด&nbsp;มีผลกำไรอยู่ระหว่าง&nbsp;6,000&nbsp;-9,000&nbsp;บาทต่อไร่&nbsp;แหล่งปลูกมันฝรั่งที่สำคัญอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;ลำพูน&nbsp;และตาก&nbsp;ซึ่งมีผลผลิตรวมกันประมาณร้อยละ&nbsp;90&nbsp;ของผลผลิตทั้งประเทศ&nbsp;ส่วนการบริโภคหัวมันสดคิดเป็นร้อยละ&nbsp;10&nbsp;&nbsp;และหัวพันธุ์มันฝรั่งที่ใช้ปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ&nbsp;จากประเทศในแถบยุโรป&nbsp;เช่น&nbsp;เนเธอร์แลนด์&nbsp;สก๊อตแลนด์&nbsp;เยอรมัน&nbsp;สำหรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหัวมันฝรั่งจะต้องมีลักษณะของดินที่มีการระบายน้ำดี&nbsp;เป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย&nbsp;ระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน&nbsp;(pH)&nbsp;ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง&nbsp;5.5&nbsp;-&nbsp;6.5&nbsp;และในสภาพดินเหนียวจัดจะไม่เหมาะกับการปลูกมันฝรั่ง&nbsp;เพราะการระบายน้ำและอากาศไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการสร้างหัว</p><p><strong>สำหรับสายพันธุ์มันฝรั่งที่เกษตรกรในพื้นที่เลือกปลูก&nbsp;คือ&nbsp;พันธุ์แอตแลนติค</strong>&nbsp;(Atlantic)&nbsp;ซึ่งเป็นพันธุ์สำหรับแปรรูปเป็นมันทอดแผ่นบาง&nbsp;(Potato&nbsp;Chip)&nbsp;มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ&nbsp;100&nbsp;-&nbsp;120&nbsp;วัน&nbsp;มีลักษณะทรงต้นตั้งตรง&nbsp;พุ่มหนา&nbsp;ใบใหญ่สีเขียวเข้ม&nbsp;หัวกลมขนาดปานกลางถึงเล็ก&nbsp;ผิวสีเหลืองอ่อนเป็นร่างแหเล็กน้อย&nbsp;เนื้อสีขาวครีม&nbsp;และให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูง&nbsp;จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่นิยมที่เลือกสายพันธุ์นี้&nbsp;สำหรับการปลูกเพื่อจำหน่าย&nbsp;โดยภายใต้การนำของนายสุพรรณ&nbsp;ชานุชิต&nbsp;ประธานกลุ่ม&nbsp;ที่พยายามรวมกลุ่มเกษตรกรและขับเคลื่อนในการเชื่อมโยงการตลาด&nbsp;ซึ่งต่อมาในปี&nbsp;2564&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอวังยางได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้แนะนำพร้อมจัดประชุมรับฟังปัญหาของกลุ่มเกษตรกร&nbsp;และได้ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งตำบลยอดชาด&nbsp;และต่อมาได้ยกระดับกลุ่มให้เป็นแปลงใหญ่มันฝรั่ง&nbsp;ตำบลยอดชาด&nbsp;ในปี&nbsp;2565&nbsp;เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้กลุ่มมีความเข้มแข็งมีการบริหารจัดการกลุ่มที่ดี&nbsp;และมีการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดของกลุ่มอย่างมั่นคง</p><p><strong>สำหรับปัญหาที่กลุ่มเกษตรกรต้องเจอในปัจจุบัน&nbsp;คือ&nbsp;</strong>ต้นทุนการผลิตสูง&nbsp;เช่น&nbsp;ค่าหัวพันธุ์&nbsp;ค่าจ้างเหมารถเพื่อไปจำหน่ายผลผลิต&nbsp;ราคาปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช&nbsp;เป็นต้น&nbsp;รวมทั้งเกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;และดิน&nbsp;ที่มีประสิทธิภาพ&nbsp;ทั้งนี้ในการลงพื้นที่เยี่ยมและติดตามกลุ่มในครั้งนี้&nbsp;หน่วยงายราชการที่เกี่ยวข้องได้แนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาส่งเสริมกลุ่มแปลงใหญ่มันฝรั่งให้สามารถขับเคลื่อนกลุ่มได้อย่างยั่งยืน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การขุดบ่อบาดาลระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์&nbsp;(solar&nbsp;cell)&nbsp;เครื่องชั่งรถบรรทุก&nbsp;พร้อมอาคาร&nbsp;ปัจจัยการผลิต&nbsp;เช่น&nbsp;ปุ๋ยเคมี&nbsp;น้ำมันเชื้อเพลิง&nbsp;สารเคมีกำจัดศัตรูพืช&nbsp;เป็นต้น&nbsp;เครื่องจักรกลการเกษตร&nbsp;ได้แก่&nbsp;รถไถกลบหัวพันธุ์&nbsp;รถแทรกเตอร์&nbsp;ห้องเย็นเก็บหัวพันธุ์&nbsp;การปรับปรุงดิน&nbsp;เช่น&nbsp;สารปรับปรุงดิน&nbsp;และการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน&nbsp;ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาและการส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มันฝรั่ง&nbsp;จะทำกลุ่มเกิดความเข้าแข็ง&nbsp;มีโอกาสและศักยภาพในการแข่งขันด้านการผลิต&nbsp;การตลาดมากยิ่งขึ้น&nbsp;ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124192022932
210	อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นตรวจเยี่ยมสมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงแพะเนื้อสหกรณ์การเกษตร คทช. และศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลิตถั่วคั่วชุมชนผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน	<p><strong>วานนี้&nbsp;23&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายวิศิษฐ์&nbsp;ศรีสุวรรณ์&nbsp;อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์&nbsp;</strong>พร้อมด้วย&nbsp;นายคีตวุฒิ&nbsp;นับแสง&nbsp;สหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;และบุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;ออกตรวจเยี่ยมสมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงแพะเนื้อสมาชิกสหกรณ์การเกษตร&nbsp;คทช.&nbsp;แม่ปายฝั่งซ้าย&nbsp;จำกัด&nbsp;บ้านห้วยเดื่อ&nbsp;ตำบลผาบ่อง&nbsp;อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน&nbsp;มีสมาชิกจำนวน&nbsp;26&nbsp;ราย&nbsp;แพะพันธุ์เนื้อ&nbsp;จำนวน&nbsp;24&nbsp;ตัว&nbsp;ซึ่งได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการดูแลและปัจจัยการผลิตภายใต้คณะทำงานการส่งเสริมอาชีพและการตลาดจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้&nbsp;ลดรายจ่ายและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่สมาชิก&nbsp;ให้กินดีอยู่ดี</p><p><strong>จากนั้น&nbsp;อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์&nbsp;พร้อมคณะ&nbsp;เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตถั่วคั่วชุมชนบ้านผาบ่อง&nbsp;</strong>(วิสาหกิจชุมชนถั่วสายฟ้าบ้านผาบ่อง)&nbsp;ต.ผาบ่อง&nbsp;อ.เมือง&nbsp;จ.แม่ฮ่องสอน&nbsp;โดยมี&nbsp;นายสอง&nbsp;เจ้าของร้านถั่วสายฟ้า&nbsp;ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกถั่วต่างๆ&nbsp;อาทิ&nbsp;ถั่วลายเสือ&nbsp;ถั่วดาวอินคา&nbsp;เป็นต้น&nbsp;และร้านเน้นการรับซื้อวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่อำเภอเมือง&nbsp;และอำเภอปางมะผ้า&nbsp;ซึ่งจะนำมาแปรรูปด้วยการคั่วกับเกลือตามสูตรแบบชาวไทยใหญ่โบราณ&nbsp;ทำให้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว&nbsp;และสามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี</p><p><br></p><p>ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>	2022-01-24T00:00:00	ภาคเหนือ	แม่ฮ่องสอน	สวท.แม่ฮ่องสอน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124215406998
211	จัดชุดผสมเทียม นพช.นพค.51ฯ ลงพื้นที่ผสมเทียมโค-กระบือ ให้แก่ราษฎรพร้อมประชาสัมพันธ์ ให้เกษตรกรรับรู้ลักษณะของโรคลัมปี สกิน	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;วันที่&nbsp;24&nbsp;ม.ค.65&nbsp;กองบัญชาการกองทัพไทย&nbsp;(หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา)</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;โดย&nbsp;นพค.51&nbsp;สนภ.5&nbsp;นทพ.&nbsp;จัดชุดผสมเทียม&nbsp;นพช.นพค.51ฯ&nbsp;ลงพื้นที่ผสมเทียมโค-กระบือ&nbsp;ให้แก่ราษฎรพร้อมประชาสัมพันธ์&nbsp;ให้เกษตรกรรับรู้ลักษณะของโรคลัมปี&nbsp;สกิน&nbsp;(Lumpy&nbsp;Skin&nbsp;Disease)&nbsp;รวมจำนวน&nbsp;3&nbsp;ราย&nbsp;ในพื้นที่บ้านโคกสูง&nbsp;ต.นาผือ,&nbsp;บ้านกุดปลาดุก&nbsp;ต.กุดปลาดุก&nbsp;อ.เมืองอำนาจเจริญฯ&nbsp;และ&nbsp;บ้านโป่งหิน&nbsp;ต.โพนทอง&nbsp;อ.เสนางคนิคม&nbsp;จ.อำนาจเจริญ</span></p><p><br></p><p>Cr#<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(5,&nbsp;5,&nbsp;5);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา</span></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>"	2022-01-24T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124230559001
212	ปศุสัตว์ จ.ประจวบฯ ประสานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอและด่านกักสัตว์ประจวบฯ กำหนดมาตรการเร่งด่วนในการป้องกันการระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร	<p><strong>นายยุษฐิระ&nbsp;บัณฑุกุล&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;หลังพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;หรือ&nbsp;ASF&nbsp;ในฟาร์มสุกร&nbsp;3&nbsp;แห่งใน&nbsp;อ.เมือง&nbsp;และ&nbsp;อ.ทับสะแก&nbsp;เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้เร่งลงพื้นที่สอบสวนควบคุมโรคฟาร์มสุกรในพื้นที่แต่ยังไม่พบการระบาดเพิ่ม&nbsp;ขณะเดียวกัน&nbsp;ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทั้ง&nbsp;8&nbsp;อำเภอและด่านกักสัตว์ประจวบคีรีขันธ์&nbsp;เพื่อดำเนินมาตรการเร่งด่วนในการป้องกันการระบาด&nbsp;</p><p><strong>หากตรวจพบสุกรติดเชื้อในฟาร์มขนาดเล็กจะทำลายสุกรทุกตัว&nbsp;</strong>และฝังกลบตามมาตรการควบคุมโรคระบาดในสัตว์และจ่ายเงินชดเชยตามระเบียบราชการ&nbsp;ส่วนการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ชั่วคราวครอบคลุม&nbsp;20&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;จะมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกรอย่างเข้มงวดในรัศมี&nbsp;5&nbsp;กม.รอบจุดเกิดโรค&nbsp;พร้อมแจกจ่ายน้ำยาฆ่าเชื้อให้เจ้าของฟาร์มนำไปใช้ฉีดป้องกันเชื้อโรคในฟาร์ม&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-25T00:00:00	ภาคตะวันตก	ประจวบคีรีขันธ์	สวท.ประจวบคีรีขันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220125085553007
213	ปศุสัตว์อำเภอเมืองเพชรบุรี ตรวจติดตามสถานที่จำหน่ายและจัดเก็บซากสุกร ป้องกันการกักตุนเนื้อสุกรแช่แข็งไว้เก็งกำไรและเฝ้าระวังโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร พื้นที่อำเภอเมืองเพชรบุรี	<p><strong>ปศุสัตว์อำเภอเมืองเพชรบุรีตรวจติดตามสถานที่จำหน่ายและจัดเก็บซากสุกร&nbsp;</strong>ป้องกันการกักตุนเนื้อสุกรแช่แข็งไว้เก็งกำไรและเฝ้าระวังโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร&nbsp;พื้นที่อำเภอเมืองเพชรบุรี&nbsp;นายอิสรา&nbsp;หล้าสุดตา&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอเขาย้อยรักษาราชการแทนปศุสัตว์อำเภอเมืองเพชรบุรี&nbsp;ร่วมกับคณะอำเภอเมืองเพชรบุรี&nbsp;นำโดย&nbsp;นายธนภัทร&nbsp;ณ&nbsp;ระนอง&nbsp;นายอำเภอเมืองเพชรบุรี&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;พ.ต.อ.วันชัย&nbsp;ขาวรัมย์&nbsp;ผกก.สภ.เมืองเพชรบุรี&nbsp;ร่วมลงพื้นที่&nbsp;ตรวจสอบสถานที่จำหน่าย&nbsp;และจัดเก็บซากสุกร&nbsp;ชิ้นส่วนสุกรชำแหละ&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;ได้แก่&nbsp;บริษัท&nbsp;ดีฟาร์มฟู้ดรีเทล&nbsp;ภาคใต้&nbsp;สาขาเพชรบุรี&nbsp;ถ.สุรินทรฤาชัย&nbsp;ต.ท่าราบ&nbsp;อ.เมืองเพชรบุรี&nbsp;และ&nbsp;ร้านหมูสมนึกเพชรบุรี&nbsp;ต.ธงชัย&nbsp;อ.เมืองเพชรบุรี&nbsp;ผลการตรวจสอบไม่พบการกักตุนชิ้นส่วนของซากสุกร&nbsp;และชิ้นส่วนสุกรทั้งหมดมีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ถูกต้อง&nbsp;</p><p><strong>โอกาสนี้&nbsp;นายอำเภอเมืองเพชรบุรี&nbsp;พร้อมคณะได้ให้กำลังใจ</strong>และขอบคุณผู้ประกอบการร้านค้าที่ให้ความร่วมมือตามมาตรการของภาครัฐ&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบราคาสินค้าตามตลาดในพื้นที่เพื่อควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์ราคามาตรฐานโดยให้เห็นแก่ความสุขของลูกค้าและประชาชนเป็นหลัก&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>สวท.เพชรบุรี/25&nbsp;ม.ค.65</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-25T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สวท.เพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220125101414040
214	วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งบ้านซับลังกา กลุ่มเข้มแข็ง เน้นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์	<p><strong>นายนิกร&nbsp;แสงเกตุ&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่&nbsp;7&nbsp;ชัยนาท</strong>&nbsp;&nbsp;(สศท.7)&nbsp;&nbsp;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร&nbsp;(สศก.)&nbsp;เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์การผลิตหน่อไม้ฝรั่ง&nbsp;ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งบ้านซับลังกา&nbsp;ตำบลเกาะรัง&nbsp;อำเภอชัยบาดาล&nbsp;จังหวัดลพบุรี&nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง&nbsp;&nbsp;ดำเนินการตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์&nbsp;มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ&nbsp;ผลผลิตผ่านการรับรองมาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์&nbsp;เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค&nbsp;</p><p><strong>สำหรับด้านการผลิต&nbsp;พบว่า&nbsp;ปี&nbsp;2564</strong>&nbsp;ต้นทุนการผลิตของทางกลุ่มวิสาหกิจฯ&nbsp;เฉลี่ยในปีแรก&nbsp;41,956&nbsp;บาท/ไร่/ปี&nbsp;ซึ่งต้นทุนในปีแรกจะสูงเนื่องจากมีค่าต้นพันธุ์&nbsp;ค่าเตรียมดิน&nbsp;ค่าแรงงานในการปลูกและดูแลรักษาและต้นทุนปีที่&nbsp;2-5&nbsp;จะมีต้นทุนลดลง&nbsp;โดยหน่อไม้ฝรั่งจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่&nbsp;6&nbsp;เดือน&nbsp;หลังจากเพาะปลูกและในรอบปีสามารถให้ผลผลิตถึง&nbsp;4&nbsp;รุ่น&nbsp;&nbsp;สามารถสร้างกำไร&nbsp;ซึ่งปัจจุบันจะมีบริษัทมารับซื้อเพื่อส่งออกต่างประเทศ&nbsp;ตลาดคู่ค้าสำคัญ&nbsp;อาทิ&nbsp;สิงคโปร์และมาเลเซีย&nbsp;และขณะนี้ผลผลิตของกลุ่มยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;พร้อมมีแนวโน้มจะขยายพื้นที่ปลูกที่ได้ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิกที่สามารถทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และมาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ&nbsp;โดยคาดว่า&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;ทางกลุ่มจะมีกำไรถึงปีละ&nbsp;2,200,000&nbsp;บาท</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-25T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220125110606069
215	จ.ขอนแก่น เชิญสิ่งของพระราชทาน ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดสุกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น	"<p><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น&nbsp;เชิญสิ่งของพระราชทาน</strong><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;&nbsp;</strong><strong>ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดสุกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น</strong></p><p><strong>ที่&nbsp;ห้องประชุมแก่นเมือง&nbsp;ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น</strong>&nbsp;<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;</span>โปรดให้&nbsp;นายสมศักดิ์&nbsp;จังตระกุล&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น&nbsp;เชิญสิ่งของพระราชทาน&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคสุกร&nbsp;ที่สุกรถูกสั่งทำลายจำนวน&nbsp;4,710&nbsp;ตัว&nbsp;จำนวน&nbsp;219&nbsp;ฟาร์ม&nbsp;ใน&nbsp;20&nbsp;อำเภอ&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;อำเภอพระยืน,&nbsp;หนองเรือ,&nbsp;ชุมแพ,&nbsp;สีชมพู,&nbsp;กระนวน,&nbsp;เมือง,&nbsp;โคกโพธิ์ไชย,&nbsp;น้ำพอง,&nbsp;ซำสูง,&nbsp;อุบลรัตน์,&nbsp;หนองนาคำ,&nbsp;ภูผาม่าน,&nbsp;แวงน้อย,&nbsp;บ้านฝาง,&nbsp;มัญจาคีรี,&nbsp;บ้านไผ่,&nbsp;โนนศิลา,&nbsp;ภูเวียง,&nbsp;บ้านแฮด&nbsp;และอำเภอพล&nbsp;ซึ่งราคาประเมินที่เกิดจากความเสียหายจริงของเกษตรกรคิดเป็นเงิน&nbsp;26,126,518&nbsp;บาท&nbsp;ภาครัฐจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ที่รับผลกระทบร้อยละ&nbsp;75&nbsp;รวมเป็นเงิน&nbsp;19,594,888&nbsp;บาท&nbsp;โดยมีตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่อำเภอเมือง&nbsp;เข้ารับสิ่งของพระราชทาน&nbsp;จำนวน&nbsp;20&nbsp;ราย&nbsp;และนายอำเภอเป็นผู้แทนรับมอบสิ่งของพระราชทาน&nbsp;นำไปมอบให้แก่เกษตรกรในพื้นที่&nbsp;นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้&nbsp;ที่<span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(77,&nbsp;81,&nbsp;86);"">สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;</span>ทรงมีพระเมตตาต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคสุกร&nbsp;และทรงพระกรุณาพระราชทานสิ่งของให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบในครั้งนี้</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-25T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ขอนแก่น	สวท.ขอนแก่น	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220125121241123
216	ลิ้นจี่ นพ.1 ออกดอกแล้ว คาดปีนี้ผลผลิตออกมาก พร้อมรับนักท่องเที่ยวเข้าชมสวน	"<p><strong>จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นมาอย่างต่อเนื่องจากเมื่อปลายปีที่แล้ว</strong>&nbsp;ทำให้ปีนี้ต้นลิ้นจี่&nbsp;นพ.1&nbsp;ที่เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ต่างดูแลรักษา&nbsp;บำรุงต้นให้แข็งแรง&nbsp;ก็เริ่มทยอยออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น&nbsp;นับว่าเป็นความหวังของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ในจังหวัดนครพนม&nbsp;ที่ต่างก็ยิ้มดีใจ&nbsp;สภาพอากาศที่เย็นและมีความชื้นทำให้การติดดอกของต้นลิ้นจี่นับว่ามีปริมาณที่มาก&nbsp;ซึ่งช่วงนี้เกษตรกรต้องดูแลบำรุงดอกให้สมบูรณ์เพื่อต้นลิ้นจี่ติดผลในปริมาณที่มาก&nbsp;สำหรับลิ้นจี่&nbsp;พันธุ์&nbsp;นพ.1&nbsp;ต้องการสภาพอากาศหนาวเย็นไม่มากและไม่ยาวนานในการกระตุ้นการออกดอก&nbsp;ต่างจากพันธุ์อื่นที่ปลูกในประเทศไทย&nbsp;ซึ่งมี&nbsp;ลักษณะที่โดดเด่น&nbsp;คือ&nbsp;รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย&nbsp;ผลใหญ่&nbsp;เนื้อแห้ง&nbsp;ไม่เละ&nbsp;เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเร็ว&nbsp;สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนเมษายนของทุกปี&nbsp;ทำให้จำหน่ายได้ในราคาดี&nbsp;และไม่มีปัญหาด้านการตลาด</p><p><strong>นางสาวกัญณฐา&nbsp;อภินนท์ธนา&nbsp;เกษตรจังหวัดนครพนม</strong>&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;ในปีนี้มีอากาศที่เย็นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ลิ้นจี่&nbsp;พันธุ์&nbsp;นพ.1&nbsp;สามารถติดดอกได้มากขึ้นและกำลังพัฒนาเป็นผลขนาดเล็ก&nbsp;ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น&nbsp;รองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดนครพนมให้สามารถเข้ามาชิมผลลิ้นจี่แบบสดๆที่สวนได้&nbsp;สำหรับลิ้นจี่พันธุ์&nbsp;นพ.1เป็นลิ้นจี่กลุ่มพันธุ์เบา&nbsp;เก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือเมษายนของทุกปี&nbsp;การปลูกพันธุ์เบามีข้อได้เปรียบคือ&nbsp;ให้ผลผลิตเร็ว&nbsp;ช่วงที่ผลผลิตมีน้อย&nbsp;ทำให้ขายได้ราคาสูง&nbsp;มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศของจังหวัดนครพนมและหลายจังหวัดในภูมิภาคนี้</p><p><strong>ลิ้นจี่&nbsp;เป็นผลไม้ที่มีรสหวานกลมกล่อม</strong>&nbsp;มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย&nbsp;การปลูกลิ้นจี่มีกระจายอยู่ในทั่วทุกภาคของประเทศไทย&nbsp;จังหวัดนครพนมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกลิ้นจี่&nbsp;ซึ่งนิยมปลูก&nbsp;เป็นลิ้นจี่พันธุ์เบา&nbsp;คือ&nbsp;ลิ้นจี่&nbsp;นพ.1&nbsp;ซึ่งมีความต้องการอากาศที่หนาวเย็นในการกระตุ้นการออกดอก&nbsp;โดยมีขนาดผลใหญ่&nbsp;จำนวน&nbsp;32&nbsp;&nbsp;36&nbsp;ผล&nbsp;ต่อกิโลกรัม&nbsp;รสชาติหวานอมเปรี้ยว&nbsp;ไม่มีรสฝาด&nbsp;เนื้อหนา&nbsp;0.98&nbsp;เซนติเมตร&nbsp;ความหวาน&nbsp;18&nbsp;&nbsp;20&nbsp;องศาบริกซ์&nbsp;และให้ผลผลิต&nbsp;65&nbsp;&nbsp;180&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;ต่อต้น&nbsp;เมื่ออายุ&nbsp;8&nbsp;-10&nbsp;ปีซึ่งนับว่าเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างมากในปัจจุบัน</p><p><strong>สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดนครพนม</strong>&nbsp;อยากให้แวะชิมและเยี่ยมชมสนลิ้นจี่&nbsp;นพ&nbsp;.1&nbsp;ซึ่งเป็นพืช&nbsp;Gi&nbsp;ของนครพนม&nbsp;ที่นับว่ามีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก&nbsp;โดยผลผลิตจะสมารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้&nbsp;จึงอยากเชิญชวนให้ใครที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม&nbsp;ชิม&nbsp;ลิ้นจี่&nbsp;นพ.1&nbsp;สดๆจากสวน&nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ลิ้นจี่&nbsp;นพ.1&nbsp;ที่เปิดให้ได้เยี่ยมชม&nbsp;ชิม&nbsp;และช๊อป&nbsp;หรือสามารถสั่งซื้อลิ้นจี่&nbsp;นพ.1&nbsp;ได้ที่&nbsp;081-3201645&nbsp;หรือ&nbsp;061-3096720&nbsp;(นางรัศมี&nbsp;อุทาวงษ์&nbsp;ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ลิ้นจี่&nbsp;นพ.1)</p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;black;"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</span></p>"	2022-01-25T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220125180047387
217	นครปฐม ประชุมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)	<p><strong>ที่ห้องประชุมวัชรีรมยา&nbsp;ชั้น&nbsp;3&nbsp;ศาลากลางจังหวัดนครปฐม</strong>&nbsp;นายสุรศักดิ์&nbsp;เจริญศิริโชติ&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม&nbsp;เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(ASF)&nbsp;&nbsp;โดยมี&nbsp;นายคมสัน&nbsp;เจริญอาจ&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม&nbsp;(1)&nbsp;นายธนิศร์&nbsp;วงศ์ปิยะสถิตย์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม&nbsp;(3)พร้อมด้วย&nbsp;พ.อ.พงษ์สวัสดิ์&nbsp;ภาชนะทิพย์&nbsp;รองผอ.รมน.กอ.รมน.จังหวัด&nbsp;น.ฐ.(ท),พ.ต.อ.พงษกร&nbsp;อุปพงษ์&nbsp;รอง&nbsp;ผบก.ภ.จว.นครปฐม,นาย&nbsp;นายยงยุทธ&nbsp;สวนทอง&nbsp;ปลัดจังหวัดนครปฐม,นางอภิญญา&nbsp;เอี่ยมอำภา&nbsp;หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐม,นายสมควร&nbsp;ปิยะพงศ์เดชา&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม&nbsp;นายพงศ์สุธี&nbsp;สุขศิริ&nbsp;พาณิชย์จังหวัดนครปฐม&nbsp;&nbsp;นายอำเภอทั้ง&nbsp;7&nbsp;อำเภอ&nbsp;และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง</p><p><strong>โดยในที่ประชุม&nbsp;ปลัดจังหวัดนครปฐม&nbsp;ได้รายงานผลการตรวจสถานที่พักซากและสถานที่จัดเก็บซากสัตว์</strong>&nbsp;ที่ได้ดำเนินการตรวจสอบตามข้อสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม&nbsp;จำนวน&nbsp;30&nbsp;แห่ง&nbsp;พบว่ามีจำนวนห้องเย็นเก็บซาก&nbsp;จำนวน&nbsp;72&nbsp;ห้อง&nbsp;จำนวนซากสุกรที่จัดเก็บจำนวนทั้งสิ้น&nbsp;484,120&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;ต่อจากนั้น&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม&nbsp;ได้รายงานสถานการณ์และการดำเนินการที่ผ่านในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(ASF)&nbsp;พบว่าที่ผ่านมาจังหวัดนครปฐมมีการสวอปสุกรไปแล้วกว่า&nbsp;30,000&nbsp;ตัว&nbsp;ยังไม่เชื้อที่เชื่อได้ว่าเป็นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;ตลอดจนได้มีการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรไปแล้วกว่า&nbsp;7.7&nbsp;ล้านบาท&nbsp;แบ่งเป็นผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่อำเภอเมืองนครปฐม&nbsp;4&nbsp;แห่ง&nbsp;และอำเภอสามพราน&nbsp;1&nbsp;แห่ง&nbsp;ตลอดจนได้ชี้แจ้งรายละเอียด&nbsp;ประกาศจังหวัดนครปฐม&nbsp;เรื่อง&nbsp;กำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;ในสัตว์ชนิด&nbsp;สุกรและหมูป่า&nbsp;ประกาศ&nbsp;ณ&nbsp;วันที่&nbsp;21&nbsp;มกราคม&nbsp;2564&nbsp;ที่มีสาระสำคัญคือ&nbsp;ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ชนิด&nbsp;สุกร&nbsp;และหมูป่า&nbsp;เข้า&nbsp;ออก&nbsp;ผ่าน&nbsp;หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคระบาด&nbsp;เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น&nbsp;หากฝ่าฝืนมีต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน&nbsp;2&nbsp;ปี&nbsp;หรือปรับไม่เกิน&nbsp;10,000&nbsp;บาท&nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;ให้ที่ประชุมรับทราบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน</strong>&nbsp;ปัจจุบันพาณิชย์จังหวัด&nbsp;ได้ดำเนินการโครงการจำหน่ายเนื้อสุกร&nbsp;ราคากิโลกรัมละ&nbsp;150&nbsp;บาท&nbsp;ที่มีกว่า&nbsp;9&nbsp;แห่งในจังหวัดนครปฐม&nbsp;ซึ่งจะดำเนินการถึงวันที่&nbsp;31&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;แบ่งเป็นในเขตพื้นที่อำเภอเมือง&nbsp;3&nbsp;จุด&nbsp;,&nbsp;อำเภอบางเลน&nbsp;2&nbsp;จุด&nbsp;,&nbsp;อำเภอนครชัยศรี&nbsp;1&nbsp;จุด&nbsp;,&nbsp;อำเภอดอนตูม&nbsp;1&nbsp;จุด,อำเภอสามพราน&nbsp;1&nbsp;จุดและอำเภอกำแพงแสน&nbsp;1&nbsp;จุด</p><p><strong>ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม&nbsp;ได้มีข้อสั่งการให้ทุกส่วนราชการเตรียมฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ</strong>ให้สามารถกลับมาเลี้ยงสุกรให้โดยเร็วตลอดจนให้ปศุสัตว์จังหวัด&nbsp;ถอดบทเรียนของเกษตรกรที่สามารถยังคงเลี้ยงสุกรได้เพื่อให้เป็นแนวทางแก่เกษตรกรรายอื่นๆ&nbsp;ศึกษาและเป็นแนวทางในการดำเนินการ</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&nbsp;</strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม&nbsp;ขอให้ทุกอำเภอมั่นตรวจสอบสถานที่พักซากและสถานที่จัดเก็บซากสัตว์&nbsp;ในการนำเข้าและนำออก&nbsp;ตลอดจนสำรวจตรวจสอบตลาดสด&nbsp;เพื่อเป็นการป้องกันและป้องปรามการกระทำผิดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	นครปฐม	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126100239543
