<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><NewsTitle>ย้อนรอยหมู มาถึงจุดนี้ (ได้อย่างไร)</NewsTitle><Detail>&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เป็นปีที่อุตสาหกรรมสุกรไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย&amp;nbsp;ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ&amp;nbsp;ร้อน&amp;nbsp;แล้ง&amp;nbsp;และอุทกภัยครั้งใหญ่&amp;nbsp;ที่กระทบต่อตัวสุกรทำให้อ่อนแอและไวต่อการเกิดโรค&amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp;สถานการณ์น้ำท่วมทำให้เชื้อโรคมากับน้ำ&amp;nbsp;ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับความเสียหายอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยเฉพาะสถานการณ์โรคในสุกร&amp;nbsp;ทั้ง&amp;nbsp;PRRS&amp;nbsp;PED&amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;ทำให้สุกรแม่พันธุ์เสียหายมากถึง&amp;nbsp;40%&amp;nbsp;จากจำนวน&amp;nbsp;1.1&amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp;เหลือเพียง&amp;nbsp;6.6&amp;nbsp;แสนตัว&amp;nbsp;ส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณผลผลิตสุกรขุนปรับลดลงถึง&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;จากปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จากที่เคยมีจำนวนสุกรประมาณ&amp;nbsp;18-19&amp;nbsp;ล้านตัวต่อปี&amp;nbsp;เหลือเพียง&amp;nbsp;14.7&amp;nbsp;ล้านตัวต่อปีเท่านั้น&amp;nbsp;ความเสียหายของสุกรถือเป็นอีกภาระหนักที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น&amp;nbsp;อัตราเสียหายยิ่งมากเท่าใด&amp;nbsp;ย่อมกระทบกับต้นทุนการเลี้ยงต่อตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกประเภท&amp;nbsp;จากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้&amp;nbsp;ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาคปศุสัตว์ทั่วโลกกำลังประสบอยู่&amp;nbsp;ยกตัวอย่างเช่น&amp;nbsp;ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp;ทั้งกัมพูชา&amp;nbsp;ลาว&amp;nbsp;เวียดนาม&amp;nbsp;ที่ปรับขึ้นไปอยู่ในระดับ&amp;nbsp;11.20-12.20&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;เป็นราคาสูงสุดในรอบ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;กว่าปี&amp;nbsp;ส่วนจีนราคาสูงถึง&amp;nbsp;12.80&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยเคยมีราคาสูงถึง&amp;nbsp;12.50&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;โดยวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลัก&amp;nbsp;60-70%&amp;nbsp;ของการเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp;เกษตรกรต้องเพิ่มความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ&amp;nbsp;(Biosecurity)&amp;nbsp;เนื่องจากกลุ่มสุกรมีโรคประจำถิ่นจำนวนมาก&amp;nbsp;จึงสร้างภาระการดูแลมากขึ้น&amp;nbsp;ส่งผลให้มีค่าแรงงานในการดำเนินการเพิ่ม&amp;nbsp;การใช้เงินลงทุนไปกับค่าน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่จำเป็น&amp;nbsp;กลายเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น&amp;nbsp;พบว่าเกษตรกรมีต้นทุนส่วนนี้มากถึง&amp;nbsp;400-500&amp;nbsp;บาทต่อตัว&amp;nbsp;และหลังจากนี้ผู้เลี้ยงจะต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานทั้ง&amp;nbsp;GFM-สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก&amp;nbsp;GMP-สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;GAP&amp;nbsp;ที่กรมปศุสัตว์กำหนดเป็นมาตรฐานบังคับ&amp;nbsp;ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินทุนอีกเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งความเสียหายของสุกร&amp;nbsp;ต้นทุนวัตถุดิบ&amp;nbsp;การยกระดับป้องกันโรค&amp;nbsp;และผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมหนักในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp;สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่&amp;nbsp;ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนที่ต้องแบกรับสูงถึงกิโลกรัมละ&amp;nbsp;90&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาโรคสุกร&amp;nbsp;อัตราเสียหายยิ่งสูงขึ้นอีก&amp;nbsp;โดยเฉพาะฟาร์มเกษตรกรรายย่อย&amp;nbsp;ต้นทุนพุ่งขึ้นไป&amp;nbsp;100-120&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&amp;nbsp;และพื้นที่ที่พบภาวะโรคส่วนใหญ่เกษตรกรมักตัดสินใจขายสุกรก่อนกำหนด&amp;nbsp;เพื่อลดความเสี่ยง&amp;nbsp;แม้รู้ว่าต้องขาดทุน&amp;nbsp;ส่วนเกษตรกรรายอื่นๆก็ไม่กล้าเข้าเลี้ยงสุกรอีก&amp;nbsp;รวมถึงผู้เลี้ยงทั้งประเทศที่แม้ภาวะราคาจะดีขึ้นกว่าเมื่อต้นปี&amp;nbsp;แต่ทั้งต้นทุนที่สูงต่อเนื่อง&amp;nbsp;ความเสียหายที่ไม่อาจคาดเดา&amp;nbsp;รวมถึงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp;กลายเป็นปัจจัยในการพิจารณาเลี้ยงสุกรรอบใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยิ่งก่อนนี้เกษตรกรถูกพ่อค้ารับซื้อสุกร&amp;nbsp;กุเรื่องโรคระบาดสุกรมาทุบราคา&amp;nbsp;ถึงขนาดเคยขายสุกราคาถูกกิโลกรัมละ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;กว่าบาท&amp;nbsp;ทั้งที่ต้นทุนขณะนั้นสูงกว่า&amp;nbsp;70-80&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ประมาณการความเสียหายทั่วประเทศ&amp;nbsp;จากการขายสุกรขุนต่ำกว่าทุนสูงถึง&amp;nbsp;8,000-10,000&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;ก็ยิ่งซ้ำเติมภาระขาดทุนที่เกษตรกรต้องแบกรับมากว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันนี้จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงทั้งประเทศที่เคยมีถึง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แสนราย&amp;nbsp;เหลือเพียง&amp;nbsp;8&amp;nbsp;หมื่นรายเท่านั้น&amp;nbsp;โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ต้องเลิกเลี้ยงจากปัญหาด้านเงินลงทุน&amp;nbsp;บางรายชะลอการเลี้ยงไว้ก่อน&amp;nbsp;แต่การป้องกันโรคยังคงต้องดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;โดยผู้เลี้ยงต้องบริหารจัดการ&amp;nbsp;ทั้งเรื่องความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;6-12&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;จึงจะสามารถกลับเข้าเลี้ยงสุกรได้&amp;nbsp;เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาสร้างความเสียหายให้กับฝูงสุกรที่จะเข้าเลี้ยงใหม่&amp;nbsp;เท่ากับว่าเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตต่อไป&amp;nbsp;แม้ฟาร์มจะไม่มีผลผลิตแล้วก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ&amp;nbsp;การขาดเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพ&amp;nbsp;จากภาระหนี้สินสะสมตลอด&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;และผลกระทบหนักที่สุดในช่วงปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นี้&amp;nbsp;ที่การเลี้ยงสุกรต้องหยุดชะงัก&amp;nbsp;เกษตรกรจึงไม่สามารถขอกู้เงินในระบบได้&amp;nbsp;เพราะสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ&amp;nbsp;เนื่องจากขาดรายได้&amp;nbsp;และไม่มีหลักประกันในอาชีพ&amp;nbsp;เกษตรกรจึงขาดที่พึ่ง&amp;nbsp;และไม่มีแรงสู้ต่อกับอาชีพเลี้ยงสุกร&amp;nbsp;หากยังไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านสินเชื่อเช่นนี้&amp;nbsp;ก็จะกระทบให้ปริมาณสุกรลดลงยิ่งขึ้น&amp;nbsp;ย่อมส่งผลกับความมั่นคงทางอาหารโปรตีนของประเทศอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนการบริโภคในช่วง&amp;nbsp;8-9&amp;nbsp;เดือนก่อนก็ลดลงอย่างมาก&amp;nbsp;จากเดิม&amp;nbsp;22&amp;nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&amp;nbsp;เหลือเพียง&amp;nbsp;16&amp;nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&amp;nbsp;หรือลดลงเกือบ&amp;nbsp;40%&amp;nbsp;จากการปิดประเทศ&amp;nbsp;งดการเรียนการสอนในโรงเรียน&amp;nbsp;และการจับจ่ายชะลอตัว&amp;nbsp;โดยการบริโภคกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ของปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการและปลดล็อกดาวน์&amp;nbsp;และนักเรียนกลับเข้าเรียนในระบบ&amp;nbsp;ผนวกกับใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุด&amp;nbsp;ส่งผลในเชิงจิตวิทยาทำให้คนเริ่มออกมาจับจ่ายมากขึ้น&amp;nbsp;สวนทางกับผลผลิตสุกรขุนที่เข้าสู่ตลาดลดลงกว่า&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;สิ่งที่เกิดขึ้นคือ&amp;nbsp;การแย่งซื้อสุกรของพ่อค้า&amp;nbsp;กลไกตลาดที่แท้จริงจึงเริ่มทำงาน&amp;nbsp;ตามหลักอุปสงค์-อุปทาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ภาวะเช่นนี้&amp;nbsp;ใช่ว่าเกษตรกรจะมีกำไรงาม&amp;nbsp;รายได้ที่มีวันนี้แค่พอต่อลมหายใจ&amp;nbsp;ลดความบอบช้ำจากภาวะขาดทุนในช่วง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีมา&amp;nbsp;เงินที่ขายสุกรได้แค่พอจะลืมตาอ้าปากเท่านั้น&amp;nbsp;และต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรมีเพียงการเลี้ยงสุกรอาชีพเดียวที่เลี้ยงตัวเอง&amp;nbsp;ไม่ได้มีทางเลือกอาชีพหลากหลาย&amp;nbsp;ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย&amp;nbsp;สามารถเลือกซื้อเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ&amp;nbsp;ทั้งไก่&amp;nbsp;ไข่&amp;nbsp;ปลา&amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;เพื่อทดแทนการบริโภคเนื้อสุกร&amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันนี้เกษตรกรขอเพียงผู้บริโภค&amp;nbsp;และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;เข้าใจและปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงาน&amp;nbsp;เมื่อผู้เลี้ยงที่ยังไม่ลงเลี้ยงรอบใหม่&amp;nbsp;เห็นว่าสถานการณ์เป็นภาวะที่พอลงทุนได้&amp;nbsp;พอคุ้มทุนบ้างก็จะทยอยกลับเข้ามาในระบบ&amp;nbsp;ปริมาณสุกรก็จะเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;สู่สมดุล&amp;nbsp;และราคาก็จะกลับสู่ภาวะปกติได้เอง&amp;nbsp;โดยจำเป็นต้องมีการเข้าไปแทรกแซง&amp;nbsp;ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้./&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้เขียน&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ปฏิภาณ&amp;nbsp;กิจสุนทร&amp;nbsp;นักวิชาการอิสระ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>1/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220101181001309</Link_News></row>
<row _id="2"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : สรุปข่าวสิ่งแวดล้อมรอบปี 2564</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;สรุปข่าวสิ่งแวดล้อมรอบปี&amp;nbsp;2564&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;ตลอดปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั่วโลก&amp;nbsp;ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนอย่างจริงจังมากขึ้น&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ดูได้จากการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;(COP26)&amp;nbsp;ช่วงวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ตุลาคม&amp;nbsp;-&amp;nbsp;12&amp;nbsp;พฤศจิกายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;เมืองกลาสโกว์&amp;nbsp;สก็อตแลนด์&amp;nbsp;สหราชอาณาจักร&amp;nbsp;ค่อนข้างร้อนแรงหลายประเทศตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด&amp;nbsp;ส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนและเกิดภัยพิบัติรุนแรงหลายประเทศในปีนี้&amp;nbsp;ส่งผลให้ผู้นำแต่ละประเทศได้แสดงความจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมากับปัญหาโลกร้อน&amp;nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วต้องแสดงความรับผิดชอบ&amp;nbsp;ซึ่งถูกจับจ้องและถูกกดดันเป็นพิเศษกับท่าทีในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์&amp;nbsp;(Net&amp;nbsp;Zero&amp;nbsp;Emission&amp;nbsp;Target)&amp;nbsp;ช่วงกลางศตวรรษที่อาจยังไม่เพียงพอ&amp;nbsp;เพราะตามความตกลงปารีส&amp;nbsp;(NDCs)&amp;nbsp;วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้&amp;nbsp;53&amp;nbsp;พันล้านตันในปี&amp;nbsp;2030&amp;nbsp;โดยโลกมีเป้าหมายร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง&amp;nbsp;25&amp;nbsp;พันล้านตัน&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกินกว่า&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;-&amp;nbsp;2&amp;nbsp;องศาเซลเซียส&amp;nbsp;สิ่งสำคัญยังได้มีการลงนามปฎิญญากลาสโกว์ของผู้นําด้านป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน&amp;nbsp;เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของผู้นําที่จะร่วมกันหยุดยั้งการสูญเสียป่าไม้และความเสื่อมโทรมของที่ดินภายในปี&amp;nbsp;2030&amp;nbsp;และหลายประเทศเห็นด้วยกับแผนการยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่และยุติการจัดหาเงินทุนสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน&amp;nbsp;พร้อมพิจารณาการใช้พลังงานสะอาดมาใช้ทดแทนในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;ในส่วนของประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของเจตนารมณ์ความตกลงปารีส&amp;nbsp;(NDCs)&amp;nbsp;เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ&amp;nbsp;ภายใต้แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;-&amp;nbsp;2573&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;จึงได้ปรับเป้าใหม่ในแผนระยะกลางปี&amp;nbsp;2593&amp;nbsp;-&amp;nbsp;2608&amp;nbsp;จากแผนเดิมวางเป้าที่ร้อยละ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;-&amp;nbsp;25&amp;nbsp;เพิ่มเป้าเป็นร้อยละ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ด้วยการยกเพดานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;นายวราวุธ&amp;nbsp;ศิลปอาชา&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ได้ย้ำชัดเจนว่า&amp;nbsp;จำเป็นต้องเร่งประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;ทั้งกระทรวงพลังงาน&amp;nbsp;กระทรวงคมนาคม&amp;nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;เพื่อปรับแผนการใช้พลังงานภายในประเทศ&amp;nbsp;แผนการใช้รถยนต์&amp;nbsp;และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;โดยครอบคลุมถึงภาคการเกษตรด้วย&amp;nbsp;เนื่องจากคาดการณ์อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น&amp;nbsp;2.3&amp;nbsp;องศาเซลเซียสในช่วงเวลาดังกล่าว&amp;nbsp;แต่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น&amp;nbsp;การขับเคลื่อนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ&amp;nbsp;แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน&amp;nbsp;เพื่อเปลี่ยนผ่านการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ขณะที่ค่าฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจยังคงออกหรือเพิ่มมาตรการที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งปีนี้ถือว่าประเทศไทยโชคดีที่ปรากฏการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;ส่งผลให้เกิดฝนตกกระจายไปทั่วภูมิภาคช่วยลดการสะสมของฝุ่นลงได้&amp;nbsp;โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะประสบปัญหามลพิษจากฝุ่นในทุกๆปีช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์&amp;nbsp;เนื่องจากเกิดความกดอากาศต่ำในรูปแบบฝาชีครอบ&amp;nbsp;สาเหตุแหล่งกำเนิดฝุ่นมาจากยานพาหนะเป็นหลัก&amp;nbsp;โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์&amp;nbsp;จึงต้องยกระดับมาตรการให้เข้มงวดขึ้นเพื่อลดมลพิษที่ระบายออกสู่ชั้นบรรยากาศ&amp;nbsp;ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเข้มงวดการตรวจจับรถยนต์ควันดำให้มากขึ้น&amp;nbsp;แต่สิ่งที่จะช่วยลดมลพิษเหล่านี้ได้จริงทุกคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรม&amp;nbsp;ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลง&amp;nbsp;แล้วหันมาอนุรักษ์ปกป้องสิ่งแวดล้อมแทน&amp;nbsp;สิ่งสำคัญต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและคุ้มค่าที่สุด&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102081715424</Link_News></row>
<row _id="3"><NewsTitle>ช่วยหาทางออก...คนเลี้ยงและผู้บริโภคหมู</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ราคาสุกรกลายเป็นเรื่องร้อนๆ สวนทางอากาศเย็นในช่วงปลายปีเช่นนี้ แต่รู้หรือไม่ว่า 3 ปีที่ผ่าน เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรครอบด้าน โดยเฉพาะภาวะขาดทุนสะสมที่ต้องแบกรับ จากความผันผวนของราคาสุกร ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ความต้องการบริโภคสุกรในประเทศลดลงเป็นอย่างมาก ทำให้ปริมาณสุกรล้นตลาด ราคาจึงตกต่ำอย่างหนัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงกลับพุ่งขึ้น จากการเข้มงวดมาตรการป้องกันโรค และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และยังต้องเสี่ยงกับภาวะโรคสุกร โดยเฉพาะโรคที่มากับน้ำเมื่อครั้งน้ำท่วมหนักก่อนหน้านี้ ปัญหารอบด้านดังกล่าว ประกอบกับราคาที่ไม่จูงใจ เกษตรกรรายที่ไปต่อไม่ไหวเพราะไม่มีทุนรอนก็จำต้องเลิกอาชีพไป ปัจจุบันมีเกษตรกรเหลือในระบบเพียง 8 หมื่นราย จากที่เคยมีอยู่มากถึง 2 แสนรายทั่วประเทศ ปริมาณแม่สุกรพันธุ์จาก 1.1 ล้านตัว ลดลงเหลือ 6.6 แสนตัว หรือหายไปกว่า 40% กระทบต่อปริมาณสุกรขุนเหลือเพียง 15 ล้านตัวต่อปี จากที่เคยมีถึง 19-20 ล้านตัวต่อปี หรือหายไป 30%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางออกของปัญหานี้ ทำได้ด้วยการเร่งเพิ่มซัพพลายเข้าไปในระบบให้มากขึ้น แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน กล่าวคือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. รัฐบาลควรผลักดันสถาบันการเงินของรัฐ เร่งปล่อยเงินกู้ และสนับสนุนเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้องปล่อยเล้าว่างเพื่อรอดูสถานการณ์ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งช่วยขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น มีระยะปลอดชำระในช่วงต้น เพื่อให้ฟื้นฟูธุรกิจได้โดยเร็ว&amp;nbsp;ถือเป็นการดึงเกษตรกรผู้เลี้ยงที่มีการลงทุนโรงเรือน อุปกรณ์ และระบบการเลี้ยงอยู่แล้ว ให้กลับเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง เพราะการจะให้เกษตรกรรายใหม่ เริ่มต้นเลี้ยงด้วยการลงทุนตั้งแต่เริ่มสร้างฟาร์มนั้น เป็นไปได้ยากแล้วในยุคปัจจุบัน ที่ต้องมีการทำประชาพิจารณ์และประชาคมหมู่บ้านรอบข้างเพื่อพิจารณาการก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์แห่งใหม่ ดังนั้นการผลักดันให้ผู้เลี้ยงตัดสินใจลงทุนอีกครั้ง จึงเป็นหนทางแก้ที่เร็วที่สุด เพื่อดันให้ซัพพลายสุกรเพิ่มขึ้น ส่วนในกลุ่มเกษตรกรที่ยังพอมีแรงสู้ต่อ ก็ควรได้รับความช่วยเหลือ อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ และยืดระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ทำให้สามารถลงทุนเลี้ยงสุกรได้อย่างเต็มศักยภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. รัฐควรสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เลี้ยง ด้วยการจารณาสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับภาคผู้เลี้ยง เพราะวันนี้เกษตรกรไม่กล้ากลับมาเลี้ยงสุกร เนื่องจากไม่เห็นอนาคตในอาชีพ รวมทั้งขาดการสนับสนุนและการดูแลจากภาครัฐ การพิจารณาสิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่นเดียวกับการส่งเสริมการลงทุนแก่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย อาทิ การยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงตัดสินใจเร่งลงทุน ทำให้มีปริมาณสุกรกลับสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการสนับสนุนอาชีพและช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารโปรตีนให้กับคนไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ผู้บริโภคถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ หากเห็นว่าราคาสูงก็หันไปบริโภคโปรตีนอื่นๆทดแทน เช่น ปลา ไข่ไก่ หรือเนื้อไก่ เพราะ ผู้บริโภคยังคงมีทางเลือกมากมาย แต่เกษตรกรมีอาชีพเดียวคือการเลี้ยงสุกรที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนี้เมื่อมีมาตรการของภาครัฐออกมาช่วยเหลือ ทั้งเรื่องสินเชื่อเพื่อเกษตรกร การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับภาคผู้เลี้ยง รวมทั้งปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี เนื้อสุกรซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Goods) ที่ราคามีขึ้นมีลงตามกลไกตลาด ด้วยหลักดีมานด์และซัพพลาย เมื่อปริมาณมากขึ้นเพียงพอกับการบริโภค ราคาก็จะกลับสู่สมดุลได้เอง&amp;nbsp;โดยไม่ต้องมีใครเข้ามาควบคุมเรื่องนี้ เมื่อเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ ผู้บริโภคก็มีความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดย รัฐพล ศรีเจริญ นักวิชาการอิสระด้านปศุสัตว์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102091618428</Link_News></row>
<row _id="4"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ปีใหม่ไม่หยุด จังหวัดสกลนคร เปิดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ปีใหม่ไม่หยุด&amp;nbsp;จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;เปิดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สิ่งที่ต้องปฏิบัตินอกจากเคารพกฎจราจรแล้ว&amp;nbsp;การป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19&amp;nbsp;ยังเป็นสิ่งที่ต้องย้ำเตือนกัน&amp;nbsp;โดยในช่วงปีใหม่นี้&amp;nbsp;จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;ส่งมอบของขวัญปีใหม่&amp;nbsp;ด้วยการเปิดฉีดวัคซีนแบบไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าทุกเข็ม&amp;nbsp;สร้างภูมิคุ้มกันหมู่&amp;nbsp;ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ประชาชนที่&amp;nbsp;Walk&amp;nbsp;In&amp;nbsp;ฉีดวัคซีน&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เทศกาลปีใหม่&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;นับเป็นช่วงเวลาของการส่งมอบความสุขให้แก่กันและกัน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;หลายครอบครัว&amp;nbsp;เดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด&amp;nbsp;หรือกลับไปเยี่ยมครอบครัวในต่างจังหวัด&amp;nbsp;สิ่งที่ต้องปฏิบัติกันอย่างเข้มงวดนั่นคือการเคารพกฎจราจร&amp;nbsp;ไม่ประมาท&amp;nbsp;มีสติ&amp;nbsp;เพื่อร่วมป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่อาจจะเกิดขึ้นได้&amp;nbsp;แต่ยังมีสิ่งที่ต้องย้ำเตือนกันนั่นก็คือ&amp;nbsp;การป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19&amp;nbsp;โดยเฉพาะการไม่เข้าไปในพื้นที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก&amp;nbsp;หรือแออัด&amp;nbsp;การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา&amp;nbsp;การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์&amp;nbsp;ยังเป็นมาตรการที่ไม่อาจละเลยได้&amp;nbsp;และการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19&amp;nbsp;ในทุกกลุ่ม&amp;nbsp;ยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด&amp;nbsp;ซึ่งในเทศกาลปีใหม่&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;ได้ส่งมอบของขวัญแก่ประชาชน&amp;nbsp;ด้วย&amp;nbsp;Vaccine&amp;nbsp;Covid-19&amp;nbsp;New&amp;nbsp;Year&amp;nbsp;เปิดฉีดวัคซีนแบบไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Walk&amp;nbsp;In&amp;nbsp;ทั้งแบบเข็ม&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เข็ม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;บูสเข็ม&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่&amp;nbsp;ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp;ซึ่งที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร&amp;nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&amp;nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร&amp;nbsp;จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;ทีมแพทย์&amp;nbsp;พยาบาล&amp;nbsp;จากโรงพยาบาลศูนย์สกลนคร&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่สาธารณสุข&amp;nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;จิตอาสาพระราชทาน&amp;nbsp;ร่วมกันอำนวยความสะดวก&amp;nbsp;และให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั้งที่เป็นคนในพื้นที่&amp;nbsp;หรือผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน&amp;nbsp;ก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้&amp;nbsp;โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;ธันวาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ไปจนถึงวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ไม่เว้นวันหยุดราชการ&amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp;08.00-16.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายครรชิต&amp;nbsp;พาวินิจ&amp;nbsp;ผู้ช่วยพนักงานสุขศึกษา&amp;nbsp;โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานอยู่ประจำ&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;จุดบริการฉีดวัคซีนที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร&amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp;ประชาชนที่เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงวันหยุดปีใหม่&amp;nbsp;หรือประชาชนทั่วไปทุกกลุ่มวัย&amp;nbsp;ที่จะมาฉีดวัคซีน&amp;nbsp;ขอให้งดเว้นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&amp;nbsp;พักผ่อนให้เพียงพอ&amp;nbsp;แล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนมายื่นต่อเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ปีใหม่นี้&amp;nbsp;นอกจากท่านจะได้พักผ่อนในวันหยุด&amp;nbsp;ได้ท่องเที่ยวและกลับไปเยี่ยมพ่อ&amp;nbsp;แม่&amp;nbsp;ญาติพี่น้อง&amp;nbsp;แล้ว&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ต้องไม่ละเลยที่จะป้องกันตนเอง&amp;nbsp;และครอบครัวจากโควิด-19&amp;nbsp;กันด้วยนะคะ&amp;nbsp;ชนกพร&amp;nbsp;โพธิสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;รายงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สกลนคร</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102171719632</Link_News></row>
<row _id="5"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ปีใหม่ สักการะพระธาตุยาคู เมืองฟ้าแดดสงยาง จ.กาฬสินธุ์</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ปีใหม่&amp;nbsp;สักการะพระธาตุยาคู&amp;nbsp;เมืองฟ้าแดดสงยาง&amp;nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ประชาชนและนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;ต่างร่วมสักการะพระธาตุยาคู&amp;nbsp;แห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง&amp;nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp;โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน&amp;nbsp;คู่เมือง&amp;nbsp;เพื่อความเป็นสิริมงคล&amp;nbsp;ต้อนรับปีใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ด้วยสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ที่ต่อเนื่องจนล่วงเข้าสู่ปีใหม่&amp;nbsp;2565&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เพื่อความเข้มแข็งทางจิตใจส่วนหนึ่งและเพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับกำลังใจในการดำเนินชีวิต&amp;nbsp;ต้อนรับปีใหม่นั้น&amp;nbsp;ชาวกาฬสินธุ์และประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียง&amp;nbsp;ยังคงเดินทางมากราบไหว้พระธาตุยาคู&amp;nbsp;แห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง&amp;nbsp;บ้านหนองแปน&amp;nbsp;อำเภอกมลาไสย&amp;nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp;ในปีนี้แม้จะค่อนข้างบางตา&amp;nbsp;แต่ด้วยความศรัทธา&amp;nbsp;เพื่อการสักการะโบราณสถานคู่บ้าน&amp;nbsp;คู่เมือง&amp;nbsp;จึงเตรียมพร้อมกายและใจ&amp;nbsp;ปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;อย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;ตั้งใจมั่น&amp;nbsp;ในการมากราบไหว้ขอพร&amp;nbsp;ให้ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;และสามารถดำรงตน&amp;nbsp;ดำรงชีพ&amp;nbsp;อย่างราบรื่นในปีนี้&amp;nbsp;ครอบครัวน้องกมลวรรณ&amp;nbsp;ศรีสุข&amp;nbsp;ชาวกาฬสินธุ์&amp;nbsp;พร้อมครอบครัวและญาติที่อยู่ต่างจังหวัด&amp;nbsp;ถือโอกาสพร้อมหน้าพร้อมตากัน&amp;nbsp;มาสักการะพระธาตุยาคู&amp;nbsp;ซึ่งชาวกาฬสินธุ์เองได้มากราบไหว้บูชา&amp;nbsp;อยู่เป็นนิจ&amp;nbsp;และเป็นโอกาสที่จะได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้จัก&amp;nbsp;พระธาตุยาคู&amp;nbsp;มากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขณะที่นักท่องเที่ยว&amp;nbsp;เมื่อเดินทางผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ก็มักจะเดินทางมาสักการะ&amp;nbsp;ขอพร&amp;nbsp;ที่องค์พระธาตุยาคูเช่นกัน&amp;nbsp;โดยต่างปฏิบัติตัวป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;อย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;พระธาตุยาคู&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;"พระธาตุใหญ่"&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เป็นพระสถูปสมัยทวาราวดี&amp;nbsp;(ราวพุทธศตวรรษที่&amp;nbsp;13-15)&amp;nbsp;เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฟ้าแดดสงยาง&amp;nbsp;เป็นสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีและได้รับการบูรณะซ่อมแซม&amp;nbsp;ในสมัยอยุธยา&amp;nbsp;ส่วนองค์ระฆังและส่วนยอด&amp;nbsp;เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์&amp;nbsp;ชาวบ้านเชื่อกันว่า&amp;nbsp;มีอัฐิของพระเถระที่ชาวเมืองเคารพนับถือบรรจุอยู่&amp;nbsp;สังเกตได้จาก&amp;nbsp;การที่เมืองเชียงโสมเมื่อครั้งชนะสงคราม&amp;nbsp;ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองฟ้าแดดลง&amp;nbsp;แต่ไม่ทำลายพระธาตุยาคู&amp;nbsp;เป็นที่สักการะยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนเรื่อยมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดวงใจ&amp;nbsp;หงส์จันทร์&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ถ่ายภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ณัฏฐ์&amp;nbsp;ฐนันท์รมย์&amp;nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp;รายงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>3/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>กาฬสินธุ์</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220103083914709</Link_News></row>
<row _id="6"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : "นักท่องเที่ยวให้ความสนใจชมความสวยงามของอ่าวมาหยาอย่างคึกคัก"</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;"นักท่องเที่ยวให้ความสนใจชมความสวยงามของอ่าวมาหยาอย่างคึกคัก"&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการเปิดท่องเที่ยวอ่าวมาหยาหลังปิดฟื้นฟูนานกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาชมความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติอย่างคึกคัก&amp;nbsp;ภายใต้การคุมเข้มมาตรการโควิด-19&amp;nbsp;ของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;หลังจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ได้เปิดการท่องเที่ยวอ่าวมาหยาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี&amp;nbsp;จังหวัดกระบี่&amp;nbsp;อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มกราคมที่ผ่านมา&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก&amp;nbsp;ที่มีการจองท่องเที่ยวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชั่น&amp;nbsp;QueQ&amp;nbsp;เต็มทุกรอบที่มีการเปิดให้เข้าจอง&amp;nbsp;ดูได้จากมีเรือนำเที่ยวจำนวนมากทั้งเรือสปีดโบ๊ทและเรือหางยาวนำเที่ยวนำนักท่องเที่ยวมาส่งแล้วออกไปผูกทุ่นจอดรอจุดที่กำหนดไว้ให้&amp;nbsp;ซึ่งให้ขึ้นได้เพียงด้านหลังอ่าวเท่านั้นบริเวณท่าเทียบเรืออ่าวโล๊ะซามะ&amp;nbsp;เป็นการจัดระเบียบเรือนำเที่ยวเพื่อความปลอดภัย&amp;nbsp;โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก&amp;nbsp;โดยนักท่องเที่ยวให้ความร่วมมืออย่างดีกับกฎระเบียบ&amp;nbsp;หรือข้อห้ามของอุทยานฯ&amp;nbsp;เพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรทั้งบนบกและทางทะเล&amp;nbsp;ที่สำคัญช่วยควบคุมการประกอบกิจกรรมไม่ให้เกินขีดความสามารถการรองรับของแต่ละแหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;การเปิดท่องเที่ยวอ่าวมาหยาครั้งนี้&amp;nbsp;หลังปิดฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและบนบกมานานกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;พบมีสัตว์ทะเลหายากหลายชนิดเพิ่มจำนวนมากขึ้นบริเวณหน้าหาด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;อย่างฉลามหูดำ&amp;nbsp;(ฉลามครีบดำ)&amp;nbsp;มากกว่า&amp;nbsp;161&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;ทั้งตัวโตเต็มวัยและตัววัยอ่อน&amp;nbsp;จึงได้ประกาศห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในพื้นที่หน้าหาดของอ่าวมาหยาโดยเด็ดขาด&amp;nbsp;เพื่อให้สัตว์ทะเลได้เจริญเติบโต&amp;nbsp;ป้องกันอันตรายกับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;และช่วยฟื้นฟู-อนุรักษ์แนวปะการังบริเวณดังกล่าวด้วยที่กำลังค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ&amp;nbsp;เพราะกิจกรรมของมนุษย์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวมาหยาได้&amp;nbsp;ส่งผลให้นักท่องเที่ยวใช้วิธีเก็บความสวยงามของธรรมชาติในอ่าวมาหยาที่ฟื้นตัว&amp;nbsp;ด้วยการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นที่ระลึกและนั่งเล่นบริเวณหาดทรายชมความงดงามของธรรมชาติแทน&amp;nbsp;ภายใต้การคุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขกันอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวเห็นด้วยกับมาตรการควบคุมการท่องเที่ยวของอุทยาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมความสวยงามของอ่าวมาหยาและฉลามหูดำได้จำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นรอบ&amp;nbsp;รอบละ&amp;nbsp;375&amp;nbsp;คนต่อ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ชั่วโมงเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อผลัดเปลี่ยนให้นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นได้เข้าไปท่องเที่ยวด้วย&amp;nbsp;โดยใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;วันจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปในอ่าวมาหยาประมาณ&amp;nbsp;11&amp;nbsp;รอบ&amp;nbsp;หากรวมปริมาณนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณกว่า&amp;nbsp;4,125&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;เปิดให้เข้าท่องเที่ยวตั้งแต่เวลา&amp;nbsp;07.00&amp;nbsp;-&amp;nbsp;18.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;ส่วนเรือของผู้ประกอบการท่องเที่ยวจอดได้แค่ด้านหลังของอ่าวบริเวณอ่าวโล๊ะซามะเท่านั้น&amp;nbsp;ส่วนบริเวณด้านหน้าอ่าวมาหยาได้ว่างทุ่นไข่ปลาลอยน้ำไว้และไม่อนุญาตให้จอดเทียบเรือเข้ามาภายในได้&amp;nbsp;แต่ให้จอดถ่ายรูปนอกทุ่นลอยน้ำได้เท่านั้น&amp;nbsp;ถือเป็นการลดความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>4/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104090642005</Link_News></row>
<row _id="7"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : สายป่านไทยสู่เครือข่ายตลาดโลก</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;สายป่านไทยสู่เครือข่ายตลาดโลก&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;"ป่านศรนารายณ์"&amp;nbsp;เส้นใยจากธรรมชาติที่กลุ่มอาชีพสตรี&amp;nbsp;ต.เขาใหญ่&amp;nbsp;อ.&amp;nbsp;ชะอำ&amp;nbsp;จ.&amp;nbsp;เพชรบุรีรวมกลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์หัตถกรรมสร้างชื่อจนเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพที่ได้รับการพัฒนาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นท้องถิ่นมามากกว่า&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ปี&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;กว่า&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ที่คุณณัฐระวี&amp;nbsp;เดื่อมขันธ์มณี&amp;nbsp;ประธานกลุ่มอาชีพสตรีจักสานป่าศรนารายณ์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;อำเภอชะอำ&amp;nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp;เล่าด้วยความภาคภูมิใจที่วันนี้เธอสามารถสานต่ออาชีพช่างศิลปหัตถกรรมจากรุ่นพ่อแม่ถ่ายทอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า&amp;nbsp;หมวก&amp;nbsp;เข็มขัด&amp;nbsp;เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด&amp;nbsp;ที่หลากหลายทั้งหมดถูกแต่เติมด้วยสีสันและเทคนิคการออกแบบที่ได้รับการพัฒนาตามยุคตามสมัยโดยเฉพาะเมื่อมาถึงรุ่นของเธอที่ตั้งเป้าหมายว่าสินค้าแฮนเมดเหล่านี้ต้องได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างๆ&amp;nbsp;ให้กว้างขึ้นกว่าที่เป็นมามีผู้คนอยากถืออยากใช้มากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ย้อนไปเมื่อปี&amp;nbsp;2515&amp;nbsp;ครั้นเมื่อในหลวงรัชกาลที่&amp;nbsp;9&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;และ&lt;span&amp;nbsp;style="color:&amp;nbsp;rgb(32,&amp;nbsp;33,&amp;nbsp;36);"&gt;สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์&amp;nbsp;พระบรมราชินีนาถ&amp;nbsp;พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&amp;nbsp;&lt;/span&gt;ได้ทรงมีคำแนะนำให้ชาวบ้านหุบกะพงอยู่ในท้องที่ตำบลเขาใหญ่แห่งนี้นำป่านศรนารายณ์มาใช้ประโยชน์ด้านการจักสานเพื่อเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน&amp;nbsp;นับจากนั้นครอบครัวของเธอได้เรียนรู้เพาะปลูกป่านศรนารายณ์พร้อมกับวิธีการจักสานเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวจนกลายเป็นมรดกตกทอดทางภูมิปัญญาของครอบครัวจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;นอกจากคุณสมบัติของป่านศรนารายณ์ที่สามารถทำให้สินค้าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีความสวยงามจากเส้นใยธรรมชาติมีความทนทานไม่ขึ้นราสามารถทำความสะอาดได้ง่ายมีอายุการใช้งานนับสิบปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คุณณัฐระวียังร่วมกับชาวบ้านพัฒนาด้านสีสันรูปแบบดีไซน์ให้เหมาะแก่การใช้งาน&lt;/strong&gt;กระทั่งได้รับเชิญออกนิทรรศการแสดงสินค้าศิลปหัตกรรมที่มีคุณค่าผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นอวดสายตาชาวต่างชาตินับครั้งไม่ถ้วนจนมีชื่อเสียงและมีคำสั่งซื้อจากตลาดที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศมีลูกค้าจากประเทศกลุ่มอาเซียนเอเชียหรือแม้แต่ยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;กระทั่งเมื่อวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด&amp;nbsp;-19&amp;nbsp;เกิดขึ้นทั่วโลกกลุ่มอาชีพสตรีจักสานป่านศรนารายณ์ถึงคราวต้องปรับตัวครั้งใหญ่โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และการบริการที่ต้องได้ใจลูกค้าทุกกลุ่มเพื่อพยุงทุกลมหายใจให้ทุกชีวิตที่ต้องดูแลเดินหน้าต่อไปได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นับเป็นความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตที่สะท้อนถึงความเป็นคนไทยที่ไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ตัวตน&lt;/strong&gt;ยังคงรังสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่ผ่านผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่มีคุณค่าและทำให้เกิดความต้องการในท้องตลาดมากขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีมข่าว&amp;nbsp;NBT&amp;nbsp;กาญจนบุรี&amp;nbsp;รายงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>5/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันตก</Region><Province>กาญจนบุรี</Province><Department>สทท.กาญจนบุรี</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105112316503</Link_News></row>
<row _id="8"><NewsTitle>วิบากกรรม คนเลี้ยงหมู</NewsTitle><Detail>&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ชีวิตเกษตรกรคนเลี้ยงหมูในช่วงที่ผ่านมาน่าเห็นใจมาก&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;โดยเฉพาะสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ต้องเลิกอาชีพและหายไปจากระบบแล้วกว่า 50-60%&amp;nbsp;ส่งผลให้จำนวนหมูที่เคยมีป้อนตลาดปีละประมาณ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ล้านตัว ลดเหลือเพียง 14 ล้านตัว กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงเขียงหมู ผู้บริโภค และร้านอาหารต่างๆ กลายเป็นกระแสหมูแพงให้พูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง จุดเปลี่ยนของชีวิตที่ถึงกับต้องเลิกอาชีพเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ปีที่ผ่านมาจึงถือเป็นหายนะของคนเลี้ยงหมูโดยแท้ พวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างลองประมวลดูกัน &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ประการแรก :&lt;/em&gt; ความเสียหายจากโรคระบาด ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มใหญ่ กลาง หรือรายย่อย เกิดเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตหมู อัตราเสียหายยิ่งมากเท่าใด ย่อมกระทบกับต้นทุนการเลี้ยงต่อตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น กลุ่มฟาร์มขนาดเล็กที่ไม่มีระบบป้องกันโรคที่ดี จึงเสียหายไปมากจากกรณีนี้ &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ประการต่อมา :&lt;/em&gt; สืบเนื่องจากปัญหาโรคระบาด เกษตรกรต้องเพิ่มความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) มีการยกระดับการป้องกันโรค สร้างภาระการดูแลมากขึ้น ทั้งยังต้องจ้างแรงงานในการดำเนินการเพิ่ม การใช้เงินลงทุนไปกับค่าน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่จำเป็น กลายเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นถึง 400-500 บาทต่อตัว และหลังจากนี้ผู้เลี้ยงจะต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานทั้ง GFM-สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก GMP-สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่ และ GAP ที่กรมปศุสัตว์กำหนดเป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินทุนอีกเป็นจำนวนมาก &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ประการที่สาม :&lt;/em&gt; อาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลัก 60-70% ของการเลี้ยงสัตว์ แต่ปี 2564 เป็นปีที่วัตถุดิบอาหารสัตว์ทุกประเภททั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนข้อนี้จึงเป็นอีกตัวแปรสำคัญให้เกษตรกรคนเลี้ยงหมูต้องเดือดร้อน เช่น ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยที่สูงถึง 12.50 บาท/กก. เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ภาครัฐของไทยให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่ มีการประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยผู้ปลูกพืช โดยมองข้ามภาระต้นทุนที่ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องแบกแทน ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องศึกษากันอย่างลึกซึ้ง จึงจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรภาคปศุสัตว์ได้บ้าง &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ประการที่สี่ :&lt;/em&gt; ในปีที่แล้วหากจำกันได้ เราได้เห็นภาพน้ำท่วมใหญ่ที่มีหมูระดับแม่พันธุ์ลอยคออยู่ในน้ำเป็นจำนวนมาก ซ้ำเติมปัญหาโรคระบาดให้กระจายวงกว้างยิ่งขึ้น นอกหนือจากนี้ยังมีปัญหาฤดูกาลอื่นๆ เช่นอากาศร้อน-แล้ง ที่กระทบต่อตัวสุกรให้อ่อนแอ และไวต่อการเกิดโรค&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ประการที่ห้า :&lt;/em&gt; เกษตรกรถูกรังแก ในกลุ่มเกษตกรรายย่อยที่ต้องเผชิญความเสียหายและต้นทุนต่างๆดังกล่าวข้างต้น ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งขึ้นไป 100-120 บาท/ กก. แต่ด้วยความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบภาวะโรค&amp;nbsp;ก็มักถูกพ่อค้ารับซื้อสุกรกุเรื่องโรคระบาดมาทุบราคา เกษตรกรบางรายถึงกับยอมขายหมูขาดทุนในราคาเพียง กก.ละ 50 กว่าบาท ทั้งที่ต้นทุนขณะนั้นสูงกว่า 70-80 บาท เพราะหวั่นเกรงโรคจะมาถึงฟาร์มตนเอง &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ประการที่หก :&lt;/em&gt; ขาดเงินทุน ฟาร์มเกษตรกรที่พอจะวางระบบป้องกันโรคไว้อย่างดีแล้ว พร้อมจะนำหมูเข้าเลี้ยงเพื่อเร่งเพิ่มปริมาณเนื้อหมูในประเทศกลับต้องสะดุดอีกครั้ง จากการงดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินส่งผลให้การเลี้ยงสุกรต้องหยุดชะงัก นอกเหนือจากที่ต้องขาดทุนสะสมเพราะปัญหาราคาสุกรตกต่ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ประการที่เจ็ด :&lt;/em&gt; ขาดแรงจูงใจ หลายครั้งที่เกิดขาดทุนสะสม เพราะราคาขายหมูถูกควบคุมโดยรัฐ เกษตรกรจำต้องขายหมูในราคาที่รัฐกำหนด กลายเป็นคำถามที่ค้างคาใจเกษตรกรว่า ลงทุนไปแล้วจะสามารถขายหมูได้ตามกลไกตลาดหรือไม่ สิ่งนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดความลังเล และบางส่วนตัดสินใจเลิกอาชีพ &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;การที่รัฐจะปรับแก้สถานการณ์ของเกษตรกรคนเลี้ยงหมูที่ต้องเผชิญความผิดหวังรอบด้านได้นั้น คงต้องสร้างแรงจูงใจและลดอุปสรรคในอาชีพให้มากที่สุด และอย่างรวดเร็วด้วย เพราะการเลี้ยงหมูให้โตพอป้อนตลาดได้ต้องใช้เวลาร่วม 1 ปี และในฟาร์มที่เคยประสบปัญหาเรื่องโรคกว่าที่เกษตรกรจะสามารถเริ่มต้นเลี้ยงหมูใหม่ได้ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-12 เดือน ภายใต้การบริหารจัดการและป้องกันโรคอย่างเข้มข้น &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ปี 2564 เป็นปีแห่งหายนะของเกษตรกรคนเลี้ยงหมู&amp;nbsp;ปี 2565 จึงเป็นความหวังใหม่ที่เกษตรกรจะลืมตาอ้าปากบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจในการแก้ปัญหาของภาครัฐ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน รวมถึง ผู้บริโภค เมื่อนั้นเกษตรกรก็พร้อมจะกลับมาเลี้ยงหมู สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทยได้อีกครั้ง&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;&lt;strong&gt;โดย วลัญช์ ศรัทธา&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>5/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105181712789</Link_News></row>
<row _id="9"><NewsTitle>วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์</NewsTitle><Detail>&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ต้นทุนการผลิตหมูของไทยพุ่งสูงมากจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักมาจากโรคระบาดที่ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ 30-40 % ขณะที่การยกระดับมาตรการป้องกันโรคนั้นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อย&amp;nbsp;แต่สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ &lt;strong&gt;ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยงสัตว์ เพราะปี 2564 เป็นปีที่ระดับราคาวัตถุดิบทุกตัวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กระทบต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ถึง 30% ทั้งหมดเป็นต้นทุนการผลิตหมูที่เรียกว่าสูงเกินกว่าเกษตรกรจะคุ้มทุน &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของ 2563 โดยราคาเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองแพงขึ้น 30% จากกิโลกรัมละ 13 บาท เป็นกิโลกรัมละ 18 บาท ส่วนราคาข้าวโพด ณ เดือนกันยายน 2564 ขยับพุ่งสูงถึง 11.50 บาท/กก. อาหารเสริม-วิตามิน-เกลือแร่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ล้วนมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20-30% &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ถ้าเจาะลึกมาที่วัตถุดิบหลักอย่าง &lt;strong&gt;ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นสินค้าการเมืองที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และโรงงานอาหารสัตว์ต้องรับซื้อที่ราคาขั้นต่ำ กก.ละ 8 บาท แต่ไม่เคยมีเพดานราคา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดพุ่งต่อได้อย่างไม่จำกัด ที่สำคัญ รัฐบาลยังทำประกันราคาข้าวโพด ปี64/65 รวม 1,863 ล้านบาท บวกกับมาตรการคู่ขนานอีก 45 ล้านบาท &lt;strong&gt;ยิ่งสะท้อนให้เห็นการที่รัฐให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่มากกว่าเกษตรกรภาคปศุสัตว์&lt;/strong&gt;ซึ่งไม่เคยได้รับการประกันราคาใดๆ&amp;nbsp;ไม่เพียงเท่านั้นการประกันราคาข้าวโพดนี้มีมูลค่าน้อยที่สุดในบรรดาพืชไร่ 5 ชนิดที่รัฐให้การประกัน ก็เพราะบังคับเกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ทำประกันขั้นต่ำไว้ให้แล้วนั่นเอง &amp;nbsp;เมื่อมีทั้งประกันรายได้โดยรัฐและมีทั้งประกันรายได้จากการบังคับโรงงานอาหารสัตว์เช่นนี้ จึงหมายถึงการรับประกัน 2 ชั้นช่วยเหลือเกษตรกรพืชไร่อย่างเต็มที่ &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ขณะเดียวกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลกลับละเลยผู้เลี้ยงสัตว์ มีมาตรการคุมราคาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกรหน้าฟาร์มที่ราคา 80 บาท/กก. ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ปัจจุบันที่สถานการณ์โรคระบาดหมู ทำให้หมูหายไปจากระบบ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณไม่สอดคล้องความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาล จึงได้เห็นราคาหมูหน้าฟาร์มสูงเกินกว่า 80.- บาทเพราะไม่มีหมูเพียงพอ เกิดการแย่งซื้อหมู ราคาจึงขยับตามหลักอุปสงค์-อุปทาน กระทบตั้งแต่หน้าฟาร์มไปจนถึงเขียง และร้านอาหารต่างๆ &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ซึ่งถ้ารัฐยอมรับว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนการป้องกันโรคและการสูญเสียหมูที่ต้องรวมเป็นต้นทุนของฟาร์ม การแก้ปัญหาของภาครัฐจะเป็นไปอย่างถูกทาง สามารถช่วยลดต้นทุนให้ผู้เลี้ยงหมูได้ลืมตาอ้าปากและส่งผลให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;ข้าวโพดไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าในหลายประเทศ รัฐบาลไทยยังมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการกำกับดูแล ไม่เพียงการขอความร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์ให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก., แต่มีการจำกัดเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วนด้วย ล้วนทำให้ที่ผ่านมาราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2562/2563 เป็นปีแรก รัฐบาลกลับไม่ยกเลิกมาตรการเดิมที่เคยใช้ เกษตรกรเลี้ยงสัตว์จึงต้องแบกรับภาระราคาข้าวโพดตลอดมา &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;ดังนั้น เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารเป็นไปอย่างสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล และช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของประเทศสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ไม่ล้มหายตายจาก เช่นที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้เลี้ยงหมู รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &lt;/span&gt;&lt;strong style="color: windowtext;"&gt;การกำหนดเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt; ไม่ใช่ปล่อยให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึง &lt;/span&gt;&lt;strong style="color: windowtext;"&gt;ควรทบทวนมาตรการอื่นๆที่เป็นอุปสรรค&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;ด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;strong style="color: windowtext;"&gt;&lt;em&gt;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;นอกจากนี้ รัฐควรมีแผนระยะกลางและระยะยาว ที่คำนึงถึงเกษตรกรพืชไร่และเกษตรกรปศุสัตว์ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยควรเร่งปรับประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ประเทศคู่ค้า จะช่วยให้การดาเนินธุรกิจทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์เดินหน้าต่อไปได้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;สำหรับ &lt;/span&gt;&lt;strong style="color: windowtext;"&gt;กากถั่วเหลือง&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt; เป็นหนึ่งในวัตถุดิบนำเข้าที่ยังต้องเสียภาษีนำเข้า 2% ซึ่งถือเป็นภาระเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่มีภาษี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทยดังที่กำลังปรากฏเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงหมูในขณะนี้ ดังนั้น การช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยการยกเว้น ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของเกษตรกรลดลง ขณะที่ปัจจุบันฟาร์มปศุสัตว์กว่า 90% ใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูป การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: windowtext;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากบทเรียนสถานการณ์หมูที่กำลังเกิดขึ้น รัฐควรพิจารณานโยบายให้เอื้อต่อการควบคุมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปศุสัตว์ และจูงใจให้เกษตรกรกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยง เมื่อผนวกกับแนวทางอื่นๆ เช่น การปล่อยให้ราคาขายเป็นไปตามกลไกตลาด การสนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อหรือแหล่งทุน ฯลฯ ก็จะช่วยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;&lt;strong&gt;โดย ธนา วรพจน์วิสิทธิ์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>6/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106162235152</Link_News></row>