218	สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับอำเภอเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านการเกษตรและสหกรณ์	<p><strong>วันนี้&nbsp;(26&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;เวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.&nbsp;ที่&nbsp;ฮอลล์&nbsp;1&nbsp;ชั้น&nbsp;4&nbsp;ศูนย์การค้าเทอร์มินอล&nbsp;21&nbsp;</strong>โคราช&nbsp;จังหวัดนครราชสีมา&nbsp;นายนวนิตย์&nbsp;พลเคน&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริการเกษตร&nbsp;เป็นประธานเปิดงานการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับอำเภอ&nbsp;(District&nbsp;Workshop&nbsp;:&nbsp;DW)&nbsp;โดยมี&nbsp;นายคณกร&nbsp;ทองสุขนอก&nbsp;เกษตรจังหวัดนครราชสีมา&nbsp;กล่าวรายงาน&nbsp;</p><p><strong>กิจกรรมดังกล่าว&nbsp;จัดขึ้นเพื่อการเรียนรู้&nbsp;การพัฒนาคนและพัฒนางาน</strong>&nbsp;เชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานส่งเสริมการเกษตรให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของจังหวัด&nbsp;และอำเภอ&nbsp;ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรที่&nbsp;ประสบความสำเร็จ&nbsp;เป็นเวทีเชื่อมโยงวิชาการจากแหล่งความรู้ทางวิชาการไปสู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน&nbsp;ขณะเดียวกันเป็นช่องทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเครือข่ายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม&nbsp;โดยมีกิจกรรม&nbsp;การจัดนิทรรศการ&nbsp;แสดงผลงานการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;(E&nbsp;-extension)&nbsp;จากกลุ่มแปลงใหญ่,&nbsp;ศพก.,&nbsp;Young&nbsp;Smart&nbsp;Farmer&nbsp;(YSF),&nbsp;Smart&nbsp;Farmer&nbsp;(SF),&nbsp;กลุ่มวิสาหกิจชุมชน,&nbsp;กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร,กลุ่มยุวเกษตรกร,&nbsp;&nbsp;กลุ่ม&nbsp;(ศจช.),&nbsp;และกลุ่ม&nbsp;(ศดปช.)&nbsp;เป็นต้นกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตร&nbsp;ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;(E&nbsp;-&nbsp;extension)&nbsp;จากงานยุทธศาสตร์และสารสนเทศ,งานส่งเสริมและพัฒนาการผลิต,งานส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร,งานอารักขาพืช&nbsp;และงานบริหารทั่วไป</p><p><strong>สำหรับการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับอำเภอในครั้งนี้&nbsp;</strong>มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;และสำนักงานเกษตรอำเภอ&nbsp;เข้าร่วมจำนวน&nbsp;300&nbsp;คน&nbsp;ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาทุกระดับ&nbsp;มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้&nbsp;พัฒนาการดำเนินงานให้มีความสามารถและมีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้และให้บริการการเกษตรแก่เกษตรกร&nbsp;โดยมุ่งในการพัฒนากรมส่งเสริมการเกษตรสู่การเป็น&nbsp;Digital&nbsp;DOAE&nbsp;ปรับวิธีการทำงานเป็นแบบ&nbsp;New&nbsp;Normal&nbsp;และพร้อมรองรับ&nbsp;Next&nbsp;Normalการเพิ่มศักยภาพบุคลากรทุกระดับ&nbsp;และยกระดับเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครราชสีมา	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126141430683
219	ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัด ครั้งที่ 1/2565	<p><strong>&nbsp;วันที่&nbsp;26&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.&nbsp;นายชาญวิทย์&nbsp;ธานี&nbsp;</strong>เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;โดยมีนายสรรเสริญ&nbsp;เจริญศิริ&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ&nbsp;เข้าร่วมประชุมฯ&nbsp;เพื่อปรับปรุงแผนพัฒนาการเกษตรระดับหมู่บ้านให้เป็นแผนหลักในการขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูงระดับหมู่บ้าน&nbsp;ผ่านกลไกของคณะกรรมการหมู่บ้าน&nbsp;(กม.)&nbsp;และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน&nbsp;(อกม.)&nbsp;บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมฝ้ายขิดคำพระ&nbsp;ชั้น&nbsp;2&nbsp;ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>Cr#&nbsp;สนง.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อำนาจเจริญ	สวท.อำนาจเจริญ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126141841688
220	ร้อยเอ็ด ประชุมคณะกรรมการศูนย์ป้องกันโรคระบาดในสัตว์	<p><strong>นายภูสิต&nbsp;สมจิตต์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ</strong>ศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคระบาดสัตว์&nbsp;จังวัดร้อยเอ็ด&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมพระเวสสันดร&nbsp;ชั้น&nbsp;3&nbsp;ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;โดย&nbsp;ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าร่วมประชุม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ในการนี้ที่ประชุมได้รับทราบ&nbsp;สถานการณ์โรคลัมปี&nbsp;สกิน&nbsp;(Lumpy&nbsp;Skin&nbsp;Disease)&nbsp;</strong>ในโค-กระบือ&nbsp;/สถานการณ์การระบาดโรคลัมปี&nbsp;สกิน&nbsp;ของประเทศไทย/สถานการณ์โรคลัมปี&nbsp;สกิน&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด/ความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรเจ้าของสัตว์/&nbsp;สถานการณ์โรคระบาดในสุกร/สถานการณ์การระบาดของโรค&nbsp;PRRS&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด/โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;และ&nbsp;ร่วมกันพิจารณา&nbsp;การขอความร่วมมือกำนัน&nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน&nbsp;และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&nbsp;กรณีมีสัตว์ป่วย&nbsp;หรือตายผิดปกติ&nbsp;ให้รีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่&nbsp;และการนำสุกรเข้าเลี้ยงใหม่ด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ร้อยเอ็ด	สวท.ร้อยเอ็ด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126142455693
221	สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสตูล ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 ของสหกรณ์การเกษตรควนโดน จำกัด	<p><strong>วันนี้&nbsp;(26&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;ที่สหกรณ์การเกษตรควนโดน&nbsp;จำกัด&nbsp;อำเภอควนโดน</strong>&nbsp;จังหวัดสตูล&nbsp;นายถาวรศักดิ์&nbsp;รัตนชูศรี&nbsp;สหกรณ์จังหวัดสตูล&nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ&nbsp;ประจำปี&nbsp;2564&nbsp;ของสหกรณ์การเกษตรควนโดน&nbsp;จำกัด&nbsp;โดยมีเจ้าหน้าที่สหกรณ์&nbsp;และผู้แทนสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดสตูล&nbsp;เข้าร่วมประชุม&nbsp;ภายใต้มาตรการป้องกันโรคโควิด&nbsp;-19&nbsp;อย่างเคร่งครัด</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;นายวินิช&nbsp;ตาเดอิน&nbsp;ประธานกรรมการดำเนินการในนามของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรควนโดน&nbsp;จำกัด</strong>&nbsp;ได้ชี้แจงรายละเอียดงบการเงินซึ่งทำให้ทราบว่าสหกรณ์ได้พัฒนามาเรื่อย&nbsp;ๆ&nbsp;จนมีทุนหมุนเวียน&nbsp;279&nbsp;ล้านบาท&nbsp;มีสมาชิก&nbsp;1,213&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;มีกำไรสุทธิประจำปี&nbsp;9,485,426.55&nbsp;บาท&nbsp;และสามารถให้บริการด้านการจำหน่ายสิ้นค้า&nbsp;เงินฝากและสิ้นเชื่อเพื่อการเกษตร&nbsp;ซึ่งเป็นการอำนวยประโยชน์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์&nbsp;และตอบข้อซักถามเกี่ยวกับงบการเงินของสหกรณ์&nbsp;เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์ได้เข้าใจ&nbsp;และรับทราบถึงฐานะทางการเงิน&nbsp;และผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา</p><p><strong>อีกทั้ง&nbsp;ในส่วนของสหกรณ์จังหวัดได้เข้าไปดูแลและส่งเสริมสหกรณ์</strong>&nbsp;รวมถึงมีนโยบายส่งเสริมตามนโยบายของรัฐบาล&nbsp;เช่น&nbsp;โครงการเกษตรแปลงใหญ่และเกษตรอินทรีย์&nbsp;แต่นโยบายทั้งหมดต้องผ่านสหกรณ์ในพื้นที่เพื่อเป้าหมายของสมาชิกและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&nbsp;และการเข้าประชุมของสมาชิกทำให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในทุก&nbsp;ๆ&nbsp;ปี&nbsp;ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสหกรณ์และความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้เป็นสหกรณ์มีความเข็มแข็งต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126161759771
222	ปศุสัตว์จังหวัดตรังส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มสุกรในพื้นที่อำเภอห้วยยอด	<p><strong>วันนี้&nbsp;(26&nbsp;ม.ค.&nbsp;2565)&nbsp;นายสุรจิต&nbsp;วิชชุวรรณ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดตรัง</strong>&nbsp;มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอห้วยยอด&nbsp;เข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มสุกรในพื้นที่&nbsp;ตำบลห้วยนาง&nbsp;อำเภอห้วยยอด&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดยในพื้นที่ตำบลห้วยนาง&nbsp;มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวน&nbsp;6&nbsp;ราย&nbsp;เลี้ยงสุกรรวม&nbsp;155&nbsp;ตัว&nbsp;มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทุกตัว&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำ&nbsp;สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงสุกร</strong>&nbsp;รวมถึงเฝ้าระวัง&nbsp;ควบคุมป้องกันโรค&nbsp;การดูแลสุขภาพสัตว์&nbsp;เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคของจังหวัดตรัง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126163937788
223	เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตรัง   ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มสุกรในพื้นที่อำเภอห้วยยอด เพื่อเฝ้าระวัง ควบคุมป้องกันโรค การดูแลสุขภาพสัตว์	<p><strong>วันนี้&nbsp;(26&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นายสุรจิต&nbsp;วิชชุวรรณ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดตรัง&nbsp;</strong>มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอห้วยยอด&nbsp;เข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มสุกรในพื้นที่&nbsp;ตำบลห้วยนาง&nbsp;อำเภอห้วยยอด&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>โดยในพื้นที่ตำบลห้วยนาง&nbsp;มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวน&nbsp;6&nbsp;ราย</strong>&nbsp;เลี้ยงสุกรรวม&nbsp;155&nbsp;ตัว&nbsp;มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทุกตัว&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำ&nbsp;สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงสุกร&nbsp;รวมถึงเฝ้าระวัง&nbsp;ควบคุมป้องกันโรค&nbsp;การดูแลสุขภาพสัตว์&nbsp;เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคของจังหวัดตรัง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	NULL	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126165232797
224	จังหวัดบุรีรัมย์ เฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และโรคระบาดอื่นๆในสัตว์ พร้อมเร่งทำความเข้าใจให้เกษตรกรปรับปรุงฟาร์ม คอกสุกร และเร่งจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร	<p><strong>วันนี้&nbsp;(26&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;นายอนุพงศ์&nbsp;สุขสมนิตย์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;</strong>เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์ในสุกร&nbsp;โรคพิษสุนัขบ้า&nbsp;และโรคไข้หวัดนกและมาตรการควบคุม&nbsp;ป้องกันโรคในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากรณีที่เนื้อสุกรชำแหละมีราคาสูง&nbsp;</p><p><strong>โดยมีนายอภิชาต&nbsp;สุวรรณชัยรบ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;</strong>พร้อมด้วยปศุสัตว์อำเภอ&nbsp;คณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการฯ&nbsp;เข้าร่วมประชุม&nbsp;นายอภิชาต&nbsp;สุวรรณชัยรบ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;โรคระบาดในสุกร&nbsp;สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส&nbsp;ทำให้สุกรที่ติดเชื้อ&nbsp;ตายเป็นจำนวนมาก&nbsp;ยังไม่มีวัคซีนและวิธีรักษาที่จำเพาะ&nbsp;ไม่ติดต่อสู่คน&nbsp;เชื้อยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือซากสัตว์&nbsp;อาหารแปรรูปจากเนื้อสุกรที่ติดเชื้อได้นานหลายเดือน&nbsp;ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุมการแพร่ระบาด&nbsp;ตั้งแต่ปี&nbsp;2562&nbsp;หากได้รับรายงานว่ามีสุกรพื้นที่ไหนมีอาการป่วยคล้ายโรค&nbsp;ASF&nbsp;หรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ&nbsp;ก็จะเข้าไปทำลายเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดทันที&nbsp;และให้เกษตรรายนั้นงดเลี้ยงสุกรออกไปก่อน&nbsp;มีเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน&nbsp;408&nbsp;ราย&nbsp;&nbsp;มูลค่าที่ต้องจ่ายเป็นเงินชดเชยเป็นเงิน&nbsp;42&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ดำเนินการจ่ายให้เกษตรกรไปแล้วจำนวน&nbsp;3&nbsp;ราย&nbsp;และจะทยอยจ่ายให้เกษตรกรตามที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนั้น&nbsp;ยังได้มีการให้ความรู้แก่เกษตรรายย่อยในการดูแลสุกร</strong>โดยปฏิบัติตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ&nbsp;การทำความสะอาดบุคคล&nbsp;ยานพาหะ&nbsp;อุปกรณ์&nbsp;เสื้อผ้า&nbsp;รองเท้า&nbsp;เพื่อฆ่าเชื้อก่อนเข้าออกโรงเรือน&nbsp;คอกสุกร&nbsp;หมั่นทำความสะอาดโรงเรือนหรือคอกสุกรตามตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่&nbsp;ใช้ตาข่ายคลุมคอกสุกรป้องกันแมลงพาหะ&nbsp;เข้มงวดบุคคลภายนอกเข้าออกหรือเข้าใกล้คอกสุกร&nbsp;และงดการใช้เศษอาหารจากครัวเรือนเลี้ยงสุกร&nbsp;ส่วนโรคพิษสุนัขบ้าและโรคไข้หวัดนก&nbsp;ยังไม่มีรายงานการแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;</p><p><strong>ด้านนายอนุพงศ์&nbsp;สุขสมนิตย์&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;</strong>ได้เน้นย้ำให้ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;ปศุสัตว์อำเภอ&nbsp;ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจจำนวนผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;&nbsp;จำนวนสุกร&nbsp;ตรวจสอบฟาร์ม&nbsp;ให้ขึ้นทะเบียนทั้งหมด&nbsp;พร้อมทั้งให้คำแนะนำการป้องกันโรค&nbsp;การปรับปรุงฟาร์มหรือโรงเรือนเลี้ยงสุกรให้เป็นมาตรฐานให้แก่เกษตรกร&nbsp;ควบคุมเข้มงวดกวดขันการขนย้ายสัตว์&nbsp;ตรวจสอบห้องเย็น&nbsp;สถานที่จำหน่ายในพื้นที่&nbsp;ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดด้านอาหารปลอดภัย&nbsp;รวมถึงการชดเชยให้เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ดำรง&nbsp;โค่นถอน&nbsp;ส.ปชส.บุรีรัมย์&nbsp;ภาพ/ข่าว</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	บุรีรัมย์	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126165738801
225	เกษตรจังหวัดสุพรรณบุรีจัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่ 1/2565	<p><strong>วันที่&nbsp;26&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;</strong>นายชูชีพ&nbsp;พงษ์ไชย&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;ในรูปแบบออนไลน์&nbsp;ผ่านระบบ&nbsp;ZOOM&nbsp;Meeting&nbsp;เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานในหน้าที่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;ในปี&nbsp;2564&nbsp;อาทิ&nbsp;การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน&nbsp;ซึ่งปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่มาจดทะเบียนกับสำนักงานเกษตรอำเภอแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;832&nbsp;แห่ง&nbsp;วิสาหกิจชุมชนของจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;จำนวน&nbsp;719&nbsp;แห่ง&nbsp;มีรายได้จากการดำเนินกิจการ&nbsp;รวม&nbsp;64,104,285&nbsp;บาท&nbsp;และผลการประเมินศักยภาพวิสาหกิจชุมชน&nbsp;ประจำปี&nbsp;2564&nbsp;เป็นต้น&nbsp;<strong>ทั้งนี้&nbsp;ในที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดสุพรรณบุรี</strong>&nbsp;การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนตามเป้าหมายการพัฒนา&nbsp;การแต่งตั้งคณะทำงานประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;และกำหนดแผนการประกวดวิสาหกิจชุชนดีเด่นระดับจังหวัด&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สุพรรณบุรี	สวท.สุพรรณบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126185210858
226	เจ้าของฟาร์มจระเข้ ใน อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ปรับตัวช่วงโควิด หันมาชำแหละเนื้อจระเข้ขายในช่วงหมูแพง	<p><strong>เกษตรกรผู้เลี้ยงจระเข้&nbsp;ในจังหวัดขอนแก่น&nbsp;ปรับกลยุทธ์การ</strong>ขายหันมาชำแหละเนื้อจรเข้ขาย&nbsp;หลังโควิด-19&nbsp;ระบาด&nbsp;ส่งผลกระทบต่อการส่งออก&nbsp;ประกอบกับช่วงหมูแพง&nbsp;คนสนใจหันมาบริโภคแทนเนื้อหมู&nbsp;เนื่องจากราคาถูกและรสชาติอร่อยถูกปาก</p><p><strong>นายสมศักดิ์&nbsp;จังตระกุล&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น&nbsp;พร้อมด้วยปศุสัตว์</strong>&nbsp;ประมง&nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ได้ตรวจเยี่ยมฟาร์มเลี้ยงจระเข้&nbsp;ป.ปริญญา&nbsp;ของนายปริญญา&nbsp;ขวามาตร&nbsp;นายก&nbsp;อบต.ใหม่นาเพียง&nbsp;อำเภอแวงใหญ่&nbsp;จังหวัดขอนแก่น&nbsp;หลังจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&nbsp;ทำให้ไม่สามารถส่งออกจระเข้ไปยังต่างประเทศได้&nbsp;ประกอบกับในช่วงนี้เนื้อหมูมีราคาแพง&nbsp;ทางฟาร์มจึงหันมาชำแหละเนื้อจระเข้ขายในราคาถูก</p><p><strong>นายปริญญา&nbsp;ขวามาตร&nbsp;เจ้าของฟาร์มจระเข้&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;จุดเริ่มต้นในการเลี้ยงจระเข้&nbsp;นั้น&nbsp;เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก&nbsp;เพราะจระเข้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ&nbsp;โดยจระเข้ที่ฟาร์มส่วนใหญ่เมื่ออายุระหว่า&nbsp;3-4&nbsp;ปี&nbsp;จะส่งขายไปยังต่างประเทศ&nbsp;เพราะต้องใช้หนังในการผลิตสินค้า&nbsp;เฉลี่ยราคาอยู่ที่ตัวละ&nbsp;5,500-10,000&nbsp;บาท&nbsp;ขึ้นอยู่กับขนาด&nbsp;แต่หลังจากมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&nbsp;ทำให้การส่งออกเป็นปัญหา&nbsp;ไม่สามารถส่งจระเข้ออกไปขายยังต่างประเทศได้&nbsp;ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าอาหารจระเข้ที่มีอยู่กว่า&nbsp;1,500&nbsp;ตัว&nbsp;เดือนละกว่าแสนบาท&nbsp;จึงหาวิธีที่จะขายจระเข้ที่ฟาร์มออก&nbsp;เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย&nbsp;ด้วยการจำหน่ายจระเข้ให้กับชาวบ้านที่สนใจนำไปเลี้ยงเป็นอาชีพ&nbsp;โดยจระเข้&nbsp;อายุ&nbsp;1-2&nbsp;ปี&nbsp;ขายตัวละ&nbsp;2,500&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;ส่วนจระเข้อายุ&nbsp;3-4&nbsp;ปี&nbsp;ก็ชำแหละขายเนื้อและชิ้นส่วน&nbsp;ราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ&nbsp;150&nbsp;บาท&nbsp;ถึง&nbsp;400&nbsp;บาท&nbsp;หรือขายแบบทั้งตัว&nbsp;โดยในช่วงที่เนื้อหมูมีราคาแพง&nbsp;ชาวบ้านได้นิยมหันมาบริโภคเนื้อจระเข้มากขึ้น&nbsp;เพราะเนื้อจระเข้เองก็มีสรรพคุณในการดูแลสุขภาพด้วย&nbsp;โดยเมนูที่นิยมนำไปประกอบอาหาร&nbsp;เช่น&nbsp;เนื้อจระเข้ผัดเผ็ด&nbsp;ปิ้ง&nbsp;ย่าง&nbsp;จิ้มแจ่ว&nbsp;ซึ่งมีรสชาติหอมไม่มีกลิ่นสาป&nbsp;หรือเหม็นคาว&nbsp;เหมือนเนื้อหมูหรือไก่&nbsp;เนื้อนุ่ม&nbsp;ไม่เหนียว&nbsp;จึงเหมาะกับผู้บริโภคทุกช่วงวัย</p><p><strong>สำหรับประชาชนที่สนใจ&nbsp;สามารถเยี่ยมชมฟาร์มจระเข้ที่บ้านใหม่นาเพียง&nbsp;อ.&nbsp;แวงใหญ่</strong>&nbsp;จังหวัดขอนแก่น&nbsp;ซึ่งเป็นฟาร์มเปิด&nbsp;ชาวบ้าน&nbsp;เกษตรกร&nbsp;หรือผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเข้ามาเยี่ยมชม&nbsp;หรือศึกษาดูงานได้&nbsp;ส่วนผู้ที่สนใจจะซื้อเนื้อจระเข้ไปรับประทาน&nbsp;ต้องโทรมาแจ้งล่วงหน้าก่อน&nbsp;เพราะการซื้อขายต้องขออนุญาตกรมประมง&nbsp;เนื่องจากจระเข้&nbsp;เป็นสัตว์คุ้มครอง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ขอนแก่น	สวท.ขอนแก่น	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126171536806
227	จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (War room) ครั้งที่ 1/2565	<p><strong>วันนี้&nbsp;(26&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมสำนักงานปศุสัตว์&nbsp;ชั้น&nbsp;2&nbsp;</strong>ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;นายศักดาพร&nbsp;รัตนสุภา&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฏร์ธานี&nbsp;ประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง&nbsp;และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(War&nbsp;room)&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง&nbsp;และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(War&nbsp;room)&nbsp;โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทย&nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างร่งด่วน</p><p><strong>จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร</strong>&nbsp;โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(&nbsp;African&nbsp;swine&nbsp;fever&nbsp;:&nbsp;ASF)&nbsp;เป็นโรคไวรัสที่ติดต่อร้ายแรงในสัตว์ตระกูลสุกร&nbsp;มีการแพร่กระจายในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก&nbsp;เป็นโรคที่ไม่ติดต่อระหว่างสัตว์และคน&nbsp;แต่เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรเป็นอย่างมาก&nbsp;เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ก่อโรคมีความทนทานทั้งที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม&nbsp;และผลิตภัณฑ์จากสุกร&nbsp;จึงกำจัดโรคออกจากประเทศที่มีการระบาดได้ยาก&nbsp;เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีเกษตรกรเลี้ยงสุกร&nbsp;ประมาณ&nbsp;สองแสนกว่าตัว&nbsp;สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;ที่เลี้ยงสุกรอยู่ในสาขาอาชีพจำนวน&nbsp;3,500&nbsp;ราย&nbsp;ซึ่งสถานการณ์ที่ผ่านมาสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด&nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;พบว่าสุกรที่ตาย&nbsp;ส่งพิสูจน์แล้วปรากฏว่าไม่ได้เป็นโรค&nbsp;African&nbsp;swine&nbsp;fever&nbsp;:&nbsp;ASF&nbsp;เป็นโรคอื่นที่ทำให้หมูล้มป่วยตายเรียกว่าโรคเพิร์สในสุกร&nbsp;</p><p><strong>ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีเข้าไปดูแลและกำจัดในสุกรเหล่านี้จำนวน&nbsp;28&nbsp;ราย</strong>&nbsp;ทางจังหวัดได้ชดเชยเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู&nbsp;จำนวนเงินประมาณ&nbsp;8&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ขณะนี้จังหวัดสุราษฎร์ธานีจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังหรือ&nbsp;(War&nbsp;room)&nbsp;การประชุมนัดแรกก็มีหลายภาคส่วน&nbsp;ทั้งหน่วยงานปศุสัตว์&nbsp;หน่วยงานฝ่ายวิชาการ&nbsp;ในการพิสูจน์ซากของโรคเป็นศูนย์วิจัยอำเภอทุ่งสง&nbsp;จังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;มีหน่วยงานทหาร&nbsp;ตำรวจ&nbsp;สาธารณสุข&nbsp;ป้องกันบรรเทาสาธารภัยจังหวัด</strong>&nbsp;และอีกหลายหน่วยงานร่วมเป็นคณะกรรมการ&nbsp;สำหรับวันนี้มีคณะกรรมการเพิ่มขึ้น&nbsp;อาทิหน่วยงานพาณิชย์จังหวัด&nbsp;ปภ.เขต&nbsp;11&nbsp;องค์การบริหารส่วนจังหวัด&nbsp;แต่ละหน่วยก็จะมีภารหน้าที่&nbsp;มีงบประมาณ&nbsp;เครื่อง&nbsp;และบุคลากรที่จะเตรียมพร้อมการเฝ้าระวัง&nbsp;ถ้ากรณีที่มีการระบาดเกิดเหตุในลักษณะปัจจุบันทันด่วน&nbsp;เป็นโรค&nbsp;ASF&nbsp;และในขณะนี้ยังไม่พบโรค&nbsp;ASF&nbsp;แต่อย่างใด&nbsp;</p><p><strong>สำหรับในการประชุมในครั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้ออกในเรื่อองค์ความรู้&nbsp;วิธีปฏิบัติ</strong>&nbsp;สำหรับการเฝ้าระวังโรค&nbsp;ASF&nbsp;อย่างไรก็ตามทางจังหวัดจะทำการสื่อสารที่งายขึ้นและจัดทำเป็นข้อความสื่อสารเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ทุกกลุ่มเป้าหมาย&nbsp;และสามารถแจ้งปัญหาได้ที่อาสาปศุสัตว์ในพื้นที่หรือแจ้งผ่านกำนัน&nbsp;ผู้ใหญ่บ้านองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น&nbsp;หรือศูนย์ดำรงธรรม&nbsp;1567.</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคใต้	สุราษฎร์ธานี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126172456808
228	ศูนย์หม่อนไหมฯ ขอนแก่น ออกประชาสัมพันธ์รับสมัครเกษตรกร เข้าร่วมโครงการ บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม	<p><strong>ศูนย์หม่อนไหมฯ&nbsp;ขอนแก่น&nbsp;ออกประชาสัมพันธ์รับสมัครเกษตรกร&nbsp;</strong>เข้าร่วมโครงการ&nbsp;บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;(Zoning&nbsp;by&nbsp;AGri-Map)&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;อ.เวียงเก่า&nbsp;และ&nbsp;อ.สีชมพู&nbsp;จ.ขอนแก่น</p><p><strong>นางสาวจิราลักษณ์&nbsp;ปรีดีผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ</strong>&nbsp;ขอนแก่น&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;นางสาววีราภรณ์&nbsp;อินทรักษ์&nbsp;นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;พร้อมด้วย&nbsp;นายทินกร&nbsp;สุ่มมาตย์&nbsp;นักวิชาการเกษตร&nbsp;ออกประชาสัมพันธ์รับสมัครเกษตรกร&nbsp;ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ&nbsp;บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;(Zoning&nbsp;by&nbsp;AGri-Map)&nbsp;ประจำปี&nbsp;งบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;ที่&nbsp;อำเภอเวียงเก่า&nbsp;และ&nbsp;อำเภอสีชมพู&nbsp;จังหวัดขอนแก่น</p><p><strong>โดยมีเกษตรกรที่สนใจ&nbsp;เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม</strong>&nbsp;(Zoning&nbsp;by&nbsp;AGri-Map)&nbsp;มาร่วมรับฟัง&nbsp;ข้อมูล&nbsp;เพื่อประกอบการตัดสินใจจำนวน&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังได้ติดตามเยี่ยมเยียนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;เกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;(5&nbsp;ประสาน&nbsp;สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง)&nbsp;ด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ขอนแก่น	สวท.ขอนแก่น	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126182840849
229	กรมชลประทาน เร่งสร้างประตูระบายน้ำ 4 แห่งเสร็จภายในปี 65-66 แก้แล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายชูชาติ&nbsp;รักจิตร&nbsp;รองอธิบดีกรมชลประทาน</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ลงพื้นที่ติดตาม&nbsp;4&nbsp;โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร&nbsp;พร้อมเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จตามแผน&nbsp;หวังเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในแม่น้ำยม&nbsp;บรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่อย่างยั่งยืน</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">รองอธิบดีกรมชลประทาน&nbsp;เปิดเผยว่า</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;สภาพพื้นท่ีตอนล่างของลุ่มน้ำยม&nbsp;ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่&nbsp;กรมชลประทาน&nbsp;จึงวางแผนดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำตลอดช่วงแม่น้ำยม&nbsp;เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงแล้ง&nbsp;และทำหน้าที่หน่วงชะลอน้ำเพื่อผันน้ำเข้าทุ่ง&nbsp;หรือแก้มลิงในช่วงน้ำหลาก&nbsp;เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่&nbsp;ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ปัจจุบันกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้าง&nbsp;</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">โครงการประตูระบายน้ำแล้ว&nbsp;4&nbsp;แห่ง&nbsp;ได้แก่&nbsp;</span><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ตำบลท่านางงาม&nbsp;อำเภอบางระกำ&nbsp;จังหวัดพิษณุโลก&nbsp;มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดประตูเหล็กบานโค้ง&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;บาน&nbsp;สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ&nbsp;7&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;(ลบ.ม.)&nbsp;ระยะเวลาในการก่อสร้าง&nbsp;5&nbsp;ปี&nbsp;(พ.ศ.2562&nbsp;2566)&nbsp;หากก่อสร้างแล้วเสร็จ&nbsp;จะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ&nbsp;51,375&nbsp;ไร่&nbsp;ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า&nbsp;2,568&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว&nbsp;ร้อยละ&nbsp;55&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ได้สั่งการให้เร่งรัดการก่อสร้างประตูระบายน้ำให้แล้วเสร็จ&nbsp;ให้สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้ในปี&nbsp;2565&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">โดยโครงการประตูระบายน้ำท่าแห</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ตำบลกำแพงดิน&nbsp;อำเภอสามง่าม&nbsp;จังหวัดพิจิตร&nbsp;สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ&nbsp;12&nbsp;ล้าน&nbsp;ลบ.ม.&nbsp;ระยะเวลาในการก่อสร้าง&nbsp;6&nbsp;ปี&nbsp;(พ.ศ.2562&nbsp;&nbsp;2567)&nbsp;หากก่อสร้างแล้วเสร็จ&nbsp;จะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ&nbsp;81,111&nbsp;ไร่&nbsp;ประชาชนได้รับประโยชน์&nbsp;1,412&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว&nbsp;ร้อยละ&nbsp;43&nbsp;ซึ่งได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำให้แล้วเสร็จ&nbsp;ให้สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้ในปี&nbsp;2565&nbsp;นี้เช่นเดียวกัน</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;ตำบลไผ่ท่าโพ&nbsp;อำเภอโพธิ์ประทับช้าง&nbsp;จังหวัดพิจิตร&nbsp;มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายเหล็กชนิดโค้ง&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;บาน&nbsp;ระยะเวลาในการก่อสร้าง&nbsp;5&nbsp;ปี&nbsp;(พ.ศ.2564&nbsp;&nbsp;2568)&nbsp;หากก่อสร้างแล้วเสร็จ&nbsp;จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้&nbsp;28,868&nbsp;ไร่&nbsp;ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว&nbsp;ร้อยละ&nbsp;16&nbsp;</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">หากประตูระบายน้ำทั้ง&nbsp;4&nbsp;แห่ง&nbsp;ดำเนินการแล้วเสร็จ</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างได้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในช่วงแล้ง&nbsp;เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนต่อไป</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-01-26T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126195316891
230	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดแดนมังกร	"<p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นายระพีภัทร์&nbsp;จันทรศรีวงศ์&nbsp;รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;นำทีมทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ&nbsp;ทั้งในและต่างประเทศ&nbsp;เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานด้านการเกษตรไทย&nbsp;-&nbsp;จีน&nbsp;ครั้งที่&nbsp;12&nbsp;กับกระทรวงเกษตรฯ&nbsp;จีน&nbsp;เพื่อขยายความร่วมมือและเร่งผลักดันขยายมูลค่า&nbsp;และปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรฯ&nbsp;ไทยไปจีน&nbsp;และที่ประชุมยังได้เห็นชอบโครงการความร่วมมือไทย&nbsp;&nbsp;จีน&nbsp;ใหม่อีก&nbsp;12&nbsp;โครงการ</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่สนับสนุนงบประมาณราว&nbsp;100&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ให้กับฝ่ายไทย&nbsp;ผ่านกรอบความร่วมมือแม่โขง&nbsp;-&nbsp;ล้านช้าง&nbsp;โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกรอบความร่วมมือนี้&nbsp;ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทย&nbsp;จีน&nbsp;และประเทศที่เชื่อมโยงเส้นทางดังกล่าว&nbsp;ในส่วนของความหลากหลายทางชีวภาพ&nbsp;การชลประทาน&nbsp;การประมงน้ำจืดและพันธุ์ปลาและพืชน้ำ&nbsp;อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน</span></p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">นอกจากนี้&nbsp;ยังได้หารือและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">ในประเด็นความร่วมมือเชิงนโยบายกับฝ่ายจีน&nbsp;โดยทั้ง&nbsp;2&nbsp;ฝ่ายชูนโยบายด้านเกษตรกรรมยั่งยืน&nbsp;นโยบาย&nbsp;3S&nbsp;ว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร&nbsp;ความมั่นคงด้านเกษตรกรรมและความยั่งยืนภาคการเกษตร&nbsp;นโยบาย&nbsp;BCG&nbsp;การพัฒนาเกษตรกรอัจฉริยะ&nbsp;การขจัดปัญหาความยากจนและการพัฒนาและวิจัยวัคซีนปศุสัตว์&nbsp;เพื่อเตรียมพร้อมและปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะโลกในยุค&nbsp;post&nbsp;covid&nbsp;อันใกล้&nbsp;ซึ่งฝ่ายจีนเห็นด้วยกับฝ่ายไทยที่จะกำหนดประเด็นความร่วมมือในอนาคตโดยอ้างอิงจากนโยบายข้างต้น</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-01-26T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126194852889
231	จังหวัดเลยจัดวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปี 2565	<p>       ที่ศูนย์เรียนรู้เครือข่าย ศพก.ไร่อำภาฟาร์ม หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำหมาน อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย&nbsp;&nbsp;นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) มีส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรจัดกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการด้านการเกษตร การลดต้นทุนการผลิตและเชื่อมโยงด้านการตลาด</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงที่จะดูแลช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร จากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและโครงการต่างๆ โดย มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับความรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเข้าใจง่ายต่อการปฏิบัติ นำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาคุณภาพการผลิต เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปี 2565 เพื่อสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ในการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีต้นทุนในการผลิตที่ลดลง มีรายได้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการทำการเกษตร ที่ยั่งยืนในอนาคต โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองเลย บูรณาการกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการด้านการเกษตร รวมไปถึงการลดต้นทุนการผลิตและเชื่อมโยงด้านการตลาด&nbsp;โดยแบ่งเกษตรกรออกเป็นกลุ่มย่อยและหมุนเวียนเรียนรู้ตามสถานีต่าง ๆ จำนวน 7 สถานี ประกอบด้วย</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถานีที่ 1 ฐานการทำบัญชีครัวเรือน (สนง.ตรวจบัญชีสหกรณ์)</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถานีที่ 2 ฐานการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้ง (กรมวิชาการเกษตร)</p><p>สถานีที่ 3 ฐานการขยายพันธุ์พืช (พืชสวนเลย)</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถานีที่ 4 ฐานการจัดการศัตรูพืช (สำนักงานเกษตรจังหวัด)</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถานีที่ 5 ฐานการผลิตน้ำหมักชีวภาพ (สถานีพัฒนาที่ดินเลย)</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถานีที่ 6 ฐานการเลี้ยงปศุสัตว์ (ปศุสัตว์อำเภอเมืองเลย)</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถานีที่ 7 ฐานการผลิตประมง (ประมงอำเภอเมืองเลย)</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสเรียนรู้ หากมีข้อสงสัยจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญ คอยให้คำแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจแล้วสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้&nbsp;นอกจากนี้ ภายในงานมีการให้บริการด้านการเกษตรแบบครบวงจร&nbsp;พร้อมจัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้ในกาลดต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกร พร้อมแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่&nbsp;จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p>	2022-01-26T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	เลย	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220126192009876
232	จ.สุราษฎร์ธานี วางมาตรการเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้มข้น พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคอย่างทั่วถึง	<p><strong>นายศักดาพร&nbsp;รัตนสุภา&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ได้รับมอบหมายจากนายวิชวุทย์&nbsp;จินโต&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;ประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;โดยมีคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน</p><p><strong>ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปว่า&nbsp;ปัจจุบันยังไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์</strong>แอฟริกาในสุกร(ASF)&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแต่อย่างใด&nbsp;โดยมอบหมายให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด&nbsp;ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคASF&nbsp;ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด&nbsp;เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันโรคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;และให้เร่งสำรวจข้อมูลฟาร์มสุกร/จำนวนสุกร/ผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;และเตรียมมาตรการเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ&nbsp;หากเกิดโรค&nbsp;ASF&nbsp;ขึ้น&nbsp;รวมทั้งให้ประสานกับประชาสัมพันธ์จังหวัด&nbsp;เพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารข้อมูล&nbsp;และช่วยเฝ้าระวังโรค&nbsp;ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรค&nbsp;ASF&nbsp;อย่างทั่วถึง&nbsp;นอกจากนี้ให้ประสานกับด่านกักกันสัตว์&nbsp;และตำรวจภูธรจังหวัด&nbsp;เพื่อเฝ้าระวัง&nbsp;ควบคุม&nbsp;กำกับ&nbsp;การเคลื่อนย้ายสุกรและซากให้เป็นไปตามระเบียบ/มาตรการอย่างเคร่งครัด</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ขอให้อำเภอกำชับกำนัน&nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน&nbsp;เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</strong>&nbsp;ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&nbsp;หากพบสุกรป่วยตายผิดปกติให้แจ้งอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน&nbsp;หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที&nbsp;และให้ทุกหน่วยงานร่วมกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและช่วยเฝ้าระวัง&nbsp;แจ้งเหตุให้ทราบผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&nbsp;หมายเลข&nbsp;โทรศัพท์&nbsp;1567</p><p><strong>ขณะที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;ได้ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด</strong>&nbsp;ตำรวจภูธรจังหวัด&nbsp;และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง&nbsp;ดำเนินการตรวจสอบที่พัก/ห้องเย็นเก็บซากสุกร&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;20&nbsp;แห่ง&nbsp;ไม่พบการกักตุนเนื้อสุกร&nbsp;หรือการปฏิบัติผิดกฎหมายแต่อย่างใด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคใต้	สุราษฎร์ธานี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127083259946
233	มุ่งพัฒนาองค์ความรู้เจ้าหน้าที่ เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการไม้ผล ตามอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น	<p><strong>นายขจร&nbsp;เราประเสริฐ&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายส่งเสริมให้นักวิชาการเกษตรและเกษตรกรคัดเลือกพืชในพื้นที่มาส่งเสริมเป็นผลไม้อัตลักษณ์&nbsp;ผ่านโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรตามอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น&nbsp;ดำเนินการมาตั้งแต่ปี&nbsp;2562&nbsp;เน้นการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น&nbsp;เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตร&nbsp;เพิ่มมูลค่าด้วยมาตรฐานการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;(GI)&nbsp;รวมทั้งพัฒนาความรู้และเพิ่มศักยภาพ&nbsp;</p><p><strong>กระบวนการทำงานในพื้นที่ในการพัฒนาสินค้าไม้ผล</strong>ตามอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น&nbsp;ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก&nbsp;5&nbsp;กิจกรรม&nbsp;ได้แก่&nbsp;พัฒนาความรู้เจ้าหน้าที่&nbsp;พัฒนาเกษตรกร&nbsp;พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่ม&nbsp;การบริหารงานตามยุทธศาสตร์ผลไม้&nbsp;และบริหารจัดการโครงการ&nbsp;</p><p><strong>งานส่งเสริมการผลิตไม้ผลเป็นงานสำคัญงานหนึ่ง</strong>ของกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;มีความท้าทายทั้งเรื่องความยากของงานและความเร่งด่วนของระยะเวลาปฏิบัติงาน&nbsp;เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานไม้ผล&nbsp;จึงต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงานคือ&nbsp;รู้และแม่นยำในการทำข้อมูล&nbsp;ในขณะเดียวกันก็ต้องผสานความคิดสร้างสรรค์ลงไปในงานที่รับผิดชอบได้อย่างลงตัว&nbsp;</p><p><strong>การเตรียมความพร้อมและพัฒนาความรู้&nbsp;ทักษะ&nbsp;ประสบการณ์</strong>&nbsp;ด้านการบริหารจัดการผลไม้&nbsp;เพื่อการพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นด้วยภูมิปัญญา&nbsp;สำหรับตัวอย่างสินค้าไม้ผลอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียง&nbsp;เช่น&nbsp;ส้มโอปากพนัง&nbsp;อำเภอปากพนัง&nbsp;จังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp;สละป่าบอน&nbsp;อำเภอป่าบอน&nbsp;จังหวัดพัทลุง&nbsp;ทุเรียนชะนีเกาะช้าง&nbsp;อำเภอเกาะช้าง&nbsp;จังหวัดตราด&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ซึ่งล้วนจัดเป็นสินค้าสร้างชื่อ&nbsp;และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สำคัญของประเทศไทย&nbsp;โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจหลักที่มีการส่งออกมากที่สุดคือ&nbsp;ทุเรียน&nbsp;รองลงมา&nbsp;ได้แก่&nbsp;ลำไย&nbsp;มังคุด&nbsp;มะม่วง&nbsp;เงาะ&nbsp;ลิ้นจี่&nbsp;และลองกอง&nbsp;ในขณะที่ผลไม้พื้นถิ่นซึ่งเป็นผลไม้กลุ่มเศรษฐกิจรองก็มีความสำคัญเช่นกัน&nbsp;และยังได้รับความนิยมสูงเท่าเทียมกัน&nbsp;จะเห็นได้จากมีมูลค่าการซื้อขายในประเทศสูง&nbsp;รวมทั้งมีตลาดเฉพาะอีกด้วย</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127112903013
234	เตรียมมาตรการรองรับปลดล็อคกัญชา กัญชง ต้องไม่ส่งผลกระทบเกษตรกรที่จะปลูกในประเทศ 	"<p><strong>นายพิเชษฐ์&nbsp;วิริยะพาหะ&nbsp;อธิบดีกรมวิชาการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ในประเด็นที่เป็นข้อกังวลเรื่องความพร้อมของเกษตรกรและพันธุ์พืชสกุลกัญชาที่จะใช้ปลูกนั้น&nbsp;การดำเนินงานที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้รวบรวม&nbsp;ศึกษา&nbsp;และขยายพันธุ์กัญชาพันธุ์พื้นเมืองของไทย&nbsp;และพันธุ์การค้าจากต่างประเทศรวม&nbsp;87&nbsp;แหล่งปลูก&nbsp;จำนวน&nbsp;39&nbsp;พันธุ์&nbsp;ซึ่งกรมฯพร้อมที่จะผลิตต้นพันธุ์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปปลูกได้อย่างเพียงพอ&nbsp;ทั้งนี้ได้จัดทำคู่มือการปลูกพืชสกุลกัญชาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและครอบคลุมในทุกมิติเผยแพร่ไปสู่เกษตรกรแล้ว&nbsp;และยังได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินจัดทำแผนที่ความเหมาะสมการปลูกพืชสกุลกัญชาในแปลงปลูกของประเทศไทยด้วย&nbsp;</p><p><strong>ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลได้ที่</strong>&nbsp;<a&nbsp;href=""http://www.doa.go.th/""&nbsp;rel=""noopener&nbsp;noreferrer""&nbsp;target=""_blank""&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(17,&nbsp;85,&nbsp;204);"">www.doa.go.th</a>&nbsp;บนเมนู&nbsp;กัญชง&nbsp;กัญชา&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;กรมยังสนับสนุนการนำพันธุ์กัญชา&nbsp;กัญชงมาแจ้งขึ้นทะเบียนพันธุ์&nbsp;โดยปัจจุบันมีพันธุ์กัญชาที่ได้หนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้วจำนวน&nbsp;5&nbsp;พันธุ์&nbsp;และกัญชงจำนวน&nbsp;8&nbsp;พันธุ์&nbsp;รวมทั้งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดการตรวจสอบลักษณะประจำพันธุ์ของพืชสกุลแคนาบิสที่ขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2542&nbsp;โดยกัญชากัญชงจะเป็นพืชที่สามารถนำพันธุ์ใหม่มายื่นขอจดทะเบียนรับความคุ้มครองได้&nbsp;ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้นักปรับปรุงพันธุ์วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชสกุลกัญชาให้มีความหลากหลายของพันธุ์มากขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกร&nbsp;พร้อมกันนี้กรมวิชาการเกษตรยังได้เปิดขอบข่ายการรับรองแหล่งผลิตพืชกัญชากัญชงตามมาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;เพื่อรองรับการปลูกที่ปลอดภัย&nbsp;ในเกรดที่นำไปทำเป็นยาและสำหรับบริโภคได้</p><p><strong&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">อธิบดีกรมวิชาการเกษตร&nbsp;กล่าวอีกว่า</strong><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);"">&nbsp;สำหรับข้อกังวลเรื่องการนำเข้าเมล็ดพันธุ์และช่อดอก&nbsp;พืชสกุลกัญชาจากต่างประเทศได้อย่างเสรีนั้น&nbsp;กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการทางฏหมายที่กำกับดูแลการนำเข้า&nbsp;คือ&nbsp;พ.ร.บ.&nbsp;กักพืช&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2507&nbsp;โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถประกาศให้พืชสกุลกัญชาเป็นสิ่งต้องห้ามได้&nbsp;หากวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วพบว่าประเทศต้นทางมีศัตรูพืชที่ร้ายแรง&nbsp;ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;โดยการนำเข้าสิ่งต้องห้ามที่ผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร&nbsp;แจ้งนำเข้าที่ด่าน&nbsp;พร้อมแนบใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาด้วย&nbsp;รวมทั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์&nbsp;เงื่อนไข&nbsp;วิธีการที่กำหนด&nbsp;พร้อมกับยังต้องปฏิบัติตาม&nbsp;พ.ร.บ.&nbsp;พันธุ์พืช&nbsp;พ.ศ.2518&nbsp;ซึ่งเมล็ดพันธุ์กัญชาและกัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมการนำเข้า&nbsp;ส่งออก&nbsp;ขาย&nbsp;และรวบรวมจะต้องขออนุญาตและต้องไม่ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรม</span></p><p><br></p><p><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(34,&nbsp;34,&nbsp;34);&nbsp;background-color:&nbsp;rgb(255,&nbsp;255,&nbsp;255);""><span&nbsp;class=""ql-cursor"">&nbsp;</span></span></p>"	2022-01-27T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127184124305
235	เกษตรจังหวัดกระบี่ ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน แก้ปัญหาภัยแล้งและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม	<p><strong>นายชำนาญ&nbsp;นุ่นดำ&nbsp;เกษตรจังหวัดกระบี่&nbsp;กล่าวถึงโครงการส่งเสริมให้เกษตรกร</strong>ใช้ถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน&nbsp;แก้ปัญหาภัยแล้ว&nbsp;ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;รวมถึงการปรับปรุงดิน&nbsp;ส่งเสริมให้ต้นพืชเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง&nbsp;ว่า&nbsp;ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง&nbsp;<strong>&nbsp;</strong>สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่จึงได้จัดโครงการศึกษาการจัดการดิน&nbsp;ปุ๋ย&nbsp;และน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;ภายใต้งบประมาณสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์&nbsp;วิจัยและนวัตกรรม&nbsp;(สกสว.)&nbsp;</p><p><strong>โดยมีวัตถุประสงค์&nbsp;เพื่อแสดงผลการศึกษาการใช้ถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้</strong>ทางการเกษตร&nbsp;ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน&nbsp;ที่สามารถทำให้เผชิญปัญหาภัยแล้งและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;รวมถึงการปรับปรุงดิน&nbsp;และการส่งเสริมให้ต้นพืชเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง&nbsp;เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรที่มีต่อการจัดการดิน&nbsp;ปุ๋ย&nbsp;และน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;โดยกำหนดให้มีต้นแบบองค์ความรู้การจัดการดิน&nbsp;ปุ๋ย&nbsp;และน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;จำนวน&nbsp;3&nbsp;แปลง&nbsp;โดยแยกเป็น&nbsp;3&nbsp;ชนิดพืช&nbsp;ใน&nbsp;3&nbsp;อำเภอ&nbsp;ได้แก่&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;ชนิดพืชชะอม&nbsp;อำเภอเกาะลันตา&nbsp;ชนิดพืชแตงโม&nbsp;และอำเภออ่าวลึก&nbsp;ชนิดพืชฟักทอง&nbsp;รวมถึงเกษตรกรมีทัศนคติที่ยอมรับนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติ&nbsp;และสามารถเป็นต้นแบบขยายผลในเกิดประโยชน์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;ยังมีกิจกรรมการเข้าฐานเรียนรู้&nbsp;จำนวน&nbsp;4&nbsp;ฐาน&nbsp;คือ</strong>&nbsp;การเลือกชนิดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;&nbsp;การผลิตเตาเผาถ่านไบโอชาร์และการใช้งานเตาแต่ละชนิด&nbsp;การแปรรูปและผลิตผลิตภัณฑ์จากถ่านไบโอชาร์และประโยชน์จากถ่านชีวภาพ&nbsp;โดยเกษตรกรเจ้าของแปลงศึกษาพร้อมด้วยเกษตรกรเครือข่าย&nbsp;และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจังหวัดกระบี่&nbsp;การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่านชีวภาพและนิทรรศการจากศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนคลองพน&nbsp;ซึ่งเป็นต้นแบบในการผลิตเตาเผาถ่านไบโอชาร์ของจังหวัดกระบี่</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคใต้	กระบี่	สวท.กระบี่	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127124134054