<row _id="10"><NewsTitle>ส่องมูลเหตุ หมูหายไปไหน?</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;หมูแพง บางคนอาจคิดว่างานนี้คนเลี้ยงหมูคงฟันกำไรพุงกาง แต่ก่อนจะโยนบาปให้เกษตรกร ต้องมาดูปมเหตุก่อนจะมีวันนี้ ว่าแท้จริงแล้วชาวหมูต้องแบกภาระจนหลังอานจากอะไรบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มูลเหตุสำคัญที่ราคาหมูขยับ ประเด็นสำคัญมาจากการที่เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมูไปมากกว่า 50% จากที่เคยมีเกษตรกรทั้งประเทศ 2 แสนราย วันนี้เหลือแค่ 8 หมื่นรายเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถามว่าทำไมคนเลี้ยงหมูหายไปมากขนาดนี้ ต้องย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน ที่หมูราคาตกต่ำรุนแรง เกษตรกรขาดทุนสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะเมื่อโควิด-19 เล่นงาน เกษตรกรแทบม้วนเสื่อ เพราะคนกินหาย นักท่องเที่ยวหด การจับจ่ายฝืดเคือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน การเลี้ยงหมูต้องเผชิญกับโรคระบาดในหมู ทำให้หมูเสียหาย ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นเพราะตัวเฉลี่ยต้นทุนลดลง หมูกินอาหารไปแล้วแต่ต้องสูญเสียระหว่างการเลี้ยง เท่ากับที่เลี้ยงมาสูญเปล่า แถมยังโดนพ่อค้าหัวหมอ ใช้เรื่องโรคหมูมาปั่นกระแสกดราคา เกษตรกรทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง ต่างตื่นตระหนกและเร่งเทขายหมู แม้รู้เต็มอกว่าต้องขาดทุน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากเรื่องโรค ทำให้เกษตรกรต้องลงทุนระบบป้องกันโรคเข้มงวด มีต้นทุนส่วนนี้สูงถึง 500 บาทต่อตัว ยังไม่นับต้นทุนที่พุ่งพรวดแบบฉุดไม่อยู่ จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่เพิ่มสูงสุดอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน และแนวโน้มก็จะสูงต่อไป ซึ่งกระทบต้นทุนส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 30-40% ซ้ำยังมีค่าน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งอย่างมาก ไหนจะค่ายารักษาโรคสัตว์ที่ต้องจ่ายอีก ปัจจุบันคนเลี้ยงจึงแบกต้นทุนการผลิต สูงถึงกิโลกรัมละ 120 บาทแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งราคาหมูตกต่ำ ขาดทุนสะสม ซ้ำต้องเผชิญภาวะโรค และต้นทุนสูง เกษตรกรบางรายถึงกับหมดตัว ก็จำต้องหยุด เพราะขาดทั้งทุนรอน และหมดแรงใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลกระทบปรากฎชัดแล้วในวันนี้ ที่หมูขาดตลาด แม่หมูลดจาก 1.1 ล้านตัว เหลือแค่ 6.6 แสนตัว หมูขุนลดจาก 19-20 ล้านตัว เหลือ 14-15 ล้านตัวต่อปี สวนทางกับการบริโภคที่กลับมาคึกคักหลังเปิดประเทศ ผู้บริโภคก็กลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อใช้หลักเศรษฐศาสตร์มาจับ ขณะที่ "ซัพพลายน้อย" ขณะที่ "ดีมานด์มาก" ยังไงราคาก็ต้องสูงขึ้น ตามกลไกตลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาหมูแพง สะกิดให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหันสปอร์ตไลท์มาจับจ้องที่เกษตรกรอีกครั้ง ที่น่าดีใจคือ กระบวนทัศน์ของการแก้ปัญหาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน งานนี้นายกรัฐมนตรี ลงมาสั่งการแก้ไขทั้งระบบด้วยตัวเอง ตั้งแต่เกษตรกร ต่อเนื่องไปถึงปากท้องประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่างเร่งออกมาแก้ไข ออกมาตรการช่วยเหลือเต็มที่ เพื่อเพิ่มซัพพลายหมูให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการพลิกฟื้นฟาร์มหมูและส่งเสริมเกษตรผู้เลี้ยงรายย่อย ให้กลับมาเลี้ยงหมูอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนที่บางคนแนะนำให้นำเข้าหมูจากต่างประเทศ ต้องบอกว่าไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น เพราะคนไทยต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์หมูต่างประเทศ เกษตรกรต้องเสี่ยงกับโรคหมูที่อาจติดมากับผลิตภัณฑ์ รวมถึงผลกระทบต่อวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่คนเลี้ยงหมู ผู้เพาะปลูกพืชไร่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ภาคเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การเลี้ยง ภาคขนส่ง จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ ที่ต้อง ล่มสลาย เพราะหมูไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้เงื่อนปมความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกำลังจะถูกคลายออก เล้าหมูที่จำต้องปิดร้าง กำลังจะเปิดรับหมูชุดใหม่เข้าเลี้ยง ภายใต้มาตรการการป้องกันโรค Biosecurity ที่ต้องยกระดับให้เข้มข้นที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการหาแหล่งเงินทุน การเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค ที่ต้องใช้สรรพกำลังของทั้งภาครัฐ&amp;nbsp;สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนที่มีศักยภาพ มาร่วมกันดำเนินการให้เร็วที่สุด ที่สำคัญรัฐต้องเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้าง ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทำลายหมู และความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ทั้งลดหนี้ พักหนี้ พักดอกเบี้ย และช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง อย่างเช่น การลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็น 0% เป็นต้น มาตรการทั้งหมดนี้ จะช่วยจูงใจให้คนเลี้ยงกลับเข้าระบบได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจว่า เกษตรกรต้องใช้เวลาเลี้ยงหมู 6 เดือน ถึงจะได้น้ำหนักจับออกที่ 100 กิโลกรัม ต้นทุนที่คนเลี้ยงต้องจ่ายวันนี้สูงถึง 12,000 บาทต่อตัวแล้ว และกว่าหมูหน้าฟาร์มจะไปถึงหน้าเขียงขายให้ผู้บริโภคนั้น ต้องมีต้นทุนระหว่างทางมากมาย โดยหมู 1 ตัว เมื่อฆ่าและชำแหละแล้ว จะมีน้ำหนักที่หายไป ประมาณ 8-10 กิโลกรัม (จากเลือด ขน มูลสุกร) ที่เหลือ 90-92 กิโลกรัม เป็นหมูซีกที่ขายได้จริง ซึ่งขั้นตอนก่อนจะได้หมูซีกนี้ มีค่าใช้จ่ายประมาณตัวละ 500 บาท เมื่อหมูซีกถูกส่งไปเขียงหรือร้านขายปลีก ก็มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ทั้งค่าขนส่ง ค่าแรงชำแหละขาย ค่าเช่าแผง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าเสื่อมอุปกรณ์ รวมถึงน้ำหนักที่สูญเสียระหว่างการขาย ฯลฯ นี่คือค่าใช้จ่ายและต้นทุนการจัดการก่อนถึงมือผู้บริโภคทั้งสิ้น ที่สำคัญหมูซีกก็ไม่ใด้ขายราคาเดียวกันหมด จากชิ้นส่วนที่ได้ ทั้งเนื้อสันใน สันนอก ไหล่ สะโพก สันคอ สามชั้น มีส่วนที่ขายได้ราคาเท่ากับเนื้อแดงเพียง 44 กิโลกรัม เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำคัญคือผู้บริโภค ถ้าเห็นว่าราคาสูง ก็แค่หันไปบริโภคโปรตีนอื่นๆแทนหมู เช่น ไก่ ปลา เนื้อ หรือไข่ โดยเฉพาะไก่ที่เป็นโปรตีนทดแทนกันได้ ราคากิโลกรัมละ 50-60 บาทเท่านั้น ปัญหานี้แก้ง่าย แค่ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี และเร่งเพิ่มซัพพลายหมูเข้าระบบให้เร็วที่สุด จากนี้ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเอง โดยไม่ต้องไปควบคุมให้เสียเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;งานเขียนโดย : บรรจบ สุขชาวไทย นักวิชาการอิสระ&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>7/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107201431697</Link_News></row>
<row _id="11"><NewsTitle>บ้านเขาน้อยใต้ ตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูล ตัวอย่างความสำเร็จในการขับเคลื่อน "หมู่บ้านสีฟ้า ปลอดโควิด-19" จังหวัดสตูล</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;"บ้านเขาน้อยใต้"&amp;nbsp;ตำบลฉลุง&amp;nbsp;อำเภอเมืองสตูล&amp;nbsp;ตัวอย่างความสำเร็จในการขับเคลื่อน&amp;nbsp;"หมู่บ้านสีฟ้า&amp;nbsp;ปลอดโควิด-19"&amp;nbsp;จังหวัดสตูล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;หลังจากจังหวัดสตูลได้ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน&amp;nbsp;"หมู่บ้านสีฟ้า"&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;"หมู่บ้านนี้ไม่มีโควิด-19"&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;โดยการนำของนายเอกรัฐ&amp;nbsp;หลีเส็น&amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;สิงหาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;246&amp;nbsp;หมู่บ้าน&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ชุมชน&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;263&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังชุมชนให้ปลอดจากโควิด-19&amp;nbsp;เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กัน&amp;nbsp;ที่สามารถดูแลตัวเองและรักษาพื้นที่ไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;การแพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในทุกด้าน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;การป้องกันและแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่ย่อมแตกต่างกันไป&amp;nbsp;อย่างเช่นที่บ้านเขาน้อยใต้&amp;nbsp;ตำบลฉลุง&amp;nbsp;อำเภอเมืองสตูล&amp;nbsp;ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ชายแดนและพื้นที่เศรษฐกิจ&amp;nbsp;ผู้คนมีอาชีพหลากหลาย&amp;nbsp;ถนนเข้า-ออก&amp;nbsp;ของหมู่บ้านก็มีหลายเส้นทาง&amp;nbsp;การรักษาชุมชนให้ปลอดจากโควิด-19&amp;nbsp;จึงเป็นเรื่องท้าทายของผู้นำชุมชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;บ้านเขาน้อยใต้&amp;nbsp;ตำบลฉลุง&amp;nbsp;อำเภอเมืองสตูล&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;นับเป็นหมู่บ้านตัวอย่างของการขับเคลื่อนหมู่บ้านและชุมชนสีฟ้า&amp;nbsp;ทั้งด้านการมีส่วนร่วมของเครือข่าย&amp;nbsp;การทำงานเป็นทีม&amp;nbsp;การตรวจคัดกรอง&amp;nbsp;การรักษาความสะอาด&amp;nbsp;และการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;แม้ว่าจากการประเมินหมู่บ้านและชุมชนสีฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนมกราคม&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;พบว่าผ่านการประเมิน&amp;nbsp;เพียง&amp;nbsp;135&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;45&amp;nbsp;ลดลงจากวันประกาศเจตนารมณ์ก็ตาม&amp;nbsp;แต่สถานการณ์โดยรวมก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น&amp;nbsp;มีการประชุมของคณะกรรมการฯทุกสัปดาห์เพื่อรับทราบสถานการณ์&amp;nbsp;วิเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ&amp;nbsp;มีการดำเนินการตามมาตรการ&amp;nbsp;D-M-H-T-T-A&amp;nbsp;อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;และการดำเนินการตามธรรมนูญหมู่บ้านและชุมชนสีฟ้า&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เพื่อให้ทุกคนถือปฏิบัติ&amp;nbsp;สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์&amp;nbsp;ใช้ชีวิตวิถีใหม่&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;New&amp;nbsp;Normal&amp;nbsp;อย่างปกติสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>9/1/2022</NewsDate><Region>ภาคใต้</Region><Province>สตูล</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220109092208023</Link_News></row>
<row _id="12"><NewsTitle>นำเข้าเนื้อหมู หายนะคนไทย</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;วันนี้กระแสสังคมกำลังพุ่งเป้าไปเรื่องราคาหมู&amp;nbsp;หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาที่มีบางคนเสนอให้นำเข้าเนื้อหมู&amp;nbsp;เพื่อเพิ่มปริมาณหมูให้มากขึ้น&amp;nbsp;ฟังดูง่ายแค่สั่งมาขายให้พอกับความต้องการก็จบ&amp;nbsp;แต่คงลืมมองไปข้างหน้าว่าแนวทางนี้&amp;nbsp;ไม่ต่างกับการผลักคนไทยให้ต้องเสี่ยงกับสารตกค้างที่มากับหมูนอก&amp;nbsp;และขุดหลุมฝังคนเลี้ยงหมูทั้งประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ผ่านมาไทยมีความพยายามอย่างยิ่งในการต่อสู้กับเนื้อหมูนำเข้า&amp;nbsp;เพื่อปกป้องคนไทยจากสารปนเปื้อนต่างๆในเนื้อหมู&amp;nbsp;ที่จะก่อผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชนคนไทย&amp;nbsp;โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง&amp;nbsp;(Ractopamine)&amp;nbsp;ที่ผู้เลี้ยงหมูในต่างประเทศสามารถใช้ในการเลี้ยงได้อย่างเสรี&amp;nbsp;ขณะที่ข้อกำหนดของไทย&amp;nbsp;ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;ผู้ใดลักลอบใช้ถือว่าผิดกฎหมาย&amp;nbsp;ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;พ.ศ.2545&amp;nbsp;และประกาศกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;พ.ศ.2546&amp;nbsp;สอดคล้องกับแนวทางของทางสหภาพยุโรป&amp;nbsp;(EU)&amp;nbsp;ไทยจึงไม่ยอมเปิดรับ&amp;nbsp;ขยะ&amp;nbsp;ที่ต่างประเทศไม่บริโภค&amp;nbsp;ทั้งขา&amp;nbsp;หัว&amp;nbsp;และเครื่องในหมู&amp;nbsp;รวมถึงเนื้อหมูที่เต็มไปด้วยสารเร่งเนื้อแดง&amp;nbsp;มาเป็นระเบิดเวลาคร่าชีวิตคนไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ร้ายกว่านั้นคือ&amp;nbsp;หากเปิดให้เนื้อหมูนอกเข้ามาได้&amp;nbsp;ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดประตูเมืองต้อนรับข้าศึก&amp;nbsp;ที่จะเข้ามาบ่อนทำลายอาชีพเกษตรกรและอุตสาหกรรมหมูไทยทั้งระบบ&amp;nbsp;เพราะการนำเข้าหมูย่อมมีความเสี่ยงที่จะนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาด้วย&amp;nbsp;เนื่องจากในแต่ละประเทศต่างมีโรคประจำถิ่นของตนเอง&amp;nbsp;การปล่อยให้ชิ้นส่วนหมูเข้ามา&amp;nbsp;ก็เท่ากับการนำเข้าโรคต่างถิ่นที่จะก่ออันตรายต่อหมูไทย&amp;nbsp;ยิ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้รุนแรงขึ้น&amp;nbsp;และการนำเข้าโดยปกติจะต้องนำมาในลักษณะเนื้อหมูแช่แข็ง&amp;nbsp;ซึ่งเชื้อไวรัสหลายตัวมีความทนทานมากอยู่ได้เป็นปีที่อุณหภูมิแช่แข็ง&amp;nbsp;หากหลุดเข้ามาปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมหรือในอุตสาหกรรมย่อมส่งผลกระทบหนัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;หมูนำเข้าย่อมกระทบกับวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรม&amp;nbsp;ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขณะนี้มีอยู่ราว&amp;nbsp;1&amp;nbsp;แสนคน&amp;nbsp;ยังไม่นับกับเกษตรกรที่หยุดการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์กว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;แสนคน&amp;nbsp;ที่ต้องได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;จากการปล่อยให้หมูนอกมาดั้มราคาขายแข่งกับหมูไทย&amp;nbsp;ที่ต้นทุนต่ำกว่าถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เท่าตัว&amp;nbsp;(ต้นทุนต่างประเทศประมาณ&amp;nbsp;35-40&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม)&amp;nbsp;ขณะที่ไทยมีต้นทุนสูงถึง&amp;nbsp;100-120&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;กากถั่วเหลือง&amp;nbsp;ข้าวสาลี&amp;nbsp;และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย&amp;nbsp;ระบุว่าราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นทุกชนิด&amp;nbsp;(ข้อมูลช่วงเดือน&amp;nbsp;ม.ค.-พ.ย.ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เทียบกับปี&amp;nbsp;2563)&amp;nbsp;ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาสูงขึ้น&amp;nbsp;11.58%&amp;nbsp;กากถั่วเหลือง&amp;nbsp;27.90%&amp;nbsp;มันสำปะหลัง&amp;nbsp;8.41%&amp;nbsp;ข้าวสาลี&amp;nbsp;20.73%&amp;nbsp;และข้าวบาร์เลย์&amp;nbsp;8.69%&amp;nbsp;ทำให้ภาพรวมต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก&amp;nbsp;ไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้&amp;nbsp;เพราะตนเองเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ของโลก&amp;nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยอาจถึงคราวต้อง&amp;nbsp;ล่มสลาย&amp;nbsp;เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเนื้อหมูจากต่างประเทศได้&amp;nbsp;ซึ่งผลกระทบจะเกิดเป็นโดมิโนไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ร่วม&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ล้านครัวเรือน&amp;nbsp;และยังมีภาคเวชภัณฑ์&amp;nbsp;ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง&amp;nbsp;ระบบขนส่ง&amp;nbsp;จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆ&amp;nbsp;ตลอดห่วงโซ่&amp;nbsp;ที่ต้องล่มสลายไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุดท้ายเมื่อคนไทยต้องเลิกเลี้ยงหมู&amp;nbsp;และหันไปพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับภาวะขาดทุนมาตลอดไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;โดยไม่เคยมีใครมาเหลียวแล&amp;nbsp;ไม่มีใครเห็นหัวอกและความทุกข์ของคนเลี้ยง&amp;nbsp;ปล่อยให้ต้องแก้ปัญหากันเอง&amp;nbsp;ช่วยเหลือกันเอง&amp;nbsp;หรือล้มตายไปเอง&amp;nbsp;มาวันนี้คนเลี้ยงหมูเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้&amp;nbsp;ด้วยกลไกตลาดที่แท้จริง&amp;nbsp;จากปริมาณหมูที่ลดลง&amp;nbsp;แต่คนกินมาขึ้น&amp;nbsp;กลับจะมาถูกเข่นฆ่ากันให้ตาย&amp;nbsp;ด้วยการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ&amp;nbsp;คิดดูให้ดีว่านี่เป็นทางออกของคนไทย&amp;nbsp;หรือเป็นทางตันของคนเลี้ยงและหายนะของผู้บริโภคกันแน่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นโยบาย&amp;nbsp;"ครัวของโลก"&amp;nbsp;ของประเทศไทยนับว่ามาถูกทาง&amp;nbsp;ทำให้ตลอดมาไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร&amp;nbsp;โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ทั้งไก่&amp;nbsp;กุ้ง&amp;nbsp;หมู&amp;nbsp;ที่มีห่วงโซ่การผลิต&amp;nbsp;(Value&amp;nbsp;Chain)&amp;nbsp;ที่ยาวและเข้มเเข็ง&amp;nbsp;มีการส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร&amp;nbsp;นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาพัฒนาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;วันนี้จะใช้เหตุการณ์ชั่วครั้งคราวนี้&amp;nbsp;ตัดสินใจนำเข้าเนื้อหมู&amp;nbsp;ก็ไม่ต่างกับการทำลายจุดแข็งของประเทศไทย&amp;nbsp;และซ้ำเติมความทุกข์และทำร้ายเกษตรกรให้ล้มหายตายจาก&amp;nbsp;อย่าปล่อยให้อาชีพเลี้ยงหมูต้องกลายเป็นเพียงตำนาน&amp;nbsp;เพียงเพราะหมูนำเข้าเลย&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>9/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220109225335189</Link_News></row>
<row _id="13"><NewsTitle>หมูแพง หันกินไก่ ทางเลือกคนกิน-ทางรอดคนเลี้ยง</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;สถานการณ์ราคาเนื้อหมูในปัจจุบัน ไม่เกินจากที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผลผลิตหมูลดลงมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ก่อนหน้านี้ราคาหมูยังทรงตัวจนถึงตกต่ำ เพราะการบริโภคลดลงจากมาตรการล็อกดาวน์&amp;nbsp;ขณะที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบอาหารที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซ้ำต้องเผชิญกับภาวะโรคระบาดทำให้หมูเสียหาย เกษตรกรต้องลงทุนยกระดับมาตรฐานฟาร์มซึ่งใช้เงินเป็นจำนวนมากมีต้นทุนแฝงจากการป้องกันโรคถึงตัวละ 500 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมมากว่า 3 ปี ซ้ำยังขาดเงินทุน และขาดความมั่นใจในเสถียรภาพราคาหมู ผู้เลี้ยงโดยเฉพาะรายย่อยต้องลดเลี้ยงและเลิกเลี้ยงไปเกือบหมด จึงกลายเป็นระเบิดเวลา เมื่อความต้องการสูงมาก&amp;nbsp;แต่คนเลี้ยงทั้งประเทศเหลือไม่ถึงครึ่ง หมูขุนหายไปเกือบครึ่ง จึงไม่แปลกที่จะเห็นราคาหมูสูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งในภาคผู้เลี้ยงต้องบอกว่าควรได้รับโอกาสนี้ หลังจากแบกรับภาระขาดทุนมานาน ภาวะราคาที่กลับมาฟื้นตัวได้นี้ ไม่ใช่การกอบโกยกำไร แต่แค่พอเคลียร์หนี้สินเก่าและต่อลมหายใจการเลี้ยงต่อไปเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนเพราะเกี่ยวกับปากท้องประชาชน และอาชีพเกษตรกร นายกฯ ประยุทธ์ ออกโรงบัญชาการแก้ปัญหาทั้งระบบ สั่งการให้ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง เริ่มจากภาระเกษตรกรฟาร์มหมู พ่อค้าคนกลาง ผู้ขายหมูหน้าเขียง ประชาชนผู้บริโภค รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อลดผลกระทบราคาหมู โดยไม่ให้เสียกลไกตลาด โดยแต่ละกระทรวงเข็นมาตรการทั้ง ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แผน 3 ระยะแก้ปัญหาหมูแพง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. มาตรการเร่งด่วน : ห้ามส่งออกหมูมีชีวิตชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน (6 มกราคม - 5 เมษายน 2565) เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อหมูภายในประเทศ, การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์, เร่งสำรวจสถานการณ์การผลิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. มาตรการระยะสั้น : ส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ, ขยายกำลังผลิตแม่หมู ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยกลับเข้าระบบ,&amp;nbsp;เร่งพัฒนาวิจัยยาและวัคซีน ในการป้องกันและรักษา ช่วยลดความสูญเสียจากโรคระบาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. มาตรการระยะยาว : กระทรวงเกษตรฯ จะผลักดันการยกระดับมาตรฐานฟาร์มและระบบ biosecurity ของเกษตรกร เพื่อป้องกันโรคระบาด ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมูใหม่&amp;nbsp;การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เร่งลงทะเบียนผู้เลี้ยงหมูรายย่อยเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คนเลี้ยงคิดอย่างไรกับมาตรการแก้ปัญหาของรัฐ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เห็นด้วยกับภาครัฐจะฟื้นและส่งเสริมเกษตรผู้เลี้ยงรายย่อยกลับเข้าระบบอีกครั้ง โดยขอให้รัฐเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทำลายหมู และเสียหายน้ำท่วม พร้อมกับมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา-ลดหนี้พักหนี้พักดอกเบี้ย และช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง รวมทั้งปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากนโยบายการคุมราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มก่อนหน้านี้ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และมีโรคระบาด เป็นสาเหตุให้เกษตรกรเลิกอาชีพ หลังจากนี้ รัฐบาลต้องมีวิธีจูงใจให้เกษตรกรมาเลี้ยงหมูเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่เข้าใจ "กลไกตลาด" และสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งดูแลแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง โดยไม่ให้เสียกลไกตลาด อย่างไรก็ตามสำหรับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในหมู นอกจากกรมปศุสัตว์แล้ว ควรจะเปิดกว้างให้ภาคบริษัทที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมพัฒนา ควรสนับสนุนสินเชื่อแก่ภาคเกษตรเพื่อเร่งฟื้นฟูอาชีพเสริมสภาพคล่อง และพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดังเช่นในอดีตที่ธนาคารเคยกำหนดการปล่อยสินเชื่อแก่เกษตรกร และควรลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% เพราะไทยต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายธนา วรพจน์วิสิทธิ์ นักวิชาการสายวัตถุดิบอาหารสัตว์ ชี้ว่าปัจจัยด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสัตว์สูงขึ้นถึง 30-40% เป็นอุปสรรคสำคัญของคนเลี้ยงสัตว์ที่รัฐควรเร่งแก้ปัญหา เช่น การวางเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ให้สูงกว่าตลาดโลก และยกเลิกภาษีนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่ว พร้อมทั้งทบทวนมาตรการต่างๆที่สร้างภาระต่อเนื่องให้ผู้เลี้ยงสัตว์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;หันกินไก่แทนหมู ลดรายจ่าย แถมช่วยเกษตรกร&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าผู้บริโภคจะกระทบกับเรื่องราคาหมู แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีทางเลือกอีกมากมายในการบริโภคเนื้อสัตว์ หรืออาหารโปรตีนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ ไข่ไก่-ไข่เป็ด หรือปลาหลากหลายชนิดให้เลือก แต่เกษตรกรไม่มีทางเลือก ยึดการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียวในการเลี้ยงตัวเอง ความเห็นใจ ความเข้าใจ และความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรกำลังเรียกร้องจากทั้งผู้บริโภคและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางเลือกอาหารที่ผู้บริโภคไม่ควรมองข้าม คือ เนื้อไก่ ซึ่งถือเป็นอาหารในหมวดหมู่โปรตีน ที่นำมาใช้ทดแทนเนื้อหมูอยู่แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบราคากัน จะพบว่าเนื้อไก่ต่ำกว่าเนื้อหมูถึง 3 เท่า โดยชิ้นส่วนไก่ต่อกิโลกรัมราคาไม่สูง ไก่ทั้งตัว-ไก่ผ่าซีก-ปีกไก่เต็ม ราคา 80 บาท อกไก่-ปีกบนไก่ 75 บาท น่องไก่ 65 บาท เนื้อไก่บด-เนื้อเศษไก่ 60 บาท ซี่โครงไก่ 26.50 บาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายใน หารือกับผู้เลี้ยงไก่ และผู้ค้าปลีกร่วมจัดจุดจำหน่ายไก่สดในราคาประหยัด ลดภาระประชาชนและจูงใจให้เลือกโปรตีนทดแทนเนื้อหมู คาดว่าจะเริ่มเปิดจุดจำหน่ายไก่สดราคาประหยัดก่อนเข้าเทศกาลตรุษจีน ส่วนการแก้ปัญหาราคาเนื้อหมู ต้องติดตามหลังจากที่มีมติห้ามส่งออกและเช็กสต็อก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้เลี้ยงไก่ก็ประสบปัญหาขาดทุนไม่ต่างกับผู้เลี้ยงหมู เพราะต้องชะลอการเลี้ยงและการจับสัตว์ จากความต้องการในตลาดลดลงและราคาเนื้อไก่ตกต่ำ โดยต้องแบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่นในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคระบาด มีการปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง วันนี้คนเลี้ยงมีต้นทุน 36-38 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายหน้าฟาร์มอยู่ที่ 37-39 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงที่ราคาเนื้อหมูปรับขึ้นเช่นนี้ จึงขอให้ผู้บริโภคหันมาเลือกบริโภคเนื้อไก่ที่ราคาถูกกว่าเนื้อหมู 3 เท่า เพื่อเพิ่มทางเลือกโปรตีนให้คนไทยไม่ขาดแคลนเนื้อสัตว์คุณภาพดี และช่วยสนับสนุนเกษตรกรได้ฟื้นตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ บอกว่าคำแนะนำที่ให้ผู้บริโภคเลือกโปรตีนหลากหลายทดแทนกันนั้น เป็นคำแนะนำที่ถูกต้องและให้ผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อปริมาณหมูน้อยลง การช่วยลดความต้องการหมูลงแม้สักเล็กน้อย ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ ขณะที่เนื้อไก่เป็นโปรตีนเนื้อขาวที่มีประโยชน์ไม่แพ้เนื้อหมู ทั้งยังย่อยง่าย หาซื้อได้ทั่วไป และยังเท่ากับการได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อทั่วประเทศที่มีจำนวนนับแสนรายด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เนื้อไก่ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้ ไม่เพียงลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารแบบที่สามารถแทนกันได้อย่างไม่ขัดเขิน ยังเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โปรตีนคุณภาพดีอย่างเนื้อไก่ ที่ราคาถูกกว่าเนื้อหมู ถือว่า ตอบโจทย์ ผู้บริโภค เป็นทั้งทางเลือกคนกิน และทางรอดคนเลี้ยงอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>10/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110145107364</Link_News></row>
<row _id="14"><NewsTitle>กลไกตลาดเสรี ทางออกสินค้าปศุสัตว์</NewsTitle><Detail>&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;เรื่องหมูกำลังร้อนแรง&amp;nbsp;อยู่ตอนนี้น่าเห็นใจเกษตรกรอยู่ไม่น้อย&amp;nbsp;เพราะเมื่อหันมาดูที่การทำเกษตรโดยเฉพาะใน&amp;nbsp;ภาคปศุสัตว์&amp;nbsp;อย่างการเลี้ยงหมู&amp;nbsp;ถือเป็นอาชีพที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการประกอบอาชีพ&amp;nbsp;ทั้งค่าพันธุ์&amp;nbsp;อาหาร&amp;nbsp;วัคซีน-ยารักษาโรค&amp;nbsp;ค่าน้ำ&amp;nbsp;ค่าไฟ&amp;nbsp;ค่าแรงงาน&amp;nbsp;ค่าบริหารจัดการอื่นๆ&amp;nbsp;ขณะที่ชีวิตของเกษตรกรต้องแขวนไว้กับปัจจัย&amp;nbsp;ปริมาณและการบริโภค&amp;nbsp;เป็นตัวชี้ขาดว่าปีไหนจะพอมีกำไรหรือขาดทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;เรื่องที่น่าเห็นใจคือ&amp;nbsp;ยามที่ราคาสินค้าพอจะมีแนวโน้มขยับขึ้นบ้าง&amp;nbsp;ตามกลไกตลาด&amp;nbsp;จากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอกับการบริโภค&amp;nbsp;กลับไม่ได้ทำให้เกษตรกรสุขกายสบายใจ&amp;nbsp;เพราะต้องมาลุ้นว่าจะถูกสังคมตัดสินว่าเป็นตัวการทำราคาขยับหรือไม่&amp;nbsp;และจะถูกภาครัฐเข้ามาดูแลราคาอีกหรือเปล่า&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;ดูอย่างกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู&amp;nbsp;ที่แม้ราคาหมูจะขยับตามกลไก&amp;nbsp;แต่ก็ไม่ได้ทำให้คลายทุกข์ที่ต้องแบกภาระขาดทุนมานานกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีได้&amp;nbsp;บางคนอาจมีคำถามว่าขาดทุนนานขนาดนี้แล้วยังทนเลี้ยงหมูไปทำไม&amp;nbsp;ไม่ทำอาชีพอื่นหนีปัญหาเสียเลย&amp;nbsp;ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า&amp;nbsp;เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียว&amp;nbsp;ไม่ได้มีทางเลือกอาชีพหลากหลาย&amp;nbsp;บางคนสานต่อกิจการพ่อแม่&amp;nbsp;บางคนลงทุนไปแล้วก็ต้องประคองอาชีพต่อ&amp;nbsp;ในเมื่อลงเลี้ยงหมูแล้ว&amp;nbsp;ถึงเวลาขายจะได้กิโลกรัมละกี่บาทก็จำต้องขาย&amp;nbsp;แม้รู้เต็มอกว่าต้องขาดทุนก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;ยิ่งก่อนนี้โดนพ่อค้าหัวใสกุเรื่องโรคระบาดหมูมาทุบราคา&amp;nbsp;ขนาดเคยขายหมูถูกกิโลกรัมละ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;กว่าบาท&amp;nbsp;ทั้งที่ต้นทุนพุ่งไปกว่า&amp;nbsp;70-80&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ก็ต้องยอม&amp;nbsp;ดีกว่าปล่อยหมูโตจนขาดทุนหนัก&amp;nbsp;ซ้ำการบริโภคในช่วง&amp;nbsp;8-9&amp;nbsp;เดือนก่อนก็ลดลงอย่างมาก&amp;nbsp;จากเดิม&amp;nbsp;22&amp;nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&amp;nbsp;เหลือเพียง&amp;nbsp;16&amp;nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&amp;nbsp;หรือลดลงเกือบ&amp;nbsp;40%&amp;nbsp;จากการปิดประเทศ&amp;nbsp;งดการเรียนการสอนในโรงเรียน&amp;nbsp;และการจับจ่ายชะลอตัว&amp;nbsp;ประมาณการความเสียหายทั่วประเทศ&amp;nbsp;จากการขายหมูขุนต่ำกว่าทุนสูงถึง&amp;nbsp;8,000-10,000&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;ที่สำคัญตั้งแต่ต้นปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน&amp;nbsp;ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับราคาขึ้นแบบฉุดไม่อยู่&amp;nbsp;อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เคยซื้อในราคากิโลกรัมละ&amp;nbsp;8.50&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ล่าสุดขึ้นมาเป็น&amp;nbsp;10.75&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;(เคยทำสถิติสูงสุดถึง&amp;nbsp;12.50&amp;nbsp;บาท)&amp;nbsp;ส่วนกากถั่วเหลืองตอนนี้ขึ้นไป&amp;nbsp;19.90&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&amp;nbsp;ขณะที่ความไม่มั่นใจในสถานการณ์และภาวะโรค&amp;nbsp;ทำให้เกษตรกรหายไปจากระบบ&amp;nbsp;50-60%&amp;nbsp;ส่งผลให้ปริมาณหมูแม่พันธุ์ลดลงไปกว่า&amp;nbsp;40%&amp;nbsp;จากเคยมีแม่หมูทั่วประเทศ&amp;nbsp;1.1&amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp;ตอนนี้เหลือเพียง&amp;nbsp;6.6&amp;nbsp;แสนตัว&amp;nbsp;ส่วนหมูขุนปริมาณลดลงไป&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;จาก&amp;nbsp;18-19&amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp;เหลือแค่&amp;nbsp;14.7&amp;nbsp;ล้านตัวเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและความเสียหายของตัวหมูนี้&amp;nbsp;ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนเฉลี่ยที่ต้องแบกรับสูงถึงกิโลกรัมละ&amp;nbsp;90&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาโรคหมู&amp;nbsp;ที่อัตราเสียหายยิ่งสูงขึ้นไปอีก&amp;nbsp;บางฟาร์มต้นทุนพุ่งไป&amp;nbsp;120&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&amp;nbsp;และพื้นที่นี้ส่วนใหญ่เกษตรกรมักตัดสินใจขายหมูก่อนกำหนด&amp;nbsp;เพื่อลดความเสี่ยง&amp;nbsp;แม้รู้ว่าต้องขาดทุน&amp;nbsp;ส่วนเกษตรกรรายอื่นๆก็ไม่กล้าเข้าเลี้ยงหมูอีก&amp;nbsp;รวมถึงผู้เลี้ยงทั้งประเทศที่แม้ภาวะราคาจะดีขึ้นกว่าเมื่อต้นปี&amp;nbsp;แต่ทั้งต้นทุนที่สูงต่อเนื่อง&amp;nbsp;ความเสียหายที่ไม่อาจคาดเดา&amp;nbsp;รวมถึงโควิดที่เป็นอีกปัจจัยในการพิจารณาเลี้ยงหมูรอบใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;ปัจจุบันผู้เลี้ยงต่างพากันหยุดเลี้ยงหมู&amp;nbsp;หรือเข้าเลี้ยงบางลงเพื่อรอดูสถานการณ์&amp;nbsp;ซึ่งในรายที่กัดฟันสู้ต่อ&amp;nbsp;ต้องพร้อมที่จะปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานทั้ง&amp;nbsp;GFM&amp;nbsp;สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;GMP&amp;nbsp;สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่&amp;nbsp;รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในระบบ&amp;nbsp;Biosecurity&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรอีก&amp;nbsp;500&amp;nbsp;บาทต่อตัว&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&lt;span&amp;nbsp;style="color:&amp;nbsp;black;"&gt;สวนทางกับการบริโภคที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง&amp;nbsp;หลังไทยกลับมาเปิดประเทศในช่วงก่อนหน้านี้&amp;nbsp;คนไทยเริ่มออกมาใช้จ่าย&amp;nbsp;&lt;/span&gt;นักเรียนเริ่มเปิดเรียนในระบบ&amp;nbsp;ผนวกกับช่วงเทศกาลวันหยุด&amp;nbsp;สิ่งที่เกิดขึ้นคือ&amp;nbsp;การแย่งซื้อหมูของพ่อค้า&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;เมื่อปริมาณหมูน้อย&amp;nbsp;การบริโภคดีขึ้น&amp;nbsp;ก็เข้าหลักอุปสงค์-อุปทาน&amp;nbsp;ทำให้กลไกตลาดเริ่มทำงาน&amp;nbsp;แต่ในภาวะเช่นนี้&amp;nbsp;ใช่ว่าเกษตรกรจะมีกำไรงาม&amp;nbsp;รายได้ที่มีวันนี้แค่พอต่อลมหายใจ&amp;nbsp;ลดความบอบช้ำจากภาวะขาดทุนในช่วง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีมานี้&amp;nbsp;เงินขายหมูได้แค่พอใช้หนี้เก่าและต่อทุนการเลี้ยง&amp;nbsp;เพียงแค่ลืมตาอ้าปากได้บ้างเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;ต้องไม่ลืมว่า&amp;nbsp;ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย&amp;nbsp;สามารถเลือกซื้อเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ&amp;nbsp;ทั้งไก่&amp;nbsp;ไข่&amp;nbsp;ปลา&amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;เพื่อทดแทนการบริโภคเนื้อหมู&amp;nbsp;โดยเฉพาะไก่ที่ราคาถูกกว่าหมู&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เท่า&amp;nbsp;แต่เกษตรกรมีเพียงการเลี้ยงหมูอาชีพเดียวเลี้ยงตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;ที่สำคัญต้องสร้างความเข้าใจว่า&amp;nbsp;เกษตรกรขายหมูหน้าฟาร์มแบบขายขาด&amp;nbsp;ส่วนกำไรต่อจากนั้นเป็นของพ่อค้าหมูที่ไปบริหารจัดการเอง&amp;nbsp;ส่วนเรื่องของเนื้อหมูที่บางคนบ่นว่าราคาสูงนั้น&amp;nbsp;หมูขุน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;น้ำหนัก&amp;nbsp;100&amp;nbsp;กิโลกรัม&amp;nbsp;เมื่อถูกชำแหละ&amp;nbsp;นำเอาเลือด&amp;nbsp;ขน&amp;nbsp;เครื่องใน&amp;nbsp;และของเสียในทางเดินอาหารออกแล้ว&amp;nbsp;จะมีซากหมูที่ขายได้จริงเพียง&amp;nbsp;90-92&amp;nbsp;กิโลกรัม&amp;nbsp;ในจำนวนนี้มีแค่&amp;nbsp;44&amp;nbsp;กิโลกรัมเท่านั้น&amp;nbsp;ที่ขายได้ราคาเท่ากับเนื้อแดง&amp;nbsp;สำหรับชิ้นส่วนอื่นๆ&amp;nbsp;ก็ขายในราคาที่แตกต่างกันไป&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;วันนี้สิ่งที่ต้องขอคือ&amp;nbsp;ความเข้าใจ&amp;nbsp;จากภาคผู้บริโภค&amp;nbsp;หากรู้สึกว่าราคาสินค้าสูง&amp;nbsp;ก็หันไปรับประทานอย่างอื่นทดแทน&amp;nbsp;เท่านี้กลไกตลาดก็จะทำงาน&amp;nbsp;ราคาจะปรับลดลดลงเอง&amp;nbsp;โดยไม่ต้องมีใครเข้าไปจัดการให้เสียเวลา&amp;nbsp;คนได้กินโปรตีนหลากหลาย&amp;nbsp;คนเลี้ยงยังได้ค้าขายอย่างสบายใจ&amp;nbsp;ดังนั้นการปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี&amp;nbsp;โดยไม่มีการเข้าไปแทรกแซง&amp;nbsp;จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-right"&gt;สังวาล&amp;nbsp;สยาม&amp;nbsp;นักวิชาการอิสระ&amp;nbsp;ด้านปศุสัตว์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>10/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110145802377</Link_News></row>
<row _id="15"><NewsTitle>หมูแพง-หมูขาด พื้นฐานเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น (จานร้อน)</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องที่พูดกันกว้างขวางเป็น Talk of the Town ในสังคมไทยเวลานี้หนีไม่พ้น หมูแพง-หมูขาด เพราะกระทบกับวิถีชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมสูงถึงสูงที่สุด จากการเข้าถึงได้ง่ายและผลผลิตไม่เคยขาดแคลน อาจมีหายไปบ้างก็เล็กน้อยและผลิตมาทดแทนได้ตามเวลา เลยไม่เกิดกรณีเช่นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมูแพง-หมูขาด นักเศรษฐศาตร์อธิบายว่า นี่แหละคือพื้นฐานเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นของกลไกการตลาดตามหลักการอุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) พูดง่ายๆ คือ ของเยอะราคาตก ของขาดราคาแพง ซึ่งสถานการณ์หมูแพงขณะนี้เกิดจากของขาดและเป็นการขาดอย่างหนัก โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ 1.อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยเผชิญวิกฤตโรคระบาดในวงกว้างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และร้ายแรงที่สุดในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหายไปจากระบบการผลิต 50% จากประมาณ 200,000 ราย เหลือเพียง 80,000 ราย ปริมาณสุกรแม่พันธุ์ ลดลงจาก 1.1 ล้านตัว เป็น 6.6 แสนตัว ลดลง 40% และปริมาณสุกรขุนลดลงจาก 19-20 ล้านตัวต่อปี เหลือเพียงไม่ถึง 15 ล้านตัวต่อปี ลดลง 30% ดูจากตัวเลขปริมาณการผลิตหายไปบ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะ ขาดแคลน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2.เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระขาดทุนจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 30-40% โดยเฉพาะราคาข้าวโพดสูงขึ้นจาก 8.50 เป็น 11.50 ต่อกิโลกรัม (ในเดือนกันยายน 2564) ขณะที่กากถั่วเหลืองปรับจาก 13 บาท เป็น 19 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงปรับสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน เท่ากับเกษตรกรเจอปัญหา สองเด้ง ทำให้ต้นทุน&amp;nbsp;และ 3.การขาดเงินทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดการฟาร์ม การปรับปรุงโรงเรือนระบบปิดและระบบป้องกันโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในส่วนของราคาเนื้อหมูก็ตอบสนองตามกลไกการตลาดทันทีด้วยราคาที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ก้าวกระโดดอย่างแรงเหมือนช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงเฉลี่ยอยู่ที่ 200-220 บาท/กิโลกรัม และบางพื้นที่ปรับขึ้นไปถึง 250 บาท ในพื้นที่ที่ขาดแคลนสูง และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปแตะ 300 บาท/กิโลกรัม ภายในปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะทราบกันดีว่ากว่าหมูรุ่นใหม่จะทยอยออกสู่ตลาดและเติมเต็ม&amp;nbsp;ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6-12 เดือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักวิชาการอิสระอย่าง ลอย ชุนพงษ์ทอง ได้นำเสนอผ่านช่องทางโซเชียลเมื่อเร็วๆนี้ เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตหมูเมื่อต้นปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 73-79 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหน้าฟาร์มอยู่ที่ 76-80 บาท/กิโลกรัม เทียบกับต้นทุนผลิตของต้นปี 2565 ที่ปรับสูงขึ้นอีก อยู่ที่ 95-100 บาท/กิโลกรัม ส่วนราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้นไปที่ 105 บาท ต่อกิโกกรัม เมื่อรวมค่าขนส่งไปถึงเขียงหมูราคาจะอยู่ที่ 168 บาท และเขียงจะมีการปรับราคาขึ้นอีก 25% เป็นราคาขายปลีก ทำให้หมูเนื้อแดงมีราคา210 บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากตัวเลขดังกล่าว พูดสั้นๆ คือ เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง นักวิชาการปศุสัตว์และนักเศรษฐศาสตร์มองว่าการผลิตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี รอเวลาที่คนเลี้ยงหมูมั่นใจ มีหลักประกันการป้องกันโรค และมีเงินทุนเพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์รอบใหม่และกลับเข้ามาเลี้ยง ดังนั้นในช่วงนี้แม้ความต้องการเพิ่มเพียงเล็กน้อยราคาจะปรับสูงขึ้นทันที เพราะสวนทางกับการผลิตซึ่งอยู่ในภาวะหดตัว จากสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ประเภทอื่น เช่น เนื้อไก่ ได้รับอานิสงส์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นด้วย เพราะสามารถทดแทนโปรตีนจากหมูได้ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์แบบเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น คือ การเพิ่มอุปทานหรือผลผลิตเข้าสู่ตลาดเร็วที่สุด&amp;nbsp;การนำเข้าจึงเป็นสูตรที่นักเศรษฐศาสตร์แนะนำ แต่อาจจะย้อนแย้งกับความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงและผู้กำกับดูแลภาครัฐ ในประเด็นการผลิตอาหารมั่นคงภายในประเทศ&amp;nbsp;การนำเข้าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ทั้งต้องพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบถี่ถ้วนถึงคุณภาพความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากอาจมีสารตกค้างหรือสารปนเปื้อน เช่น สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ซึ่งเป็นสารต้องห้ามเด็ดขาดตามประกาศของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2545&amp;nbsp;ที่สำคัญการนำเข้าตามพิธีทางศุลกากรจำเป็นต้องเสียภาษีนำเข้า อาจจะทำให้ราคานำเข้าไม่ต่างกับราคาในประเทศในปัจจุบัน นอกจากนี้ หากมีการนำเข้าเนื้อหมูยังเป็นเหมือนการซ้ำเติมเกษตรกรให้ต้องล้มหายตายจากอาชีพด้วย&amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับการแก้ปัญหาโดยภาครัฐ จากการประกาศห้ามส่งออก ให้เช็คสต๊อกหมูของผู้ผลิต การห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ และการตรึงราคาสินค้า เป็นมาตรการพื้นฐานของรัฐ จะบังเกิดผลต่อเมื่อมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่าง แต่ในภาวะขาดแคลนแบบนี้&amp;nbsp;มาตรการรัฐดังกล่าวไม่แก้ปัญหาให้มีอุปทานเพิ่มขึ้นเลย&amp;nbsp;ทางที่ดีที่สุดปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด หาวิธีที่สนับสนุนและจูงใจเกษตรกรให้เร่งนำลูกหมูเข้าเล้า และเลี้ยงตามปกติให้เร็วที่สุดในการสร้างอุปทานให้สมดุลกับอุปสงค์ ถึงเวลานั้นผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง&amp;nbsp;เชื่อเถอะ ...เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>10/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110175844493</Link_News></row>
<row _id="16"><NewsTitle>นักโภชนาการแนะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพิ่มทางเลือกการกินอาหารในยุคหมูแพง</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;นักวิชาการโภชนาการ แนะประชาชนปรับตัวกับการบริโภคอาหารในยุคที่เนื้อหมูมีราคาแพง โดยสามารถเลือกกินอาหารประเภทอื่นๆได้ อาทิ เนื้อปลา เนื้อไก่ ไข่ ที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีไม่แพ้เนื้อหมู หรือแม้แต่ผู้บริโภคกลุ่มมังสวิรัตหรือคนกินเจ ก็ยังมีธัญพืช ถั่วต่างๆ ที่สามารถกินทดแทนได้ สิ่งสำคัญคือการกินอาหารหลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ ให้ข้อมูลว่า ในสถานการณ์ที่หมูราคาแพงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างน้อย 4 กลุ่ม คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู พ่อค้าเขียงหมู ผู้จำหน่ายอาหารที่ปรุงจากหมู และผู้บริโภคหมู ในขณะที่รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาราคาหมูแพงที่ต้นตอของปัญหาอยู่ขณะนี้ ผู้บริโภคเองก็สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ โดยพิจารณาว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องปรับตัวกันอย่างไร เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมความเดือดร้อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การไม่ได้กินเนื้อหมู ไม่ได้ทำให้ขาดสารอาหารใดๆ บางคนที่เสพเนื้อหมูเป็นประจำ อาจเสียความรู้สึกกับอรรถรสการกินไปบ้าง แต่หากเรารู้จักปรับตัวปรับใจ สามารถตัดความรู้สึกติด คุ้นชินกับการกินหมูออกไปได้ แม้ในยามหมูมีราคาแพง อย่างน้อยก็เป็นการประหยัดเงิน ช่วยชาติแก้ปัญหาหมูแพง และสุขภาพยังดีอยู่ ทำให้เกิดประโยชน์หลายทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เนื้อหมูเป็นเพียงหนึ่งในอาหารหลากหลายชนิด ที่ให้สารอาหารต่างๆโดยเฉพาะโปรตีน ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับอาหารพวกเนื้อสัตว์อื่นๆ รวมทั้งนม ไข่และถั่วเมล็ดแห้ง นักโภชนาการและนักกำหนดอาหารได้ จัดทำรายการอาหารแลกเปลี่ยน (Food Exchange Lists) ขึ้นมา เพื่อให้คนได้กินอาหารที่หลากหลายชนิด โดยนำเอาอาหารที่มีสารอาหารใกล้เคียงกันในแต่ละหมวดหมู่ มาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อสามารถกินทดแทนกันได้ ส่วนมากจะนำอาหารที่ให้สารอาหาร โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน มาจัดเป็นหมวดหมู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.สง่า แนะนำว่า ให้ฉวยโอกาสช่วงหมูแพง หันมากินอาหารที่หลากหลาย โดยกินอาหารที่สามารถมาทดแทนเนื้อหมูได้ เช่น เนื้อปลา เพราะปลามีคุณค่าทางโภชนาการโดยรวมๆใกล้เคียงกับเนื้อหมู มีโปรตีนคุณภาพ ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ แต่เป็นไขมันดีเช่น โอเมก้า 3 อยู่สูง ควรกินทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเลสลับกันไป ตามมาด้วยเนื้อไก่ที่มีไขมันต่ำกว่าเนื้อหมู แต่ให้โปรตีนใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังมีเนื้อสตว์อื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เนื้อวัว เนื้อเป็ด กุ้ง หอย ปู อาหารเหล่านี้จะให้โปรตีนที่ใกล้เคียงกัน คือ ราวๆ 20-30 กรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับคนที่กินมังสวิรัต หรือคนกินเจ แทบจะไม่เดือดร้อนเลยในภาวะหมูแพง เพราะส่วนใหญ่จะได้โปรตีนจากแหล่งอาหารอื่นที่ไม่ใช่หมู โดยเฉพาะจากถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะให้โปรตีนใกล้เคียงกับเนื้อหมู เนื้อสัตว์ต่างๆ แม้จะไม่สมบูรณ์เท่า เพราะขาดกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนบางตัวไปบ้างก็ตาม แต่ถ้าเรากินถั่วเมล็ดแห้งควบคู่กับข้าว งา และธัญญพืชอื่นๆ ก็จะทำให้ได้รับกรดอะมิโนหรือโปรตีนที่สมบูรณ์ก็จะเท่าเทียมกับการกินเนื้อหมูได้ ดังนั้นในช่วงหมูแพง ถ้าเราจะหันมากินมังสวิรัตหรือเจกันบ้างเป็นบางมื้อบางวัน ก็จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการกินอาหารทดแทนเนื้อหมูได้ แต่ขอแนะนำให้กินมังสะวิรัตแบบกินไข่และดื่มนมควบคู่กันไป เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และแคลเซี่ยม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่วงหมูแพง เราแกล้งเบื่อหมูกันดีไหม? โดยสั่งซื้อหรือปรุงประกอบอาหารแบบไม่ง้อหมู อาทิ ผัดกระเพราไก่ หรือกระเพราปลา ก๋วยเตี๋ยวไก่/ปลา/เป็ด ราดหน้าหรือผัดซีอิ้วไก่ ลาบไก่/ปลา ลาบเต้าหู้ แกงจืดเต้าหู้ ปลาเผา ต้มยำปลา/กุ้ง/ไก่ ปลา/ไก่ทอดกระเทียมพริกไทย ผัดผักรวมใส่ไก่/กุ้ง/ปลา เป็นต้น ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเสริมอาหารโปรตีนช่วงหมูแพง เราควรเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ไข่เป็ด และดื่มนมให้มากขึ้นตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัยและสุขภาพของแต่ละคน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.สง่า กล่าวเพิ่มเติมว่า เราควรปรับพฤติกรรมการกิน การปรุงประกอบอาหาร ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อความอยู่รอดอย่างมีความสุข ในช่วงภาวะหมูขึ้นราคาเช่นนี้ โดยการตั้งสติยอมรับความจริง แล้วหาทางออกที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นให้ได้ เมื่อคนไทยส่วนมากทำได้ ผลประโยชน์ที่ตามมาคงไม่ใช่เพียงแค่จะทำให้เราไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายซื้อหมูแพงเท่านั้น แต่สุขภาพจิตสุขภาพกายเราก็ยังคงเป็นปกติดีเช่นเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่ไม่ปรับตัวในยามหมูแพง หากหมูพูดได้ มันก็จะออกมาเยาะเย้ยว่า</Detail><NewsDate xsi:nil="true" /><Region xsi:nil="true" /><Province xsi:nil="true" /><Department xsi:nil="true" /><Link_News xsi:nil="true" /></row>
<row _id="17"><NewsTitle> ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก ในทางตรงกันข้าม ใครที่สามารถนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติได้ คนเหล่านั้นจะเป็นผู้ ฉลาดรอบรู้ เมื่อหมูแพง และพูดกับหมูได้เต็มปากว่า</NewsTitle><Detail xsi:nil="true" /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region xsi:nil="true" /><Province xsi:nil="true" /><Department xsi:nil="true" /><Link_News xsi:nil="true" /></row>
<row _id="18"><NewsTitle> แม้ขาดหมู ฉันก็ไม่รู้สึก ดร.สง่า กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;</NewsTitle><Detail>11/1/2022</Detail><NewsDate>ภาคกลางและปริมณฑล</NewsDate><Region>กรุงเทพมหานคร</Region><Province>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Province><Department>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111192604947</Department><Link_News xsi:nil="true" /></row>
<row _id="19"><NewsTitle>เกษตรกรประสานเสียงนักวิชาการ ไม่ควรนำเข้าหมู</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;แนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ จากทั้งฝ่ายการเมือง อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือแม้แต่สื่อฯ ที่หวังให้ปริมาณหมูนอกมาโปะส่วนที่ขาด จากความต้องการบริโภคหมูของคนไทย 50,000 ตัวต่อวัน แต่วันนี้ทั้งประเทศผลิตหมูได้ 40,000 กว่าตัวต่อวันเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำแนะนำที่มองเพียงความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ดูจะตื้นเขินและมองโลกแคบเกินไป เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาไม่ได้มีแค่ผู้บริโภคเท่านั้น ยังมีเกษตรกรซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญ ที่แนวทางแก้ปัญหาต้องคิดไปถึงคนกลุ่มนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แล้วการนำเข้าจะส่งผลกับอะไรบ้าง มาดูกัน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; ผู้บริโภคต้องเสี่ยงกับสารตกค้าง : การผลิตหมูในต่างประเทศ บางประเทศอนุญาตให้เกษตรกรสามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลกำไร หมูที่ใช้สารนี้จะโตเร็วขึ้น 4 วัน โดยใช้อาหารน้อยลงเกือบ 20 กิโลกรัม โดยสารนี้จะตกค้างอยู่ในทุกชิ้นส่วนของหมู ย่อมสร้างอันตรายกับคนไทยอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; ลดแรงจูงใจเกษตรกรผู้เลี้ยง : หนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาราคาหมูของภาครัฐ คือการเร่งส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย-รายกลางที่หยุดการเลี้ยงหมูไป ให้กลับเข้ามาในระบบอีกครั้ง เพื่อเพิ่มซัพพลายเข้าตลาดโดยเร็ว หากปล่อยให้มีการนำเข้าหมู จะลดแรงจูงใจของเกษตรกร ไม่กล้าเข้าเลี้ยงหมู ทุกคนรู้ดีว่าไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูต่างชาติได้ เพราะไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และสารเสริม (Feed additive)&amp;nbsp;จึงมีต้นทุนสูงกว่า เมื่อเทียบกับประเทศแถบยุโรปที่เป็นทั้งผู้เลี้ยงหมูระดับโลก และเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ป้อนอุตสาหกรรมทั้งโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; กระทบความมั่นคงทางอาหาร : เมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไม่สามารถแข่งขันราคาได้จนเลิกเลี้ยงหมูไปในที่สุด ห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดย่อมสั่นคลอน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ 7 ล้านครัวเรือน ภาคเวชภัณฑ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง ภาคขนส่ง และภาคธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จะต้องล่มสลายไปพร้อมกัน ความมั่นคงทางอาหารของประเทศต้องสูญเสีย จากการต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; บ่อนทำลายอาชีพและอุตสาหกรรมหมูไทย : เนื้อหมูนำเข้านอกจากจะกระทบกับภาวะราคาตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการนำโรคจากต่างถิ่นเข้ามาด้วย เพราะแต่ละประเทศมีโรคประจำถิ่นของตนเอง หมูนอกอาจนำโรคที่ก่ออันตรายต่อหมูไทย และโดยปกติเนื้อหมูนำเข้าจะมาในรูปแบบแช่แข็ง ซึ่งเชื้อไวรัสหลายชนิดมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีชีวิตอยู่ได้ในอุณหภูมิแช่แข็งนานเป็นปี หากหลุดรอดออกมาปนเปื้อนในอุตสาหกรรม ย่อมส่งผลกระทบกับภาคผู้เลี้ยงอย่างหนัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นำเข้าหมู กระทบทุกภาคส่วน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากเจ้ากระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จะออกมาให้ความเห็นในเรื่องการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ ว่าจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้องระวังโรคติดต่อที่มากับหมู สุขอนามัยประชาชน รวมถึงข้อกดดันทางการค้าอื่นๆ ประกอบด้วยแล้ว ทั้งเกษตรกรและนักวิชาการ ต่างออกมาประสานเสียงว่า ไม่ควรนำเข้าหมู&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- นายวิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ไม่เห็นด้วยกับนำเข้าหมูมาพยุงราคา เป็นการทำลายกลไกการเลี้ยงหมูในประเทศ เนื่องจากราคาหมูนำเข้าถูกกว่าหมูไทยมาก เพราะต้นทุนการเลี้ยงต่ำ รัฐบาลของประเทศเขาให้การอุดหนุนต้นทุนการเลี้ยง จึงสามารถขายในราคาถูกได้ ขณะที่ผู้เลี้ยงหมูไทย ต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงที่พุ่งสูงเองทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถขายเนื้อหมูในราคาที่สะท้อนต้นทุนได้ หากยอมให้หมูนอกเข้ามา จะทำให้เกษตรกรทิ้งอาชีพและเลิกเลี้ยงหมูกันทั้งหมด เพราะสู้ราคาไม่ไหว ทางแก้เรื่องนี้คือ การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากหมูมีน้อย และราคาสูงขึ้น ก็จะกดดันให้ความต้องการบริโภคลดลง ตามกลไกตลาด ในที่สุดปริมาณและการบริโภคจะกลับสู่สมดุลเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ ย้ำว่า เกษตรกรคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมู เพราะความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ผลผลิตหมูที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่เพียงพอกับการบริโภค แต่ยังไม่ทราบถึงปริมาณความต้องการที่แท้จริงของตลาด การนำเข้าเนื้อหมูเป็นการซ้ำเติมปัญหา กระทบกับภาวะราคาตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาด ที่เกษตรกรเผชิญมาตลอด 3 ปี และยังทำให้ผู้เลี้ยงที่กำลังจะกลับเข้าระบบไม่กล้าลงทุน การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ ภาครัฐต้องเร่งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อจูงใจเกษตรกรที่เลิกเลี้ยงไปฟื้นอาชีพได้โดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- นายโสภณ พรหมแก้ว นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เกษตรกรไม่เห็นด้วยที่ภาครัฐจะนำสุกรจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกษตรกรและพี่น้องผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ภาครัฐควรสนับสนุนผู้เลี้ยงรายย่อยให้กลับเข้ามา ภาคใต้มีเกษตรกรถึง 2 หมื่นราย ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชหายไปถึง 50% เกษตรกรภาคใต้อยากกลับมาเลี้ยงหมูแต่ขาดเงินทุน ไร้เงินเยียวยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- นายภาคภูมิ พีรวรสกุล ณัฐพงษ์ฟาร์ม จ.หนองบัวลำภู ไม่เห็นด้วยหากจะมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรรายย่อยแทนจะลืมตาอ้าปากได้ คนที่จะลงเลี้ยงรอบใหม่ก็ยังพอมีกำลังใจในการลงทุน แต่ถ้าต้องเจอทั้งเรื่องโรคหมู และราคาหมูตกต่ำซ้ำเติม จะทำให้วงจรอาชีพเลี้ยงสุกรรายย่อยหายไปจากระบบแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- &lt;span style="background-color: rgb(255, 255, 255); color: rgb(77, 81, 86);"&gt;นางสาว&lt;/span&gt;อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ นักวิชาการด้านปศุสัตว์ บอกว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็น หายนะ คนไทย เพราะต้องเสี่ยงกับสารเร่งปนเปื้อนที่มากับผลิตภัณฑ์ เกษตรกรต้องเสี่ยงกับโรคหมู และยังกระทบต่อวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรมที่ต้อง "ล่มสลาย" จากหมูต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยถึง 3 เท่า การต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น จะทำลายความมั่นคงทางอาหารในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวถึงปัญหาโรคระบาดที่เป็นหนึ่งในปัจจัยผลักดันราคาหมู ว่าต้องใช้กลไกปศุสัตว์ภาคและเขตพื้นที่ ลงสำรวจฟาร์มหมูอย่างจริงจัง กรณีพบการระบาดต้องมีการทำลายหมู ห้ามเคลื่อนย้าย พร้อมทำพื้นที่กันชนกับเพื่อนบ้าน ในประเทศที่มีการพบการระบาดของโรค เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าหมูเป็นหรือหมูตาย จากภายนอกเข้ามาในประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาราคาสินค้าว่า เกิดจากหลายปัจจัยและทุกภาคส่วนต้องรับผิดชอบ ต้องร่วมกันแก้ไข ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือปัญหาจากกลไกตลาด ซึ่งส่งผลต่อต้นทุน ต้องใช้เวลาคลี่คลาย ใช่ว่าราคาสินค้าจะถูกลงได้ในชั่วข้ามคืน อย่างเช่นราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบเรื่องค่าขนส่ง จนทำให้ราคาสินค้ารวมถึงราคาสุกรขยับขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้แนวทางแก้ปัญหาราคาหมูกำลังดำเนินไปอย่างดี เกษตรกรผู้ผลิตพยายามเร่งเพิ่มซัพพลายอย่างเต็มกำลัง ผู้บริโภคเองเริ่มปรับตัวไปเลือกหาโปรตีนทดแทนมากขึ้น อย่าให้การนำเข้าเนื้อหมูต่างชาติมาทำลายระบบและทุบเสถียรภาพของอุตสาหกรรม รวมถึงทำลายความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;งานเขียนโดย : เนื่องนที ฤกษ์เจริญ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>11/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111203716986</Link_News></row>