236	จังหวัดลพบุรี จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระบรมราชานุเคราะห์ฯ และโครงการหน่วยงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2565	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>วันที่&nbsp;27&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;08.30&nbsp;น.&nbsp;นายนิวัฒน์&nbsp;รุ่งสาคร&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี&nbsp;</strong>เป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระบรมราชานุเคราะห์&nbsp;สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ&nbsp;สยามมกุฎราชกุมาร&nbsp;และโครงการหน่วยงานบำบัดทุกข์&nbsp;บำรุงสุข&nbsp;สร้างรอยยิ้มให้ประชาชนจังหวัดลพบุรี&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;ณ&nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบลหนองมะค่า&nbsp;อำเภอโคกเจริญ&nbsp;จังหวัดลพบุรี&nbsp;ในสถานการณ์ปัจจุบันมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;covid-19&nbsp;ทำให้วิถีการทำเกษตรเปลี่ยนไปการรวมกลุ่มการทำกิจกรรมทางการเกษตรไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติเกษตรกรไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้เท่าที่ควร&nbsp;เนื่องจากช่องทางจำหน่ายลดลงทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงต้นทุนผลิตสินค้าเกษตรมีราคาสูง&nbsp;ขาดอำนาจการต่อรอง&nbsp;ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง&nbsp;และยังประสบปัญหาด้านการเกษตรด้านโรค&nbsp;แมลง&nbsp;ศัตรูพืชระบาด&nbsp;จะเห็นว่าปัญหาด้านการเกษตรมีความหลากหลาย&nbsp;จึงจำเป็นต้องบูรณาการ&nbsp;ออกหน่วยให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพการเกษตรและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน&nbsp;เพื่อให้บริการเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาการผลิตด้านการเกษตรอย่างรวดเร็ว&nbsp;อย่างทั่วถึง&nbsp;และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร&nbsp;บูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานส่งเสริม&nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ&nbsp;ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรร่วมกัน&nbsp;ให้สามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;และยั่งยืน<strong>สำหรับหน่วยคลินิกเกษตรที่เปิดให้บริการ&nbsp;จำนวน&nbsp;18&nbsp;คลินิก&nbsp;</strong>เช่น&nbsp;คลินิกด้านพืช,&nbsp;สัตว์,&nbsp;ประมง,&nbsp;ดินและปุ๋ย&nbsp;และคลินิกอื่นๆ&nbsp;ซึ่งเป็นการให้บริการคลินิกเกษตรของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;มีเกษตรกรให้ความสนใจมาร่วมงานและเข้ารับบริการทางการเกษตรไม่น้อยกว่า&nbsp;100&nbsp;ราย&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังนำหน่วยงานราชการ&nbsp;หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ&nbsp;ภาคเอกชน&nbsp;ในระดับจังหวัดนำบริการต่างๆมากกว่า&nbsp;50&nbsp;หน่วยงาน&nbsp;มาให้บริการประชาชนในพื้นที่โดยตรง&nbsp;รวมทั้งเพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อนและต้องการของประชาชน&nbsp;เพื่อนำไปพิจารณาให้การช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในโครงการหน่วยงานบำบัดทุกข์&nbsp;บำรุงสุข&nbsp;สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน&nbsp;และยังมีพิธีมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนที่ยากไร้&nbsp;จำนวน&nbsp;50&nbsp;ชุด,&nbsp;มอบเครื่องนุ่งห่มให้แก่ประชาชนผู้ประสบปัญหาสาธารณภัย&nbsp;จำนวน&nbsp;30&nbsp;ชุด,&nbsp;มอบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า&nbsp;กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา&nbsp;เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ&nbsp;สยามบรมราชกุมารี&nbsp;จำนวน&nbsp;4&nbsp;ทุน&nbsp;และพิธีมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่ประชาชนผู้ประสบปัญหาทางสังคม&nbsp;จำนวน&nbsp;20&nbsp;ทุน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-27T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	ลพบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127175623230
237	ปศุสัตว์ จ.ประจวบฯ เร่งควบคุมโรค ASF ในฟาร์มสุกร 2 อำเภอ ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในฟาร์มที่พบการระบาดทุกสัปดาห์เป็นเวลา 1 เดือน พร้อมเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งสุกรจากฟาร์มอื่นๆ ตรวจหาเชื้อ	<p><strong>(27&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;นายยุษฐิระ&nbsp;บัณฑุกุล&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>จากกรณีตรวจพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;หรือ&nbsp;ASF&nbsp;ในฟาร์มสุกร&nbsp;3&nbsp;แห่งใน&nbsp;อ.เมือง&nbsp;และ&nbsp;อ.ทับสะแก&nbsp;ได้มีการทำลายซากสุกร&nbsp;117&nbsp;ตัว&nbsp;ต่อมามีการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ชั่วคราว&nbsp;20&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;ถึงวันที่&nbsp;18&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2565&nbsp;เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกรในรัศมี&nbsp;5&nbsp;กม.&nbsp;รอบจุดเกิดโรค&nbsp;ล่าสุดยืนยันว่ายังไม่มีฟาร์มหมูในพื้นที่อื่นติดเชื้อเพิ่ม&nbsp;พร้อมแจ้งนายอำเภอประสานกับเจ้าหน้าที่ตำบล&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;ตรวจสอบไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมายตาม&nbsp;พ.ร.บ.&nbsp;โรคระบาดสัตว์&nbsp;2558&nbsp;ขณะนี้มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในฟาร์มที่พบการระบาดทุกสัปดาห์เป็นเวลา&nbsp;1&nbsp;เดือน&nbsp;สำหรับฟาร์มอื่นในรัศมีรอบจุดเกิดโรค&nbsp;1&nbsp;กม.&nbsp;กรณีรายย่อยให้นำสุกรเข้าโรงฆ่าสัตว์ในพื้นที่ใกล้ที่สุดหรือภายในจังหวัดเท่านั้น&nbsp;กรณีผู้เลี้ยงขนาดกลาง&nbsp;ขนาดใหญ่&nbsp;ให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างโรงเรือนละ&nbsp;3&nbsp;ตัวอย่าง&nbsp;ประกอบด้วยเลือดหรือน้ำลาย&nbsp;สารคัดหลั่งไปตรวจสอบหาเชื้อ&nbsp;ส่วนฟาร์มในรัศมีรอบจุดเกิดโรค&nbsp;5&nbsp;กม.&nbsp;ให้ผู้เลี้ยงเฝ้าระวังอาการของสุกร</p><p><strong>นายยุษฐิระ&nbsp;กล่าวอีกว่า&nbsp;</strong>ได้กำหนดแนวทางการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของฟาร์มรายย่อยโดยควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกรในพื้นที่รัศมี&nbsp;5&nbsp;กม.&nbsp;รอบจุดเกิดโรค&nbsp;ยานพาหนะทุกคันที่มีการขนย้ายสุกรหรือซากสุกร&nbsp;ให้ทำความสะอาดล้างรถทุกครั้งและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่จุดตรวจด่านกักกันสัตว์หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ&nbsp;ก่อนนำสุกรหรือซากสุกรขึ้นยานพาหนะ&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;สั่งการให้ฝ่ายสุขภาพสัตว์เร่งสร้างเครือข่ายช่องทางการแจ้งโรค&nbsp;เก็บตัวอย่างจากฟาร์ม&nbsp;โรงฆ่าสุกร&nbsp;และสถานที่จำหน่ายเนื้อสุกร&nbsp;ตามแผนงานที่กำหนด&nbsp;สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยขอความร่วมมือรถจับสุกรให้ทำความสะอาดรถทุกครั้งหลังจับ&nbsp;ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปศุสัตว์อำเภอ&nbsp;ให้พ่นรถจับสุกรทุกครั้งก่อนออกใบอนุญาตให้เคลื่อนย้าย</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p><p>&nbsp;</p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคตะวันตก	ประจวบคีรีขันธ์	สวท.ประจวบคีรีขันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127154557165
238	สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท จัดงานรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตรภาคกลาง ณ แปลงใหญ่ข้าว หมู่ที่ 10 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี	<p><strong>วันนี้&nbsp;(&nbsp;27&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;)&nbsp;ที่แปลงใหญ่ข้าว&nbsp;หมู่&nbsp;10&nbsp;ตำบลแพรกศรีราชา</strong>&nbsp;อำเภอสรรคบุรี&nbsp;จังหวัดชัยนาท&nbsp;นางอัญชลี&nbsp;สุวจิตตานนท์&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดงานรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตร&nbsp;โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรปี&nbsp;2565&nbsp;โดยมี&nbsp;นายสุชาติ&nbsp;อ่อนดำ&nbsp;เกษตรจังหวัดชัยนาท&nbsp;กล่าวให้การต้อนรับ&nbsp;พร้อมด้วยผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;และหน่วยงานในจังหวัดชัยนาท&nbsp;ร่วมกิจกรรม&nbsp;</p><p><strong>นายวีระชัย&nbsp;เข็มวงษ์&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเกษตร&nbsp;และพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;1&nbsp;จังหวัดชัยนาท&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;1&nbsp;จังหวัดชัยนาทร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท&nbsp;จัดงานรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตรภาคกลาง&nbsp;ณ&nbsp;แปลงใหญ่ข้าว&nbsp;หมู่ที่&nbsp;10&nbsp;ตำบลแพรกศรีราชา&nbsp;อำเภอสรรคบุรี&nbsp;จังหวัดชัยนาท&nbsp;เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น&nbsp;จากการเผาในพื้นที่การเกษตรและสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา&nbsp;เป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการทำการเกษตรแบบปลอดการเผาได้อย่างยั่งยืน&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;ภายในงาน&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;กิจกรรมสร้างการรับรู้และกิจกรรมเสนอทางเลือกลดการเผา&nbsp;อาทิ&nbsp;การแสดงนิทรรศการ&nbsp;เช่น&nbsp;ผลกระทบจากการเผา&nbsp;การไถกลบตอซัง&nbsp;บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว&nbsp;เชื้อเพลิงชีวมวลจากฟางข้าว&nbsp;ใบอ้อย&nbsp;และเหง้ามันสำปะหลัง&nbsp;การสาธิตการใช้ประโยชน์จากวัสดุทางการเกษตร&nbsp;เช่น&nbsp;การแปรรูปการใช้&nbsp;และของประดับจากฟางข้าว&nbsp;การเพาะเห็ดจากฟางข้าว&nbsp;การอัดฟางก้อน&nbsp;การทําปุ๋ยหมักจากฟางข้าวการให้บริการด้านวิชาการ&nbsp;เช่น&nbsp;บริการตรวจวิเคราะห์ดิน&nbsp;การผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช&nbsp;เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบลดโลกร้อน&nbsp;และเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าวโดยการปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์&nbsp;ในแปลงใหญ่ข้าว&nbsp;ด้านเมล็ดพันธุ์และการปลูกข้าวโพดหลังนา&nbsp;เทคโนโลยีการปลูกอ้อย&nbsp;การใช้ปุ๋ยและการปรับปรุงดิน&nbsp;และให้คำแนะนำแหล่งเงินทุน&nbsp;เป็นต้น&nbsp;รวมถึงส่งเสริมการตลาด&nbsp;โดยการนำผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากตลาดเกษตรกร&nbsp;มาร่วมจำหน่ายภายในงาน</p><p><br></p><p>ส.ปชส.ชัยนาท</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	ชัยนาท	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยนาท	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127171645211
239	ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง  ร่วมกับ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย  ตรวจเยี่ยมตลาดเกษตรจังหวัดตรัง	<p><strong>นายขจรศักดิ์&nbsp;เจริญโสภา&nbsp;&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง&nbsp;</strong>&nbsp;ตรวจเยี่ยมตลาดเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;ร่วมกับ&nbsp;นายอภินันท์&nbsp;เผือกผ่อง&nbsp;ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;เขตตรวจราชการที่&nbsp;6&nbsp;&nbsp;ณ&nbsp;&nbsp;&nbsp;ศูนย์แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนจังหวัดตรัง&nbsp;ตำบลทับเที่ยง&nbsp;อำเภอเมืองตรัง&nbsp;โดยมีเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;นายอำเภอเมืองตรัง&nbsp;ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการตลาดเกษตรกรเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ที่กำหนดให้ทุกจังหวัดมีสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตร&nbsp;หรือมีแหล่งกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัย&nbsp;โดยตลาดเกษตรกรจังหวัดตรัง&nbsp;ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี&nbsp;2557&nbsp;สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรจำนวนมากกว่า&nbsp;75&nbsp;ล้านบาท&nbsp;มีผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ&nbsp;เป็นของเกษตรกรรายเดี่ยว&nbsp;กลุ่มเกษตรกร&nbsp;Young&nbsp;Smart&nbsp;Farmer&nbsp;วิสาหกิจชุมชน&nbsp;แม่บ้านเกษตรกร&nbsp;กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่&nbsp;รวมแล้วกว่า&nbsp;45&nbsp;ร้านค้า&nbsp;สินค้าในตลาดเกษตรกรจังหวัดตรัง&nbsp;ได้รับการรับรองมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้&nbsp;มาตรฐานสินค้าเกษตร&nbsp;เช่น&nbsp;GAP&nbsp;อย.&nbsp;เกษตรอินทรีย์&nbsp;มผช.&nbsp;เป็นต้น&nbsp;จึงมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-27T00:00:00	NULL	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127161333176
240	เกษตรนาโยง ร่วมกับเกษตรจังหวัดตรัง ติดตามการดำเนินงานโครงการ ศพก. และโครงการพัฒนาและสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก (งบกลาง ปี 2564)	<p><strong>วันนี้&nbsp;(&nbsp;27&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;&nbsp;นายอำนาจ&nbsp;เซ่งเซี่ยง&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร</strong>ชำนาญการพิเศษ&nbsp;รักษาราชการแทน&nbsp;เกษตรอำเภอนาโยง&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาโยง&nbsp;ร่วมกับนางพรทิพย์&nbsp;ศรีสมโภชน์&nbsp;หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ&nbsp;พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;ติดตามการดำเนินงานโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;ของนายประกิจ&nbsp;จิตรใจภักดิ์&nbsp;หมู่ที่&nbsp;5&nbsp;ตำบลนาโยงเหนือ&nbsp;อำเภอนาโยง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;(ศพก.หลัก&nbsp;อำเภอนาโยง)&nbsp;และโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก&nbsp;(งบกลาง&nbsp;ปี&nbsp;2564)&nbsp;ในพื้นที่อำเภอนาโยง&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;จำนวน&nbsp;3&nbsp;โครงการ&nbsp;มีเป้าหมายดังนี้&nbsp;</p><p>1.โครงการส่งเสริมการใช้ระบบน้ำอัจฉริยะและพลังงานทางเลือก&nbsp;(โซลาเซลล์)&nbsp;ในไม้ผลเศรษฐกิจจังหวัดตรัง&nbsp;จำวน&nbsp;1&nbsp;แปลง&nbsp;ของนายแปลง&nbsp;รักภักดี&nbsp;หมู่&nbsp;8&nbsp;ต.นาข้าวเสีย&nbsp;อ.นาโยง&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;ซึ่งดำเนินการติดตั้งระบบน้ำและใช้งานเรียบร้อยแล้ว</p><p>2.โครงการปลูกพืชทางเลือกเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจังหวัดตรัง&nbsp;จำนวน&nbsp;3&nbsp;ราย&nbsp;เกษตรกร&nbsp;ได้รับมอบต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ต้น&nbsp;และพริกไทย&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;ต้น&nbsp;เป้าหมายติดตามแปลงของเกษตรกร&nbsp;หมู่ที่&nbsp;11&nbsp;ตำบลโคกสะบ้า&nbsp;ได้แก่&nbsp;นางพรเพ็ญ&nbsp;มากชัย&nbsp;นางสุคนธ์&nbsp;นาคประสิทธิ์&nbsp;และนายเกษม&nbsp;ทองขาว&nbsp;ดำเนินการปลูกเรียบร้อยแล้ว</p><p>3.โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;จำนวน&nbsp;1&nbsp;จุด&nbsp;ได้แก่&nbsp;ศพก.หลัก&nbsp;(นายประกิจ&nbsp;จิตรใจภักดิ์)&nbsp;ได้รับเครื่องสูบน้ำแบบโซลาเซลล์&nbsp;ผลตอบรับหลังจากเข้าร่วมโครงการพบว่า&nbsp;เกษตรกรมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127165456196
241	โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร	<p><strong>วันที่&nbsp;27&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;10:00&nbsp;น.&nbsp;นายวรพันธุ์&nbsp;สุวัณณุสส์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี</strong>&nbsp;เป็นประธานในพิธี&nbsp;เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์&nbsp;สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ&nbsp;สยามมกุฎราชกุมาร&nbsp;จังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;ครั้งที่&nbsp;1/2565&nbsp;ที่อาคารตลาดนัดบ้านวังมืด&nbsp;หมู่ที่&nbsp;5&nbsp;ตำบลบุพราหมณ์&nbsp;อำเภอนาดี&nbsp;จังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;</p><p><strong>โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;ได้จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่</strong>ในพระราชานุเคราะห์&nbsp;สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ&nbsp;สยามมกุฎราชกุมารขึ้น&nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ&nbsp;ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่มีปัญหา&nbsp;ได้รับการบริการทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว&nbsp;ทั่วถึง&nbsp;และครบถ้วน&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยวิชาการ&nbsp;หน่วยงานส่งเสริม</strong>&nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ร่วมพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน&nbsp;เป็นการสืบสาน&nbsp;รักษาและต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช&nbsp;บรมนาถบพิตร&nbsp;และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์&nbsp;พระบรมราชินีนาถ&nbsp;พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&nbsp;ที่ได้ทรงทุ่มเทพระวรกาย&nbsp;พระวิริยะอุตสาหะ&nbsp;เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหา&nbsp;และบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรในทุกๆ&nbsp;ด้าน</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคตะวันออก	ปราจีนบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127181815249
242	เกษตรนครพนม เดินหน้าถ่ายทอดความรู้พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เป็น (Young Smart Farmer) ยกระดับการเกษตรสมัยใหม่ด้วยคนรุ่นใหม่	<p><strong>วันนี้&nbsp;(27&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;</strong>ณ&nbsp;บริเวณศูนย์การเรียนรู้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่&nbsp;22&nbsp;ตำบลบ้านแก้ง&nbsp;อำเภอนาแก&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม&nbsp;ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอนาแก&nbsp;จัดอบรมถ่ายทอดความรู้ภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง&nbsp;(Smart&nbsp;Farmer)&nbsp;กิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่&nbsp;หลักสูตรพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่&nbsp;ให้เป็น&nbsp;(Young&nbsp;Smart&nbsp;Farmer)&nbsp;ซึ่งดำเนินการเป็นระยะที่&nbsp;1&nbsp;เกษตรกรเป้าหมาย&nbsp;จำนวน&nbsp;40&nbsp;ราย&nbsp;ดำเนินการจัดในระหว่างวันที่&nbsp;27-&nbsp;28&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพและความสามารถด้านการเกษตรทดแทนเกษตรกรที่สูงอายุ&nbsp;และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต&nbsp;การบริหารจัดการ&nbsp;และด้านการตลาด&nbsp;ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของสินค้าภาคการเกษตรเพิ่มมากขึ้น&nbsp;เกิดการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำทางการเกษตร&nbsp;พึ่งพาตนเองและครอบครัว&nbsp;เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเกษตรได้อย่างมั่นคง</p><p><strong>สำหรับการขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่&nbsp;</strong>สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนมได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรทุกคนได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรับกับสถานการณ์ด้านการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&nbsp;โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยมีความพร้อม&nbsp;มีความรู้&nbsp;ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร&nbsp;จึงได้กำหนดคำนิยามของเกษตรกรปราดเปรื่อง&nbsp;(Smart&nbsp;-Farmer)&nbsp;หมายถึง&nbsp;ผู้ประกอบการเกษตรที่มีการใช้เทคโนโลยี&nbsp;และการบริหารจัดการเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างทันยุคสมัย&nbsp;มีความเข้มแข็ง&nbsp;พึ่งพาตนเองได้และถือเป็นเป้าหมายในการพัฒนาเกษตรกร&nbsp;รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม&nbsp;มุ่งเน้นให้มีความสามารถในการบริหารจัดการกลุ่มทั้ง&nbsp;6&nbsp;ด้าน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การบริหารจัดการองค์กร&nbsp;ทุนและทรัพยากร&nbsp;ผลประโยชน์ของสมาชิก&nbsp;ความรู้ความสามารถของสมาชิกและองค์กร&nbsp;และการบริหารเชิงธุรกิจ&nbsp;เพื่อให้เกิดกลุ่มที่เข้มแข็ง&nbsp;&nbsp;นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน&nbsp;ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพของกรมส่งเสริมการเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น&nbsp;และยังได้ดำเนินงานสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาตั้งแต่&nbsp;ปี&nbsp;2551&nbsp;&nbsp;มุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเป็นรายบุคคลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต&nbsp;การบริหารจัดการธุรกิจ&nbsp;และการใช้ระบบสารสนเทศ</p><p><strong>การดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง&nbsp;(Smart&nbsp;Farmer)&nbsp;</strong>มีการแบ่งช่วงอายุของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่&nbsp;&nbsp;คือ&nbsp;อายุ&nbsp;17-45&nbsp;ปี&nbsp;จึงยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น&nbsp;Young&nbsp;Smart&nbsp;Farmer&nbsp;เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่ายโดยให้เกษตรกรเป็น&nbsp;ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง&nbsp;และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น&nbsp;ผู้จัดการเรียนรู้&nbsp;มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถด้านการเกษตร&nbsp;ทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ&nbsp;และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม&nbsp;โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้&nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด&nbsp;จนเป็นเกษตรกรมืออาชีพที่เป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น&nbsp;และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ&nbsp;ขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง&nbsp;และดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p><strong>การสร้าง&nbsp;Young&nbsp;Smart&nbsp;Farmer&nbsp;</strong>ถือเป็นการเสริมสร้างความรู้ด้านการเกษตรแบบรุ่นใหม่ให้กับเยาวชนตั้งแต่สถาบันการศึกษาในระดับประถม&nbsp;หรือเยาวชนทั่วไป&nbsp;ที่เยาวชนซึ่งเป็นบุตรหลานของเกษตรกรให้รู้เรื่องการตั้งแต่ต้นน้ำ&nbsp;คือ&nbsp;วิเคราะห์สภาพดิน&nbsp;การเตรียมดิน&nbsp;การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์&nbsp;การดูแลจัดการด้วยระบบเกษตรแม่นยำ&nbsp;การเก็บเกี่ยว&nbsp;การแปรรูป&nbsp;การตลาดให้ครบวงจร&nbsp;เพื่อสร้างเยาวชนเหล่านี้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในอนาคต&nbsp;ที่สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร&nbsp;ทั้งมีความภาคภูมิใจและความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร&nbsp;พึ่งพาตนเอง&nbsp;และเป็นที่พึ่งให้แก่เพื่อนเกษตรกรได้&nbsp;และสำหรับคุณสมบัติของ&nbsp;Young&nbsp;Smart&nbsp;Farmer&nbsp;จะต้องมีความรู้เรื่องที่ทำ&nbsp;มีข้อมูลตัดสินใจ&nbsp;มีการจัดการผลผลิต/ตลาด&nbsp;ใส่ใจคุณภาพ&nbsp;รับผิดชอบสังคม/สิ่งแวดล้อม&nbsp;ภาคภูมิใจที่เป็นเกษตรกร&nbsp;โดยเกษตรกรรุ่นใหม่จะต้องได้รับการประเมินศักยภาพและต้องผ่านคุณสมบัติด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า&nbsp;180,000&nbsp;บาทต่อครัวเรือนต่อปี&nbsp;และมีอายุระหว่าง17-&nbsp;45&nbsp;ปี</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;เกษตรกรและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ&nbsp;&nbsp;Young&nbsp;&nbsp;Smart&nbsp;Farmer&nbsp;</strong>สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัด&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>	2022-01-27T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	นครพนม	สวท.นครพนม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128000846407
243	"จ.สุรินทร์ ประชุมขับเคลื่อนโครงการ ""สุรินทร์รุ่งเรือง สู่เมืองเกษตรอินทรีย์"""	"<p><strong>ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์&nbsp;</strong>นางพิรุณวรรณน์&nbsp;จงใจภักดิ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์&nbsp;มอบหมาย&nbsp;นางกรรณชนันจ์&nbsp;คชสีห์&nbsp;นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ&nbsp;พร้อมเจ้าหน้าทีประจำศูนย์ข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์&nbsp;กลุ่มงานกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า&nbsp;สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์&nbsp;</p><p><strong>ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการ&nbsp;""สุรินทร์รุ่งเรือง&nbsp;สู่เมืองเกษตรอินทรีย์""&nbsp;</strong>คณะทำงานด้านการตรวจรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม&nbsp;(PGS&nbsp;Surin&nbsp;Model)&nbsp;และคณทำงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาการปลูกข้าวอินทรีย์&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p>"	2022-01-28T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	สุรินทร์	สวท.สุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128085807430
244	รณรงค์เข้ม สร้างเครือข่ายลดการเผาในพื้นที่ภาคกลาง เน้นใช้เทคโนโลยีจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร	<p><strong>นางอัญชลี&nbsp;สุวจิตตานนท์&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;1&nbsp;จังหวัดชัยนาท&nbsp;จัดงานรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตรภาคกลางขึ้น&nbsp;ที่แปลงใหญ่ข้าว&nbsp;ตำบลแพรกศรีราชา&nbsp;อำเภอสรรคบุรี&nbsp;จังหวัดชัยนาท&nbsp;เพื่อรณรงค์เน้นหนักให้เกษตรกรมีความตระหนักถึงข้อเสียของการเผาในพื้นที่การเกษตรและนำเสนอเทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;ซึ่งมีจังหวัดในความรับผิดชอบ&nbsp;9&nbsp;จังหวัด&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;กรุงเทพมหานคร&nbsp;นนทบุรี&nbsp;ปทุมธานี&nbsp;พระนครศรีอยุธยา&nbsp;อ่างทอง&nbsp;สิงห์บุรี&nbsp;ลพบุรี&nbsp;สระบุรี&nbsp;และชัยนาท&nbsp;มีพื้นที่การเกษตรประมาณ&nbsp;7&nbsp;ล้านไร่&nbsp;</p><p><strong>โดยจากฐานข้อมูลของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ</strong>&nbsp;&nbsp;(องค์การมหาชน)&nbsp;ในปี&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;พบว่ามีจุด&nbsp;Hotspot&nbsp;ในพื้นที่การเกษตรภาพรวม&nbsp;ระหว่างเดือนมกราคม&nbsp;-&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;2564&nbsp;จำนวน&nbsp;360&nbsp;จุด&nbsp;คิดเป็นพื้นที่&nbsp;18,031&nbsp;ไร่&nbsp;&nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปลูกข้าว&nbsp;สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่&nbsp;1&nbsp;จังหวัดชัยนาท&nbsp;ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาในชุมชนต้นแบบ&nbsp;12&nbsp;ชุมชน&nbsp;&nbsp;และพบว่า&nbsp;หลายพื้นที่ประสบความสำเร็จทั้งลดการเผาและสร้างรายได้แก่ชุมชนจากการผลิตและจำหน่ายฟางก้อน&nbsp;ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลจากใบอ้อย&nbsp;ข้าวโพด&nbsp;ฟางข้าว&nbsp;การเพาะเห็ดจากฟางข้าว&nbsp;ผลิตปุ๋ยหมักสร้างมูลค่า&nbsp;</p><p><strong>สำหรับผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;</strong>ภาพรวมทั้งประเทศ&nbsp;จากการสำรวจจากดาวเทียมระหว่างวันที่&nbsp;1&nbsp;มกราคม&nbsp;-&nbsp;31&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;&nbsp;2564&nbsp;พบจุดความร้อน&nbsp;ในประเทศไทย&nbsp;จำนวน&nbsp;12,705&nbsp;จุด&nbsp;ลดลงจากเดิมในปี&nbsp;2563&nbsp;ซึ่งพบจุดความร้อน&nbsp;จำนวน&nbsp;26,310&nbsp;จุด&nbsp;โดยอยู่ในพื้นที่การเกษตร&nbsp;จำนวน&nbsp;3,320&nbsp;จุด&nbsp;ลดลงจากเดิมในปี&nbsp;2563&nbsp;จำนวน&nbsp;6,285&nbsp;จุด&nbsp;</p><p><strong>ในปี&nbsp;2565&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;</strong>ตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่การเกษตรในเขตจังหวัดภาคกลางให้เป็นศูนย์&nbsp;หรือน้อยกว่าปี&nbsp;2564&nbsp;โดยใช้กลไกเครือข่ายเกษตรกร&nbsp;ทำหน้าที่สื่อสารสร้างการรับรู้&nbsp;สร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการเผาในพื้นที่การเกษตรและจัดงานรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตร&nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตรเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เกษตรกรเกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและเกิดจิตสำนึกตระหนักถึงผลเสียจากการเผา&nbsp;และมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128102232471
245	สวนส้มโชกุนตรัง ราคาดีสวนกระแสส้มภาคอื่น  ผลผลิตเยอะ รสชาติหวานอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาดออนไลน์ทั่วประเทศ เฉพาะเทศกาลตรุษจีนเจ้าของสวนเตรียมไว้ 40,000 กิโลกรัม พร้อมกับประกาศปรับลดราคาลง 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยประชาชนในภาวะของแพง	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ที่สวนส้ม&nbsp;ไร่วังน้ำค้าง&nbsp;หมู่ที่&nbsp;11&nbsp;บ้านเจ้าพะ&nbsp;ตำบลปะเหลียน&nbsp;อำเภอปะเหลียน</strong>&nbsp;จังหวัดตรัง&nbsp;สวนส้ม&nbsp;โชกุนที่มีชื่อเสียงของ&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;และได้ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;จากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็นสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยจากสารเคมี&nbsp;พบว่าคนงานกำลังเร่งเก็บผลผลิต&nbsp;เพื่อเตรียมส่งขายในช่วงเทศกาลตรุษจีน&nbsp;ซึ่งมีออเดอร์จากการขายออนไลน์เข้ามาจำนวนมาก&nbsp;ทั้งจากในจังหวัด&nbsp;และจากจังหวัดอื่นๆ&nbsp;ทั่วประเทศ&nbsp;สวนกระแสส้มของจังหวัดอื่นๆ&nbsp;ที่ราคาตก&nbsp;โดยส้มทั้งหมดที่กำลังออกผลผลิตในปีนี้รวมประมาณ&nbsp;&nbsp;80,000&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;จากเนื้อที่ประมาณ&nbsp;70&nbsp;ไร่&nbsp;เป็นส้มที่ออกในฤดูกาล&nbsp;คือ&nbsp;ฤดูแล้ง&nbsp;ทำให้รสชาติหวาน&nbsp;อร่อย&nbsp;และปลอดสารพิษ&nbsp;จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้า&nbsp;เฉพาะเทศกาลตรุษจีนปีนี้&nbsp;เตรียมส้มไว้ทั้งหมด&nbsp;40,000&nbsp;กก.&nbsp;โดยทุกปีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรังจะเข้าไปเก็บตัวอย่างผลผลิตตรวจหาสารเคมี&nbsp;โดยเมื่อเร็วๆ&nbsp;นี้ก็เดินทางเข้าไปเก็บเช่นกัน&nbsp;แต่ผลยังไม่ออกมา&nbsp;แต่ยืนยันได้ว่าเป็นส้มปลอดสารเคมี&nbsp;100%</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายอดิเรก&nbsp;คงวิทยา&nbsp;เจ้าของสวน&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ในปีนี้ส้มโชกุนให้ผลผลิตดีกว่าปีที่ผ่านมา&nbsp;รวมประมาณ&nbsp;80,000&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;&nbsp;โดยเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา&nbsp;เบื้องต้น&nbsp;เก็บไปแล้ว&nbsp;2&nbsp;รอบ&nbsp;รวมประมาณ&nbsp;10,000&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;เหลืออีกประมาณ&nbsp;70,000&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;กำลังทยอยเก็บ&nbsp;เชื่อว่าสามารถเก็บผลผลิตต่อไปได้จนถึงเทศกาลเช็งเม้ง&nbsp;หรือประมาณเดือนมีนาคม&nbsp;หรือเมษายน&nbsp;เฉพาะเทศกาลตรุษจีนปีนี้ได้เตรียมผลผลิต&nbsp;และกำลังเร่งให้คนงานเก็บทั้งกลางวันและกลางคืน&nbsp;เพื่อส่งจำหน่ายประมาณ&nbsp;&nbsp;40,000&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;&nbsp;ซึ่งปีนี้ไม่มีการปรับราคา&nbsp;แต่มีการลดราคาให้ลูกค้ากิโลกรัมละ&nbsp;10&nbsp;บาท&nbsp;ทุกไซต์&nbsp;ทุกขนาด&nbsp;เพื่อช่วยประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากภาวะของแพง&nbsp;โดยมีทั้งหมดประมาณ&nbsp;5&nbsp;ขนาด&nbsp;จำหน่ายตั้งแต่ราคากิโลกรัมละ&nbsp;80&nbsp;&nbsp;150&nbsp;บาท&nbsp;เช่น&nbsp;ส้มขนาด&nbsp;5&nbsp;ลูกต่อ&nbsp;กก.&nbsp;ขาย&nbsp;กก.ละ&nbsp;150&nbsp;บาท&nbsp;จากเดิม&nbsp;160&nbsp;บาท&nbsp;,&nbsp;ขนาด&nbsp;6&nbsp;ลูกต่อ&nbsp;กก.&nbsp;ขาย&nbsp;กก.ละ&nbsp;140&nbsp;บาท&nbsp;จากเดิม&nbsp;กก.ละ&nbsp;150&nbsp;บาท,&nbsp;ขนาด&nbsp;7&nbsp;ลูก&nbsp;กก.ขาย&nbsp;กก.ละ&nbsp;120&nbsp;บาท&nbsp;จากเดิม&nbsp;กก.ละ&nbsp;130&nbsp;บาท,&nbsp;ขนาด&nbsp;8&nbsp;-&nbsp;9&nbsp;ลูกต่อ&nbsp;กก.&nbsp;ขาย&nbsp;กก.ละ&nbsp;100&nbsp;บาท&nbsp;จากเดิมกก.ละ&nbsp;110&nbsp;บาท&nbsp;และขนาดเล็กสุด&nbsp;11-12&nbsp;ลูกต่อกก.ขายกก.ละ&nbsp;70&nbsp;บาท&nbsp;จากเดิมกก.ละ&nbsp;80&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;ซึ่งส้มทั้งหมดเป็นส้มเกรดเอคัดไซส์&nbsp;โดยขนาดที่ได้รับความนิยมในช่วงเทศกาลตรุษจีน&nbsp;ได้แก่&nbsp;ขนาด&nbsp;6&nbsp;ลูกต่อ&nbsp;กก.&nbsp;และขนาด&nbsp;7&nbsp;ลูกต่อ&nbsp;กก.</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>นายอดิเรก&nbsp;คงวิทยา&nbsp;เจ้าของสวน&nbsp;กล่าวอีกว่า</strong>&nbsp;แม้ผลผลิตส้มจะออกมาก&nbsp;ราคาดี&nbsp;มีรายได้เพิ่ม&nbsp;แต่ต้องประสบกับปัญหาราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น&nbsp;จากเดิมปุ๋ยกระสอบละ&nbsp;800&nbsp;-&nbsp;900&nbsp;บาท&nbsp;ขณะนี้ปรับราคาขึ้นเป็นกระสอบละกว่า&nbsp;1,200&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;ซึ่งตนเองจะต้องใส่ปุ๋ยปีละ&nbsp;3&nbsp;รอบ&nbsp;แต่ละรอบจะต้องจ่ายค่าปุ๋ยเพิ่มขึ้นถึง&nbsp;60,000&nbsp;บาท&nbsp;ทำให้ในปีนี้ต้องจ่ายเงินค่าปุ๋ยเพิ่มสูงขึ้นทั้งหมด&nbsp;180,000&nbsp;บาท&nbsp;ทำให้เดือดร้อนหนักเหมือนกับเกษตรกรรายอื่นๆ&nbsp;แต่สิ่งที่ตนเองสงสัย&nbsp;คือ&nbsp;ทำไมประเทศเพื่อนบ้านเขาผลิตและส่งออกปุ๋ยได้&nbsp;แต่ทำไมประเทศไทยไม่ผลิตปุ๋ยเคมีใช้เองภายในประเทศ&nbsp;แต่ต้องพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ย&nbsp;ตนเองสงสัยมาก&nbsp;จึงอยากวอนขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาปุ๋ย&nbsp;ให้เป็นราคาที่เหมาะสม&nbsp;ไม่ใช่แพงมากขนาดนี้&nbsp;ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สำหรับไร่วังน้ำค้าง&nbsp;มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ&nbsp;130&nbsp;ไร่&nbsp;</strong>แบ่งเป็น&nbsp;พื้นที่ปลูกส้มโชกุน&nbsp;รวม&nbsp;70&nbsp;ไร่&nbsp;และ&nbsp;60&nbsp;ไร่&nbsp;เป็นสวนผลไม้และการเกษตรผสมผสาน&nbsp;เช่น&nbsp;ส้มโอ&nbsp;ทุเรียน&nbsp;กระท้อน&nbsp;และพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นอื่นๆ&nbsp;เป็นต้น&nbsp;&nbsp;โดยผลผลิตส้มโชกุนจะออกปีละ&nbsp;2&nbsp;ครั้ง&nbsp;คือ&nbsp;ในฤดูกาล&nbsp;ประมาณธันวาคม&nbsp;-&nbsp;มีนาคม&nbsp;และนอกฤดูกาล&nbsp;ประมาณเดือนสิงหาคม&nbsp;-&nbsp;กันยายน&nbsp;ช่วงที่ไม่มีผลผลิตก็จะเป็นการพื้นฟูลำต้น&nbsp;และบำรุงดิน&nbsp;&nbsp;ใครสนใจติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์&nbsp;087&nbsp;&nbsp;2715052</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-28T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128130648556
246	ขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ภายใต้ยุทธศาสตร์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด	<p><strong>นายพิศาล&nbsp;พงศาพิชณ์</strong>&nbsp;เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ&nbsp;&nbsp;(มกอช.)&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์&nbsp;กำหนดวิสัยทัศน์&nbsp;เกษตรผลิต&nbsp;พาณิชย์ตลาด&nbsp;ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต&nbsp;เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก&nbsp;</p><p><strong>มกอช.&nbsp;ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ</strong>&nbsp;มาตรฐาน&nbsp;ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ&nbsp;โดยมีเลขาธิการ&nbsp;มกอช.&nbsp;และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ&nbsp;กระทรวงพาณิชย์&nbsp;เป็นประธานอนุกรรมการร่วม&nbsp;และมีผู้อำนวยการกองส่งเสริมมาตรฐาน&nbsp;มกอช.&nbsp;และผู้อำนวยการกองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก&nbsp;กรมการค้าต่างประเทศ&nbsp;เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม&nbsp;</p><p><strong>คณะอนุกรรมการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพฯ</strong>&nbsp;ได้มีการประชุมหารือร่วมกันและเห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรด้านคุณภาพ&nbsp;มาตรฐาน&nbsp;ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับในสินค้านำร่อง&nbsp;2&nbsp;ชนิด&nbsp;ได้แก่&nbsp;ข้าวและทุเรียน&nbsp;โดยมุ่งเน้นการผลักดันสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานให้มีมูลค่าสูง&nbsp;โดยการพัฒนาและเชื่อมโยงเกษตรกรที่ได้มาตรฐานการผลิตและมาตรฐานสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;(GI)&nbsp;ไปใช้&nbsp;รวมไปถึงการส่งเสริมการนำระบบตามสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ไปใช้&nbsp;เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและส่งเสริมการเชื่อมโยงสินค้ามาตรฐานกับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;</p><p><strong>ในปีงบประมาณ&nbsp;2564&nbsp;มีผลการดำเนินงาน</strong>&nbsp;ได้แก่&nbsp;การคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ได้มาตรฐาน&nbsp;GAP&nbsp;หรือ&nbsp;Organic&nbsp;และมาตรฐาน&nbsp;GI&nbsp;สำหรับสินค้านำร่องข้าวและทุเรียน&nbsp;สำหรับในปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;มีแผนการดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ&nbsp;โดยขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กำลังดำเนินการต่อเนื่องในสินค้าข้าวและส่งเสริมช่องทางการตลาดสำหรับสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและมีการใช้ระบบตามสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรทั้งช่องทางออฟไลน์และช่องทางออนไลน์&nbsp;อาทิ&nbsp;การเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มกลาง&nbsp;เกษตรผลิต&nbsp;&nbsp;พาณิชย์ตลาด&nbsp;บนแพลตฟอร์ม&nbsp;Thaitrade.com&nbsp;ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและแพลตฟอร์ม&nbsp;Phenixbox.com&nbsp;ของบริษัทแอสเสท&nbsp;เวิรด์&nbsp;คอร์ป&nbsp;จำกัด&nbsp;(มหาชน)&nbsp;ซึ่งได้เชื่อมโยงช่องทางเป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรไทยไว้บนหน้าเฉพาะ&nbsp;เกษตรผลิต&nbsp;&nbsp;พาณิชย์ตลาด&nbsp;บนเว็บไซต์&nbsp;Moc.go.th&nbsp;รวมถึงเว็บไซต์&nbsp;DGTFarm.com&nbsp;ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่&nbsp;มกอช.&nbsp;พัฒนาขึ้น</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128154717669
247	ทำขวัญเกลือ เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับพื้นที่	<p><strong>นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร</strong>&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เป็นประธานเปิดงานสืบสานพิธีทำขวัญเกลือและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือทะเลเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่&nbsp;ณ&nbsp;แปลงนาเกลือ&nbsp;หมู่ที่&nbsp;9&nbsp;ตำบลบ้านแหลม&nbsp;อำเภอบ้านแหลม&nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;โดยกรมส่งเสริมการเกษตร&nbsp;ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี&nbsp;สถาบันเกลือทะเล&nbsp;ศูนย์&nbsp;AIC&nbsp;เพชรบุรี&nbsp;มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี&nbsp;สหกรณ์เกลือและชาวนาเกลือ&nbsp;7&nbsp;จังหวัดในภาคกลาง&nbsp;ภาคใต้และภาคตะวันออก&nbsp;ซึ่งจะทำพิธีพร้อมกันทุกจังหวัด&nbsp;กำหนดจัดงานดังกล่าวขึ้น&nbsp;เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรชาวนาเกลือทะเล&nbsp;รวมถึงการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์&nbsp;วัฒนธรรมการทำนาเกลือทะเลของประเทศ&nbsp;สร้างการรับรู้&nbsp;ประชาสัมพันธ์การผลิตเกลือทะเลของประเทสไทย&nbsp;อีกทั้งเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาการทำนาเกลือทะเล&nbsp;และเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่&nbsp;โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับพื้นที่</p><p><strong>การจัดงานในครั้งนี้&nbsp;ถือเป็นการรื้อฟื้นประเพณีโบราณของนาเกลือ</strong>เพื่อความเป็นสิริมงคลฤกษ์งามยามดีเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสู่ผลผลิตที่สมบูรณ์ต่อยอดด้วยมาตรฐานและคุณภาพใหม่&nbsp;(มาตรฐานสินค้าเกษตร&nbsp;(มกษ.)&nbsp;และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี&nbsp;(GAP)&nbsp;ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายสร้าง&nbsp;Story&nbsp;สร้างแบรนด์ด้วยการตลาดยุคดิจิทัล&nbsp;</p><p><strong>เกลือทะเลมีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่กับประวัติศาสตร์ไทย</strong>&nbsp;ส่วนประวัติศาสตร์โลกนั้นในยุโรปยุคกรีก-โรมันเรียกเกลือว่า&nbsp;สสารแห่งพระเจ้า&nbsp;เป็นยุทธปัจจัยและสารอาหารที่สำคัญมาก&nbsp;การฟื้นฟูให้ความสำคัญกับพิธีทำขวัญเกลือจึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเกลือทะเลไทยเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและสร้างแบรนด์เกลือทะเลไทย&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังมีอีกพิธีกรรมคือ&nbsp;พิธีแรกนาเกลือในเดือนแรกของการเริ่มต้นฤดูกาลทำนาเกลือเมื่อแดดแรกมาถึงหลังสิ้นฤดูฝนในเดือนตุลาคม&nbsp;หรือพฤศจิกายน</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128154229655
248	ปศุสัตว์สมุทรปราการ ลงพื้นที่ตรวจตลาดและราคาสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน	<p><strong>วันนี้&nbsp;(28&nbsp;ม.ค.65)&nbsp;เวลา&nbsp;07.30&nbsp;น.&nbsp;นายสมยศ&nbsp;ปราณอุดมรัตน์&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดสมุทรปราการ&nbsp;</strong>พร้อมด้วย&nbsp;นางสาวชนิตา&nbsp;แช่มตระกูล&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรปราการ&nbsp;นายสาธิต&nbsp;กล่อมสวัสดิ์&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ&nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ร่วมกันตรวจตลาดและราคาสินค้าปศุสัตว์&nbsp;เนื่องในเทศกาลตรุษจีน&nbsp;ณ&nbsp;ตลาดสดบางฆ้อง&nbsp;และตลาดสดปากน้ำ&nbsp;(ท่าเรือวิบูลย์ศรี)&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดสมุทรปราการ&nbsp;เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์&nbsp;เช่น&nbsp;เนื้อสุกร&nbsp;เนื้อไก่&nbsp;และไข่สด&nbsp;เพื่อนำไปประกอบพิธีไหว้ขอพรเทพเจ้าและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในช่วงเทศกาลตรุษจีน</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสมุทรปราการ&nbsp;ได้มีการเข้มงวดตรวจสอบกระบวนการผลิต</strong>สินค้าปศุสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตของกรมปศุสัตว์&nbsp;รวมถึงการสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ&nbsp;เพื่อตรวจหาสารตกค้างต่างๆ&nbsp;ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค&nbsp;เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการตรวจสอบมีคุณภาพและปลอดภัย&nbsp;&nbsp;ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ&nbsp;โดยมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น&nbsp;ปัจจุบันมีสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองทั้งหมด&nbsp;7&nbsp;ชนิด&nbsp;ได้แก่&nbsp;เนื้อไก่&nbsp;เนื้อหมู&nbsp;เนื้อเป็ด&nbsp;เนื้อโค&nbsp;ไข่ไก่สด&nbsp;ไข่เป็ดสด&nbsp;และไข่นกกระทาสด&nbsp;โดยสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองโครงการปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;จะต้องจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มีความปลอดภัยต่อการบริโภค&nbsp;มาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ด้านผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ดี&nbsp;เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ&nbsp;ขอให้ประชาชนผู้บริโภคมั่นใจว่า</strong>&nbsp;สินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองนั้น&nbsp;มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาด&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;เหมาะสมแก่การบริโภค&nbsp;ปลอดจากสารตกค้าง&nbsp;ไม่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19&nbsp;และที่สำคัญสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต&nbsp;ดังนั้น&nbsp;ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้&nbsp;มั่นใจซื้อสินค้าปศุสัตว์&nbsp;ให้สังเกตตราสัญลักษณ์&nbsp;ปศุสัตว์&nbsp;OK&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการได้กำชับให้ผู้ประกอบการ&nbsp;ติดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน&nbsp;เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจ&nbsp;และใช้เครื่องชั่งให้ได้มาตรฐานที่กำหนด&nbsp;ซึ่งจะมีสติกเกอร์เครื่องชั่งที่ได้รับการตรวจจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สมุทรปราการ	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128134911578
249	เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด จัดพิธีมอบป้ายโครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า Q และโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย เลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant )	<p><strong>วันนี้&nbsp;(28&nbsp;ม.ค.&nbsp;65)&nbsp;นายชำนาญวิทย์&nbsp;เตรัตน์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด</strong>&nbsp;เป็นประธานในพิธีมอบป้ายโครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า&nbsp;Q&nbsp;และโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย&nbsp;เลือกใช้สินค้า&nbsp;Q&nbsp;(Q&nbsp;Restaurant&nbsp;)&nbsp;ให้แก่ผู้ผ่านการรับรองตามโครงการ&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;ราย&nbsp;ซึ่งสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด&nbsp;ดำเนินการจัดขึ้น&nbsp;ที่ห้องประชุมพลอยแดง&nbsp;ศาลากลางจังหวัดตราด&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร</strong>และอาหารแห่งชาติ&nbsp;มอบหมายให้จังหวัดตราด&nbsp;โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด&nbsp;ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า&nbsp;Q&nbsp;และโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย&nbsp;เลือกใช้สินค้า&nbsp;Q&nbsp;(Q&nbsp;Restaurant)&nbsp;&nbsp;ในปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.2564&nbsp;เพื่อส่งเสริมแหล่งจำหน่ายสินค้า&nbsp;Q&nbsp;ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของผู้บริโภค&nbsp;ตลอดจนเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากสินค้า&nbsp;Q&nbsp;ในจังหวัดตราดให้เป็นที่รู้จัก&nbsp;</p><p><strong>โดยในปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.2564&nbsp;มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;</strong>และผ่านการรับรองเรียบร้อยแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;ร้าน&nbsp;ได้แก่&nbsp;</p><p><strong>ประเภทสถานที่จำหน่ายสินค้า&nbsp;Q&nbsp;รายใหม่</strong>&nbsp;จำนวน&nbsp;2&nbsp;ร้าน&nbsp;&nbsp;ได้แก่&nbsp;ร้านค้าหน้าฟาร์ม&nbsp;ศุภฤกษ์&nbsp;เมล่อนฟาร์ม&nbsp;สินคา&nbsp;GAP&nbsp;ได้แก่&nbsp;เมล่อน&nbsp;และร้านค้าหน้าฟาร์ม&nbsp;นางนิตย์&nbsp;สาขะ&nbsp;สินค้า&nbsp;GAP&nbsp;ได้แก่&nbsp;คะน้า&nbsp;กวางตุ้ง&nbsp;และกวางตุ้องฮ่องเต้&nbsp;</p><p><strong>ประเภทร้านอาหารได้ป้ายรับรองอาหารวัตถุดิบปลอดภัย</strong>เลือกใช้สินค้า&nbsp;Q&nbsp;จำนวน&nbsp;3&nbsp;ร้าน&nbsp;ได้แก่&nbsp;ร้านนัวร์&nbsp;CAF?_82c&nbsp;วัตถุดิบที่ได้รับการรับรอง&nbsp;ได้แก่&nbsp;เนื้อเป็ดบด&nbsp;เนื้ออกเป็ด&nbsp;เอ็นข้อไก่&nbsp;ปีกกลางไก่&nbsp;เนื้อหมูบด&nbsp;ร้านแคนวาส&nbsp;แฟมิลี่&nbsp;โฮม&nbsp;วัตถุดิบที่ได้รับการรับรอง&nbsp;ได้แก่&nbsp;กุ้งขาวไวหาง&nbsp;ปีกกลางไก่&nbsp;อกไก่เนื้อล้วนติดหนัง&nbsp;และร้านอานารีน&nbsp;วัตถุดิบที่ได้รับการรับรอง&nbsp;&nbsp;ได้แก่&nbsp;น่องติดสะโพกเป็ด&nbsp;เนื้ออกเป็ด&nbsp;น่องติดสะโพกไก่&nbsp;จึงได้จัดให้มีการมอบป้ายโครงการในครั้งนี้ขึ้น</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคตะวันออก	ตราด	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตราด	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128153952648
250	ปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี ชี้แจงกรณีชาวบ้านร้องเรียนมีการขนย้ายหมูตายออกจากฟาร์ม กังวลอาจเป็นโรค	<p><strong>วันที่&nbsp;28&nbsp;ม.ค.&nbsp;2565&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรีประกาศเป็นเอกสารชี้แจง</strong>ถึงกรณีชาวบ้านร้องเรียนมีการขนย้ายหมูตายออกจากฟาร์ม&nbsp;และกังวลหมูอาจเป็นโรคนั้น&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;21&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;มีตัวแทนประชาชนในจังหวัดราชบุรี&nbsp;ได้เข้าร้องเรียนกับผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี&nbsp;ได้นำภาพรถขนสุกรตายในพื้นที่อำเภอปากท่อ&nbsp;และอำเภอเมืองราชบุรี&nbsp;และได้ยื่นรายละเอียดร้องต่อสื่อมวลชนว่ามีการขนย้ายสุกรตายออกจากฟาร์มเป็นประจำ&nbsp;และนำสุกรตายเหล่านี้ไว้ที่ใด&nbsp;ป่วยเป็นโรคหรือไม่และมีการระบาดในพื้นที่จังหวัดราชบุรีหรือไม่&nbsp;เพราะอาจสร้างผลกระทบให้กับประชาชนในพื้นที่เมื่อนำสุกรไปชำแหละขายเพื่อบริโภคกับประชาชน</p><p><strong>โดยข้อเท็จจริงสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี&nbsp;ได้รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน&nbsp;</strong>และได้รายงานเบื้องต้นกับนายประกอบ&nbsp;วงศ์มณีรุ่ง&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี&nbsp;ว่าในกรณีการเกิดโรคระบาด&nbsp;โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(AFS)&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;8-9&nbsp;มกราคม&nbsp;2564&nbsp;กรมปศุสัตว์ส่งชุดเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบเก็บตัวอย่าง&nbsp;เพื่อค้นหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรี&nbsp;โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า&nbsp;ชุดเฉพาะกิจได้เข้าตรวจสอบฟาร์มสุกร&nbsp;7&nbsp;แห่ง&nbsp;ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี&nbsp;และนำตัวอย่างเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติกรมปศุสัตว์&nbsp;ผลปรากฏว่าไม่พบเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรี</p><p>ซึ่งมีการดำเนินการ&nbsp;ดังนี้&nbsp;</p><p>1.&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี&nbsp;จะดำเนินการตรวจสอบสถานะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(AFS)&nbsp;ในพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับการร้องเรียน&nbsp;จากกลุ่มบุคคล&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;21&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ได้แก่ฟาร์มในพื้นที่ตำบลห้วยไผ่&nbsp;ตำบลน้ำพุ&nbsp;อำเภอเมืองราชบุรี&nbsp;และพื้นที่&nbsp;หมู่&nbsp;4&nbsp;หมู่&nbsp;6&nbsp;ของตำบลทุ่งหลวง&nbsp;อำเภอปากท่อ&nbsp;รวมทั้งสิ้น&nbsp;33&nbsp;ฟาร์ม&nbsp;โดยกระทำการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่&nbsp;28&nbsp;มกราคม2565</p><p>2.&nbsp;ในส่วนของรูปถ่ายภาพยานพาหนะที่มีลักษณะการบรรทุกซากสุกรทั้ง&nbsp;3&nbsp;คัน&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรีอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อแจ้งความดำเนินคดีความผิดฝ่าฝืนกฎหมาย&nbsp;ตาม&nbsp;พรบ.โรคระบาตสัตว์&nbsp;พ.ศ.2558</p><p>3.&nbsp;ให้กลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ&nbsp;เข้มงวดการออกใบอนุญาต&nbsp;เคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์&nbsp;รวมถึงชากสัตว์ที่ตายภายในฟาร์มที่ไม่มีวิการโรคระบาด&nbsp;ให้สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม&nbsp;ออกหนังสือรับรองซาก&nbsp;และอนุญาตให้นำไปเป็นอาหารสัตว์อื่น&nbsp;เช่น&nbsp;จระเข้&nbsp;ปลา&nbsp;เท่านั้น&nbsp;ส่วนซากที่ไม่เหมาะสมให้ฝัง&nbsp;เผา&nbsp;ทำลายภายในฟาร์ม&nbsp;ไมให้มีการเคลื่อนย้ายออกนอกฟาร์มเป็นอันขาด</p><p>4.&nbsp;ให้ปศุสัตว์อำเภอร่วมกับสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ดำเนินการตั้งต่าน&nbsp;ตรวจสอบการระทำผิดตาม&nbsp;พรบ.โรคระบาดสัตว์&nbsp;พ.ศ.2558</p><p><strong>เมื่อวันที่&nbsp;27&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี&nbsp;ได้รับรายงานว่า</strong>มีการพบเชื้อโรคอหิวาต์&nbsp;แอฟริกาในสุกร(AFS)&nbsp;ในพื้นที่อำเภอปากท่อ&nbsp;ได้มีการประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชนิดโรคแอฟริกาในสุกร(AFS)&nbsp;ข้อที่&nbsp;3&nbsp;ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์&nbsp;หรือซากสัตว์ตามข้อ&nbsp;2&nbsp;เข้า&nbsp;ออก&nbsp;ผ่าน&nbsp;หรือภายในเขตโรคระบาดเว้นแต่ได้รับใบอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์&nbsp;ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น&nbsp;ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายตามาตรา&nbsp;22&nbsp;แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์&nbsp;พ.ศ.2558&nbsp;หากฝ้าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท&nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;ตามมาตรา&nbsp;65&nbsp;แห่งประราชบัญญัติโรคระบาตสัตว์&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2558</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคตะวันตก	ราชบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128162318706