<row _id="20"><NewsTitle>1 ศตวรรษ ASF : ไทยอย่าท้อ...เร่งเดินหน้าต่อ</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ASF หรือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ถูกพูดถึงอย่างหนาหู หลังถูกเชื่อมโยงกับราคาหมูที่ปรับเพิ่มขึ้น กระทั่งวันนี้ที่กรมปศุสัตว์ ประกาศพบโรค ASF ในหมู ที่โรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม และได้ประกาศเป็นเขตโรคระบาด มีการควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 กิโลเมตร และเตรียมรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทำความรู้จัก ASF&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ASF (African Swine Fever Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อโรคเฉพาะในสุกร พบครั้งแรกที่ประเทศเคนย่า เมื่อปีพ.ศ.2464 หรือนานกว่า 100 ปีมาแล้ว จากนั้นโรคลามจากทวีปแอฟริกาไปยังทวีปอื่นๆ รวมประเทศต่างๆที่พบโรค ASF จากอดีตหนึ่งร้อยปีจนถึงวันนี้ทั่วโลกพบ ASF แล้วกว่า 60 ประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยปัจจุบันพบไวรัสนี้แพร่กระจายตามภูมิภาคต่างๆ ใน 35 ประเทศทั่วโลก สำหรับทวีปเอเชีย พบครั้งแรกที่รัสเซียฝั่งตะวันออกในส่วนที่ติดกับจีนเมื่อพ.ศ.2551 จากนั้นโรคได้เข้าไปยังจีน ประเทศผู้ผลิตหมูและผู้บริโภคเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 และพบในประเทศอื่นๆ ทั้งมองโกเลีย เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เวียตนาม สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต้ อินโดนีเซีย และอินเดีย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าเป็นโรคนี้จะถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในหมู ไม่สามารถติดต่อสู่คนและสัตว์อื่นได้ คนยังคงบริโภคเนื้อหมูได้อย่างปลอดภัย แต่จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง หากพบการระบาดของโรคในประเทศใด การกำจัดโรคจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และยารักษาโรคที่เฉพาะเจาะจง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ไทยอยู่ตรงไหนในแผนที่ โรค&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเทศต่างๆรอบไทยต่างเผชิญหน้ากับโรคนี้ทั้งหมดแล้ว ไทยจึงถือว่าเป็นประเทศท้ายสุดของเขตรอบบ้านเรา ที่อยู๋ในแผนที่โรคนี้ ที่ผ่านมาทั้งกรมปศุสัตว์ในฐานะภาครัฐ ต่างจับมือกับเกษตรกรผู้เลี้ยง สมาคม ภาคเอกชนผู้ประกอบการ สถานบันการศึกษา นักวิชการ นักวิจัย ร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF อย่างเข้มงวดมาตลอด โดยเฉพาะการคุมเข้มด่านพรมแดน รวมทั้งใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูง (Biosecurity) ภายในฟาร์ม ที่อาศัยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของไทย กระทั่งกลายเป็นประเทศที่ทุกคนต่างจับจ้องและต้องการหมูที่มีคุณภาพจากไทย เพื่อป้อนตลาดต่างประเทศที่กำลังประสบปัญหาโรคนี้ นำเงินตราเข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาท นี่คือความสำเร็จจากการป้องกันโรคอย่างเข้มแข็งของบ้านเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้วันนี้ไทยถูกเจาะไข่แดงพบเชื้อที่นครปฐม ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของการเลี้ยงหมูก็ตาม แต่ทุกคนต้องเดินหน้า Move On จากเรื่องนี้ให้ได้ การจัดการสอบสวนโรคให้เป็นหน้าที่ภาครัฐที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมโรคไม่ให้แพร่ไปในวงกว้าง และภาคส่วนอื่นต้องเร่งทำหน้าที่ของตนเองอย่างแข็งขัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมูเอาไว้ให้ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เกษตรกรอย่าท้อ เร่งเดินหน้าต่อให้เร็วที่สุด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้องไม่ลืมว่าเรายังมีอีกปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไขโดยเร็ว คือการเร่งแก้ภาวะขาดแคลนซัพพลายหมูในตลาด ที่กลไกภาครัฐต้องเริ่มทำงาน ผู้เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าตามมาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันให้พี่น้องเกษตรกรรายย่อย-รายกลาง ที่เลิกเลี้ยงหรือหยุดการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อนหน้านี้ ได้กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งให้เร็วที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญต้องได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทำลายหมูจากภาวะโรค ตามมาตรฐานการป้องกันโรค ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อให้คนเลี้ยงมีทุนรอนในการประกอบอาชีพ และเกิดความมั่นใจหากจะกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาทุกคนต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งหมูล้นตลาด ราคาหมูตกต่ำ เกิดภาวะขาดทุนสะสมมานานกว่า 3 ปี รวมทั้งสถานการณ์โรคระบาดในหมู ที่ขณะนี้ต้องเร่งจัดการ ไปพร้อมกับการพัฒนาวัคซีน เพื่อให้ผู้เลี้ยงมีขวัญกำลังใจว่าจะไม่มีความเสี่ยงในอาชีพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกร ด้วยมาตรการช่วยเหลือ-พักหนี้-ลดหนี้-พักดอกเบี้ย การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เหมือนอย่างในอดีตที่ธนาคารเคยกำหนดการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร และควรมีการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกข้อสำคัญคือ มาตรการช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ เช่น ลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% เพราะไทยต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้เป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รวมทั้งปล่อยให้ ราคาหมูเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ให้เกษตรกรต้องวนลูปเดิม กับความบอบช้ำจากนโยบายการคุมราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มก่อนหน้านี้ และการคุมราคาเนื้อหมูปลายทาง ที่ทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้รัฐบาลต้องหาวิธีจูงใจและฟื้นความเชื่อมั่นให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมูให้ได้ บนพื้นฐานของมาตรการป้องกันโรคที่ดี และเหมาะสมกับฟาร์มเกษตรกรแต่ละประเภท นี่ถือเป็น โอกาส ใน วิกฤต ที่ไทยจะได้ ยกเครื่อง วงการหมูทั้งระบบ สู่อุตสาหกรรม 4.0 การป้องกันโรคอย่างเข้มงวดจะกลายเป็น New Normal ของฟาร์มหมู นอกจากจะได้อาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคแล้ว เกษตรกรเองจะมีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น และสามารถป้องกันโรคต่างๆในหมูได้อย่างเข้มแข็ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนในฟาร์มที่ยกระดับการป้องกันโรคอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ต้องรักษาระบบ Biosecurity ให้ดี ต้องไม่ประมาท การ์ดอย่าตก และอย่าเพิ่งตกใจกลัวโรคนี้ ต้องมีสติ ดูแลตัวเอง และเพื่อนในวงการ งวดนี้ถือว่าเป็นอีกเวทีวัดความสามัคคีของเกษตรกรไทย รวมถึงนักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน ให้สมกับที่ทุกคนเหนื่อยมาตลอด 3 ปี และจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันให้ได้อย่างที่เคยผ่านมาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>12/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112191723375</Link_News></row>
<row _id="21"><NewsTitle>ใครว่า "โคก หนอง นา" ผู้สูงวัยทำไม่ได้</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ใครว่า&amp;nbsp;โคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;ผู้สูงวัยทำไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นางลบ&amp;nbsp;ผาติวงศ์&amp;nbsp;เกษตรกรบ้านดอนดู่&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;หมู่&amp;nbsp;13&amp;nbsp;ตำบลนาทม&amp;nbsp;อำเภอนาทม&amp;nbsp;จังหวัดนครพนม&amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;nbsp;ยายแก่แล้ว&amp;nbsp;ซึ่งการทำนาต้องลงทุนเยอะจึงอยากเปลี่ยนชีวิตใหม่&amp;nbsp;ประกอบกับลูกสาวมาบอกว่าทางหน่วยงานราชการจะมาทำโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;ให้&amp;nbsp;สนใจไหม&amp;nbsp;จึงตัดสินใจว่าจะทำ&amp;nbsp;เพราะทำนามาก็หลายปีแล้ว&amp;nbsp;โดยในการขุดสระนั้นใช้เวลาประมาณ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อาทิตย์ก็แล้วเสร็จในพื้นที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;ของตนเอง&amp;nbsp;ขุดครั้งแรกในสระมีน้ำไม่เยอะเท่าไหร่&amp;nbsp;แต่พอเข้าฤดูฝนช่วงที่ผ่านมามีน้ำมาเติมจนเต็มสระ&amp;nbsp;ซึ่งในการทำโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;นั้นตนเองเริ่มต้นจากการหาต้นกล้วยมาปลูกก่อนเพราะเป็นช่วงเดือนเมษายนที่อยู่ในฤดูแล้ง&amp;nbsp;จากนั้นหน่วยงานราชการก็นำต้นลิ้นจี่และต้นไม้พันธุ์อื่นๆ&amp;nbsp;มามอบให้เพื่อปลูก&amp;nbsp;ตนเองหามาปลูกเพิ่มเติมเรื่อยๆ&amp;nbsp;รวมถึงมีการเลี้ยงปลาหลากหลายชนิด&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็น&amp;nbsp;ปลาตะเพียน&amp;nbsp;ปลายี่สก&amp;nbsp;ปลากระโห้&amp;nbsp;ปลาเผาะ&amp;nbsp;ปลานิล&amp;nbsp;ปลาดุก&amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าในปีนี้ไม่สามารถจับปลามาขายในจำนวนเยอะๆได้&amp;nbsp;เนื่องจากน้ำในสระเยอะ&amp;nbsp;ดังนั้นในปีหน้าจะมีการปรับแผนการเลี้ยง&amp;nbsp;โดยจะทำเป็นบล็อคเพื่อที่จะให้สามารถจับปลามาจำหน่ายได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp;ในตอนนี้คิดว่าที่ทำมาจากการเก็บเล็กผสมน้อยในการเพาะปลูกมีทุกอย่างแล้ว&amp;nbsp;ทั้งพืชผัก&amp;nbsp;ผลไม้&amp;nbsp;อ้อย&amp;nbsp;มันเทศ&amp;nbsp;ต้นยางนา&amp;nbsp;หน่อไม้กิมซุงและต้นไม้อื่นๆ&amp;nbsp;ปัจจุบันตนเองมีรายได้จากการขายผักบุ้งประมาณวันละ&amp;nbsp;200-300&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ถ้ารวมกับอย่างอื่นแล้วก็ได้ประมาณวันละ&amp;nbsp;400&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ซึ่งการขายจะให้ลูกสาวช่วยโพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊ก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;อย่างเมื่อวานขุดมันเทศได้ประมาณ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;กิโลกรัม&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ตอนแรกก็คิดว่าคงขายไม่หมดในวันเดียว&amp;nbsp;แต่พอคนเห็นที่ลงประกาศขายไปไม่นานก็มีคนมาซื้อถึงที่จนหมด&amp;nbsp;จึงทำให้คิดว่าถ้าเรามีสินค้าที่ปลอดภัยก็เชื่อว่าจะขายได้หมดทุกอย่าง&amp;nbsp;ปัจจุบันนี้ที่ทำเพิ่มเติมอยู่ก็คือการขยายพันธุ์หอย&amp;nbsp;โดยมีทั้งที่เป็นหอยขมและหอยเชอรี่ที่ไปเก็บมาจากแปลงผักบุ้ง&amp;nbsp;ส่วนอาหารเราก็หาเอาจากแปลงโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;ที่ทำอยู่&amp;nbsp;ซึ่งตนเองคิดว่าการทำนานั้นต้องลงทุนเยอะ&amp;nbsp;ถ้าจ้างดำก็ตกวันละ&amp;nbsp;300&amp;nbsp;&amp;nbsp;400&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ประกอบกับในตอนนี้ไม่มีแรงที่จะทำขนาดนั้นแล้ว&amp;nbsp;แต่พอมาทำโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;เหนื่อยเราก็แค่นั่งพัก&amp;nbsp;พอมีแรงเราก็ทำต่อ&amp;nbsp;ก็ถือว่าเป็นความสุขอีกแบบ&amp;nbsp;จากการที่เราได้เห็นปู&amp;nbsp;เห็นปลา&amp;nbsp;เห็นพืชผักที่อยู่ในแปลงนาของเรา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>13/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>นครพนม</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113102642488</Link_News></row>
<row _id="22"><NewsTitle>รายงานพิเศษ จังหวัดสกลนคร พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;เป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;การหวังพึ่งพาน้ำฝนหรือน้ำผิวดินเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร&amp;nbsp;จึงไม่เพียงพอ&amp;nbsp;สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร&amp;nbsp;หวังแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;นเรศ&amp;nbsp;ชมบุญ&amp;nbsp;ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;CG2&amp;nbsp;ประภารัตน์&amp;nbsp;แก้วมะ&amp;nbsp;อาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ทั้งการอุปโภคบริโภค&amp;nbsp;การเกษตรและอุตสาหกรรม&amp;nbsp;ที่โดยทั่วไปมักจะใช้แหล่งน้ำผิวดินเป็นหลัก&amp;nbsp;จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp;เนื่องจากปริมาณน้ำผิวดินมีไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกเขตชลประทาน&amp;nbsp;มักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร&amp;nbsp;จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;เป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง&amp;nbsp;การหวังพึ่งพาน้ำฝนหรือน้ำผิวดินจึงไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;นายนเรศ&amp;nbsp;ชมบุญ&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่นอกเขตชลประทาน&amp;nbsp;สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;ได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภค&amp;nbsp;บริโภค&amp;nbsp;และการเกษตร&amp;nbsp;โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;ดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล&amp;nbsp;รองรับพื้นที่ประมาณ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ขุดเจาะบ่อบาดาลแล้ว&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;109&amp;nbsp;บ่อ&amp;nbsp;และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;เพิ่มอีก&amp;nbsp;252&amp;nbsp;บ่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;นางประภารัตน์&amp;nbsp;แก้วมะ&amp;nbsp;อาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ซึ่งได้ใช้พื้นที่ของตนเองสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้อาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;เพื่อต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน&amp;nbsp;แบ่งปันการใช้น้ำและผลผลิตให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของจังหวัดสกลนคร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;จึงนับเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp;พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน&amp;nbsp;ทุกคนจึงต้องช่วยกันดูแลรักษา&amp;nbsp;มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการรู้จักใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>13/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สกลนคร</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113161820737</Link_News></row>
<row _id="23"><NewsTitle>ดึงคนเลี้ยงหมูกลับสู่อาชีพ เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต</NewsTitle><Detail>&lt;p class="ql-align-justify"&gt;สถานการณ์ราคาหมูส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า ทั้งคนเลี้ยง พ่อค้าคนกลาง เขียงหมู ร้านอาหารตามสั่ง หรือ แม้แต่ผู้บริโภค แต่ในบรรดาผู้เดือดร้อนจากสถานการณ์ราคาหมู ต้องบอกว่าคนที่น่าเห็นใจที่สุดคือ &lt;strong&gt;เกษตรกรคนเลี้ยงหมู &lt;/strong&gt;ที่ต้องสูญเสียหมูทั้งเล้า&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;เพราะมันคือการเจ๊ง การเป็นหนี้ และที่ชอกช้ำไปกว่านั้น มันคือการล่มสลายของมรดกอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือบางคนตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าด้วยซ้ำ &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;หลายครอบครัวไม่รู้จะไปประกอบอาชีพอะไรหลังจากนี้ บางครอบครัวลูกยังเล็ก เรียนยังไม่จบ บางบ้านก็มีคนแก่ คนป่วย ที่ต้องดูแลรักษา การขาดอาชีพ ย่อมขาดรายได้ และจะเอาเงินทองที่ไหนไปจุนเจือทุกคนในบ้าน คิดแล้วน่าสงสารมาก ในขณะที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ สามารถกินอะไรทดแทนก็ได้รอจนกว่าหมูราคาลงค่อยกลับไปกินหมูใหม่อีกครั้ง ไม่ถึงกับเดือดร้อนสาหัสสากรรจ์เหมือนเกษตรกร &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;แต่วันนี้ที่บางคนเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาด้วยการ นำเข้าหมู ซึ่งมีราคาถูกกว่าหมูไทยเพราะต้นทุนการผลิตถูกกว่า ยิ่งสะเทือนใจว่าคิดจะทำหมันเกษตรกรไทยไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดเลยหรืออย่างไร โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้านที่เอาชีวิตของเกษตรกรไปเป็น &lt;strong&gt;เกมส์การเมือง&lt;/strong&gt; โดยเลือกเสนออะไรออกมาเพียงเพื่อเอาชนะหรือหวังล้มรัฐบาลอย่างเดียว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ต้องขอชื่นชมแนวคิดของ&lt;strong&gt;นายสมชาย พรรัตนเจริญ&lt;/strong&gt; นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ที่แสดงความเห็นสวนทางกับนักการเมือง ขณะที่เข้าร่วมรายการของสื่อช่องหนึ่ง โดยกล่าวว่า &lt;em&gt;เรื่องหมูเป็นเรื่องเฉพาะหน้า แต่ราคาสินค้าตัวอื่นส่งสัญญาณขยับมาตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้ว ถ้ายังคิดแบบเดิมแก้ปัญหาแบบเดิม ปัญหาก็ไปชั่วลูกชั่วหลาน ระบบเกษตรบ้านเราปลูกมากขายถูก ถ้าหมูแพงแล้วมีความคิดว่าเอาหมูนอกเข้ามาเพื่อให้ราคาถูกลงยิ่งวิบัติใหญ่ คนเลี้ยงหมูยิ่งเจ๊งระเนระนาด &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ถ้าจะทำให้ประเทศวิบัติสั่นคลอนชีวิตของลูกหลานเราในอนาคตด้วยการนำเข้าหมู สู้เราหันกลับมาหาทางแก้ปัญหาด้วยการคืนอาชีพเกษตรกรคนเลี้ยงหมูให้พวกเขาได้อยู่คู่สังคมไทยไปชั่วลูกชั่วหลานไม่ดีกว่าหรือ?&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;มาตรการที่รัฐบาลเสนอออกมาดูเหมือนจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องอยู่แล้วทั้งการขยายกำลังการผลิตแม่หมู และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในประเทศทดแทนการนำเข้า ควบคู่กับมาตรการที่เร่งยกระดับมาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&amp;nbsp;(Good Farming Management : GFM)&amp;nbsp;การวางระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity)&amp;nbsp;รวมถึงการเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีน ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันโรคระบาด &lt;/span&gt;&lt;strong style="color: black;"&gt;ขอเพียงอย่าแทรกแซงมาตรการด้วยการนำเข้าหมูซึ่งจะทำให้ทุกอย่างจบเห่ไปในพริบตา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งเร่งด่วนที่รัฐควรรีบดำเนินการคือการเร่งจ่ายเงินชดเชย&amp;nbsp;ให้เขาได้มีกินมีใช้ในช่วงต้นก่อน จากนั้นสำรวจพื้นที่ใดที่ปลอดภัยจากเชื้อและสามารถลงหมูเข้าเลี้ยงได้ ก็ต้องเร่งจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือไม่มีดอกเบี้ยให้เกษตรกรในช่วงฟื้นฟูอาชีพ ควรมีเจ้าหน้าที่ที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันโรคอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยงอย่างมั่นใจ ที่สำคัญ รัฐต้องพร้อมจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยปล่อยให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นไปตามกลไกเสรี และปล่อยราคาขายหมูตามกลไกตลาด ไม่ใช่คุมราคาขายแต่ไม่คุมราคาต้นทุน อย่างที่ผ่านมา &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อนั้นล่ะ อาชีพเกษตรกรคนเลี้ยงหมู อาชีพเดียวของหลายๆ ครอบครัว ก็จะกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ลูกหลานคนไทยและประเทศของเราได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;นายสามารถ&amp;nbsp;สิริรัมย์ &lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>13/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113190809854</Link_News></row>
<row _id="24"><NewsTitle>สัตวแพทย์ย้ำเนื้อหมูกินได้ปลอดภัย ยืนยัน ASF ไม่ติดต่อสู่คน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;สัตวแพทย์ออกมายืนยันแม้ประเทศไทยจะประกาศพบเชื้อ ASF ในโรงเชือดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่คนไทยอย่ากังวล ยังสามารถบริโภคเนื้อหมูได้อย่างมั่นใจ เพราะโรคนี้ติดต่อเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น เน้นเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยจากร้านที่มีสัญลักษณ์ "ปศุสัตว์ OK"&amp;nbsp;ที่สำคัญหลีกเลี่ยงรับประทานเนื้อหมูที่สุกๆ ดิบๆ&amp;nbsp;ต้องปรุงสุกก่อนรับประทานทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ชื่นชม นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย กล่าวว่า โรค ASF ไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน แต่เป็นโรคที่ติดต่อร้ายแรงในสุกรที่สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตสุกร และเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มี "วัคซีน" ในการป้องกันและควบคุมโรค ที่สำคัญโรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ทำให้สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อสงสัยของผู้บริโภคที่ว่ารับประทานเนื้อหมูช่วงนี้จะเป็นอะไรไหม? ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ย้ำว่า สามารถรับประทานเนื้อหมูได้ตามปกติ อย่างที่ย้ำข้างต้นว่าโรค ASF จะติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงจากสุกรที่ป่วยด้วยกันเอง ไม่แพร่กระจายสู่คนหรือสัตว์ประเภทอื่น ก่อนนำไปปรุงอาหารควรล้างเนื้อหมูให้สะอาด และปรุงสุกทุกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าจะได้บริโภคเนื้อหมูที่ปลอดเชื้อ ปลอดภัย นอกจากนี้ ควรงดการรับประทานเนื้อหมูที่สุกๆ ดิบๆ และแนะนำว่าควรเลือกซื้อสินค้าจากสถานที่จำหน่ายที่เชื่อถือได้ โดยเลือกซื้อจากสถานที่จำหน่ายที่มีตราสัญลักษณ์ "ปศุสัตว์ OK" ทั้งในตลาดสดและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยืนยันว่า โรค ASF ไม่ติดต่อสู่คนแน่นอน เน้นย้ำปรุงสุกด้วยความร้อนอุณหภูมิที่ 80 องศาเซลเซียสขึ้นไป และควรใช้เวลามากกว่า 15 นาที เพื่อฆ่าเชื้อไวรัสที่อาจปนเปื้อน และไม่ควรกินเนื้อหมูดิบ เพราะอาจทำให้เป็นไข้หูดับที่รุนแรงจนถึงขั้นทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้น การเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ได้มาตรฐาน ปรุงอาหารให้สุกทุกครั้งก่อนกิน แยกภาชนะที่ใช้ระหว่างของสด และอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการปนเปื้อน จึงเป็นหลักปฏิบัติสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนได้บริโภคหมูได้อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>13/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113190744853</Link_News></row>