251	การประชุมรับฟังสภาพปัญหาและหารือกรณีช้างป่าบุกรุกทำลายทรัพย์สินและพืชผลทางการเกษตรของราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี	<p><strong>วันนี้&nbsp;(28&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;เวลา&nbsp;09.30&nbsp;น.&nbsp;พลเอกเฉลิมชัย&nbsp;สิทธิสาท</strong>&nbsp;องคมนตรี&nbsp;ประธานบริหารมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์&nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;เป็นประธานการประชุมรับฟังสภาพปัญหาและหารือกรณีช้างป่าบุกรุกทำลายทรัพย์สินและพืชผลทางการเกษตรของราษฎรในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี&nbsp;จังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;กรณีช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนเข้ามาหากินในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;โดยมีราษฎรที่ได้รับผลกระทบฯ&nbsp;เข้าร่วมประชุม&nbsp;ณหอประชุมโรงเรียนบ้านเขาไม้แก้ว&nbsp;ตำบลเขาไม้แก้ว&nbsp;อำเภอกบินทร์บุรี&nbsp;จังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;</p><p><strong>โดยมี&nbsp;นายวร?พันธุ์?&nbsp;สุวัณณุสส์&nbsp;ผู้?ว่าราชการ?จังหวัด?ปราจีนบุรี&nbsp;พร้อมด้วย</strong>&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ผู้นำท้องถิ่น&nbsp;และผู้แทนประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม&nbsp;ซึ่ง&nbsp;ผู้เข้าร่วมประชุมหารือทั้งหมด&nbsp;ได้รับการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19&nbsp;ด้วยชุดตรวจ&nbsp;ATK&nbsp;ทุกคน</p><p><strong>โดยประธานบริหารงานมูลนิธิ&nbsp;ได้บรรยายพิเศษเกี่ยวกับมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์</strong>&nbsp;และรับฟังสภาพปัญหา&nbsp;ความคิดเห็นและหารือร่วมกันกับผู้แทนราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าบุกรุก&nbsp;เพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไข&nbsp;ได้แก่&nbsp;องค์ความรู้ในการผลักดันช้างอย่างถูกวิธี&nbsp;การชดเชยเยียวยาค่าเสียหายให้กับเกษตรกร&nbsp;ในด้านพืชผลทางการเกษตร&nbsp;ที่พักอาศัย&nbsp;อุปกรณ์การเกษตร&nbsp;ที่ได้รับความเสียหาย&nbsp;ฯลฯ</p><p><strong>ต่อมา&nbsp;พลเอกเฉลิมชัย&nbsp;สิทธิสาท&nbsp;และผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;</strong>ได้ร่วมมอบนมจืดให้แก่โรงเรียนเขาไม้แก้ว&nbsp;เพื่อนำไปมอบให้แก่เด็กนักเรียน&nbsp;รวมทั้งได้ปลูกต้นรวงผึ้ง&nbsp;เยี่ยมชมแปลงปลูกผักอินทรีย์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาไม้แก้ว&nbsp;และเดินทางไปดูสภาพพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากช้างป่าบุกรุก&nbsp;ที่บ้านโปร่งสะเดา&nbsp;ตำบลเขาไม้แก้ว&nbsp;อำเภอกบินทร์บุรี&nbsp;&nbsp;จังหวัดปราจีนบุรี&nbsp;โดยได้ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง&nbsp;รับฟังปัญหาและผลกระทบจาก&nbsp;ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ&nbsp;พร้อม&nbsp;ให้กำลังใจและให้คำแนะนำในด้านการป้องกันและแก้ไขในเบื้องต้น&nbsp;และได้มอบนโยบายให้กับหน่วยงานในพื้นที่หาแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคตะวันออก	ปราจีนบุรี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128162731715
252	รมว.เกษตรฯ เปิดศูนย์กลางการผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) นำร่องแห่งแรกของ จ.ประจวบฯ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม	<p><strong>วันนี้&nbsp;28&nbsp;ม.ค.65&nbsp;นายเฉลิมชัย&nbsp;ศรีอ่อน&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;เป็นประธานเปิดโครงการตั้งศูนย์กลางการผลิตอาหารสัตว์&nbsp;(Feed&nbsp;Center)&nbsp;บริเวณโครงการเลี้ยงโคนมในระบบชีวภาพ&nbsp;(วัวหลุม)&nbsp;อ.สามร้อยยอด&nbsp;จ.ประจวบคีรีขันธ์&nbsp;โดยมี&nbsp;นายเสถียร&nbsp;เจริญเหรียญ&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp;ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์&nbsp;น้อยสุวรรณ&nbsp;และ&nbsp;นายกิตติพงศ์&nbsp;สุขภาคกุล&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;</p><p><strong>นายสังวาลย์&nbsp;โพธิ์มี&nbsp;ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก&nbsp;จำกัด</strong>&nbsp;และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้การต้อนรับ&nbsp;โดยโครงการศูนย์กลางการผลิตอาหารสัตว์แห่งนี้&nbsp;ได้รับการสนับสนุนงบประมาณผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp;กรมส่งเสริมสหกรณ์&nbsp;ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างการผลิต&nbsp;การรวบรวมและแปรรูปของสถาบันเกษตรกร&nbsp;&nbsp;(ตาม&nbsp;พ.ร.ก.&nbsp;เงินกู้โควิด&nbsp;พ.ศ.2563)&nbsp;จำนวน&nbsp;7,609,500&nbsp;บาท&nbsp;และเงินที่ชุมนุมสหกรณ์ฯ&nbsp;สมทบ&nbsp;845,000&nbsp;บาท&nbsp;นำมาใช้ดำเนินการก่อสร้างและจัดซื้อครุภัณฑ์พร้อมติดตั้งอุปกรณ์กระบวนการผลิตอาหารสัตว์&nbsp;TMR&nbsp;หรืออาหารผสมสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นมาจากการนำอาหารหยาบและอาหารข้นมาผสมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม&nbsp;</p><p><strong>โดยมีการก่อสร้างโรงเรือนเก็บและผสมอาหาร&nbsp;TMR&nbsp;ก่อสร้างบ่อหมักอาหารหยาบ&nbsp;</strong>ก่อสร้างลานคอนกรีต&nbsp;จัดซื้อรถบรรทุก&nbsp;6&nbsp;ล้อ&nbsp;แบบดั๊ม&nbsp;จัดซื้อรถตัดล้อยาง&nbsp;ขนาด&nbsp;100&nbsp;แรงม้า&nbsp;จัดซื้อเครื่องผสมอาหาร&nbsp;TMR&nbsp;จัดซื้อเครื่องบรรจุอาหารสุญญากาศแบบ&nbsp;2&nbsp;หัว&nbsp;มีกำลังการผลิตวันละ&nbsp;30&nbsp;ตัน&nbsp;จำหน่ายให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่สนใจในราคา&nbsp;กก.ละ&nbsp;4&nbsp;บาท</p><p><strong>นายเฉลิมชัย&nbsp;ศรีอ่อน&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;โครงการตั้งศูนย์กลางการผลิตอาหารสัตว์&nbsp;(Feed&nbsp;Center)&nbsp;เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ที่ต้องการให้มีการจัดตั้งศูนย์ในลักษณะเช่นนี้กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ&nbsp;ที่มีการเลี้ยงโคนมเพื่อช่วยเกษตรกรในการลดตันทุนการผลิต&nbsp;เพราะการเลี้ยงโคนมมีต้นทุนเรื่องของอาหารสัตว์ถึงร้อยละ&nbsp;60&nbsp;ในขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรรายย่อยด้วย&nbsp;เพราะอาหาร&nbsp;TMR&nbsp;ที่ผลิตจากศูนย์แห่งนี้เป็นสูตรที่ผ่านการพัฒนาให้เหมาะสมกับโคนม&nbsp;</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;เกษตรกรควรพัฒนาการเลี้ยงควบคู่กับการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนมโค</strong>&nbsp;เพื่อพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;และหากศูนย์ผลิตอาหารสัตว์แห่งนี้ประสบความสำเร็จ&nbsp;จะเป็นการนำร่องให้กับสหกรณ์อื่นๆ&nbsp;ต่อไป&nbsp;ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างความมั่นคง&nbsp;มั่งคั่ง&nbsp;และยั่งยืนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมซึ่งถือเป็นอาชีพพระราชทานของคนไทย</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;จ.ประจวบคีรีขันธ์&nbsp;เป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงโคนมมากเป็นลำดับที่&nbsp;5</strong>&nbsp;ของประเทศ&nbsp;มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกระจายอยู่ทุกอำเภอ&nbsp;รวม&nbsp;1,059&nbsp;ราย&nbsp;จำนวนโคนม&nbsp;36,915&nbsp;ตัว&nbsp;ผลิตน้ำนมดิบ&nbsp;64,112&nbsp;ตันต่อปี&nbsp;โดยผลิตน้ำนมดิบผ่านระบบสหกรณ์โคนม&nbsp;มีสหกรณ์โคนม&nbsp;จำนวน&nbsp;6&nbsp;แห่ง&nbsp;วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคนม&nbsp;จำนวน&nbsp;1&nbsp;แห่ง&nbsp;และกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม&nbsp;จำนวน&nbsp;1&nbsp;แห่ง</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคตะวันตก	ประจวบคีรีขันธ์	สวท.ประจวบคีรีขันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128173556740
253	เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี มอบกระเช้าแก่ผู้สูงอายุเกิน 100 ปี	<p><strong>นางสาวพจนา&nbsp;เสมา&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายศรีธรรม&nbsp;ราชแก้ว&nbsp;นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี&nbsp;ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านพร้อมมอบกระเช้าผลไม้&nbsp;ให้กับนางสาย&nbsp;&nbsp;สีสด&nbsp;&nbsp;อายุ&nbsp;104&nbsp;ปี&nbsp;ที่บ้านเลขที่&nbsp;272&nbsp;หมู่ที่&nbsp;6&nbsp;ตำบลดอนโพธิ์ทอง&nbsp;อ.เมืองสุพรรณบุรี&nbsp;</p><p><strong>นางสาวพจนา&nbsp;เสมา&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ&nbsp;ทรงห่วงใยสุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ&nbsp;จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;โปรดกระหม่อมให้อัญเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ผู้สูงอายุและทรงมอบหมายให้&nbsp;จ.สุพรรณบุรี&nbsp;ดูแลอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p><p><strong>โดยในครั้งนี้&nbsp;ตนได้รับมอบหมายจากนายณัฐภัทร&nbsp;สุวรรณประทีป</strong>&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&nbsp;ในการนำกระเช้าผลไม้มามอบให้แก่ยายสาย&nbsp;สีสด&nbsp;พร้อมพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ&nbsp;กับยายสายและครอบครัวด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>สำหรับยายสาย&nbsp;สีสด&nbsp;เป็นคนอารมณ์ร่าเริง&nbsp;แจ่มใส&nbsp;แม้สุขภาพร่างกายจะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม&nbsp;</strong>แต่ยังชอบแอบไปขุดดินถอดหญ้าเพื่อปลูกผัก&nbsp;ชอบทานกล้วยทุกชนิด&nbsp;และมีความเป็นอยู่เรียบง่าย&nbsp;ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี&nbsp;เป็นที่เคารพนับถือของลูกหลาน&nbsp;เพื่อนบ้าน&nbsp;และคนในชุมชนได้ดูเป็นแบบอย่างตามวัฒนธรรมประเพณีไทย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สุพรรณบุรี	สวท.สุพรรณบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128173728741
254	เกษตรอำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง ติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก (งบกลาง ปี 2564)	<p><strong>วันนี้(&nbsp;28&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;)&nbsp;นางฉลวย&nbsp;เวียนคำ&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ</strong>&nbsp;รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอรัษฎา&nbsp;พร้อมด้วยนายไกรนรา&nbsp;รัตนบุรี&nbsp;นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ&nbsp;&nbsp;ร่วมกับเจ้าหน้าที่กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศสำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;ติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก&nbsp;(งบกลาง&nbsp;ปี&nbsp;2564)&nbsp;ในพื้นที่อำเภอรัษฎา&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก</strong>&nbsp;(งบกลาง&nbsp;ปี&nbsp;2564)&nbsp;ในพื้นที่อำเภอรัษฎา&nbsp;&nbsp;จำนวน&nbsp;3&nbsp;โครงการ&nbsp;มีเป้าหมายดังนี้</p><p>1.โครงการส่งเสริมการใช้ระบบน้ำอัจฉริยะและพลังงานทางเลือก&nbsp;(โซลาเซลล์)&nbsp;ในไม้ผลเศรษฐกิจจังหวัดตรัง&nbsp;โดยติดตามแปลงของนายปรีชา&nbsp;เคี่ยมพันธ์&nbsp;ม.4&nbsp;ต.ควนเมา&nbsp;อ.รัษฎา&nbsp;จ.ตรัง</p><p>2.โครงการปลูกพืชทางเลือกเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจังหวัดตรัง&nbsp;ซึ่งเกษตรกรได้รับมอบต้นพันธุ์มะพร้าวบริโภคผลสด&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ต้น&nbsp;และพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;ต้น&nbsp;โดยติดตามแปลงของนายปรีชา&nbsp;พรหมห้อง&nbsp;ม.10&nbsp;ต.ควนเมา&nbsp;อ.รัษฎา&nbsp;จ.ตรัง</p><p>3.โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรจังหวัดตรัง&nbsp;เป้าหมายคือ&nbsp;ศพก.เครือข่าย&nbsp;การปลูกฝรั่ง&nbsp;ม.4&nbsp;ต.ควนเมา&nbsp;อ.รัษฎา&nbsp;จ.ตรัง&nbsp;ได้รับการสนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคใต้	ตรัง	สวท.ตรัง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128175944755
255	ปศุสัตว์เพชรบุรี จัดอบรมเกษตรกรโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร	<p><strong>ปศุสัตว์เพชรบุรี&nbsp;ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอบ้านลาด&nbsp;อบรมเกษตรกร</strong>โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยลึก&nbsp;อ.บ้านลาด&nbsp;</p><p><strong>สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;โดยกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์&nbsp;</strong>และปศุสัตว์อำเภอบ้านลาดร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยลึก&nbsp;จัดอบรมเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริม&nbsp;และพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร&nbsp;ประจำปีงบประมาณ&nbsp;2565&nbsp;หลักสูตร&nbsp;การพัฒนาอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;นายบุญ&nbsp;โพธิ์ทอง&nbsp;&nbsp;เจ้าพนักงานสัตวบาล&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์อำเภอบ้านลาด&nbsp;เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง&nbsp;การเลี้ยงไก่ไข่&nbsp;และนางสาวภัทรกร&nbsp;ชื่นโกมล&nbsp;หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์&nbsp;บรรยายเรื่อง&nbsp;การรวมกลุ่ม&nbsp;โดยสนับสนุนให้เกษตรกรจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่&nbsp;หลังจากที่ได้รับงบประมาณเงินอุดหนุนการจัดซื้อไก่ไข่และอุปกรณ์การเลี้ยงไก่&nbsp;เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ&nbsp;สามารถลดรายจ่าย&nbsp;สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>สวท.เพชรบุรี/27&nbsp;ม.ค.65</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคตะวันตก	เพชรบุรี	สวท.เพชรบุรี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128191647770
256	"ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน เปิดตัว ""โครงการต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน""  ณ สวนลุงวุฒิฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา"	"<p><strong>นายมานพ&nbsp;จินาไหม&nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน</strong>&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน&nbsp;(ประกอบด้วย&nbsp;ชุมพร&nbsp;&nbsp;สุราษฎร์ธานี&nbsp;&nbsp;พังงา&nbsp;กระบี่&nbsp;ระนอง&nbsp;ภูเก็ต&nbsp;ได้คัดเลือกสวนลุงวุฒิฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี&nbsp;หมู่&nbsp;2&nbsp;ต.บางวัน&nbsp;อ.คุระบุรี&nbsp;จ,พังงา&nbsp;ให้จัดทำ&nbsp;""โครงการต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน""&nbsp;</p><p><strong>เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ครบวงจรทั้งการผลิต&nbsp;รวบรวม&nbsp;แปรรูป&nbsp;และการตลาด</strong>&nbsp;ส่งเสริมและพัฒนาสร้างเป็นหัวขบวนให้กับเกษตรกรและเครือข่าย&nbsp;ในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน&nbsp;เชื่อมโยงธุรกิจกับเกษตรกรรายย่อยเพื่อให้เกิดรายได้ทั้งระบบ&nbsp;และยังเป็นเครือข่ายในการเชื่อมโยงกิจกรรม&nbsp;โครงการต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ของธนาคารที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เช่น&nbsp;การเป็นวิทยากรให้ความรู้&nbsp;การเป็นตัวแทนกลุ่มเกษตรในโครงการของธนาคาร&nbsp;การเป็นแหล่งศึกษาดูงาน&nbsp;เป็นต้นสวนลุงวุฒิฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี&nbsp;แห่งนี้มีทั้ง&nbsp;กาแฟ&nbsp;การเลี้ยงปลาในบ่อเมทัลชีท&nbsp;การเลี้ยงไก่ระบบเปิด&nbsp;และผลไม้ออร์แกนิคหลากหลายชนิด&nbsp;ถือได้ว่าเป็นแหล่งเรียนเกษตรผสมผสานที่สามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบได้&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ซึ่ง&nbsp;ธ.ก.ส.ได้มีแผนพัฒนาบุคลากร&nbsp;มีการฝึกทักษะการเป็นวิทยากรมืออาชีพ</strong>&nbsp;การใช้งานสื่อออนไลน์&nbsp;เพื่อการประชาสัมพันธ์และขยายช่องทางการตลาด&nbsp;แผนพัฒนาอาคารสถานที่และอุปกรณ์&nbsp;มีการปรับปรุงอาคารเพื่อให้มีความพร้อมรองรับผู้เข้าอบรม&nbsp;จัดซื้ออุปกรณ์ประจำศูนย์เรียนรู้&nbsp;เพื่อใช้ในการอบรมให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม&nbsp;กิจกรรมพัฒนาฐานเรียนรู้&nbsp;จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์&nbsp;ปรับปรุงภูมิทัศน์&nbsp;จัดทำแปลงสาธิต&nbsp;&nbsp;เพื่อรองรับการศึกษาดูงาน&nbsp;ผู้สนใจจากภายในและภายนอกชุมชน&nbsp;แผนส่งเสริมการเรียนรู้&nbsp;จัดกิจกรรมความรู้&nbsp;ด้านการบริหารจัดการ&nbsp;&nbsp;ด้านการผลิต&nbsp;ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม&nbsp;และด้านการตลาด&nbsp;&nbsp;มุ่งหวังให้สมาชิกปรับวิธีคิด&nbsp;ปรับวิธีการผลิตตามแนวทางเกษตรผสมผสาน&nbsp;กระบวนการผลิตตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย&nbsp;(GAP)&nbsp;รวมทั้งการวิเคราะห์คุณภาพผลผลิต&nbsp;และการแปรรูป&nbsp;เป็นต้น&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งการดำเนินโครงการฯ&nbsp;ดังกล่าว&nbsp;จะทำให้มีการปรับ&nbsp;เปลี่ยน</strong>&nbsp;พัฒนาระบบการเกษตร&nbsp;โดยใช้ตลาดนำ&nbsp;ผ่านการประยุกต์ใช้หลักวิชาการตลาดที่มั่นคง&nbsp;ส่งผลให้มีรายได้อย่างยั่งยืน&nbsp;ต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>"	2022-01-28T00:00:00	ภาคใต้	พังงา	สวท.พังงา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128205252787
257	เกษตรยะลา ร่วมประชุมการติดตามผลการเตรียมรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี	<p><strong>วันนี้&nbsp;28&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายกัสมัน&nbsp;ยะมาแล&nbsp;เกษตรจังหวัดยะลา</strong>&nbsp;ร่วมประชุมการติดตาม&nbsp;ผลการเตรียมรับเสด็จฯ&nbsp;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า&nbsp;กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ&nbsp;สยามบรมราชกุมารี&nbsp;ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดยะลา&nbsp;ในวันที่&nbsp;31&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;โดยมีนายภิรมย์&nbsp;นิลทยา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา&nbsp;เป็นประธานในการประชุม&nbsp;</p><p><strong>เพื่อติดตามผลการดำเนินการเตรียมรับเสด็จ&nbsp;และแบ่งมอบภารกิจแก่ส่วนราชการ</strong>และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ดำเนินการเตรียมรับเสด็จให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ&nbsp;ณ&nbsp;ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านภักดี&nbsp;หมู่ที่&nbsp;5&nbsp;บ้านภักดี&nbsp;ตำบลเขื่อนบางลาง&nbsp;อำเภอบันนังสตา&nbsp;จังหวัดยะลา</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-28T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สทท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128205335788
258	ธกส.ยะลา เผย เร่งช่วยเหลือเกษตรหนี้นอกระบบเข้าโครงการ ระบุ ช่วยเหลือไปแล้วกว่า 2 พันราย วงเงิน 92 ล้านบาท	<p><strong>สิบตำรวจเอกหญิงบุษราภรณ์&nbsp;สันนุกิจ&nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการ</strong>สำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยะลา&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;ด้วยสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;(Covid-19)&nbsp;การประกอบอาชีพของเกษตรกร&nbsp;รวมถึงผลกระทบด้านแรงงาน&nbsp;ประสบปัญหาการเลิกจ้าง&nbsp;การชะลอการจ้างงาน&nbsp;ทำให้&nbsp;ส่งผลกระทบต่อรายได้ลดลงไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สิน&nbsp;รวมทั้งเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือนของเกษตรกรที่มีหนี้นอกระบบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ปัจจุบัน&nbsp;ธกส.ยะลา&nbsp;ได้ให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน</strong>ของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบ&nbsp;ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารทั้งจังหวัดเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น&nbsp;2,233&nbsp;ราย&nbsp;วงเงินสิ้นเชื่อจำนวน&nbsp;92&nbsp;ล้านบาท&nbsp;โดยเป็นมาตรการจัดการหนี้นอกระบบแบบบูรณาการ&nbsp;ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ&nbsp;ด้านการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ&nbsp;ด้านการป้องกันการก่อหนี้นอกระบบรอบใหม่โดยมีมาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนั้น&nbsp;กรณีที่ลูกค้า</strong>เป็นหนี้นอกระบบมาติดต่อที่&nbsp;ธกส.สาขาทางธนาคารก็จะมีป้ายรับเรื่องร้องทุกข์ไว้ที่ธนาคาร&nbsp;ธกส.ทุกสาขาทั่วประเทศและจากนั้นจะมีการไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้มาคุยกันเมื่อตกลงได้แล้ว&nbsp;ทางธนาคารก็จะนัดหมายเพื่อให้ความรู้ทางการเงินและเมื่อลูกค้าเข้าหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อของธนาคารก็จะดำเนินการได้ทันทีเพื่อให้ลูกค้าได้รับการแก้ไขหนี้นอกระบบ&nbsp;ก้าวผ่านความยากจน&nbsp;ไม่กลับไปก่อหนี้นอกระบบอีก&nbsp;เป็นการ&nbsp;ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน&nbsp;และเพื่อให้เกิดการสร้างงาน&nbsp;สร้างอาชีพในภาคชนบท&nbsp;เป็นการกระตุ้น&nbsp;เศรษฐกิจฐานรากของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล&nbsp;</p><p><strong>สำหรับโครงการช่วยเหลือประกอบด้วย&nbsp;</strong></p><p>1.โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน&nbsp;สำหรับชำระหนี้นอกระบบที่เกิดจาก&nbsp;เกษตรกรลูกค้า&nbsp;คู่สมรส&nbsp;บุตร&nbsp;บิดามารดาของเกษตรกรลูกค้าหรือของคู่สมรสซึ่งอยู่ในอุปการะของเกษตรกรลูกค้า&nbsp;วงเงินกู้ไม่เกินรายละ&nbsp;100,000&nbsp;บาท&nbsp;เว้นแต่กรณีมีวัตถุประสงค์ในการสงวนที่ดินทำกินที่ลูกหนี้ใช้ที่ดินในการจำนองไม่เกินรายละ&nbsp;150,000&nbsp;บาท&nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&nbsp;12&nbsp;ต่อปี&nbsp;ระยะเวลาชำระหนี้&nbsp;10&nbsp;ปี&nbsp;สูงสุดไม่เกิน&nbsp;12&nbsp;ปี&nbsp;พร้อมรับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองสินเชื่อกรณีเสียชีวิตรายละไม่เกิน&nbsp;100,000&nbsp;บาท&nbsp;และการคืนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ&nbsp;30&nbsp;ของดอกเบี้ยที่ชำระหนี้</p><p>2.โครงการสินเชื่อชำระดีมีวงเงิน&nbsp;Smart&nbsp;Cash&nbsp;สำหรับลูกค้าผู้กู้สินเชื่อตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ&nbsp;ที่ชำระ&nbsp;หนี้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดและมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;เพื่อป้องกันการก่อหนี้นอกระบบของลูกค้า&nbsp;โดย&nbsp;สนับสนุนเงินเครดิตหมุนเวียนผ่านบัตร&nbsp;ATM&nbsp;ตามต้นเงินกู้ที่ได้รับชำระหนี้ตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ&nbsp;สูงสุดรายละ&nbsp;ไม่เกิน&nbsp;50,000&nbsp;บาท&nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&nbsp;MRR&nbsp;+&nbsp;(0&nbsp;ถึง&nbsp;3)&nbsp;ต่อปี&nbsp;ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน&nbsp;12&nbsp;เดือนนับจากวัน&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่านการคุ้มครองสินเชื่อกรณีเสียชีวิต&nbsp;รายละไม่เกิน&nbsp;50,000&nbsp;บาท&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวก&nbsp;ให้กับเกษตรกรลูกค้าที่มีความต้องการสินเชื่อสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อได้ผ่านช่องทาง&nbsp;LINE&nbsp;Official&nbsp;BAAC&nbsp;Family&nbsp;an?m.</p><p>3.โครงการสินเชื่ออาชีพเสริมเพิ่มรายได้&nbsp;เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับลูกค้าผู้กู้สินเชื่อตามโครงการแก้ไขหนี้นอก&nbsp;ระบบ&nbsp;ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพเสริม&nbsp;โดยผ่านการฝึกอบรมความรู้หรือทักษะจาก&nbsp;สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน&nbsp;วงเงินกู้รายละไม่เกิน&nbsp;50,000&nbsp;บาท&nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&nbsp;0&nbsp;ต่อปี&nbsp;ในช่วง&nbsp;6&nbsp;เดือนแรก&nbsp;และตั้งแต่เดือนที่&nbsp;7&nbsp;เป็นต้นไปอัตราดอกเบี้ยร้อยละ&nbsp;MRR&nbsp;ต่อปี&nbsp;(ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย&nbsp;MRR&nbsp;เท่ากับร้อยละ&nbsp;6.50)&nbsp;ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน&nbsp;10&nbsp;ปี&nbsp;ระยะเวลาโครงการตั้งแต่บัดนี้-31&nbsp;มีนาคม&nbsp;2566</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคใต้	ยะลา	สวท.ยะลา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129100052842
259	กรมประมง เปิดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์  4-28 กุมภาพันธ์นี้	<p><strong>นายถาวร&nbsp;ทันใจ&nbsp;รองอธิบดีกรมประมง&nbsp;ในฐานะโฆษกกรมประมง&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;เนื่องจากใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ในรอบปีการประมง&nbsp;2563&nbsp;-&nbsp;2564&nbsp;นั้นกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่&nbsp;31&nbsp;&nbsp;มีนาคม&nbsp;2565&nbsp;กรมประมงจึงได้ออกประกาศกรมประมง&nbsp;เรื่อง&nbsp;กำหนดห้วงเวลา&nbsp;หลักเกณฑ์&nbsp;วิธีการ&nbsp;ขั้นตอน&nbsp;และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์&nbsp;สำหรับปีการประมง&nbsp;&nbsp;(2565&nbsp;-&nbsp;2566)&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2565&nbsp;ลงวันที่&nbsp;14&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ซึ่งหลักเกณฑ์ในการขอรับใบอนุญาตฯ&nbsp;ได้มีการปรับปรุงและแตกต่างไปจากการขอรับใบอนุญาตฯ&nbsp;ในรอบปีที่ผ่านมาไม่มากนัก&nbsp;</p><p><strong>โดยในรอบปีการประมงใหม่นี้</strong>&nbsp;กรมประมงได้กำหนดให้ผู้ประสงค์ทำการประมงพาณิชย์ยื่นคำขอรับใบอนุญาต&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร&nbsp;หรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล&nbsp;หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด&nbsp;ภายในวันที่&nbsp;4&nbsp;-&nbsp;28&nbsp;&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;&nbsp;2565&nbsp;&nbsp;ซึ่งกรมประมงจะพิจารณาจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์&nbsp;ภายในวันที่&nbsp;1&nbsp;-&nbsp;31&nbsp;&nbsp;มีนาคม&nbsp;&nbsp;2565&nbsp;แล้วจะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขอรับใบอนุญาต&nbsp;ดำเนินการคือ&nbsp;1.&nbsp;กรณีได้รับอนุญาตฯ&nbsp;ให้ผู้ขอรับอนุญาตชำระเงินค่าธรรมเนียมและค่าอากรการประมงและรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานประมงอำเภอที่ยื่นคำขอ&nbsp;ภายในวันที่&nbsp;31&nbsp;มีนาคม&nbsp;2565&nbsp;ซึ่งหากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิจากการเป็นผู้ได้รับอนุญาต&nbsp;พร้อมทั้งรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์&nbsp;ณ&nbsp;สถานที่ที่ได้ยื่นคำขอไว้&nbsp;และจัดทำเครื่องหมายประจำเรือให้แล้วเสร็จภายใน&nbsp;60&nbsp;วัน&nbsp;นับแต่วันที่ใบอนุญาตมีผลใช้บังคับ&nbsp;2.&nbsp;กรณีที่ไม่ได้รับอนุญาตฯ&nbsp;ให้ผู้ขอรับอนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตได้&nbsp;ภายใน&nbsp;15&nbsp;วัน&nbsp;นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง&nbsp;โดยยื่น&nbsp;ผ่าน&nbsp;สำนักงานประมงอำเภอ&nbsp;สำนักงานประมงจังหวัด&nbsp;หรือส่งไปรษณีย์ไปยังกรมประมง</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ผู้รับใบอนุญาตต้องได้รับการตรวจเรือและเครื่องมือทำการประมง</strong>ก่อนออกทำการประมงครั้งแรก&nbsp;โดยสามารถขอรับการตรวจเรือและเครื่องมือทำการประมงได้ตั้งแต่วันที่&nbsp;4&nbsp;กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป&nbsp;(หลังจากได้รับใบรับคำขอรับใบอนุญาตฯ)&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;หากไม่ผ่านการตรวจเรือประมงและเครื่องมือทำการประมง&nbsp;จะไม่สามารถออกไปทำการประมงตามที่ได้รับอนุญาตได้&nbsp;ทั้งนี้ขอให้พี่น้องชาวประมงที่ประสงค์จะทำการประมงพาณิชย์&nbsp;ในรอบปีการประมง&nbsp;2565&nbsp;-&nbsp;2566&nbsp;ให้มายื่นขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์เพื่อเป็นการรักษา&nbsp;สิทธิ&nbsp;&nbsp;ของตนเองที่จะสามารถทำการประมงพาณิชย์ในรอบปีการประมงที่จะถึงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129123531912
260	ขับเคลื่อนนโยบาย ตลาดนำการผลิต จัดเวทีลงนามสัญญาซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรมระบบเกษตรพันธสัญญา ปี 2565	<p><strong>นายปราโมทย์&nbsp;ยาใจ&nbsp;อธิบดีกรมหม่อนไหม&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;กรมหม่อนไหมได้ดำเนินงานตามนโยบาย&nbsp;ตลาดนำการผลิต&nbsp;ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;มาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน&nbsp;มีความมั่นคงในอาชีพ&nbsp;สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการตลาด&nbsp;&nbsp;ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน&nbsp;เพื่อวางแผนการผลิตร่วมกัน&nbsp;ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ&nbsp;ให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด&nbsp;โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ในจังหวัดน่าน&nbsp;เชียงรายและพะเยา&nbsp;หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม&nbsp;เป็นการสร้างอาชีพใหม่&nbsp;ทดแทนการทำเกษตรกรรมแบบเดิมที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว&nbsp;ซึ่งค่อนข้างมีความเสี่ยงด้านผลผลิตและราคา&nbsp;ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมและขยายผลสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา&nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน&nbsp;เป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐ&nbsp;เอกชน&nbsp;&nbsp;และกลุ่มเกษตรกร&nbsp;ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิต&nbsp;ลดความเสี่ยงด้านการตลาด&nbsp;มีการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยุติธรรมระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกร&nbsp;ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนในอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร&nbsp;</p><p><strong>สำหรับภาคเอกชน&nbsp;คือบริษัท&nbsp;จุลไหมไทย&nbsp;จำกัด</strong>&nbsp;ซึ่งได้ทำสัญญาซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรมกับกลุ่มเกษตรกรนั้น&nbsp;มีความต้องการผลผลิตรังไหมทั่วประเทศถึง&nbsp;5,000&nbsp;ตัน&nbsp;แต่เกษตรกรยังผลิตได้ประมาณ&nbsp;2,000&nbsp;ตัน&nbsp;กรมหม่อนไหมจึงเดินหน้าร่วมกับบริษัท&nbsp;จุลไหมไทย&nbsp;เร่งสร้างเกษตรกรรายใหม่ให้เข้าสู่ระบบการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากขึ้น&nbsp;โดยส่งเสริมกิจกรรมการฝึกอบรมให้ความรู้ในการผลิตไหมอุตสาหกรรมแบบครบวงจร&nbsp;สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น&nbsp;และสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตร&nbsp;</p><p><strong>ในปี&nbsp;2564&nbsp;มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม&nbsp;3&nbsp;จังหวัดดังกล่าว</strong>&nbsp;&nbsp;307&nbsp;ราย&nbsp;&nbsp;เลี้ยงไหม&nbsp;จำนวน&nbsp;9&nbsp;รุ่น&nbsp;ผลผลิตรังไหมรวม&nbsp;55.77&nbsp;ตัน&nbsp;รายได้&nbsp;8.67&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ส่วนในปี&nbsp;2565&nbsp;มีแผนการเลี้ยงไหม&nbsp;จำนวน&nbsp;10&nbsp;รุ่น&nbsp;คาดการณ์จะได้ผลผลิตรังไหม&nbsp;จำนวน&nbsp;75&nbsp;ตัน&nbsp;และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มากกว่า&nbsp;12&nbsp;ล้านบาท&nbsp;</p><p><strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;กรมหม่อนไหมยังเดินหน้า&nbsp;</strong>ส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญาในการซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรม&nbsp;เป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร&nbsp;ลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ&nbsp;อีกทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ&nbsp;สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน&nbsp;อันจะเป็นการร่วมกันพัฒนาวงการหม่อนไหมไทย&nbsp;ให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเส้นไหม&nbsp;ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลกต่อไป</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129120705886
261	จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตามสถานการณ์การผลิตและราคาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร (ผักกาดขาว)	<p><strong>เมื่อวันที่&nbsp;28&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายเชษฐา&nbsp;โมสิกรัตน์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การผลิตและราคาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรผักกาดขาว&nbsp;โดยมีนางสาวยุพา&nbsp;นาคา&nbsp;พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;ผู้แทนสำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;และผู้แทนประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;ร่วมประชุม&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมยุทธศาสตร์&nbsp;ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน</p><p><strong>จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่เพาะปลูกผักกาดขาว&nbsp;ประมาณ&nbsp;500&nbsp;ไร่</strong>&nbsp;มีผลผลิตประมาณ&nbsp;800&nbsp;ตัน&nbsp;ปลูกมากในพื้นที่อำเภอเมือง&nbsp;และอำเภอแม่สะเรียง&nbsp;ส่งจำหน่ายให้ผู้รวบรวม&nbsp;,&nbsp;โรงงานตัดแต่งในอำเภอแม่สะเรียง&nbsp;และจังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก&nbsp;ขณะที่ในปีนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นและนานกว่าปีที่ผ่านมา&nbsp;รวมทั้งราคาผักกาดขาวช่วงก่อนหน้านี้ราคาค่อนข้างสูง&nbsp;จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น&nbsp;ประกอบกับผลผลิตผักกาดขาวในหลายจังหวัด&nbsp;ได้แก่&nbsp;เชียงใหม่&nbsp;เชียงราย&nbsp;เพชรบูรณ์&nbsp;และตาก&nbsp;ออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกันเป็นจำนวนมาก&nbsp;ทำให้ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้&nbsp;ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต&nbsp;</p><p><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;การประชุมในครั้งนี้</strong>&nbsp;เป็นการติดตามสถานการณ์การผลิต&nbsp;และราคาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะผักกาดขาว&nbsp;เพื่อเป็นการวางแผนการปลูก&nbsp;การจำหน่าย&nbsp;การให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูก&nbsp;ทั้งด้านการผลิต&nbsp;และการตลาด&nbsp;อันจะนำไปสู่การกำหนดพื้นที่และปริมาณการปลูกที่เหมาะสม&nbsp;และเกิดประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุด&nbsp;และเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวประสบความสำเร็จ&nbsp;และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร&nbsp;</p><p>จึงมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;วางแผนการผลิต&nbsp;พื้นที่เพาะปลูก&nbsp;ปริมาณการผลิต&nbsp;และการแปรรูปสินค้าเกษตรหลักของจังหวัด&nbsp;และมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด&nbsp;ดูแลกลไกตลาด&nbsp;ราคา&nbsp;และประสานงานผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร&nbsp;โดยมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผักกาดขาวในพื้นที่อำเภอเมือง&nbsp;และอำเภอแม่สะเรียง&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;29-30&nbsp;มกราคม&nbsp;2565</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคเหนือ	แม่ฮ่องสอน	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129115103882
262	เกษตรกรอำเภอรัตนบุรี พื้นที่ต้นแบบ พร้อมส่งผลผลิตให้กับส่วนราชการ ร้านค้า และ ประชาชนผู้บริโภค ตามโครงการสุรินทร์รุ่งเรือง สู่เมืองเกษตรอินทรีย์	<p><strong>นายคเณศวร&nbsp;เกษอินทร์&nbsp;นายอำเภอรัตนบุรี&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;สำนักงานเกษตรอำเภอรัตนบุรี&nbsp;โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ&nbsp;ร่วมกับ&nbsp;ผู้นำชุมชน&nbsp;และ&nbsp;กลุ่มเกษตรกรที่เป็นพื้นที่ต้นแบบตามโครงการสุรินทร์รุ่งเรือง&nbsp;สู่เมืองเกษตรอินทรีย์&nbsp;เข้าตกลงกำหนดการจัดส่งสินค้าพืชผลเกษตรอินทรีย์&nbsp;ให้กับ&nbsp;โรงพยาบาลรัตนบุรี&nbsp;และ&nbsp;โรงเรียนบ้านหนองกา&nbsp;โดยจะเริ่มดำเนินการจัดส่งตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;จังหวัดจังหวัดสุรินทร์ได้กำเนินโครงการสุรินทร์รุ่งเรือง</strong>&nbsp;สู่เมืองเกษตรอินทรีย์&nbsp;โดยส่งเสริมการเพิ่มช่องทางการตลาด&nbsp;ด้วยการชักชวนให้ร้านอาหาร&nbsp;นำพืชผักอินทรีย์เป็นส่วนประกอบในการประกอบอาหาร&nbsp;อำเภอรัตนบุรีจึงเชื่อมตลาดกลุ่มเกษตรกรพืชผักอินทรีย์&nbsp;กับ&nbsp;ส่วนราชการ&nbsp;โรงเรียน&nbsp;โรงพยาบาลรัตนบุรี&nbsp;และ&nbsp;ร้านค้าจำหน่ายอาหาร&nbsp;เพื่อจัดส่งผักอินทรีย์&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;ปลอดสารเคมี&nbsp;นำไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภค&nbsp;และ&nbsp;นำไปเป็นประกอบอาหารให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้บริโภคอาหารปลอดภัย&nbsp;</p><p><strong>ในขณะเดียวกัน&nbsp;ทางเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน&nbsp;ก็ได้รณรงค์ขับเคลื่อน</strong>ในแต่ละชุมชนต่างๆ&nbsp;เพื่อร่วมส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว&nbsp;ในแต่ละครัวเรือน&nbsp;สร้างความมั่นคงด้านอาหาร&nbsp;&nbsp;สร้างวิถีวัฒนธรรมพึ่งตนเองในชุมชน&nbsp;ควบคู่สนับสนุนกับการขับเคลื่อนตามโครงการ&nbsp;โคกหนองนาโมเดล&nbsp;ให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลผลิตและแบ่งปันในชุมชน&nbsp;และ&nbsp;ระหว่างชุมชน&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;อำเภอรัตนบุรี&nbsp;ร่วมกับ&nbsp;ชุมชน&nbsp;ยังจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์</strong>&nbsp;และ&nbsp;อาหารปลอดภัย&nbsp;เพื่อนำพืชผักสะอาด&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;ให้กับประชาชนด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	สุรินทร์	สวท.สุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129134915945
263	การขับเคลื่อนเกษตรคุณภาพด้วยนวัตกรรม	<p><strong>บริษัท&nbsp;ปลาณีตฟาร์ม&nbsp;จำกัด&nbsp;จัดงานสัมมนา&nbsp;การขับเคลื่อนเกษตรคุณภาพด้วยนวัตกรรม</strong>&nbsp;เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร&nbsp;วันที่&nbsp;29&nbsp;&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.&nbsp;ณ&nbsp;ห้องราชพฤกษ์&nbsp;อาคารทักษิณาคาร&nbsp;มหาวิทยาลัยทักษิณ&nbsp;วิทยาเขตพัทลุง&nbsp;&nbsp;มีผศ.คำรณ&nbsp;พิทักษ์&nbsp;ผอ.อุทยานวิทยาศาตร์ภาคใต้&nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;รศ.ดร.ณัฐพงศ์&nbsp;จิตรนิรัตน์&nbsp;รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ&nbsp;มหาวิทยาลัยทักษิณ&nbsp;รศ.ดร.สมัคร&nbsp;แก้วสุกแสง&nbsp;รักษาการผู้อำนวยการ&nbsp;สถาบันวิจัยและพัฒนา&nbsp;มหาวิทยาลัยทักษิณ&nbsp;ร่วมกันสัมมนา&nbsp;การขับเคลื่อนเกษตรคุณภาพด้วยนวัตกรรม&nbsp;และที่ประชุมผ่านระบบออนไลน์&nbsp;(Video&nbsp;Conference)&nbsp;</p><p><strong>โดยโครงการ&nbsp;การขับเคลื่อนเกษตรคุณภาพด้วยนวัตกรรม&nbsp;ได้รับการสนับสนุนจาก</strong>กระทรวงการอุดมศึกษา&nbsp;วิทยาศาสตร์&nbsp;วิจัย&nbsp;และนวัตกรรม&nbsp;ภายใต้การดูแลจากอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้&nbsp;เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุณค่าสูงสุดภายใต้&nbsp;BCG&nbsp;Model&nbsp;จากวิกฤตโรคระบาด&nbsp;Covid-19&nbsp;ได้ส่งผลกระทบต่อเราในวงกว้าง&nbsp;มีการคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพ&nbsp;อนามัย&nbsp;และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น&nbsp;โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านอาหาร&nbsp;ภาคการเกษตรเป็นแหล่งผลิตอาหารชั้นต้น&nbsp;ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการเกษตรคุณภาพ&nbsp;การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;เช่น&nbsp;GAP,&nbsp;Organic&nbsp;เข้ามาขับเคลื่อนจนเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่</p><p><strong>อะมิโนปลาทะเล&nbsp;ตราปลาณีตฟาร์ม&nbsp;เกิดจากงานวิจัยและนวัตกรรม&nbsp;</strong>การนำทรัพยากรส่วนเกินการจากการแปรรูปอาหารทะเล&nbsp;ได้แก่&nbsp;เศษวัตถุดิบของบริษัท&nbsp;เซาท์เทอร์น&nbsp;ซีฟูด&nbsp;โปรดักส์&nbsp;จำกัด&nbsp;มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่&nbsp;โดยการสกัดอะมิโนด้วยจุลินทรีย์จากธรรมชาติ&nbsp;มีความปลอดภัย&nbsp;ปราศจากสารเคมีใดๆ&nbsp;เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;เพื่อใช้เป็นปัจจัยสนับสนุนการเพาะปลูกพืชผัก&nbsp;ผลไม้ชนิดต่างๆ&nbsp;เป้าหมายเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถ&nbsp;ลด&nbsp;ทดแทนการใช้ปุ๋ย&nbsp;และสารเคมี&nbsp;อีกทั้งยังส่งผลต่อการเพิ่มคุณภาพผลผลิต&nbsp;และลดต้นทุนการเพาะปลูก&nbsp;ส่งผลเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น&nbsp;ผู้บริโภคได้รับอาหารปลอดภัย</p><p><strong>โครงการนี้มีวัตถุประสงค์&nbsp;เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการของอะมิโนปลาทะเล</strong>&nbsp;ประโยชน์และความจำเป็นต่อพืชผัก&nbsp;ผลไม้&nbsp;สนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;จำนวนประมาณ&nbsp;50&nbsp;ราย&nbsp;รวมเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ&nbsp;500&nbsp;ไร่ได้มีโอกาสทดลองใช้ในการเพาะปลูกในระยะเวลา&nbsp;7&nbsp;เดือน&nbsp;ตั้งแต่&nbsp;เดือน&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;ถึง&nbsp;สิงหาคม&nbsp;2565&nbsp;โดยมีอาจารย์&nbsp;ผู้เชี่ยวชาญการ&nbsp;นักวิชาการ&nbsp;นักวิจัย&nbsp;สาขาต่างๆ&nbsp;คอยดูแล&nbsp;แก้ปัญหา&nbsp;เก็บข้อมูล&nbsp;และสรุปผลการใช้หลังสิ้นสุดโครงการ&nbsp;และสนับสนุนให้เกษตรกรที่สนใจใช้อะมิโนปลาทะเล&nbsp;สามารถเข้าถึงในระดับราคาต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพัทลุง&nbsp;074612404</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคใต้	พัทลุง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพัทลุง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129135514947
264	ศูนย์หม่อนไหมฯ ขอนแก่น ฝึกอบรมแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมโครงการพระราชดำริแก้มลิงหนองเลิงเปือย จังหวัดกาฬสินธุ์	<p><strong>นางสาวจิราลักษณ์&nbsp;ปรีดี&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ&nbsp;</strong>ขอนแก่น&nbsp;มอบหมายให้&nbsp;นางอมรรัตน์&nbsp;โวหาร&nbsp;นักวิชาการเกษตรชำนาญการ&nbsp;นายพนม&nbsp;ถานะ&nbsp;ตำแหน่ง&nbsp;เจ้าพนักงานการเกษตร&nbsp;และนางสุคนธ์&nbsp;นรนิล&nbsp;ตำแหน่ง&nbsp;คนงานทดลองการเกษตร&nbsp;จัดฝึกอบรมโครงการพระราชดำริแก้มลิงหนองเลิงเปือย&nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp;ปี&nbsp;2565&nbsp;หลักสูตร&nbsp;แปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนผลสด&nbsp;เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม&nbsp;และเพื่อให้เกษตรกรผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์&nbsp;ณ&nbsp;บ้านดงเมือง&nbsp;หมู่&nbsp;1&nbsp;ตำบลเหล่าอ้อย&nbsp;อำเภอร่องคำ&nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp;โดยมีเกษตรกรเข้าอบรมจำนวน&nbsp;20&nbsp;ราย</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;เพื่อให้ความรู้ทางวิชาการเรื่องความรู้ทั่วไป&nbsp;และประโยชน์ของหม่อนผล&nbsp;</strong>การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนผลสด&nbsp;เช่น&nbsp;ข้าวเกรียบ&nbsp;การวางแผนการผลิตและการตลาดของหม่อนผลสด&nbsp;โดยเกษตรกรผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีส่วนร่วมและให้ความสนใจในการสาธิตและฝึกปฏิบัติเป็นอย่างดี</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	ขอนแก่น	สวท.ขอนแก่น	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129164201010
265	บรรยากาศงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2565 ประชาชนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง	<p><strong>ตลอดทั้งวันที่งานเกษตรแฟร์&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;</strong>ภายใต้&nbsp;เกษตรวิถีใหม่&nbsp;หลังมหันตภัยโควิด&nbsp;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&nbsp;ประชาชนเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก&nbsp;ทำให้บรรยากาศเดิมหลังไม่มีการจัดงานมาเกือบ&nbsp;2&nbsp;ปี&nbsp;กลับมาทำให้ประชาชนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง&nbsp;ภายในงานมีการกำหนดมาตรการป้องกันโควิด-19&nbsp;อย่างเคร่งครัด&nbsp;ให้ประชาชนเช็คอินผ่านแอปหมอพร้อม&nbsp;และแสดงผลการฉีดวัคซีนก่อนเข้างาน&nbsp;และยังมีจุดบริการล้างมือให้ตามจุดต่างๆ&nbsp;ทำให้ประชาชนที่ร่วมงานครั้งนี้มีความมั่นใจและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น&nbsp;</p><p><strong>จากการสอบถามประชาชนที่เดินทางมางานครั้งนี้</strong>&nbsp;นางแสงรวี&nbsp;สุขเกษม&nbsp;เล่าว่า&nbsp;รู้สึกดีใจที่ได้มีการจัดงานแบบนี้อีกครั้งหลังห่างหายไปนาน&nbsp;โดยเฉพาะปีนี้มีมาตรการป้องกันโควิด-19&nbsp;อย่างเข้มงวด&nbsp;ทำให้การมาเที่ยวรู้สึกปลอดภัย&nbsp;ถึงแม้ว่าจะยังมีโรคดังกล่าวอยู่&nbsp;ตนเองก็ยังมีสวมหน้ากากอนามัย&nbsp;พกเจลแอลกอฮอร์และทำตามมาตรการเป็นอย่างดี&nbsp;</p><p><strong>ด้านนางปรีดา&nbsp;ทองอยู่&nbsp;ผู้ประกอบการร้านแคปหมูแม่สมจิตร&nbsp;เล่าว่า</strong>&nbsp;หลังจากที่มีโควิด-19&nbsp;ทำให้ยอดขายลดลง&nbsp;โดยในการจัดงานครั้งนี้เป็นความหวังอย่างยิ่งที่จะทำให้มีรายได้เข้ามาอีกครั้งและยังชื่นชมการจัดงานที่มาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด&nbsp;ทำให้รู้สึกปลอดภัยกับตัวเองและยังทำให้ประชาชนที่ร่วมงานรู้สึกมั่นใจขึ้นอีกเช่นเดียวกัน&nbsp;</p><p><strong>ประชาชนที่สนใจร่วมงานงานเกษตรแฟร์</strong>&nbsp;สามารถเดินทางมาได้ตั้งแต่วันนี้ถึง&nbsp;5&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;09.00&nbsp;น.-&nbsp;22.00&nbsp;น.&nbsp;โดยร่วมปฎิบัติภายใต้มาตรการโควิด-19&nbsp;อย่างเคร่งครัด</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129193114051
266	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนุนประมงพื้นบ้านเพชรบุรี รวมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม	<p><strong>นายอลงกรณ์&nbsp;พลบุตร</strong>&nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้าน&nbsp;คลองบางอินทร์&nbsp;ตำบลบางขุนไทร&nbsp;อำเภอบ้านแหลม&nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;เพื่อรับฟังปัญหาของชาวประมงในพื้นที่และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขการพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้านคลองบางอินทร์&nbsp;พื้นที่หมู่ที่&nbsp;8&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;</p><p><strong>ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ&nbsp;ให้คำแนะนำกับชาวประมงพื้นบ้าน</strong>&nbsp;ในการรวมกลุ่มและจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กรประมงชุมชนท้องถิ่น&nbsp;เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมงอพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มส่งออกทั้งในและต่างประเทศให้ได้มาตรฐาน&nbsp;มีคุณภาพ&nbsp;ลดต้นทุนการผลิตและสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129192526044
267	กรมชลประทาน เร่งเครื่องงานระบบส่งน้ำคลองลำกงและอ่างฯห้วยน้ำเฮี้ย จังหวัดเพชรบูรณ์ หวังแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ	<p><strong>นายชูชาติ&nbsp;รักจิตร&nbsp;รองอธิบดีกรมชลประทาน</strong>&nbsp;ลงพื้นที่ไปติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกงและโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย&nbsp;จังหวัดเพชรบูรณ์&nbsp;หวังแก้ปัญหาภัยแล้งและเสริมความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่&nbsp;โดยรองอธิบดีกรมชลประทาน&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;กรมชลประทาน&nbsp;โดยสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่&nbsp;10&nbsp;ดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง&nbsp;ตำบลวังท่าดี&nbsp;อำเภอหนองไผ่&nbsp;จังหวัดเพชรบูรณ์&nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม&nbsp;ซึ่งอยู่ในแผนงานระยะเร่งด่วนของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำป่าสักตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ&nbsp;</p><p><strong>ลักษณะโครงการแบ่งเป็นระบบท่อส่งน้ำและระบบคลองส่งน้ำ</strong>&nbsp;ความยาวรวมประมาณ&nbsp;&nbsp;99&nbsp;กิโลเมตร&nbsp;และระบบคลองระบายน้ำฝั่งซ้าย-ขวา&nbsp;รวม&nbsp;23&nbsp;สาย&nbsp;ความยาวรวม&nbsp;44&nbsp;กิโลเมตร&nbsp;ระยะเวลาดำเนินการ&nbsp;8&nbsp;ปี&nbsp;(ปี&nbsp;2562-2569)&nbsp;มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า&nbsp;50,000&nbsp;ไร่&nbsp;ในเขตตำบลท่าแดง&nbsp;ตำบลวังท่าดี&nbsp;ตำบลวังโบสถ์&nbsp;ตำบลบ่อไทย&nbsp;อำเภอหนองไผ่&nbsp;จังหวัดเพชรบูรณ์&nbsp;ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ&nbsp;38&nbsp;ได้สั่งการให้ปรับการดำเนินการให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี&nbsp;2568&nbsp;และงานก่อสร้างระบบส่งน้ำที่แล้วเสร็จแต่ละปี&nbsp;ต้องส่งน้ำให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์เป็นช่วงๆ&nbsp;ด้วย&nbsp;</p><p><strong>สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย&nbsp;</strong>ตำบลบ้านเนิน&nbsp;อำเภอหล่มเก่า&nbsp;จังหวัดเพชรบูรณ์&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ&nbsp;80&nbsp;คาดว่าจะเปิดใช้งานและเก็บน้ำได้ในช่วงปลายปี&nbsp;2565&nbsp;หากดำเนินการแล้วเสร็จ&nbsp;จะเก็บกักน้ำได้ประมาณ&nbsp;5.40&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;เป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่จะช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร&nbsp;ในพื้นที่อำเภอหล่มเก่าและอำเภอหล่มสัก&nbsp;มีพื้นที่รับประโยชน์ในเขตโครงการฯ&nbsp;ในฤดูฝนประมาณ&nbsp;4,500&nbsp;ไร่&nbsp;และช่วงแล้งอีกประมาณ&nbsp;900&nbsp;ไร่&nbsp;พร้อมได้กำชับให้ควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางวิศวกรรมและเร่งรัดให้งานแล้วเสร็จโดยเร็ว&nbsp;เพื่อให้เริ่มเก็บน้ำได้ในปี&nbsp;2565&nbsp;ซึ่งจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น&nbsp;ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงแล้ง&nbsp;ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129192214041