<row _id="25"><NewsTitle>หมูแพง : วิกฤตคือโอกาสบูรณาการห่วงโซ่การผลิตรายย่อย</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;วิกฤตหมูแพง (ที่สุดในรอบ 10 ปี) ที่คนไทยเผชิญอยู่ตอนนี้ สาเหตุหลักมาจากหมูขาดแคลน เนื่องจากโรคระบาดทำให้ผลผลิตหายไปจากตลาดมากกว่า 30-40% ทั้งภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ให้ความเห็นตรงกันว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ในการพลิกฟื้นสถานการณ์การผลิตและราคาให้กลับสู่ภาวะปกติตามกลไกการตลาดได้ หากมองประเทศไทยและประโยชน์ของผู้บริโภคในอนาคต ภาครัฐควรใช้วิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการบูรณาการห่วงโซ่อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการย้อนกลับมาของ หมูแพง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เกษตรกรรายย่อยเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเนื้อหมู เพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ตลาดในประเทศในภาวะเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องยกระดับการเลี้ยงและ มาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management : GFM) และความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) เพื่อลดความเสี่ยงของการนำเชื้อโรคเข้ามาสู่ฟาร์ม ขณะเดียวกันป้องกันการกระจายของเชื้อโรคภายในและออกจากฟาร์ม รวมถึงการแพร่กระจายของโรคในประชากรสัตว์ ตลอดจนต้องส่งเสริมการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสมและเพียงพอ ในการผลิตเนื้อสัตว์คุณภาพดีและปลอดภัย เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาครัฐโดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ต้องเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องให้ฟื้นตัวและกลับเข้าเลี้ยงสัตว์ได้เร็วที่สุด เพื่อเติมผลผลิตส่วนที่ขาดหายไป ด้วยการสร้างหลักประกันความมั่นคงทั้งรายได้และการส่งเสริมแหล่งอาหารที่ยั่งยืนให้คนไทยทั้งประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งหมดของไทยมีประมาณ 200,000 ราย โดนผลกระทบจากโรคระบาดต่างๆ ปัจจุบันเหลือเพียง 80,000 ราย ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นรายย่อย ที่เลี้ยงกันในเล้าหลังบ้านหรือพื้นที่ใกล้เคียงตามกำลังเงินทุนที่มีอยู่ และอาจละเลยปัจจัยด้านสุขอนามัยและการป้องกันโรคตามมาตรฐาน เมื่อเกิดโรคระบาดจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเกิดความเสียหาย 100%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลจากโรคระบาดในครั้งนี้ เกษตรกรรายย่อยแบกภาระหนี้สินกันถ้วนหน้า ร้ายที่สุด คือ หมดตัว รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณามาตรการสนับสนุนแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำถึงต่ำที่สุด การจัดหาแม่พันธุ์ ลูกสุกร อาหารสัตว์ วัคซีนและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้เข้าถึงได้ง่าย เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นอนาคตที่มั่นคงและกลับเข้าสู่ระบบเร็วที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสำหรับพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและมาตรการเงินชดเชยกรณีเกิดโรคระบาด ทำให้เกษตรกรต้องทำลายหมูตามมาตรการควบคุมโรค ให้มีเงินทุนหมุนเวียนสามารถเริ่มเลี้ยงใหม่ได้ในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมให้กับเกษตรกรมีองค์ความรู้ด้านโรคระบาดสัตว์และวิธีป้องกันโรคอย่างถูกวิธี แทนการปล่อยให้เกษตรกรรายย่อยไม่มีหลักประกันเช่นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม รัฐควรปล่อยให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นไปตามระบบการค้าเสรี ให้ราคาปรับขึ้นลงตามกลไกการตลาดตามอุปสงค์และอุปทาน เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเต็มที่โดยรัฐเป็นผู้กำกับดูแลให้อยู่ในกรอบ การควบคุมราคาเป็นเพียงหนึ่งเครื่องมือในการแก้ปัญหาราคาในสถานการณ์ไม่ปกติมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร&amp;nbsp;ซึ่งสถานการณ์หมูแพงในปัจจุบันรัฐบาลรับรู้เป็นอย่างดีว่าเกิดจากการขาดแคลนหมูต่อให้คุมราคาอย่างไรก็ยากที่จะมีปริมาณหมูเพิ่มขึ้นได้ ดีที่สุดขณะนี้ คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ด้วยการบูรณาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คุณอัปสร พรสวรรค์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>13/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113190829855</Link_News></row>
<row _id="26"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ประเทศไทย เสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมมรดกโลกปี 2566 หวังกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ประเทศไทย&amp;nbsp;เสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมมรดกโลกปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;หวังกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;ประเทศไทย&amp;nbsp;ได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;46&amp;nbsp;หวังผลักดันแหล่งมรดกโลกสำคัญของชาติและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจประเทศ&amp;nbsp;หลังสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;คลี่คลายลง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;ประเทศไทย&amp;nbsp;ได้วางแผนจะเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;46&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;หลังเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;จังหวัดภูเก็ต&amp;nbsp;เมื่อปี&amp;nbsp;2538&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โดยมองว่าจะช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนและเติบโตของระบบเศรษฐกิจประเทศได้ดีขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว&amp;nbsp;ที่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินด้านต่างๆ&amp;nbsp;รวมทั้ง&amp;nbsp;ช่วยส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้นำในการดำเนินการภายใต้กรอบงานของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก&amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้&amp;nbsp;เพิ่มโอกาสการเข้าถึงโครงการ&amp;nbsp;กิจกรรม&amp;nbsp;และข้อริเริ่มใหม่ๆ&amp;nbsp;ทั้งการจัดอบรมให้กับผู้จัดการแหล่งมรดกโลก&amp;nbsp;หรือการอบรมให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เบื้องต้นคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแล้วเมื่อวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;จากนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;(สผ.)&amp;nbsp;จะส่งเอกสารให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังศูนย์มรดกโลกที่ประเทศฝรั่งเศส&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;45&amp;nbsp;ระหว่างวันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;-&amp;nbsp;30&amp;nbsp;มิถุนายนนี้&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;เมืองคาซาน&amp;nbsp;สหพันธรัฐรัสเซีย&amp;nbsp;ที่มีเกณฑ์การคัดเลือกประเทศเจ้าภาพจากประเทศที่ดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการมรดกโลก&amp;nbsp;ซึ่งการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;46&amp;nbsp;จะเป็นปีที่ไทยอยู่ในวาระการเป็นกรรมการมรดกโลก&amp;nbsp;วาระปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;เป็นปีสุดท้าย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;นายพิรุณ&amp;nbsp;สัยยะสิทธิ์พานิช&amp;nbsp;เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;(สผ.)&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;หากไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจะช่วยกระตุ้นตัวเลขการท่องเที่ยว&lt;/strong&gt;ให้กลับมาฟื้นคืนหลังช่วงสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;คลี่คลายลง&amp;nbsp;เนื่องจากในการประชุมจะมีการเดินทางเข้ามาประมาณ&amp;nbsp;2,300&amp;nbsp;&amp;nbsp;3,000&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเกิดการหมุนเวียนมากขึ้นแน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ประเทศไทย&amp;nbsp;จะผลักดันเมืองโบราณศรีเทพได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมในการประชุมครั้งที่&amp;nbsp;45&amp;nbsp;และแหล่งมรดกทางธรรมชาติ&amp;nbsp;พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;มกราคมที่ผ่านมาคณะกรรมการมรดกโลกได้บรรจุเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น&amp;nbsp;(Tentative&amp;nbsp;List)&amp;nbsp;เรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;ประกอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติแหลมสน&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติเขาลำปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;หาดท้ายเหมือง&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติสิรินาถ&amp;nbsp;และพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง&amp;nbsp;ที่เป็นองค์ประกอบของนิเวศทางทะเลและชายฝั่งสำคัญทางฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย&amp;nbsp;3&amp;nbsp;นิเวศภูมิภาค&amp;nbsp;(Ecoregion)&amp;nbsp;ที่สำคัญ&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;นิเวศภูมิภาคป่าชายเลนและกลุ่มเกาะชายฝั่ง&amp;nbsp;นิเวศภูมิภาคหมู่เกาะทะเลลึก&amp;nbsp;และนิเวศภูมิภาคชายหาดและป่าสันทรายชายฝั่ง&amp;nbsp;รวมพื้นที่&amp;nbsp;724,718&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>14/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114081341913</Link_News></row>
<row _id="27"><NewsTitle>เลิกคิดนำเข้าเนื้อหมู จุดตายคนเลี้ยง จุดเสี่ยงอาหารไม่ปลอดภัย</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;กว่า 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เรื่องสินค้าอาหารปรับขึ้นราคา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกวงการพูดถึง แต่ไม่ใช่ประเทศไทยที่ประสบปัญหานี้เท่านั้น แต่การปรับตัวของราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค เป็นไปตามกลไกตลาดอาหารโลก สอดคล้องกับดัชนีราคาอาหารโลก FFPI&amp;nbsp;(FAO Food Price Index) ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานของปี 2564 ไว้ โดยค่าเฉลี่ยของราคาสินค้าอยู่ในระดับสูงสุด นับตั้งแต่เมื่อปี 2554&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้ถูกยกระดับให้เป็นประเด็นสำคัญของประเทศ และกำลังเข้าสู่กระบวนการแก้ไข โดยนายกรัฐมนตรีลงมาสั่งการเอง เน้นการแก้ปัญหาทุกจุดโดย ไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย โดยเฉพาะเรื่องราคาหมูและเนื้อหมู ที่นายกฯ เข้าใจในปัญหาเป็นอย่างดี ว่าเป็นไปตาม กลไกตามตลาด เมื่อสินค้ามีน้อย ความต้องการมาก ราคาก็ปรับสูงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้การแก้ปัญหาเริ่มดำเนินการตามมาตรการ ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว โดยทุกภาคส่วนกำลังเร่งแก้ไข ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตร ระดมกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีผลผลิตหมูป้อนตลาดให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการเร่งฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรายย่อย-รายเล็ก ที่หยุดการเลี้ยงไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด ครม.อนุมัติงบประมาณฯ 570 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาโรคระบาด ซึ่งผู้เลี้ยงทั่วประเทศพร้อมเข้าเลี้ยงรอบใหม่ ขอเพียงรัฐเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้รวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้วันนี้จะพบโรค ASF ในโรงเชือดที่นครปฐม ก็ถือว่าไทยเป็นประเทศท้ายสุดของเขตรอบบ้านเรา ที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ เพราะที่ผ่านมาคนในวงการหมูได้ร่วมมือกันป้องกันอย่างเต็มกำลัง ทั้งกรมปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง สมาคม ภาคเอกชน นักวิชาการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งกรมปศุสัตว์กำลังสอบสวนโรคและแก้ไขอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การตรวจพบโรคนี้ เป็นเรื่องปกติและมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของสินค้าไทย ในการซื้อ-ขาย ส่งออกหรือบริโภคเนื้อหมู เนื่องจากโรคระบาดในสัตว์มีโอกาสเป็นได้ แต่ที่สำคัญมาตรการหลังจากประกาศโรคระบาดแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างชัดเจน ซึ่งไทยมี พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ฯ บังคับใช้อยู่และมีการกำหนดมาตรการเยียวยาเกษตรกร การชดเชย รวมถึงวิธีปฏิบัติทำลายซากสัตว์ที่ชัดเจนอยู่แล้วจึงไม่น่าจะมีปัญหา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับภาคเกษตรกรผู้เลี้ยง และกรมปศุสัตว์ ก็อย่าเพิ่งท้อหรือถอดใจ แต่ต้องร่วมกันแก้ปัญหา เร่งฟื้นอาชีพเกษตรกรให้ได้ โดยภาครัฐต้องรีบสนับสนุนผู้เลี้ยงกลับเข้ามาในระบบให้เร็วที่สุด ภายใต้มาตรการป้องกันโรคที่เหมาะสม ควบคู่กับการเยียวยา-ชดเชยความเสียหายของเกษตรกร ผลักดันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ มีมาตรการช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งปล่อยให้ ราคาหมูเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นทางออกที่ดีของเรื่องนี้ และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมหมูไทยได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนแนวทางการแก้ไขด้วยการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศนั้น ต้องคิดให้รอบคอบรอบด้าน ตัวอย่างเรื่องนี้มีให้เห็นแล้ว ในสมัยที่ อมเรศ&amp;nbsp;ศิลาอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เปิดให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ขนาดว่ามาแค่ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ยังกระทบด้านจิตวิทยาอย่างหนัก ทำให้ราคาหมูในประเทศร่วงลงทันที จนต้องระงับการนำเข้าในที่สุด และถือเป็นบทเรียนสำคัญต่อเกษตรมาจนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญ หมูนอกจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคนไทยที่ต้องเสี่ยงกับ ความไม่ปลอดภัยในอาหาร จากสารปนเปื้อนอันตรายต่อสุขภาพที่มากับชิ้นส่วนหมูแช่แข็ง เกษตรกรต้องเสี่ยงกับโรคหมูที่อาจติดมาด้วย และยังทำให้วงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรมต้องเสี่ยงกับความ "ล่มสลาย" เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูต่างประเทศ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยได้ หากเกษตรกรต้องเลิกเลี้ยงหมู และหันไปพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น ย่อมทำลาย ความมั่นคงทางอาหารของไทย อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ถ้าหากจำเป็นต้องนำเข้าจริง ก็ควรเลือกนำเข้าหมูเป็นที่มาจากฟาร์มปลอดโรคจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะใช้ระยะทางและเวลาในการขนส่งไม่มาก เพื่อรองรับความต้องการของคนไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะสั้นๆ โดยต้องผ่านการตรวจรับรองจากประเทศไทยก่อนเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จะว่าไปแล้วคนเลี้ยงหมูเป็น อาชีพที่น่าเห็นใจ เพราะที่ผ่านมาต้องแบกภาระหมูเสียหาย ราคาตกต่ำ ต้องทนขาดทุนมานานกว่า 3 ปี ทำฟาร์มหมูเจ๊งไปเกินครึ่ง ซ้ำยังเจอปัญหาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น รวมถึงภาวะโรคในหมูที่ต้องรับมือ แต่กลับไม่เคยมีใครช่วย ราคาหมูที่ปรับขึ้นตามกลไกตลาด ในช่วง 1 เดือน ทำให้ เกษตรกรแค่พอลืมตาอ้าปากได้&amp;nbsp;มีรายได้ใช้หนี้สินค้างเก่า และพอมีทุนรอนเลี้ยงหมูรุ่นใหม่ได้เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องยื่นมือมาช่วย ยามทุกข์ต้องร่วมกันต้าน ถ้าคนเลี้ยงหมูไปต่อได้ คนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็อยู่ได้ ชาวนามีตลาดสำหรับขายปลายข้าวในราคาสูง รวมถึงธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ย่อมเดินหน้าต่อไปได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเข้าใจทั้งเรื่องกลไกตลาด และคนเลี้ยงหมูมีอาชีพเดียวไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้ คือทางออกของปัญหา โดยต้องปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไก ส่วนผู้บริโภคซึ่งมีทางเลือกในการบริโภคอยู่แล้ว หากเห็นว่าราคาสูงก็หันไปเลือกเนื้อไก่ ไข่ไก่ เนื้อ หรือปลา ที่เป็นโปรตีนคุณภาพดีเช่นเดียวกัน มาบริโภคทดแทนไปก่อน ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ปัญหาตามมาตรการต่างๆที่ออกมาอย่างจริงจัง เท่านี้ปัญหาหมูก็จะคลี่คลายได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;คุณกัญจาฤก แว่นแก้ว&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>14/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114104950967</Link_News></row>
<row _id="28"><NewsTitle>สกู๊ป..กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพราะรักสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ช่วงหมูแพงหลายคนหันมารับประทานไก่แทน&amp;nbsp;แล้วไก่ล่ะหามาจากไหนดี&amp;nbsp;คำตอบของชาวจังหวัดสุรินทร์ต้องบอกว่า&amp;nbsp;ต้องไก่อารมณ์ดี&amp;nbsp;ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพราะรักสุรินทร์&amp;nbsp;ต.&amp;nbsp;กันตรวจระมวล&amp;nbsp;อ.&amp;nbsp;ปราสาท&amp;nbsp;จ.&amp;nbsp;สุรินทร์&amp;nbsp;ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคว่าเป็นไก่ที่มีเนื้อนุ่ม&amp;nbsp;ไม่เหนียว&amp;nbsp;และรสชาติอร่อย&amp;nbsp;และที่สำคัญเป็นไก่อินทรีย์ที่ชาวบ้านเลี้ยงเองแบบธรรมชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>14/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สุรินทร์</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114150125104</Link_News></row>
<row _id="29"><NewsTitle>สกู๊ป...ปัญหาโรคระบาดในหมูกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการขายปลีกเนื้อสุกร ผู้ประกอบการร้านอาหาร ตลอดจนส่งผ่านมายังผู้บริโภค</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ปัญหาโรคระบาดในหมูกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยง&amp;nbsp;ผู้ประกอบการขายปลีกเนื้อสุกร&amp;nbsp;ผู้ประกอบการร้านอาหาร&amp;nbsp;ตลอดจนส่งผ่านมายังผู้บริโภคโดยตรง&amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าราคาเนื้อสุกรเฉลี่ยตลอดทั้งปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จะยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง&amp;nbsp;โดยราคาอาจอยู่ในกรอบ&amp;nbsp;190-220&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;ซึ่งจากราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ&amp;nbsp;ทดแทน&amp;nbsp;ซึ่งจะผลักดันให้ราคาเนื้อสัตว์&amp;nbsp;โดยเฉพาะเนื้อไก่ปรับสูงขึ้นตาม&amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp;ราคาวัตถุดิบอาหารอื่นๆ&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;ผัก&amp;nbsp;น้ำมันพืชก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน&amp;nbsp;ติดตามได้จากรายงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นาทีนี้..&amp;nbsp;สิ่งที่กระทบกับปากท้องคนไทยมากที่สุด&amp;nbsp;คงหนีไม่พ้นสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคหลายอย่างขึ้นราคาโดยเฉพาะเนื้อหมู&amp;nbsp;ที่มาจากปัญหาโรคระบาดในหมูกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยง&amp;nbsp;ผู้ประกอบการขายปลีกเนื้อสุกร&amp;nbsp;ผู้ประกอบการร้านอาหาร&amp;nbsp;ตลอดจนส่งผ่านมายังผู้บริโภค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบกับประชาชนผู้บริโภคเป็นอย่างมากแล้ว&amp;nbsp;ยังส่งผลกระทบไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูโดยตรง&amp;nbsp;ที่ต้องแบกภาระปัญหาการขาดทุน&amp;nbsp;จากปัญหาหมูในฟาร์มตายเป็นจำนวนมากทั้งรายเล็กและรายย่อย&amp;nbsp;บางรายตายยกคอกก็มี&amp;nbsp;แม้แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรต่างๆก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการต่างๆ&amp;nbsp;ของภาครัฐ&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็น&amp;nbsp;การห้ามส่งออก&amp;nbsp;การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในด้านต้นทุนและมาตรการทางการเงิน&amp;nbsp;โครงการหมูธงฟ้า&amp;nbsp;การขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ในการตรึงราคา&amp;nbsp;เหล่านี้ที่มีส่วนช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บ้าง&amp;nbsp;แต่คงต้องรอจนกว่าผลผลิตสุกรรอบใหม่จะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง&amp;nbsp;ราคาเนื้อสุกรจึงจะย่อตัวลง&amp;nbsp;ทั้งนี้&amp;nbsp;คาดว่าราคาเนื้อสุกรเฉลี่ยตลอดทั้งปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จะยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง&amp;nbsp;โดยราคาอาจอยู่ในกรอบ&amp;nbsp;190-220&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;ซึ่งจากราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ&amp;nbsp;ทดแทน&amp;nbsp;ซึ่งจะผลักดันให้ราคาเนื้อสัตว์&amp;nbsp;โดยเฉพาะเนื้อไก่ปรับสูงขึ้นตาม&amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp;ราคาวัตถุดิบอาหารอื่นๆ&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;ผัก&amp;nbsp;น้ำมันพืชก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>14/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สุรินทร์</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114145700102</Link_News></row>
<row _id="30"><NewsTitle>รายงานพิเศษ พังงาพร้อมเปิดการท่องเที่ยวในรูปแบบ Sandbox ภายใต้รูปแบบ สาธารณสุขนำการฟื้นฟูเศรษฐกิจ</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;จังหวัดพังงาเป็น&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ใน&amp;nbsp;8&amp;nbsp;จังหวัดนำร่องการท่องเที่ยว&amp;nbsp;(สีฟ้า)&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ร่วมกับกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;กาญจนบุรี&amp;nbsp;กระบี่&amp;nbsp;ชลบุรี&amp;nbsp;นนทบุรี&amp;nbsp;ปทุมธานี&amp;nbsp;ภูเก็ต&amp;nbsp;และบางพื้นที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp;สามารถเปิดรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จังหวัด/พื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;nbsp;(เกาะสมุย&amp;nbsp;เกาะพะงัน&amp;nbsp;เกาะเต่า)&amp;nbsp;พังงา&amp;nbsp;และกระบี่&amp;nbsp;ทั้งจังหวัด&amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มกราคม&amp;nbsp;&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายจำเริญ&amp;nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กล่าวขอบคุณ&amp;nbsp;รัฐบาลที่ให้โอกาสจังหวัดพังงาในการสร้างเศรษฐกิจไปพร้อม&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;กับจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่&amp;nbsp;ทั้งนี้ยืนยันมีมาตรการต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;มารองรับและทวบทวนการทำงานควบคุมป้องกันโควิด&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ทุกสัปดาห์&amp;nbsp;ขณะที่การได้รับวัคซีนของประชาชนเข็ม&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฉีดไปแล้ว&amp;nbsp;84&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;และเข็ม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ฉีดไปแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;82&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนเข็มกระตุ้น&amp;nbsp;ได้มีการประกาศเชิญชวนประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายพงศกร&amp;nbsp;เกตุประภากร&amp;nbsp;ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กล่าวว่า&amp;nbsp;ความพร้อมแผนเผชิญเหตุ&amp;nbsp;โดยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ทั้งจังหวัดพังงา&amp;nbsp;&amp;nbsp;สาธารณสุขจังหวัดพังงา&amp;nbsp;&amp;nbsp;ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา&amp;nbsp;ขณะนี้มีการขยายโรงพยาบาลสนามจากเดิมมีเตียงรองรับ&amp;nbsp;250&amp;nbsp;เตียง&amp;nbsp;ขยายเป็น&amp;nbsp;950&amp;nbsp;เตียง&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;7&amp;nbsp;โรงพยาบาลครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพังงา&amp;nbsp;หากพบนักท่องเที่ยวติดเชื้อโควิด&amp;nbsp;19&amp;nbsp;จะมีโรงแรมที่ใช้เป็น&amp;nbsp;Hospitel&amp;nbsp;Isolation&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;462&amp;nbsp;ห้อง&amp;nbsp;กระจายอยู่ในพื้นที่เกาะยาวน้อย&amp;nbsp;เกาะยาวใหญ่&amp;nbsp;และเขาหลัก&amp;nbsp;โดยในขณะนี้จังหวัดพังงายังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด&amp;nbsp;19&amp;nbsp;สายพันธุ์โอมิครอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;และนี่คือมาตรการต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ของจังหวัดพังงาหลังได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล&lt;/strong&gt;ให้สามารถเปิดการท่องเที่ยวในรูปแบบ&amp;nbsp;Sandbox&amp;nbsp;พร้อมกับจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่&amp;nbsp;ให้เป็น&amp;nbsp;Andaman&amp;nbsp;Sandbox&amp;nbsp;ยึดหลักสาธารณสุขนำการฟื้นฟูเศรษฐกิจ&amp;nbsp;ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการจองเข้าพักของนักท่องเที่ยวและคาดว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจังหวัดพังงาในรูปแบบของ&amp;nbsp;Sandbox&amp;nbsp;จะเข้าพักในพื้นที่ของจังหวัดพังงาในราวเดือนกุมภาพันธ์&amp;nbsp;-เมษายน&amp;nbsp;ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ&amp;nbsp;ที่มีอยู่ในพื้นที่ขณะนี้เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในรูปแบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;Test&amp;nbsp;&amp;amp;&amp;nbsp;Go&amp;nbsp;ก่อนหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;#สำนักข่าว&amp;nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>14/1/2022</NewsDate><Region>ภาคใต้</Region><Province>พังงา</Province><Department>สวท.พังงา</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114144025085</Link_News></row>