268	สหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ ลงพื้นที่ติดตามเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นา	<p><strong>เมื่อวันที่&nbsp;28&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;นายราชศักดิ์&nbsp;ตระสินธุ์&nbsp;สหกรณ์จังหวัดสุรินทร์&nbsp;</strong>มอบหมายให้&nbsp;นายจารุวัฒน์&nbsp;&nbsp;วิยาสิงห์&nbsp;ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์&nbsp;4&nbsp;พร้อมคณะ&nbsp;เข้าตรวจเยี่ยม&nbsp;แนะนำส่งเสริม&nbsp;สหกรณ์การเกษตรสำโรงทาบ&nbsp;จำกัด&nbsp;&nbsp;และติดตามเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร&nbsp;โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิก&nbsp;ระยะที่&nbsp;2&nbsp;จำนวน&nbsp;5&nbsp;ราย&nbsp;ดังนี้</p><p>1.นายบุญทัน&nbsp;&nbsp;สุภาวหา&nbsp;&nbsp;สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;ได้ขุดสระน้ำ&nbsp;เพื่อเลี้ยงปลาดุก&nbsp;มีรายได้ระหว่างปีประมาณ&nbsp;&nbsp;14,000&nbsp;&nbsp;บาท/ปี&nbsp;และได้มีการปลูกหญ้าเพื่อเลี้ยงโคจำนวน&nbsp;&nbsp;3&nbsp;&nbsp;ตัว</p><p>2.นางยวนใจ&nbsp;&nbsp;นาคนวล&nbsp;&nbsp;สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;ฯ&nbsp;ได้ขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมติดตั้งแผงโซล่าเซลล์&nbsp;เพื่อใช้ในการทำนาจำนวน&nbsp;&nbsp;13&nbsp;&nbsp;ไร่&nbsp;ในฤดูทำนาปี&nbsp;&nbsp;และทำนาปรัง&nbsp;พร้อมทั้งมีการปลูกหญ้าเพื่อเลี้ยงโคจำนวน&nbsp;1&nbsp;ตัว&nbsp;และเลี้ยงกระบือ&nbsp;จำนวน&nbsp;&nbsp;9&nbsp;ตัว&nbsp;&nbsp;ทำให้มีรายได้เพิ่มประมาณ&nbsp;&nbsp;5,000-10,000&nbsp;บาท/ปี&nbsp;</p><p>3.นางสำรวน&nbsp;&nbsp;แสงเพชร&nbsp;สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;ฯ&nbsp;ได้ขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมติดตั้งแผงโซล่าเซลล์&nbsp;เพื่อปลูกหญ้าเลี้ยงวัว&nbsp;&nbsp;โดยได้เลี้ยงวัวพันธุ์บรามัน&nbsp;&nbsp;จำนวน&nbsp;6&nbsp;ตัว&nbsp;ราคาประมาณตัวละ&nbsp;45,000-50,000&nbsp;&nbsp;บาท</p><p>4.นายนรินทร์&nbsp;&nbsp;วันถุนัด&nbsp;&nbsp;สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;ฯ&nbsp;มีการเจาะบ่อบาดาลและติดตั้งแผงโซล่าเซลล์&nbsp;เพื่อทำนาปีและนาปรัง&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;จำนวน&nbsp;&nbsp;18&nbsp;&nbsp;ไร่&nbsp;&nbsp;หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวสมาชิกจะปลูกพริก&nbsp;ปลูกถั่วฝักยาว&nbsp;ปลูกมันเทศ&nbsp;&nbsp;มีรายได้เพิ่มประมาณ&nbsp;20,000/ปี</p><p>5.นายแถ&nbsp;&nbsp;บุญกล้า&nbsp;สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;ฯ&nbsp;มีการเจาะบ่อบาดาลและติดตั้งแผงโซล่าเซลล์&nbsp;เพื่อใช้ในฤดูกาลทำนาปีและนาปรัง&nbsp;ในพื้นที่จำนวน&nbsp;&nbsp;6&nbsp;&nbsp;ไร่&nbsp;&nbsp;และมีการเลี้ยงวัวจำนวน&nbsp;&nbsp;6&nbsp;&nbsp;ตัว&nbsp;&nbsp;และเลี้ยงกระบือ&nbsp;จำนวน&nbsp;&nbsp;4&nbsp;ตัว&nbsp;&nbsp;ทำให้มีรายได้เพิ่มประมาณ&nbsp;&nbsp;5,000&nbsp;&nbsp;บาท&nbsp;/ปี&nbsp;</p><p><strong>ทั้งนี้&nbsp;ได้สอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคของสมาชิกในเรื่องของคุณภาพน้ำบาดาล</strong>ตลอดจนแนะนำช่องทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้า&nbsp;และการใช้ประโยชน์จากระบบน้ำเพื่อให้สมาชิกสามารถสร้างรายได้ใน&nbsp;&nbsp;อนาคต&nbsp;ต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-29T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	สุรินทร์	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129211501064
269	ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน เปิดตัว โครงการต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน	<p><strong>ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน&nbsp;เปิดตัว&nbsp;โครงการต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน</strong>&nbsp;ณ&nbsp;สวนลุงวุฒิฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ต.บางวัน&nbsp;อ.คุระบุรี&nbsp;จ.พังงา&nbsp;เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้แนวทางการทำเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางการทำการเกษตรแบบปลอดภัยและลดต้นทุนทีมีการเกื้อกูลกิจกรรมทั้งระบบตั้งแต่กระบวนการผลิต&nbsp;การรวบรวมและการแปรรูปสู่การทำการตลาดอย่างยั่งยืน</p><p><strong>นายมานพ&nbsp;จินาไหม&nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ธ.ก.ส.ฝ่ายกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน&nbsp;(ประกอบด้วย&nbsp;ชุมพร&nbsp;สุราษฎร์ธานี&nbsp;พังงา&nbsp;&nbsp;กระบี่&nbsp;ระนอง&nbsp;ภูเก็ต)&nbsp;&nbsp;ได้คัดเลือกสวนลุงวุฒิฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี&nbsp;ที่ตั้ง&nbsp;หมู่&nbsp;2&nbsp;ต.บางวัน&nbsp;อ.คุระบุรี&nbsp;จ.พังงา&nbsp;จัดทำ&nbsp;โครงการต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน&nbsp;เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ครบวงจรทั้งการผลิต&nbsp;รวบรวม&nbsp;&nbsp;แปรรูป&nbsp;&nbsp;และการตลาด&nbsp;ส่งเสริมและพัฒนาสร้างเป็นหัวขบวนให้กับเกษตรกรและเครือข่าย&nbsp;ในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน&nbsp;เชื่อมโยงธุรกิจกับเกษตรกรรายย่อยเพื่อให้เกิดรายได้ทั้งระบบ&nbsp;และยังเป็นเครือข่ายในการเชื่อมโยงกิจกรรม&nbsp;โครงการต่างๆของธนาคารที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เช่น&nbsp;การเป็นวิทยากรให้ความรู้&nbsp;การเป็นตัวแทนกลุ่มเกษตรในโครงการของธนาคารการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน&nbsp;เป็นต้น</p><p><strong>สวนลุงวุฒิฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดีแห่งนี้มีทั้งกาแฟ&nbsp;การเลี้ยงปลาในบ่อเมทัลชีท</strong>&nbsp;การเลี้ยงไก่ระบบเปิด&nbsp;และผลไม้ออร์แกนิคหลากหลายชนิด&nbsp;ถือได้ว่าเป็นแหล่งเรียนเกษตรผสมผสานที่สามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบได้ซึ่ง&nbsp;ธ.ก.ส.ได้มีแผนพัฒนาบุคลากรมีการฝึกทักษะการเป็นวิทยากรมืออาชีพ&nbsp;การใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อการประชาสัมพันธ์และขยายช่องทางการตลาด&nbsp;แผนพัฒนาอาคารสถานที่และอุปกรณ์&nbsp;มีการปรับปรุงอาคารเพื่อให้มีความพร้อมรองรับผู้เข้าอบรม&nbsp;จัดซื้ออุปกรณ์ประจำศูนย์เรียนรู้&nbsp;เพื่อใช้ในการอบรมให้ความรู้แก่เข้ารับการอบรม&nbsp;กิจกรรมพัฒนาฐานเรียนรู้&nbsp;จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์&nbsp;ปรับปรุงภูมิทัศน์&nbsp;จัดทำแปลงสาธิต&nbsp;เพื่อรองรับการศึกษาดูงาน&nbsp;ผู้สนใจจากภายในและภายนอกชุมชน&nbsp;แผนส่งเสริมการเรียนรู้&nbsp;จัดกิจกรรมพัฒนาองค์ความรู้&nbsp;ด้านการบริหารจัดการ&nbsp;ด้านการผลิต&nbsp;ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม&nbsp;และด้านการตลาด&nbsp;มุ่งหวังให้สมาชิกปรับวิธีคิด&nbsp;ปรับวิธีการผลิตตามแนวทางเกษตรผสมผสาน&nbsp;กระบวนการผลิตตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย&nbsp;(GAP)&nbsp;รวมทั้งการวิเคราะห์คุณภาพผลผลิต&nbsp;และการแปรรูป&nbsp;เป็นต้น&nbsp;</p><p><strong>ซึ่งการดำเนินโครงการฯ&nbsp;ดังกล่าว&nbsp;จะทำให้เกษตรกรมีการปรับ&nbsp;เปลี่ยน</strong>&nbsp;พัฒนาระบบการเกษตร&nbsp;โดยใช้ตลาดนำ&nbsp;ผ่านการประยุกต์ใช้หลักวิชาการ&nbsp;เพื่อการตลาดที่มั่นคง&nbsp;ส่งผลให้มีรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-30T00:00:00	ภาคใต้	พังงา	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220130111449113
270	จังหวัดระยอง จับมือภาคเอกชน สนับสนุนเกษตรกรในภาวะปุ๋ยแพง	<p><strong>นายอนันต์&nbsp;นาคนิยม&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง</strong>&nbsp;รับมอบปุ๋ยเคมี&nbsp;สูตร&nbsp;21-0-0&nbsp;จากผู้แทนบริษัท&nbsp;อูเบะ&nbsp;เคมิคอลส์&nbsp;(เอเชีย)&nbsp;จำกัด&nbsp;(มหาชน)&nbsp;จำนวน&nbsp;15&nbsp;ตัน&nbsp;เพื่อส่งมอบให้กับตัวแทนเกษตรกรอำเภอบ้านฉางผู้ปลูกสับปะรด&nbsp;มันสำปะหลัง&nbsp;และมะพร้าว</p><p><strong>นางมาริน&nbsp;สมคิด&nbsp;เกษตรจังหวัดระยอง&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;จังหวัดระยอง&nbsp;</strong>โดยนายนายอนันต์&nbsp;นาคนิยม&nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง&nbsp;ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกรหลายอำเภอ&nbsp;และในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้พบปะ&nbsp;เยี่ยมเยียน&nbsp;นายสุทธิ&nbsp;ที่หมาย&nbsp;เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำไร่&nbsp;ระดับประเทศ&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;พบว่าเกษตรกรกำลังประสบปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูงอย่างต่อเนื่อง&nbsp;ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตพืช&nbsp;ประกอบกับจังหวัดระยอง&nbsp;มีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต&nbsp;คือ&nbsp;บริษัท&nbsp;อูเบะ&nbsp;เคมิคอลส์&nbsp;(เอเชีย)&nbsp;จำกัด&nbsp;(มหาชน)&nbsp;จึงมอบหมายให้&nbsp;สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง&nbsp;ประสานความร่วมมือจากบริษัท&nbsp;อูเบะฯ&nbsp;และได้รับการสนับสนุนปุ๋ยเคมีสูตร&nbsp;21-0-0&nbsp;จำนวน&nbsp;15&nbsp;ตัน&nbsp;เพื่อส่งมอบให้กับเกษตรกร&nbsp;จำนวน&nbsp;100&nbsp;ราย&nbsp;เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป.</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-30T00:00:00	ภาคตะวันออก	ระยอง	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220130120757132
271	สั่งพาณิชย์จังหวัดยกระดับการตรวจสต๊อกน้ำมันปาล์มต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี 	<p><strong>นายวัฒนศักย์&nbsp;เสือเอี่ยม&nbsp;อธิบดีกรมการค้าภายใน</strong>&nbsp;กล่าวถึงกรณีที่พลเอก&nbsp;ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;ได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้โมเดลการเช็คสต๊อกน้ำมันปาล์ม&nbsp;คล้ายคลึงกับการเช็คสต๊อกสุกร&nbsp;หลังจากราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้น&nbsp;ว่า&nbsp;ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว&nbsp;แต่ปัจจุบันได้มีการยกระดับให้มาตรการมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น&nbsp;โดยสั่งให้พาณิชย์จังหวัดรายงานตัวเลขสต๊อก&nbsp;ต่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเป็นประจำทุกเดือน&nbsp;เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มดิบในประเทศว่ามีปริมาณเท่าใด&nbsp;</p><p><strong>ขณะเดียวกัน&nbsp;ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ</strong>&nbsp;สมาคมโรงกลั่นน้ำมัน&nbsp;พยายามตรึงราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดให้นานที่สุด&nbsp;ยอมรับว่า&nbsp;สถานการณ์ราคาผลปาล์มปีนี้ปรับตัวสูงถึง&nbsp;12&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;แต่เนื่องด้วยขณะนี้ผลผลิตปาล์มเริ่มกระจายออกสู่ตลาด&nbsp;ทำให้ราคาเริ่มปรับตัวลดลงมาบ้าง&nbsp;โดยคาดว่า&nbsp;ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้&nbsp;จะมีปริมาณผลปาล์มออกสู่ตลาดมากขึ้น&nbsp;ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการส่งผลให้มีแรงงานเริ่มกลับเข้าไปเก็บผลปาล์มได้&nbsp;ทำให้มีผลปาล์มในระบบเพิ่มมากขึ้น&nbsp;ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ราคาน้ำมันปาล์มปรับลดลง&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p>	2022-01-30T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220130195350293
272	ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ติดตามสถานการณ์ผลผลิต ผักกาดขาว ตกต่ำ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือ	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;</strong>วันที่&nbsp;28&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;นายเชษฐา&nbsp;โมสิกรัตน์&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การผลิตและราคาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรผักกาดขาว&nbsp;โดยมี&nbsp;นางสาวยุพา&nbsp;นาคา&nbsp;พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;ผู้แทนสำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;และผู้แทนประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;ร่วมประชุม&nbsp;ณ&nbsp;ห้องประชุมยุทธศาสตร์&nbsp;ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่เพาะปลูกผักกาดขาว&nbsp;ประมาณ&nbsp;500&nbsp;ไร่&nbsp;</strong>มีผลผลิตประมาณ&nbsp;800&nbsp;ตัน&nbsp;ปลูกมากในพื้นที่อำเภอเมือง&nbsp;และอำเภอแม่สะเรียง&nbsp;ส่งจำหน่ายให้ผู้รวบรวม&nbsp;,&nbsp;โรงงานตัดแต่งในอำเภอแม่สะเรียง&nbsp;และจังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก&nbsp;ขณะที่ในปีนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นและนานกว่าปีที่ผ่านมา&nbsp;รวมทั้งราคาผักกาดขาวช่วงก่อนหน้านี้ราคาค่อนข้างสูง&nbsp;จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น&nbsp;ประกอบกับผลผลิตผักกาดขาวในหลายจังหวัด&nbsp;ได้แก่&nbsp;เชียงใหม่&nbsp;เชียงราย&nbsp;เพชรบูรณ์&nbsp;และตาก&nbsp;ออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกันเป็นจำนวนมาก&nbsp;ทำให้ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้&nbsp;ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;การประชุมในครั้งนี้</strong>&nbsp;เป็นการติดตามสถานการณ์การผลิต&nbsp;และราคาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะผักกาดขาว&nbsp;เพื่อเป็นการวางแผนการปลูก&nbsp;การจำหน่าย&nbsp;การให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูก&nbsp;ทั้งด้านการผลิต&nbsp;และการตลาด&nbsp;อันจะนำไปสู่การกำหนดพื้นที่และปริมาณการปลูกที่เหมาะสม&nbsp;และเกิดประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุด&nbsp;และเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวประสบความสำเร็จ&nbsp;และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร&nbsp;จึงมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;วางแผนการผลิต&nbsp;พื้นที่เพาะปลูก&nbsp;ปริมาณการผลิต&nbsp;และการแปรรูปสินค้าเกษตรหลักของจังหวัด&nbsp;และมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด&nbsp;ดูแลกลไกตลาด&nbsp;ราคา&nbsp;และประสานงานผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร&nbsp;โดยมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผักกาดขาวในพื้นที่อำเภอเมือง&nbsp;และอำเภอแม่สะเรียง&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;29-30&nbsp;มกราคม&nbsp;2565</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><span&nbsp;style=""color:&nbsp;rgb(51,&nbsp;51,&nbsp;51);"">&nbsp;</span></p>"	2022-01-30T00:00:00	ภาคเหนือ	แม่ฮ่องสอน	สวท.แม่ฮ่องสอน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220130151804191
273	อำเภออุทุมพรพิสัย  เร่งตรวจสอบ การฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์ ควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกรและซากให้เป็นไปตามมาตรการที่กรม ปศุสัตว์กำหนด	<p><strong>เมื่อ&nbsp;เวลา&nbsp;14.00&nbsp;น&nbsp;นายเทวัญ&nbsp;ศรีสุธัญญาวงศ์&nbsp;ปศุสัตว์อำเภออุทุมพรพิสัย</strong>,&nbsp;นายมนัสพล&nbsp;ไชยโยธา&nbsp;ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง&nbsp;พ.ต.ต&nbsp;พินิจ&nbsp;คำภักดี&nbsp;สารวัตรป้องกันปราบปราม.สภ.อุทุมพรพิสัย&nbsp;นายพีระยศ&nbsp;แร่ทอง&nbsp;รก.ปศุสัตว์อำภอเมืองจันทร์&nbsp;นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อม.จนท.อส.อำเภออุทุมพรพิสัย.เข้าตรวจสอบโรงฆ่าสุกร&nbsp;จำนวน&nbsp;1&nbsp;แห่ง&nbsp;สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์จำนวน&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;</p><p><strong>เพื่อตรวจสอบการฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์</strong>&nbsp;ควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกรและซากให้เป็นไปตามมาตรการที่กรม&nbsp;ปศุสัตว์กำหนด.ตรวจตราป้องกันการการกักตุนเนื้อสุกรและกำกับดูแลร้านจำหน่ายเนื้อสุกรชำแหละ.ให้ติดป้ายราคาสินค้าอย่างชัดเจน&nbsp;ผลการปฎิบัติงานไม่พบผู้กระทำผิดแต่อย่างใด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-30T00:00:00	NULL	ศรีสะเกษ	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220130194512288
274	พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลผลิตทางการเกษตร บ้านห้วยโป่งกาน ตำบลผาบ่อง และบ้านไมโครเวฟ ตำบลห้วยโป่ง	<p><strong>วานนี้&nbsp;(29&nbsp;มกราคม&nbsp;2565)&nbsp;นางสาวยุพา&nbsp;นาคา&nbsp;พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;</strong>ร่วมกับ&nbsp;นางสาวลักษณาวดี&nbsp;ขำผุด&nbsp;รักษาการหัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟู&nbsp;และพัฒนาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน&nbsp;ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์&nbsp;และรับฟังความเห็นจากเกษตรกร&nbsp;ในพื้นที่บ้านห้วยโป่งกาน&nbsp;ตำบลผาบ่อง&nbsp;และบ้านไมโครเวฟ&nbsp;ตำบลห้วยโป่ง&nbsp;อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน&nbsp;เบื้องต้นหลังจากลงพื้นที่แล้วได้ข้อสรุปดังนี้</p><p>1.ราคาตกต่ำเนื่องจากมีผลผลิตในหลายจังหวัดออกสู่ตลาดเพิ่มจากปีก่อน&nbsp;มีการนำเข้าผักจากจีนมาจำหน่ายในประเทศ&nbsp;ประกอบกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา&nbsp;การขนส่งสินค้าระยะทาง&nbsp;เท่ากันแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนต้องใช้ระยะเวลามากกว่าจังหวัดอื่น&nbsp;ๆ&nbsp;2&nbsp;เท่า&nbsp;ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูง</p><p>2.เกษตรกรขอให้ภาครัฐช่วยเหลือ&nbsp;ดังนี้&nbsp;มาตรการเร่งด่วน&nbsp;โดยขอให้หาผู้ประกอบการมารับซื้อผลผลิตหน้าสวนในราคา&nbsp;3&nbsp;บาท/กก.&nbsp;โดยเกษตรกรรับผิดชอบค่าแรงในการตัดและขนจัดเรียงขึ้นรถบรรทุก&nbsp;และขอรับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต&nbsp;เช่น&nbsp;ปุ๋ย&nbsp;ยา&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ในราคา&nbsp;ที่ถูกลง&nbsp;ในการปลูกพืชฤดูกาลถัดไป&nbsp;ขณะที่มาตรการระยะยาว&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ&nbsp;พร้อมขอให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรช่วยเหลือสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย&nbsp;รวมทั้งปรับเปลี่ยนพื้นที่&nbsp;ปลูกผักกาดขาวและกะหล่ำปลี&nbsp;เป็นผักปลอดภัย&nbsp;เพื่อเพิ่มมูลค่า&nbsp;และส่งเสริมเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวหรือส่งเสริมอาชีพ/ปลูกพืชอื่นๆ&nbsp;ที่สร้างรายได้ที่ดีให้เกษตรกร</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>	2022-01-30T00:00:00	ภาคเหนือ	แม่ฮ่องสอน	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220131002626328
275	ปศุสัตว์ จ.ประจวบฯ เร่งฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในฟาร์มที่พบการระบาดโรค ASF ต่อเนื่อง 1 เดือน พร้อมสุ่มตรวจหาเชื้อในฟาร์มสุกรเป้าหมายเพื่อควบคุมการระบาด	<p><strong>นายยุษฐิระ&nbsp;บัณฑุกุล&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp;เปิดเผยว่า</strong>&nbsp;ขณะนี้ได้ระดมเจ้าหน้าที่ออกฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในฟาร์มสุกร&nbsp;3&nbsp;แห่งใน&nbsp;อ.เมือง&nbsp;และ&nbsp;อ.ทับสะแก&nbsp;ที่พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;หรือ&nbsp;ASF&nbsp;โดยจะดำเนินการต่อเนื่องทุกสัปดาห์เป็นเวลา&nbsp;1&nbsp;เดือน&nbsp;</p><p><strong>ส่วนฟาร์มอื่นในรัศมีรอบจุดเกิดโรค&nbsp;1&nbsp;กม.&nbsp;ได้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง</strong>ของสุกรไปตรวจหาเชื้อ&nbsp;พร้อมแนะนำเกษตรกรรายย่อยให้นำสุกรเข้าโรงฆ่าสัตว์ในพื้นที่ใกล้ที่สุดหรือภายในจังหวัดเท่านั้น&nbsp;และขอความร่วมมือรถจับสุกรให้ทำความสะอาดรถทุกครั้งหลังจับ&nbsp;มีการตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปศุสัตว์อำเภอ&nbsp;เพื่อพ่นยาฆ่าเชื้อรถจับสุกรทุกครั้งก่อนออกใบอนุญาตให้เคลื่อนย้าย&nbsp;ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีฟาร์มสุกรในพื้นที่อื่นติดเชื้อเพิ่ม&nbsp;พร้อมแจ้งนายอำเภอประสานกับเจ้าหน้าที่ตำบล&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;ตรวจสอบไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมายตาม&nbsp;พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์&nbsp;2558&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-31T00:00:00	ภาคตะวันตก	ประจวบคีรีขันธ์	สวท.ประจวบคีรีขันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220131081536337
276	ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หลักสูตร WiNS รุ่นที่ 2 ในการศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่สวนส้มโอขาวใหญ่	"<p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ที่บริเวณศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตรตำบลบางสะแก&nbsp;อำเภอบางคนที&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;นายขจร&nbsp;ศรีชวโนทัย&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม&nbsp;ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการอุดมศึกษา&nbsp;วิทยาศาสตร์&nbsp;วิจัย&nbsp;และนวัตกรรม&nbsp;หลักสูตร&nbsp;WiNS&nbsp;รุ่นที่&nbsp;2&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงานที่จังหวัดสมุทรสงคราม&nbsp;โดยชมกระบวนการปลูกส้มโอขาวใหญ่ของประวิตร&nbsp;คุ้มสิน&nbsp;ปราญชาวบ้าน&nbsp;ที่บอกเล่าตั้งแต่การปลูก&nbsp;การดูแล&nbsp;รักษา&nbsp;จนถึงการส่งจำหน่าย</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม&nbsp;&nbsp;&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;โครงการพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการอุดมศึกษา&nbsp;วิทยาศาสตร์&nbsp;วิจัยและนวัตกรรม&nbsp;จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงการอุดมศึกษา&nbsp;วิทยาศาสตร์&nbsp;วิจัยและนวัตกรรม&nbsp;โดยมีเป้าหมายในการรับใช้สังคมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&nbsp;สามารถทำงานร่วมกับเอกชนได้ตามยุทธศาสตร์&nbsp;โดยการนำวิทยาศาสตร์&nbsp;การวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ&nbsp;พร้อมดึงศักยภาพพลังคนรุ่นใหม่ในการหลอมรวมกับความคิดผู้บริหารระดับสูงในการสร้างเครือข่าย&nbsp;การทำงานร่วมกัน&nbsp;ร่วมแบ่งปันความรู้&nbsp;แลกเปลี่ยนประสบการณ์&nbsp;เพื่อการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมและการศึกษาไทย&nbsp;การที่นำคณะมาศึกษาดูงานเรื่องการเกษตรของจังหวัดสมุทรสงคราม&nbsp;เนื่องจากส้มโอขาวใหญ่เป็นผลไม้เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรปีละนับร้อยล้านบาท&nbsp;</p><p&nbsp;class=""ql-align-justify""><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-justify"">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>"	2022-01-31T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	สมุทรสงคราม	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220131115326403
277	""	""		""	""	""	""
278	""	""		""	""	""	""
279	""	""		""	""	""	""
280	""	""		""	""	""	""
281	""	""		""	""	""	""
282	""	""		""	""	""	""
283	""	""		""	""	""	""
284	""	""		""	""	""	""
285	""	""		""	""	""	""
286	""	""		""	""	""	""
287	""	""		""	""	""	""
288	""	""		""	""	""	""
289	""	""		""	""	""	""
290	""	""		""	""	""	""
291	""	""		""	""	""	""
292	""	""		""	""	""	""
293	""	""		""	""	""	""
294	""	""		""	""	""	""
295	""	""		""	""	""	""
296	""	""		""	""	""	""
297	""	""		""	""	""	""
298	""	""		""	""	""	""
299	""	""		""	""	""	""
300	""	""		""	""	""	""
301	""	""		""	""	""	""
302	""	""		""	""	""	""
303	""	""		""	""	""	""
304	""	""		""	""	""	""
305	""	""		""	""	""	""
306	""	""		""	""	""	""
307	""	""		""	""	""	""
308	""	""		""	""	""	""
309	""	""		""	""	""	""
310	""	""		""	""	""	""
311	""	""		""	""	""	""
312	""	""		""	""	""	""
313	""	""		""	""	""	""
314	""	""		""	""	""	""
315	""	""		""	""	""	""
316	""	""		""	""	""	""
317	""	""		""	""	""	""
318	""	""		""	""	""	""
319	""	""		""	""	""	""
320	""	""		""	""	""	""
321	""	""		""	""	""	""
322	""	""		""	""	""	""
323	""	""		""	""	""	""
324	""	""		""	""	""	""
325	""	""		""	""	""	""
326	""	""		""	""	""	""
327	""	""		""	""	""	""
328	""	""		""	""	""	""