<row _id="31"><NewsTitle>อย่ารุมทำร้ายเกษตรกรไทย ขอที่ยืนในสังคมบ้าง</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ช่วงนี้เห็นใจเกษตรกรไทยหนักมาก โดยเฉพาะเกษตรกรภาคปศุสัตว์สถานะของพวกเขาตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า ผีซ้ำด้ามพลอย ทั้งผู้เลี้ยงหมู ผู้เลี้ยงไก่ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพราะนอกจากต้องเผชิญโรคระบาด (หมู) และปัจจัยการผลิตและป้องกันโรคพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 30-40% ตั้งแต่ปี 2564 แล้ว เปิดศักราชปี 2565 รัฐบาลประกาศตรึงราคาสินค้าดังกล่าวจนถึงควบคุมราคาจำหน่ายหน้าฟาร์ม เป็นของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อคนไทยทุกคน (ยกเว้นเกษตรกร)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้เป้าหมายของรัฐบาล คือ การแก้ปัญหาหมูแพง ทั้งๆ ที่ขาดแคลนทั่วประเทศสาเหตุจากโรคระบาดหลายสายพันธุ์ ผู้เลี้ยงสุกรพร้อมใจกันตรึงราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มอยู่ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม สนับสนุนนโยบายรัฐให้ราคาเนื้อหมูในประเทศนิ่งไม่เพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งที่ต้นทุนจริงของเกษตรกร 120 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ผู้เลี้ยงประกาศปรับราคาไข่ไก่คละฟองละ 20 สตางค์ หรือ 6 บาทต่อแผง (30 ฟอง) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2564 ในวันเดียวกันกระทรวงพาณิชย์เรียกประชุมสมาคมและผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อหารือในการตรึงราคาเนื้อไก่ เพื่อลดภาระค่าครองชีพคนไทย แล้วเกษตรกรไทยไม่ใช่คนไทย?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้เลี้ยงไก่ไข่ดีใจวันเดียว หลังกระทรวงพาณิชย์เรียกประชุมขอความร่วมมือตรึงราคาหน้าฟาร์มที่ฟองละ 2.80 บาท ในวันที่ 11 มกราคม 2565 พร้อมๆ กับประกาศตรึงราคาจำหน่ายไก่มีชีวิตอยู่ที่ 33.50 บาท/กก. เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปีที่ผ่านมา ราคาอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัมเทียบกับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 37 บาท/กก. ส่วนไก่สด (รวม/ไม่รวมเครื่องใน) 60-65 บาท/กก. น่องติดสะโพก/น่อง/สะโพก 60-65 บาท/กก. เนื้ออก 65-70 บาท /กก. โดยให้เหตุผลว่า ทั้งไก่เนื้อและไข่ไก่ ไม่ได้ขาดตลาด ผลผลิตยังสูงเพียงพอต่อการบริโภคและการค้าปกติ ตอนนี้มีเพียงเนื้อหมูที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยจากปกติกว่า 30% (ทั้งที่ตัวเลขเกษตรกรยืนยันว่าหายไป 50%) แต่ความต้องการยังสูงจึงทำให้ราคาเนื้อหมูแพงขึ้น ขอตั้งข้อสังเกตตัวเลขต้นทุนกระทรวงฯ ต่ำตลอด อยากทราบแหล่งที่มาเนื่องจากตัวเลขต่างจากเกษตรกร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขอทวงสิทธิและความยุติธรรมให้กับเกษตรกรไทย ที่โดนตรึงและคุมราคาสินค้าเกษตรทั้งที่ต้นสูงและขาดทุนสะสมจำนวนมาก ขณะที่ราคาขายต่ำ ผลผลิตมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยการผลิตที่ควบคุมยาก เช่น ดินฟ้าอากาศ โรคระบาด เป็นต้น เมื่อเทียบกับสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ การปรับราคาหรือคุมราคาแม้ไม่ได้รับอนุญาต ก็สามารถบริหารจัดการด้วยการลดขนาดและปริมาณสินค้าในราคาเท่าเดิม เวลาปรับขึ้นราคาไม่ต้องมาประกาศให้สังคมรับรู้ ขึ้นกันหน้าชั้นวางสินค้าเลย&amp;nbsp;ผู้บริโภคซื้อด้วยความเคยชินและโฆษณาชวนเชื่อ ระยะเวลาหมดอายุยาวไป คนซื้อกว่าจะรู้ตัวก็ถึงบ้านแล้ว ขี้เกียจเอาไปคืนจำยอมใช้ แต่สินค้าเกษตรทำไม่ได้เพราะว่ากันที่ความสดใหม่ ระยะเวลาการเก็บรักษาสั้นกว่าเยอะ เห็นชัดว่าต้นทุนต่างกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่วงปีที่ผ่านมา ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพระหว่างเกษตรกรกับผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม โดยพิจารณาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เกษตรกรมีภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น 30-40% และปัจจัยการผลิตเพื่อป้องกันโรค 30% ขณะที่ราคาปิโตรเลียมจะปรับสูงขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ จากความต้องการใช้เพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2565 จะอยู่ที่ระดับ 71-76 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ราคาเฉลี่ย 68-73 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มประมาณ 4.41% แต่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีการขอปรับราคา 10-20% ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า แม้ไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับราคาแต่ผู้ผลิตมีกลยุทธ์ที่จะรักษากำไรไว้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐมีอาญาสิทธิ์อยู่ในมือจำเป็นต้องตรองด้วยความยุติธรรม และตรวจสอบด้วยความเที่ยงธรรมจากต้นทุนและปัจจัยการผลิตรอบด้าน ไม่ควรพิจารณาจากเหตุผลเพียงด้านเดียว และควรให้แต้มต่อกับผู้ผลิตที่อ่อนแอกว่า เพื่อยกระดับพวกเขาให้เติบโตขึ้นมาฐานการผลิตอาหารมั่นคงของไทยอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;คุณศิระ มุ่งมะโน&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>14/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114170309192</Link_News></row>
<row _id="32"><NewsTitle>10 คำถามปัญหาหมู ... สู่ทางรอดคนเลี้ยง-ทางออกคนกิน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;หมูแพงกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่ภาครัฐกำลังเร่งแก้ไข โดยระดมทั้งองคาพยพที่มาร่วมกันดำเนินการให้ปัญหาคลี่คลายโดยเร็วที่สุด เรื่องนี้อาจมีบางคนยังมีคำถามคาใจว่า หมูแพงเกิดจากอะไร แล้วจะมีวิธีแก้ปัญาหวิกฤตินี้ด้วยวิธีไหนบ้าง .. ลองมาดูกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. สาเหตุเนื้อหมูแพง? : เกิดจากความต้องการซื้อที่มีมากกว่า ปริมาณผลผลิตที่ขายในตลาด ราคาจึงปรับเพิ่มขึ้น เป็นไปตาม "กลไกตลาด"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. หมูหายเพราะอะไร? : ปัจจุบันไทยมีปริมาณแม่หมูชุน 6.6 แสนตัว ลงลง 60% จากปีก่อน ส่งผลให้หมูขุนเหลือเพียง 14.7 ล้านตัว ลดลง 40% จากความกังวลต่อภาวะโรคในหมู เกษตรกรจึงชะลอการเลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยง และยังต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มกว่า 30-40% รวมทั้งต้นทุนแฝงจากการป้องกันโรคที่สูงถึง 500 บาทต่อตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. โรคหมูร้ายแรงไหม แล้วคนยังกินหมูได้หรือเปล่า?&amp;nbsp;: ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะเจาะจงในหมูเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อสุ่คนหรือสัตว์ชนิดอื่นได้ จึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ และยังไม่มีประวัติผู้ติดเชื้อจากโรคนี้ เรายังสามารถรับประทานเนื้อหมูได้ปกติ แต่เน้นว่าต้องกินหมูปรุงสุกเท่านั้น ด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียสขึ้นไปก่อนรับประทาน ห้ามกินสุกๆดิบๆ เพื่อสุขอนามัยของตนเอง&amp;nbsp;ดังนั้นคนกินอย่าตระหนกตกใจกับเรื่องนี้กินหมูได้ปลอดภัยเหมือนเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. การป้องกันป้องกันโรคที่ดีที่สุดคืออะไร? : การเลี้ยงหมูในฟาร์มระบบปิดที่มีการป้องกันโรคตามมาตรฐานอย่างเข้มงวด คือคำตอบในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคนี้ เห็นได้จากฟาร์มที่ใช้ระบบนี้ บวกกับการยกระดับกระบวนการจัดการ ฟาร์ม-จัดการคน จนสามารถรอดพ้นวิกฤติโรคต่างๆมาได้ กลายเป็นโมเดลฟาร์มที่ต้องเดินตาม ซึ่งอนาคตรูปแบบการทำฟาร์มจะต้องก้าวเข้าสู่ฟาร์ม 4.0 แบบนี้ เพื่อมาตรฐานความปลอดภัยในอาหารเพื่อผู้บริโภค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. แล้วเกษตรกรจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนทำระบบปิด? : รัฐบาลต้องสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วยอุ้มเกษตรกร ให้มีทุนรอนในการประกอบอาชีพ มีเงินลงทุนสำหรับการยกระดับฟาร์มสู่มาตรฐานเพื่อคนไทย ถือเป็นมาตรการจูงใจเกษตรกรให้มีความเชื่อมั่น และควรมีการประกันภัยเกษตรกร ทำให้คนเลี้ยงกล้ากลับมาเลี้ยงหมูอีกครั้ง ช่วยเพิ่มซัพพลายหมูเข้าระบบโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. วิกฤตหมูทำให้ฟาร์มเล็กๆหาย..ฟาร์มใหญ่ๆรอดจริงไหม? : ผลกระทบเกิดกับทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ เพราะโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษารักษาโดยเฉพาะ ส่วนเกษตรกรรายเล็กที่ต้องเลิกเลี้ยงหมูหรือหยุดเลี้ยงไปก่อน เพราะส่วนใหญ่เลี้ยงหมูฟาร์มเปิดที่ยังไม่ค่อยมีมาตรฐานนัก การป้องกันโรคจึงทำได้ไม่ดีพอ ขณะที่ผู้เลี้ยงรายใหญ่เข้าสู่ระบบฟาร์มปิดที่ได้มาตรฐานฟาร์ มีการป้องกันโรคที่เข้มงวด จึงมีความเสียหายน้อยกว่า วิกฤตินี้จึงถือเป็นโอกาสที่ประเทศไทย จะร่วมกันยกระดับฟาร์มเกษตรกรทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ควรนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศมาเพิ่มปริมาณดีไหม? : ตอบได้เลยว่า ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหมูต่างชาติ เป็นทั้งจุดเสี่ยงที่คนไทยอาจได้รับสารปนเปื้อน รวมทั้งเป็นจุดตายของเกษตรกรหากมีโรคต่างถิ่นปนเปื้อนมา ยิ่งซ้ำเติมกับภาวะที่เป็นอยู่ และเกษตรกรอาจเสี่ยงที่จะล่มสลายจากการที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเนื้อหมูนอกที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยได้ แต่ถ้าหากจำเป็นต้องจริงๆ ควรเลือกนำเข้าหมูเป็น ที่มาจากฟาร์มปลอดโรคของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะใช้ระยะทางและเวลาขนส่งไม่มาก เพื่อรองรับความต้องการของคนไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะสั้นๆ โดยต้องผ่านการตรวจรับรองจากประเทศไทยก่อนเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;8. มาตรการห้ามส่งออกหมูช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไหม? : วันนี้หมูในประเทศยังไม่เพียงพอกับการบริโภค ราคาปรับตัวขึ้นตามกลไก แล้วใครจะอยากส่งออก ซึ่งต้องเสียภาษีและค่าขนส่งในการนำไปขายต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;9. ต้นทางฟาร์มหมูไปถึงราคาหน้าเขียง แพงขึ้นเพราะอะไร? : ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้ เกิดจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่สูงขึ้น บางฟาร์มต้นทุนพุ่งไปถึง 120 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว จากภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง การป้องกันโรคที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก&amp;nbsp;กว่าหมูหน้าฟาร์มจะผ่านพ่อค้าคนกลาง ผ่านโรงเชือด ไปถึงหน้าเขียง ต้องมีต้นทุนในทุกขั้นตอน ไหนจะค่าขนส่งและค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีก เท่ากับว่าตลอดกระบวนการมีต้นทุนที่สูงขึ้นทุกอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;10. ภาครัฐไม่ช่วยเกษตรกรเลยหรือ? : ราคาหมูที่ปรับขึ้นเป็นปัญหาทั่วโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้นไม่เฉพาะหมูเท่านั้น แนวทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;รัฐบาลต้องจริงจังในการแก้ปัญหา&amp;nbsp;และต้องทำทันที โดยแก้ที่ต้นเหตุ ดึงเกษตรกรรายย่อยกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด พร้อมสนับสนุนเกษตรกร ส่งเสริมการเลี้ยงฟาร์มมาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้การเร่งเพิ่มซัพพลายหมูในประเทศให้ได้ คือทางออกของปัญหา และรัฐต้องไม่ลืมหาแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรให้อยู่รอดได้ หากภาครัฐแก้ปัญหาสำเร็จไม่เพียงช่วยให้ราคาหมูกลับสู่สมดุล อุตสาหกรรมเลี้ยงหมูของไทยจะยกระดับขึ้นทั้งประเทศ เป็นโอกาสที่จะเกิดอุตสาหกรรมหมู 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยี เพื่อให้ได้ผลผลิตหมูคุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ ปลอดความเสี่ยง และเป็นทางรอดสำหรับเกษตรกรและทางออกสำหรับผู้บริโภคอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>15/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115170239496</Link_News></row>
<row _id="33"><NewsTitle>อาจารย์หมอแนะเกษตรกรรายย่อยปรับการเลี้ยงฟื้นการผลิต พร้อมย้ำหมูกินได้ ASF ไม่ติดต่อสู่คน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;อาจารย์หมอ ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความมั่นใจผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย โรค ASF ป้องกันได้ ต้องรู้และเข้าใจปรับปรุง ฟาร์มป้องกันพาหะนำโรค เลี้ยงได้ อย่างปลอดภัย พร้อมยืนยัน โรค ASF ไม่ติดต่อสู่คน ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลใจ เน้นปรุงสุกก่อนทุกครั้ง การกินสุกๆดิบๆ ไม่ถูกสุขอนามัย เสี่ยงเป็นไข้หูดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากวิกฤติครั้งนี้หลายส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบคงมีความกังวลเรื่องของการเตรียมรับมือและการปฏิบัติตัว เบื้องต้นที่ต้องทำความเข้าใจมีประเด็นหลักๆ คือ การยอมรับและทำความเข้าใจกับโรคนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไข อย่างกรณีโรค ASF หรือ African Swine Fever จริงๆ ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่เหมือนกับโควิด-19 โรคนี้พบครั้งแรกในปี ค.ศ.1907&amp;nbsp;หรือเกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 100 ปีมาแล้ว เพียงแต่ว่าเพิ่งจะพบการแพร่ระบาดในเอเชียจีน เวียดนาม กัมพูชาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดพบในไทย โรคนี้มีความรุนแรง เมื่อสุกรได้รับเชื้อจะมีอาการป่วยและจะตายอย่างรวดเร็วภายใจ 5  7 วันหลังแสดงอาการ และแพร่เชื้อทางอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำเชื้อ และสามารถแพร่ระบาดในวงกว้าง ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การป้องกันโรคนี้ต้องรู้จัก "พาหะนำโรค" ก่อน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สามารถผ่านเข้าไปในโรงเรือนหรือฟาร์ม&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นพาหะนำโรค ASF ได้ทั้งหมด แม้จะไม่ได้มีอาการป่วยแต่สามารถนำเชื้อไปติดสุกรได้ ยกตัวอย่าง นก สามารถแพร่เชื้อจากโรงเรือนหรือฟาร์มไปสู่อีกที่หนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างไกล หากปล่อยให้นกเข้าไปในโรงเรือน กินอาหารจากสุกรที่ป่วย และบินไปโรงเรือนหรือฟาร์มอื่นๆ ก็จะนำเชื้อไปแพร่กระจายต่อ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาทิ หนู สุนัข แมว ยุง แมลงสาบ แมลงวัน หรือแม้กระทั่งคนเองก็เป็นพาหะนำโรคได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ อาหารเหลือจากคน เพราะถ้าอาหารนั้นมีการปนเปื้อนเชื้อ ASF แล้วนำไปให้สุกรกิน จะทำให้สุกรมีโอกาสป่วยได้ สุดท้ายคือ กิจกรรมการขนส่งเคลื่อนย้าย หากรถขนส่งหมูมีการปนเปื้อนและเกษตรกรสัมผัส ก็จะติดเชื้อแล้วนำพาเชื้อมาสู่คอกสุกรได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ ให้ความมั่นใจว่าเกษตรกรรายย่อยจะสามารถกลับมาเลี้ยงสุกรได้ แต่ต้องปรับรูปแบบการทำฟาร์มสุกรที่จะเปลี่ยนแปลงไป เกษตรกรต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ มีการสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่เคยมีการแพร่ระบาด พร้อมเตรียมระบบการจัดการและแนวทางป้องกันที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ซึ่งการทำระบบ Biosecurity สามารถตอบโจทย์ได้ดี โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดเล็ก มีการจราจรน้อยกว่ากลับทำได้ง่ายกว่าฟาร์มใหญ่ๆ และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีรูปแบบการเลี้ยงที่ตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรมากขึ้น ส่วนเรื่องของวัคซีนยังไม่ใช่ความต้องการลำดับต้นๆ เนื่องจากวัคซีนทำยาก และการระบาดรุนแรง สุกรส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อ จะสามารถสร้างภูมิคุมกันได้ แต่ฆ่าเชื้อไม่ได้ ส่วนมากสุกรตายก่อน เพราะฉะนั้นหลายประเทศจะใช้วิธีทำลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ ย้ำว่า ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลว่าจะติดเชื้อ ASF จากเนื้อสุกร หรือไม่ ณ ตอนนี้ให้ยืนยันอีกเป็นร้อยครั้งก็ยังพูดคำเดิมว่าโรค ASF ไม่ติดต่อสู่คน ซึ่งมีการยืนยันโดยองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) แต่เพื่อความมั่นใจผู้บริโภคควรซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีตรามาตรฐานกำกับ สังเกตลักษณะของเนื้อสุกรต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม ไม่มีกลิ่นผิดปกติ ล้างเนื้อสุกรให้สะอาดก่อนนำมาประกอบอาหาร และต้องปรุงในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสระยะเวลาประมาณ 30 นาที หรือ 80 องศาเซลเซียสระยะเวลา 15 นาทีขึ้นไป งดรับประทานอาหารดิบๆ หรือสุกๆดิบๆ เพราะนอกจากเชื้อ ASF แล้วก็ยังมีโรคอื่นๆ เช่น ไข้หูดับที่รุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>19/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119190353148</Link_News></row>
<row _id="34"><NewsTitle>นำเข้าหมู...เรื่องที่ต้องระมัดระวัง</NewsTitle><Detail>&lt;p class="ql-align-justify"&gt;สถานการณ์ราคาหมูแพงเป็นกระแสต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ และตามมาด้วยแนวคิดการแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการ นำเข้าหมู&amp;nbsp;ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมากมาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้คาดการณ์ทางวิชาการและเป็นหนึ่งในผู้เสนอแนวทางดังกล่าว &amp;nbsp;โดยมองว่าเพื่อบรรเทาภาวะราคาหมูแพง การนำเข้าระยะสั้น โดยการจำกัดปริมาณนำเข้า ภายใต้การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนกว่าผู้เลี้ยงในประเทศจะฟื้นตัว จะเป็นทางออกที่ช่วยให้ทั้งผู้เลี้ยงอยู่รอดและผู้บริโภคอยู่ได้&amp;nbsp;และจะนำเข้าก็ต่อเมื่อราคาหน้าฟาร์มสูงกว่า 120 บาท/กก. รวมถึงจำกัดปริมาณนำเข้าไม่เกิน 20,000 ตัน / เดือน &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ขณะที่คณะอาจารย์ก็แสดงให้เห็นข้อเสียของแนวทางนี้เช่นกันโดยระบุว่า จะทำให้อุตสาหกรรมสุกรสูญเสียการผลิตของตนเอง และสูญเสียโอกาสในการกลับมาแข่งขันได้อีก เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;นั่นเป็นเรื่องใหญ่!! และสะท้อนให้เห็นว่า การนำเข้า แก้ปัญหาได้ในระยะสั้น แต่จะก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมาในระยะยาว จึงขอย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ต้องระมัดระวัง อย่างที่สุด &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;อันดับแรก :&lt;/em&gt; ผลทางจิตวิทยา เพราะสุกรนำเข้าราคาถูกกว่าสุกรไทยมาก จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากรัฐบาลของต่างประเทศให้การอุดหนุนต้นทุนการเลี้ยง เกษตรกรไทยย่อมไม่กล้าที่จะกลับเข้าสู่ระบบ รวมถึงเกษตรกรรายย่อยที่ยังอยู่รอดปลอดภัยในขณะนี้ จะเสียโอกาสการขายเพื่อชดเชยภาวะขาดทุนที่แล้วมา นำไปสู่การหมดกำลังใจที่จะป้องกันโรคเพื่อผลิตหมูปลอดภัยสู่ตลาด ดังนั้น ข้อเสนอที่บอกว่า จะให้นำเข้าจนกว่าผู้เลี้ยงในประเทศจะฟื้นตัว จึงไม่มีอยู่จริง เพราะไม่มีวันที่เกษตรกรในประเทศจะฟื้นตัวได้ หากมีอนุญาตนำเข้าหมูเข้ามา &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;อันดับที่สอง&lt;/em&gt; : &amp;nbsp;เมื่อเปิดให้มีการนำเข้าแล้ว อย่าคาดหวังว่าจะสามารถจำกัดปริมาณนำเข้าได้&amp;nbsp;ลำพังที่ขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตนำเข้าอย่างถูกกฏหมาย ก็ได้เห็นชิ้นส่วนหมูจากยุโรป ถูกสำแดงเท็จเป็นสินค้าชนิดอื่น ลักลอบเข้ามาขายปะปนอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากแล้ว หากภาครัฐยังไม่สามารถควบคุมเรื่องนี้ได้ ก็นับว่าหายนะรออยู่เช่นกัน &amp;nbsp;และแม้จะบอกว่าจำกัดปริมาณนำเข้า จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะโปร่งใส ไร้การจ่ายใต้โต๊ะซื้อโควต้า ที่สำคัญ คู่ค้าที่เปิดตลาดไทยได้แล้ว ไม่มีทางที่จะปล่อยโอกาสหลุดลอย และจะส่งหมูเข้ามาเกินกว่าที่กำหนดเสมอ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;อันดับที่สาม : &amp;nbsp;&lt;/em&gt;&amp;nbsp;ข้อเสนอการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้า เพื่อรักษาระดับราคาหมูนำเข้าไม่ให้ต่ำกว่าราคาหมูในประเทศ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อบอกว่าต้องการแก้ปัญหาราคาแพง แต่จะนำเข้ามาขายในราคาเดียวกับหมูในประเทศ น่าจะเกิดดราม่าให้ถกเถียงกันในวงกว้างอีกคำรบหนึ่ง และสุดท้ายย่อมเกิดการกดดันให้ราคาหมูนำเข้าขายในราคาต่ำกว่าผลผลิตหมูของเกษตรกรไทยอยู่ดี &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้น การนำเข้าหมูจึงเท่ากับทำลายกลไกการเลี้ยงสุกรในประเทศ คำกล่าวที่ว่า สูญเสียการผลิตของไทยเรา และสูญเสียโอกาสในการกลับมาแข่งขันได้อีกเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติ จึงเป็นจริงอย่างที่สุด ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเลยที่จะแลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้เกษตรกรร่วมมือกันตรึงราคาหน้าฟาร์มที่ 110 บาท/กก. และคาดว่าจะสามารถผ่อนคลายสถานการณ์ราคาปลายทางได้ไปจนถึงตรุษจีน อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องโปรดระมัดระวังแนวคิด การนำเข้าหมู อย่างที่สุด เพราะมันจะทำให้เกษตรกรรายย่อย รายเล็กที่หายไปจากระบบถูกมัดตราสังข์จบเห่ ขณะที่รายกลาง รายใหญ่ก็ไม่รอด การนำเข้าหมูจึงเป็นการจุดชนวนให้อุตสาหกรรมหมูไทยล่มสลาย คนไทยต้องอาศัยพึ่งพาหมูนอกเข้ามาบริโภค...แล้วความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะคงอยู่ได้อย่างไร?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;ลักขณา นิราวัลย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>21/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121213129163</Link_News></row>
<row _id="35"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : โครงการชิงเก็บ-ลดเผา แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือ 17 จังหวัดปีนี้</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;u&gt;&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;โครงการชิงเก็บ-ลดเผา&amp;nbsp;แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือ&amp;nbsp;17&amp;nbsp;จังหวัดปีนี้&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จสามารถลดจุดความร้อนลงได้ถึงร้อยละ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;จึงเดินหน้า&amp;nbsp;โครงการชิงเก็บ-ลดเผา&amp;nbsp;แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือ&amp;nbsp;17&amp;nbsp;จังหวัดปีนี้ต่อเนื่อง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ทุกปีหลายพื้นที่สุ่มเสี่ยงเกิดไฟป่าขึ้นที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป&amp;nbsp;อย่างปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;พบจุดความร้อน&amp;nbsp;(Hotspot)&amp;nbsp;ภาคเหนือลดลงร้อยละ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ดูจากตัวเลขช่วงวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;31&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่ผ่านมา&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ประเทศไทยในพื้นที่ภาคเหนือพบมีจุดความร้อนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp;30,293&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;เป็นปริมาณที่ลดลงถึง&amp;nbsp;26,036&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;เมื่อเทียบกับปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ทำให้ปีนี้ต้องเข้มงวดมาตรการปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกเผาเสียหายและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมลง&amp;nbsp;ด้วยการแปรรูปเชื้อเพลิงให้เกิดเป็นมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp;ควบคู่กับสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;โดยเน้นความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในการทำงานทุกครั้งอย่างมีสติ&amp;nbsp;ระมัดระวัง&amp;nbsp;และรอบคอบให้บรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ&amp;nbsp;สิ่งสำคัญอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ต้องมีความพร้อมเสมอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ได้เดินหน้าโครงการชิงเก็บ-ลดเผา&amp;nbsp;และเปิดยุทธการป้องกันไฟป่าประจำปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;เน้นการใช้มาตรการเชิงรุกและประสานงานกับทุกภาคส่วนแก้ปัญหาไฟป่า&amp;nbsp;โดยเฉพาะสร้างความมั่นใจให้ประชาชน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เพิ่มสมรรถนะปรับแนวคิดและระบบในการทำงานแบบใหม่&amp;nbsp;สร้างการรับรู้ความเข้าใจและการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน&amp;nbsp;หน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp;และภาคเอกชน&amp;nbsp;นายวราวุธ&amp;nbsp;ศิลปอาชา&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;ปีนี้ต้องพร้อมควบคุมไฟป่าใน&amp;nbsp;17&amp;nbsp;จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;42.09&amp;nbsp;ล้านไร่&amp;nbsp;ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและควบคุมไฟป่าเชิงพื้นที่&amp;nbsp;ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมไฟป่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ขั้นตอน&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;การเตรียมการช่วงวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตุลาคม&amp;nbsp;-&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ธันวาคม&amp;nbsp;จัดทำแผนการปฏิบัติงาน&amp;nbsp;แผนเผชิญเหตุ&amp;nbsp;กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า&amp;nbsp;//&amp;nbsp;การเตรียมการช่วงวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;-&amp;nbsp;15&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;แบ่งเป็น&amp;nbsp;ช่วงก่อวิกฤติเดือนมกราคม&amp;nbsp;ดำเนินการจัดตั้ง&amp;nbsp;War&amp;nbsp;room&amp;nbsp;จัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษควบคุมไฟป่า&amp;nbsp;จัดชุดลาดตะเวนตรวจหาไฟและจุดสกัด&amp;nbsp;และช่วงวิกฤติเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม&amp;nbsp;เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด&amp;nbsp;การบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงเก็บต่อเนื่อง&amp;nbsp;แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกอาเซียน&amp;nbsp;และสุดท้าย&amp;nbsp;ประเมินผลและสร้างความยั่งยืน&amp;nbsp;ช่วงวันที่&amp;nbsp;16&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp;30&amp;nbsp;กันยายน&amp;nbsp;วิเคราะห์พื้นที่ไฟไหม้ป่า&amp;nbsp;ออกประกาศห้ามเข้าบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้&amp;nbsp;การตรวจสอบไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้&amp;nbsp;การจัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ขณะที่&amp;nbsp;กรมป่าไม้&amp;nbsp;ได้เตรียมพร้อมป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp;ด้วยการจัดเตรียมกำลังพลผู้พิทักษ์ป่า&amp;nbsp;520&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;และเหยี่ยวไฟ&amp;nbsp;135&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;ประจำจุดต่างๆตามแผนที่กำหนด&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ส่วนโครงการชิงเก็บ-ลดเผาปีนี้ตั้งเป้าชิงเก็บ&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;ตัน&amp;nbsp;และชิงเผา&amp;nbsp;155,000&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;ควบคู่กับเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพตามโครงการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ&amp;nbsp;ป่าชายเลน&amp;nbsp;และป้องกันไฟป่า&amp;nbsp;กรมป่าไม้&amp;nbsp;ประจำปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ในพื้นที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;289,383&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลามและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบจิตอาสา&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>23/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220123103638511</Link_News></row>
<row _id="36"><NewsTitle>หมูไทยยกการ์ดสูง ป้อง ASF พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ยกระดับการเลี้ยงทั้งระบบ</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ผ่านมาแล้วกว่า 100 ปี นับตั้งแต่มีการพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ African Swine Fever (ASF) ที่ประเทศเคนยา ในทวีปแอฟริกา เป็นครั้งแรกของโลก เมื่อปี 2464 แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันโรคได้เข้าตีโจมตีอุตสาหกรรมหมูใน 35 ประเทศทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในหมู ไม่มีการติดต่อสู่คนหรือสัตว์อื่นก็ตาม ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าเนื้อหมูและชิ้นส่วนต่างๆที่จำหน่ายมีความปลอดภัย สามารถรับประทานเนื้อหมูได้ตามปกติ ยืนยันด้วยข้อมูลทางวิชาการ ที่สำคัญเนื้อหมูส่วนใหญ่ตามสถานที่จำหน่ายมีความปลอดภัยจากเชื้อ ASF เพราะตาม พ.ร.บ.ควบคุมการสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 โดยโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตต้องเข้มงวดตรวจสอบคัดกรองสุขภาพก่อนฆ่า (Ante-mortem inspection) แหละหลังฆ่า (Post-mortem inspection) ไม่ให้มีสุกรป่วยด้วยโรคระบาดเข้าผลิตและจำหน่ายแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการควบคุมการระบาดของโรคที่สำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โรคนี้จัดเป็นภัยร้ายแรงของอุตสาหกรรมหมู เพราะเมื่อไปถึงฟาร์มไหนแล้วความสูญเสียต่อฝูงสัตว์สูงถึง 100% หรือเสียหายยกฟาร์ม ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงยังต้อง ยกการ์ดให้สูง เพื่อป้องกันโรคอย่างเข้มงวดต่อไป เหมือนที่ร่วมมือกันมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญต้องมองเรื่องนี้ว่า แม้เป็น วิกฤติ แต่ก็ถือเป็น โอกาส ที่ประเทศไทยจะได้ยกระดับการเลี้ยงหมูทั้งระบบ ให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตที่ดี เพื่อเป็นขับเคลื่อนการสร้างอาหารปลอดภัยและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้คนไทยอย่างที่เคยทำมาตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนี้ รูปแบบการเลี้ยงหมูจะต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นทั้งความสะอาด การป้องกันโรค การบริหารจัดการฟาร์มที่เหมาะสม เพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคในหมูให้เข้มงวดยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่หยุดเลี้ยงหมูไปก่อนหน้านี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ของอุตสาหกรรม และสถานการณ์โรคต่างๆ วันนี้หากพร้อมจะกลับเข้ามาในระบบอีกครั้งดังที่ภาครัฐกำลังเร่งผลักดัน ก็ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องฟาร์ม เรื่องคน และมาตรฐานการเลี้ยงที่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเลี้ยงให้มีน้อยที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักสำคัญคือ ต้องดำเนินการตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยเฉพาะการจัดการด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ของฟาร์มหมู ซึ่งเรื่องนี้กรมปศุสัตว์มีนโยบายพร้อมให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงทุกๆขนาดการเลี้ยง ทั้งเกษตรกรรายย่อยที่มีหมูน้อยกว่า 50 ตัว เกษตรกรรายเล็กที่มีหมู 50-500 ตัว&amp;nbsp;เกษตรกรรายกลางเลี้ยงหมู 500-5,000 ตัว และรายใหญ่ ที่มีหมูตั้งแต่ 5,000 ตัวขึ้นไป ต่างสามารถนำหมูเข้าเลี้ยงในฟาร์มได้ โดยมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เลี้ยงอย่างเคร่งครัด คือ ฟาร์มทุกขนาดการเลี้ยงต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงระดับฟาร์ม และ ต้องปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่ไม่เพียงช่วยป้องกันโรค ASF ได้เท่านั้น ยังสามารถป้องกันโรคระบาดอื่นๆในหมูได้เป็นอย่างดีด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ป้องกันดีกว่าแก้ เป็นหัวใจของการเลี้ยงหมู ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในการลดความเสียหายและป้องกันโรคเข้าฟาร์มได้ก็คือ การปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคในหมู สำหรับฟาร์มหมูรายย่อยหรือฟาร์มรายเล็ก แนะนำให้ปรับใช้ระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม หรือ Good Farming Management (GFM) โดยจัดรูปแบบการป้องกันง่ายๆ อาทิ ให้พนักงานอาบน้ำเปลี่ยนชุดเข้าฟาร์ม พ่นยาฆ่าเชื้อรถขนส่งและโรงเรือน การป้องกันและกำจัดสัตว์พาหะ และห้ามไม่ให้รถขนส่งหมูเข้ามาถึงภายในฟาร์มอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อน เพื่อยกระดับเป็นฟาร์มที่มีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ Good Agricultural Practices (GAP) ในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เชื่อว่ามาตรการต่างๆ และมาตรฐานที่ดีที่ภาคผู้เลี้ยงกำลังเร่งดำเนินการนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมหมู และพลิกโฉมหน้าการเลี้ยงหมูของไทยทั้งระบบ ให้กลายเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ผู้ผลิตอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภคและสร้างความมั่นคงในอาหารให้กับคนไทยต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;&amp;nbsp; ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ชื่นชม นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>24/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124205910993</Link_News></row>
<row _id="37"><NewsTitle>คนเลี้ยงหมู ไม่ใช่แพะ</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;เมื่อใดที่เนื้อหมูราคาแพงขึ้น คนเลี้ยงหมูต้องตกเป็นเป้า "กลายเป็นแพะ" ในทันที โดยไม่มีใครเห็นใจหรือมองถึงปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญ ดูง่ายๆอย่างช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมกันยืนราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อฉีกตัวเองออกจากการเป็นจำเลยของสังคม ว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์เนื้อหมูราคาแพงอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งที่คนเลี้ยงต่างหากที่เป็นภาคส่วนที่ออกมาช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ในห้วงเวลานี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิ่งราคาหมูขุนหน้าฟาร์ม สัปดาห์ล่าสุด (วันพระที่ 25 มกราคม 2565) ตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ทุกภาคต่างปรับราคาลงมากันถ้วนหน้า โดยภาคตะวันตก ราคา 104 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออก 106 บาทต่อกิโลกรัม ภาคอีสาน 108 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนภาคเหนือและภาคใต้ ราคา 110 บาทต่อกิโลกรัม แต่จนแล้วจนรอด ทั้งภาครัฐ พ่อค้าหมู หรือแม้แต่ผู้บริโภค ก็ยังมิวายมองว่าหมูหน้าฟาร์มเป็นตัวการของปัญหาอยู่ดี นี่คือทุกข์ของคนเลี้ยงที่ประสบมาตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สมาคมฯ ระบุในรายงานข้อมูลสภาวะตลาดหมูว่า ราคาหมูที่ปรับตัวลงนี้ เกษตรกรร่วมกันดำเนินการเพื่อดึงราคาขายปลีกเนื้อหมูไม่ให้สูง ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ และยังช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค&amp;nbsp;ถึงแม้ว่าตอนนี้จะใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่ปกติการบริโภคจะสูงขึ้นก็ตาม แต่คนเลี้ยงเลือกที่จะร่วมกันดูแลด้านค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภค ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แม้พวกเขาต้องแบกภาระต้นทุนสูง โดยบางฟาร์มมีต้นทุนพุ่งไปถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม ก็เพราะคนเลี้ยงต้องการให้สังคมเข้าใจและผ่อนคลายสถานการณ์ราคาหมูให้ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนที่มีกระแสว่ามีการกักตุนเนื้อหมูและชิ้นส่วนในห้องเย็น 13,000-14,000 ตัน ถือว่าสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนอย่างมาก เพราะการเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นเพียงการบริหาร สินค้าคงคลัง (Inventory) สำหรับสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งธรรมชาติของสินค้าจากห้องเย็นสู่จุดขายปลีก จะมีการหมุนเวียนเข้า-ออกตลอดเวลา เพราะการเก็บแม้อยู่ในห้องเย็นก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุการจัดเก็บ ที่สำคัญปริมาณสต็อก 13,000 - 14,000 ตัน ที่ว่านี้ สามารถรองรับการบริโภคทั้งประเทศ ได้เพียง 3-4 วันเท่านั้น จากการบริโภคของทั้งประเทศในปัจจุบันที่ประมาณ 3,500 - 4,000 ตัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บสต๊อกไว้เพื่อเก็งกำไร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ ได้ให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 5 เดือนก่อนหน้านี้ เกษตรกรทั่วประเทศต่างประสบปัญหาภาวะราคาตกต่ำอย่างหนัก จากปริมาณหมูล้นตลาด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเก็บเนื้อหมูและชิ้นส่วนเข้าไว้ในสต็อก แม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากให้แบกรับ และตามปกติแล้วห้องเย็นจะมีการเก็บสต๊อกสินค้าพื้นฐาน เพื่อรอส่งมอบแก่ลูกค้าประจำ หรือนำไปแปรรูปเป็นสินค้าของตนเอง อย่างไรก็ตาม เนื้อหมูเป็นสินค้าที่ไม่สามารถแช่เย็นได้นาน เนื่องจากจะส่งผลต่อคุณภาพและเกิดการเน่าเสีย เพราะฉะนั้น การกล่าวอ้างว่ามีการเก็บเนื้อหมูเพื่อเก็งกำไร จึงไม่เป็นความจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;น่าเห็นใจคนเลี้ยงหมูไม่น้อย ที่นอกจากจะขายหมูหน้าฟาร์มได้ที่ราคาเดิมมาตลอด ไม่ได้ปรับราคาขึ้นอย่างที่มีคนพยายามปั่นแล้ว การขายหมูยังเป็นการขายขาดให้พ่อค้าคนกลาง จึงไม่ได้มีผลประโยชน์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับราคาเนื้อหมูที่ปรับสูงขึ้นก่อนจะถึงมือผู้บริโภค แถมยังออกหน้าช่วยลดราคาหมู เพราะไม่อยากให้มีการฉวยโอกาสปรับเพิ่มราคาขายปลีกเนื้อหมู ซึ่งเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงที่พุ่งสูงทั้งหมดโดยไม่เคยมีใครยื่นมือมาช่วย แต่กลับไม่สามารถขายหมูในราคาที่สะท้อนต้นทุนได้ วันนี้ความเข้าใจจากผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือสิ่งที่คนเลี้ยงอยากเห็นที่สุด ขอเพียงมองที่กลไกตลาดเป็นสำคัญ ให้อุปสงค์และอุปทานของตลาดเป็นตัวบ่งชี้ราคาสินค้าอย่างเสรีก็พอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>27/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127204900385</Link_News></row>
<row _id="38"><NewsTitle>อย่าฝังเกษตรกรทั้งเป็น ด้วยเนื้อหมูนำเข้า</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;แนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูมาเติมซัพพลายในประเทศ ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแนวทางแก้ปัญหาราคาหมู วิธีนี้อาจช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นๆ ได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ถือว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังเกษตรกรให้ตายทั้งเป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมุมของผู้บริโภค ย่อมต้องการให้ราคาอาหารปรับตัวลงเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แนวทางนี้จึงถูกเชียร์จากคนหมู่มาก แต่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงที่เป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศ เรื่องนี้กลับสร้างความหวั่นวิตกต่ออาชีพอย่างมาก เพราะการมาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมสั่นคลอนเสถียรภาพราคาหมู และความมั่นคงในอาชีพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประการแรก : หมูไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้ เนื่องจากหมูต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าไทยมาก จากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย 2-3 เท่า เพราะประเทศเหล่านั้นเป็นทั้งผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกันยังเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์รายสำคัญของโลกด้วย ต่างจากไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นทุกชนิด อาทิ กากถั่วเหลือง&amp;nbsp;ล่าสุดราคาอยู่ที่ 20.10 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นถึง 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแนวโน้มราคาปรับขึ้น จากประเทศผู้ผลิตหลักอย่างอาเจนตินาและบราซิลประสบปัญหาภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตอาจลดลง&amp;nbsp;ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคา 10.95 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 12% ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 5-10% ในไตรมาสที่ 1/2565 เพราะเป็นช่วงท้ายของฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตของไทย ราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้นกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตหมู เพราะอาหารสัตว์เป็นต้นทุน 60-70% ของการเลี้ยง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญอาชีพเกษตรกรของต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบยุโรป ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีคุณค่า ภาครัฐของเขาให้ความสำคัญและมองว่าต้องรักษาไว้ จึงให้การสนับสนุน (Subsidize) ในทุกๆด้าน ทั้งด้านการลงทุน ด้านการลดต้นทุนการผลิต และการสนับสนุนด้านการตลาด มิใช่การดูแลเฉพาะผู้บริโภคให้มีค่าครองชีพที่เหมาะสม แต่เกษตรกรต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีผลกำไรในการประกอบกิจการ ซึ่งจะช่วยคงอาชีพเกษตรกรเอาไว้เพื่อป้อนสินค้าให้คนทั้งประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประการที่ 2 : ความเสี่ยงจากโรคที่มากับหมูนำเข้า เพราะในแต่ละประเทศมีโรคประจำถิ่นทั้งสิ้น การยอมให้หมูนอกเข้ามา ก็ไม่ต่างกับการนำเข้าโรคต่างถิ่นมาในประเทศไทย หากเชื้อโรคเข้ามาปนเปื้อนในธรรมชาติ ในกระบวนการเลี้ยงหมู ฝูงหมูของไทยย่อมโดนเชื้อโรคต่างถิ่นเข้าทำร้าย ซึ่งวันนี้ก็เห็นภาพความเสียหายแล้วจากโรค ASF ที่ในที่สุดก็เข้ามาเจาะไข่แดงอุตสาหกรรมหมูไทยได้ หลังจากมีความพยายามป้องกันตลอด 3 ปีที่ผ่านมา วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องไม่ยอมให้หมูนอกเข้ามา เพื่อปิดประตูเสี่ยงทั้งหมดให้ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรเลี้ยงหมู ถือเป็นกลุ่มคนที่ต้องดูแลตัวเอง ดูแลกันเอง และต้องเป็นผู้เสียสละ เพราะต้องขายสินค้าภายใต้การควบคุม ไม่สามารถขายในราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ ไม่เคยขายหมูได้ตามกลไกตลาดที่เกิดขึ้น ดูง่ายๆอย่างวันนี้ที่คนเลี้ยงหมูพยายามประคับประคองสถานการณ์ ด้วยการรักษาระดับราคาหมูไม่ให้เกินกว่ากิโลกรัมละ 110 บาท มาเป็นเวลา 1 เดือน ล่าสุดยังช่วยกันลดราคาหมูหน้าฟาร์มลงมาอีก เฉลี่ยอยู่ที่ 104-110 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค และป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับเพิ่มราคาขายปลีกเนื้อหมูในช่วงเทศกาลตรุษจีน แม้ว่าเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงถึง 100-120 บาทต่อกิโลกรัมแล้วก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เท่ากับว่าเกษตรกรต้องแบกภาระขาดทุนเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังต้องหวั่นใจกับแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมู ที่จะกลายเป็นตัวบ่อนทำลายอาชีพของพวกเขา เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ และยังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ มาตรการของภาครัฐที่กำลังเร่งผลักดันเกษตรกรรายย่อยให้กลับเข้ามาในระบบ เพื่อช่วยกันเพิ่มซัพพลายหมูต้องล้มเหลว เพราะเกษตรกรเริ่มไม่มั่นใจในอาชีพ เมื่อไม่อยากเสี่ยงก็อาจถอดใจไม่กล้าลงทุนเลี้ยงหมูรอบใหม่ กลายเป็นการฉุดรั้งการแก้ไขปัญหาในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องคิดทบทวนแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูอย่างละเอียด อย่ามองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้น จนลืมผลกระทบในระยะยาว และหนทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ทำได้ง่าย แค่ปล่อยกลไกตลาดให้ทำงานตามวิถีของมัน เมื่อราคาปรับขึ้นตามปริมาณที่ลดลง คนจะลดการบริโภคในทันที ในที่สุดปริมาณจะกลับสู่จุดสมดุล ราคาก็จะกลับมาปกติเอง โดยไม่ต้องหาหนทางมาควบคุมดูแล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;คุณณัฐภัทร ร่มธรรม นักวิชาการอิสระ ด้านการเกษตร&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>28/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128175714753</Link_News></row>
<row _id="39"><NewsTitle>การบริโภคเชิงคุณภาพ มีราคาที่ต้องจ่าย</NewsTitle><Detail>&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;strong&gt;ได้อ่านบทความเรื่อง เมื่อหมูแพง ไม่ใช่เรื่องหมูๆ ของ ผศ. ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(NIDA) แล้ว เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่อาจารย์นำเสนอ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า &lt;em&gt;...&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;em&gt;กระแสการบริโภคจะเปลี่ยนไปจากการบริโภคเชิงปริมาณ (Quantity Consumption) เป็นการบริโภคเชิงคุณภาพ (Quality Consumption) ราคาของสินค้าที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่าย ให้น้ำหนักกับคุณภาพของสินค้ามากขึ้น อย่างเช่นผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจะยอมจ่ายซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นมาก เพื่อแลกกับคุณภาพของสินค้าที่ดีขึ้น เป็นสินค้าที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เป็นสินค้าที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เป็นต้น ... การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นมิติหนึ่งของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่ผู้ผลิตรวมทั้งภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ต้องปรับให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหมายถึงการที่ต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น... &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;strong&gt;ใช่แล้วครับ ทุกอย่างมีต้นทุน มีราคาที่ต้องจ่าย และของดีมีคุณภาพ ย่อมไม่ใช่ของราคาถูก!! &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;ราคาหมูก็เช่นกัน เมื่อไหร่คนไทยจะเลิกคิดว่า หมูต้องถูก สินค้าเกษตรห้ามแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีปัจจัยสำคัญมากระทบปริมาณผลผลิต เช่น โรคระบาด ASF ที่เข้ามาสร้างความเสียหาย ทำให้ไทยเหลือปริมาณหมูขุนเพียง 14.7 ล้านตัว จากปี 2563 ที่มีการผลิตหมูประมาณ 20.45 ล้านตัว และเชื่อว่ากว่าปริมาณหมูมีชีวิตจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ อาจต้องใช้เวลาอีกราว 2-3 ปี เราจึงได้เห็นราคาหมูแพงขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกตลาด ของน้อย ความต้องการสูง ราคาก็แพง วันใดที่ปริมาณของมากเกินกว่าความต้องการ ราคาย่อมตกต่ำ &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;แต่เมื่อปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงปริมาณผลผลิตคือ โรคระบาด ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และสร้างวิถีปกติใหม่ให้เกิดขึ้น ไม่ต่างจากโควิด-19 ที่ระบาดในหมู่มนุษย์ทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิด New Normal ที่แตกต่างไปจากเดิม&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;โรค ASF ก็เช่นกัน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจะมีวิถีปกติใหม่ที่ต้องปฏิบัติ นั่นคือจำเป็นต้องยกระดับฟาร์มของตนให้เข้าสู่ฟาร์มมาตรฐาน GFM : Good Farming Management คือเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม ยกระดับการเลี้ยง การจัดการให้สัตว์มีความปลอดภัยทางชีวภาพ มีระบบการบันทึกข้อมูล มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เพื่อให้ได้ปศุสัตว์และผลผลิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;strong&gt;ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ&lt;/strong&gt; ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ระบุในบทความของเธอว่า การแก้ปัญหาโรคระบาดด้วยการวางมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มข้นเป็นสิ่งจำเป็น หากทำฟาร์มหมูแบบเดิม คงไม่รอด ดังนั้น ทิศทางของฟาร์มหมูในอนาคตจึงจะเข้าสู่มาตรฐานฟาร์มทั้งหมด ซึ่งดีกับทุกฝ่ายทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ประเด็นคือ ต้นทุนการดูแลหมูให้ดี นั้นเป็นต้นทุนที่สูงมาก &lt;span style="background-color: white; color: rgb(51, 51, 51);"&gt;ไม่ว่าจะเป็นการเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีและแข็งแรง การสร้างโรงเรือนระบบปิด การเลือกใช้อาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนระบบป้องกันโรคที่ต้องเข้มงวดทั้งกับสัตว์และแรงงานในฟาร์ม รวมถึงรถขนส่งต่าง ๆ ที่ต้องมีการฆ่าเชื้อ ทั้งรถทั้งคน สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ต้องจ่ายเพื่อผลิตหมูที่ดีมีมาตรฐาน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;ซึ่งน่าจะหมายความว่าราคาหมูจะไม่ปรับลดลงไปที่ระดับเดิมได้อีก &amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;จริงอยู่...ปัจจุบันมีผู้บริโภคส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับหมูคุณภาพ หมูที่ได้รับการเลี้ยงอย่างปลอดภัย ในโรงเรือนระบบปิดที่ป้องกันโรคได้ หมูที่ได้รับมาตรฐานหลักสวัสดิภาพสัตว์ หรือหมูที่ปราศจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้ยินดีจ่าย เพื่อให้ได้ของดีมีคุณภาพสำหรับตนเองและครอบครัว ส่วนใหญ่จะซื้อหมูมีแบรนด์ในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;แต่นับแต่นี้ไป เกษตรกรทั้งหมดต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงวิธีการเลี้ยงหมู เพื่อนำไปสู่การผลิตเนื้อหมูปลอดภัย ภายใต้การลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงหมูที่จำเป็นต้องมีระบบไบโอซีเคียวริตี้ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจากการกู้หนี้ยืมสินสถาบันการเงิน ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นต้นทุนของเกษตรกรที่ต้องแลกกับความเสี่ยงเรื่องโรค รวมถึงความไม่แน่นอนของราคาขายที่มักถูกกำหนดเพดานราคา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;กล่าวได้ว่าในอนาคต หมูในตลาดไม่ว่าจะเป็นของเกษตรกรรายเล็ก หรือของรายใหญ่มีแบรนด์ก็ล้วนเป็นหมูที่มีการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารและมาตรฐานด้านสุขอนามัยให้ผู้บริโภค (อาจแตกต่างกันไปตามระดับความพรีเมี่ยมของแต่ละตลาด) &lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&lt;em&gt;แน่นอนว่า ผู้บริโภค อีกส่วนหนึ่ง จำเป็นต้องเรียนรู้และยอมรับว่า ของดีย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย พร้อมๆกับล้มเลิกแนวคิดที่ว่า สินค้าเกษตร ต้องมีราคาถูก รวมทั้งเรียนรู้ให้ กลไกตลาด เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดสมดุลความต้องการบริโภคกับปริมาณผลผลิตว่าราคาหมูควรจะอยู่ที่จุดใด &amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่วันที่สมดุลซัพพลายดีมานด์ของหมูจะเกิดขึ้นได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูต้องมั่นใจก่อนว่า เมื่อลงทุนเลี้ยงหมูแล้วจะสามารถขายหมูได้ในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตหมูที่แท้จริง เป็นราคาขายตามกลไกตลาด ไม่ใช่ถูกควบคุมดังเช่นอดีต ไม่เช่นนั้น กว่าปริมาณหมูบ้านเราจะเข้าสู่ภาวะปกติได้คงต้องยืดเวลาออกไปอีกนาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;อาจหาญ วิจารณ์ทัศน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>29/1/2022</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129152108990</Link_News></row>
<row _id="40"><NewsTitle>ผลผลิตและบรรจุภัณฑ์เกษตรอินทรีย์สุรินทร์จากรากหญ้าพัฒนาสู่ตลาดทอปส์ มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้า</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ไปดูผลิตภัณฑ์จากผลผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างหลากหลายของสวนเฮียโอ๊ะ&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เกษตรกรชาวตำบลเทนมีย์&amp;nbsp;จังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp;ที่มีการบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและทันสมัยให้ประชาชนคนบริโภคได้เลือกซื้อ&amp;nbsp;เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากรากหญ้าสู่ตลาดทอปส์&amp;nbsp;มาร์เก็ต&amp;nbsp;ที่ทันสมัยระดับสากล&amp;nbsp;&lt;strong&gt;......ติดตามได้จากรายงาน.......&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ภาพสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากผลผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างหลากหลายของสวนเฮียโอ๊ะ&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือนายยศพล&amp;nbsp;จอกแก้ว&amp;nbsp;เกษตรกรชาวตำบลเทนมีย์&amp;nbsp;จังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp;ที่มีการบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและทันสมัย&amp;nbsp;ให้ประชาชนคนบริโภคได้เลือกซื้อกัน&amp;nbsp;ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของสินคร้าป้อนสู่ตลาดจริงใจ&amp;nbsp;(Farmers&amp;nbsp;Market)&amp;nbsp;ภายใต้ความร่วมมือของจังหวัดสุรินทร์กับกลุ่มเซ็นทรัล&amp;nbsp;เพื่อเป็น&amp;nbsp;ช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp;ที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;ได้นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ&amp;nbsp;สดใหม่&amp;nbsp;จำหน่ายในราคาถูกให้กับผู้บริโภคโดยตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;-----เสียง------&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายยศพล&amp;nbsp;จอกแก้ว&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เกษตรกรชาวตำบลเทนมีย์&amp;nbsp;จังหวัดสุรินทร์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;จังหวัดสุรินทร์ได้ขับเคลื่อนการทำเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โดยมีนโยบายในการส่งเสริมในการทำเกษตรอินทรีย์วิถีสุรินทร์แบบครบวงจร&amp;nbsp;ตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp;จนถึงปลายน้ำ&amp;nbsp;โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์ให้มีคุณภาพ&amp;nbsp;และมีแหล่งจำหน่ายสินค้า&amp;nbsp;ซึ่งเกษตรกรแต่ละกลุ่มจะต้องมีที่รวมสินค้า&amp;nbsp;ที่บรรจุภัณฑ์&amp;nbsp;และกระจายสินค้าของกลุ่มด้วย&amp;nbsp;และมีการเรียนรู้ในการทำธุรกิจในรูปแบบค้าปลีกสมัยใหม่ในการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพและผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากสารปนเปื้อน&amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp;มีความเข้มแข็งมากขึ้น&amp;nbsp;และที่สำคัญประชาชนผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp;ได้คุณภาพ&amp;nbsp;สดใหม่&amp;nbsp;ในราคาถูก&amp;nbsp;และส่งเสริมการปลูกพืชผักอินทรีย์เพื่อผลดีทั้งตัวเกษตรกร&amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;และผู้บริโภค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#สำนักข่าว&amp;nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>31/1/2022</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สุรินทร์</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220131203729623</Link_News></row>
</data>
